FAZER LOGINเพราะเหตุผลบางอย่างทำให้นางกับเขาไม่อาจเปิดเผยตัวตน แต่ใครจะรู้ว่าบุรุษที่เขาจุมพิตในวันนั้นจะกลายเป็นสตรีที่มีผลต่อชีวิตเขาไปตลอดกาล
Ver maisชายแดนตะวันออกแคว้นฉู่ เมืองหนานจิง
เรือส่งสินค้าของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจอดเทียบอยู่ท่าเรือเทียนจิน
“หัวหน้า พวกเราตรวจนับสินค้าเรียบร้อยแล้วขอรับ” ไป๋เทียนคั่วลูกน้องคนสนิทเอ่ยกับหัวหน้าขบวนคุ้มภัยเมื่อลำเลียงสินค้าลงบนเรือส่งสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว
“เช่นนั้นก็ออกเดินทางได้” หัวหน้าคุ้มภัยกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาฉายแววเย็นชาเป็นปกติ
“ขอรับ”
เจ้าของร่างค่อนข้างบอบบางของหัวหน้าคุ้มภัยกำลังจะเดินขึ้นไปบนเรือบรรทุกสินค้า กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “ช้าก่อน” หัวหน้าคุ้มภัยหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนผู้นั้น คิ้วเรียวงามขมวดเล็กน้อย ดวงตาหรี่มองบุรุษที่สวมเครื่องแบบของทางการตรงหน้า
คนผู้นั้นเอ่ยต่อ “ข้าคือเจ้าหน้าที่ของทางการ ขออนุญาตตรวจค้นเรือของเจ้าเพื่อหาตัวคนร้ายที่ลักลอบช่วยเหลือโจรกบฏ หวังว่าหัวหน้าคุ้มภัยจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” ชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหิน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะแม้แต่เจ้าของแผ่นดินแคว้นฉู่ ก็ยังให้ความเกรงใจอยู่หลายส่วน
หัวหน้าคุ้มภัยครุ่นคิดครู่หนึ่ง หน่วยสอดแนมของสำนักคุ้มภัยจึงเดินเข้ามากระซิบเสียงเบา จากนั้นหัวหน้าคุ้มภัยจึงพยักหน้า พลางเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ของทางการ “เชิญใต้เท้าตามสบาย” หัวหน้าคุ้มภัยเว้นไปสองลมหายใจจึงพูดต่อ “แต่ตามกฎของสำนักคุ้มภัยของเราห้ามเปิดดูสินค้าข้างในก่อนจะถึงมือลูกค้าเด็ดขาด”
เดิมทีสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินคุ้มกันสินค้ามาจากเมืองหลวงเพื่อส่งให้กับพ่อค้าที่เมืองหนานจิง และขากลับยังได้รับการจ้างวานให้คุ้มกันเกลือจากเมืองนี้ไปส่งให้พ่อค้าที่อยู่ทางเมืองหลวงด้วย เช่นนั้นจึงไม่สามารถทำให้สินค้าเสียหายได้แม้เพียงเล็กน้อย ถึงแม้จะรู้ว่าสินค้าพวกนั้นเป็นเกลือก็ตาม
“ข้าทราบแล้ว” กล่าวจบเจ้าหน้าที่ของทางการราวสิบคนก็เดินขึ้นไปบนเรือ และทำการตรวจค้นทันที ภายในเรือบรรจุด้วยถังไม้ขนาดใหญ่ และมีฝาปิดอย่างมิดชิด เรือลำนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นสองกับชั้นสามมีถังไม้วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยราวหนึ่งร้อยถัง
หนึ่งเค่อต่อมาเจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงวิ่งมารายงานกับหัวหน้า “พวกเราตรวจค้นทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ไม่พบเบาะแสใด ๆ เลยขอรับ”
เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าจึงเอ่ยกับหัวหน้าคุ้มภัย “ข้าต้องขอตรวจค้นชั้นหนึ่งแล้ว” เห็นท่าทีลังเลของหัวหน้าคุ้มภัยเจ้าหน้าที่จึงเอ่ยขึ้นอีก “ข้าเพียงทำตามหน้าที่ ไม่ได้คิดล่วงเกินสำนักคุ้มภัยเหินเมฆาแม้แต่น้อย”
หัวหน้าคุ้มภัยจึงกล่าวด้วยท่าทีบริสุทธิ์ใจ “เช่นนั้นก็เชิญ”
ภายในชั้นหนึ่งของเรือแบ่งเป็นห้องพักสำหรับคนงานของสำนักคุ้มภัย รวมถึงห้องพักของหัวหน้าคุ้มภัยด้วย หัวหน้าคุ้มภัยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามอำเภอใจ ส่วนตัวหัวหน้าเองก็เข้าไปในห้องของตนทันที พร้อมกวาดสายตามองไปรอบห้องปราดหนึ่ง มือเรียวเล็กเก็บหนังสือและกระดาษที่วางกองอยู่บนโต๊ะ แล้วเก็บลงในกล่องไม้ทันทีราวกับว่ากลัวใครจะเข้ามาเห็นกระดาษและหนังสือพวกนั้น จมูกยังได้กลิ่นแปลกปลอมที่ลอยคลุ้งอยู่ในห้อง เสร็จแล้วจึงกวาดสายตาไปทั่วห้องอีกครั้ง
ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับรอยคราบของเหลวบนพื้นเรือ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหยดเลือด ขากำลังจะก้าวออก กลับได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก พร้อมกับเสียงเข้มดังขึ้น “หัวหน้าคุ้มภัย ข้าขอเข้าไปตรวจค้นข้างในห้องได้หรือไม่”
หัวหน้าคุ้มภัยรีบเช็ดรอยคราบนั้นด้วยแขนเสื้อสีเข้มของตนพลางฉีดพ่นสุมนไพรเพื่อดับกลิ่น เท้าเล็กเตะกล่องไม้ใบขนาดย่อมที่บรรจุด้วยกระดาษและหนังสือ ปิดช่องทางลับนั้นไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปเปิดประตูพร้อมกล่าวโดยไม่เปลี่ยนแปลงสีหน้า “เชิญ”
เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้ากับลูกน้องอีกสองคนเดินเข้ามาตรวจค้น แต่ภายในห้องมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้หนึ่งชุด เตียงนอนและกล่องหนึ่งใบเท่านั้น ซึ่งกล่องใบนั้นมีขนาดเล็กไม่มีทางที่บุรุษร่างโตจะเข้าไปหลบซ่อนได้ พวกเขาจึงไม่ได้เปิดดู เมื่อตรวจสอบแล้วไม่เจอความผิดปกติ คนที่เป็นหัวหน้าของทางการจึงเอ่ย “ขอบคุณเจ้ามากที่ให้ความร่วมมือ”
“เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว” หัวหน้าคุ้มภัยกล่าวเสียงเรียบเรื่อย
ก่อนจากไปหัวหน้าของทางการยังพูดขึ้นว่า “ห้องพักของเจ้าไม่คล้ายกับห้องของบุรุษเลยสักนิด” เพราะมันมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่ว
หัวหน้าคุ้มภัยยิ้มเพียงเล็กน้อย “ข้าเป็นคนรักความสะอาด จึงไม่ชอบให้ห้องมีกลิ่นเหม็นอับ”
หัวหน้าของทางการเดินออกไปแล้ว ผู้เป็นลูกน้องจึงถามขึ้น “หัวหน้า บนเรือลำนี้ไม่มีเบาะแสคนร้ายจริง ๆ หรือขอรับ”
คนเป็นหัวหน้าตอบอย่างมีเหตุผล “คนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังได้รับพิษ หากเขาอยู่ที่นี่ย่อมได้กลิ่นเลือดและพิษนั้น”
“ข้าน้อยช่างโง่เขลายิ่งนัก”
“รีบไปตรวจค้นที่อื่นก่อนเถิด หากเราทำงานไม่สำเร็จ จะถูกองค์ชายลงโทษเอาได้”
“ขอรับ”
เจ้าหน้าที่ทางการจากไปไกลแล้ว มือเรียวงามราวกับลำเทียนจึงเลื่อนหีบไม้นั้นออกพร้อมกับเปิดช่องทางลับซึ่งมีลักษณะคล้ายประตูบานหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กกว่าประตูทั่วไปหากจะเข้าไปตรงนั้นต้องเดินตะแคงข้างเข้าไป ในห้องลับนั้นหัวหน้าคุ้มภัยเอาไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้า อาวุธ และยารักษาโรค
จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “จะอยู่ในนั้นอีกนานหรือไม่”
เมื่อรู้ว่าถูกจับได้คนข้างในจึงค่อย ๆ คลานออกมาแล้วนั่งพิงกับผนังห้องอย่างหมดแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องของตนไว้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบเลือด ใบหน้าบิดนิ่วเล็กน้อย “ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”
หัวหน้าคุ้มภัยมองบุรุษตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่หล่อเหลา แต่ใบหน้ากลับผัดหน้าขาวเนียนราวกับสตรี ริมฝีปากบางนั้นยังทาชาดแดง นี่หรือคือคนร้ายที่ช่วยเหลือกบฏ
“ข้าแค่ไม่อยากคุยกับคนพวกนั้นนาน” เดิมทีสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนของทางการอยู่แล้ว หัวหน้าคุ้มภัยเอ่ยขึ้นอีก “คนของทางการไปกันหมดแล้ว เจ้าก็ควรลงจากเรือของข้าได้แล้ว”
“พวกมันเปลี่ยนที่อยู่ใหม่แล้ว”“ต้องกลับไปรายงานท่านแม่ทัพ”ทหารทั้งสองคุยกัน ก่อนจะจุดไฟเผาเรือนทุกหลังที่อยู่ในหุบเขาซงซาน แล้วรีบกลับไปรายงานให้นายทราบคาราวานของซูหย่ากับองค์ชายทั้งสองเดินทางมาถึงทางสามแยกที่จะไปเมืองหลวงกับชายแดนตะวันออก เซี่ยเหยียนเหวินดีใจมากที่กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย อีกไม่ถึงสิบลี้ก็จะถึงเมืองหลวงแล้วเขาหยุดม้าและบอกกับทุกคน “ข้าขอไปปลดเบาสักครู่นะ” ว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งหายเข้าไปในป่าเซี่ยเฟิงเหมียนกำลังจะปลดสายรัดเอวทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง“กรี๊ด! ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย อย่าทำอะไรข้าเลยนะ” เป็นเสียงของสตรีร้องขอความช่วยเหลือ เซี่ยเฟิงเหมียนรีบวิ่งไปตามเสียง ซูหย่าและเซี่ยเหยียนแหวิน วิ่งตามเข้าไป ส่วนไป๋เทียนคั่ว กับลู่จื้อเผิงควบม้าไปตรวจสอบรถม้าที่จอดอยู่ด้านหน้า ดูเหมือนจะมีคนนอนหมดสติอยู่ตรงนั้น ปัง! เซี่ยเฟิงเหมียนเหนี่ยวไกใส่ชายคนนั้น ทั้งรู้สึกตื่นเต้นทั้งหวาดกลัวปนเปกัน แต่เขาจำเป็นต้องช่วยหญิงสาวคนนั้น ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ล้มลงตรงหน้าผู้หญิงคนนั้น นางกลัวจนตัวสั่นงันงกไปหมด เซี่ยเฟิงเหมียนก้าวอย่าง
ซูหย่าไม่ได้สนใจพวกเขาสองคน เตรียมอุปกรณ์มาทำแผลให้เซี่ยเหยียนเหวินต่อ ซูหย่าถามลู่จื้อเผิง “เหตุการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”“ส่วนมากโดนระเบิดอสูรตายกันหมด ลูกน้องทั้งสองของมันก็ตายแล้ว แต่หัวหน้ามันหนีไปได้”“จับเป็นได้สักคนหรือไม่” เซี่ยเหยียนเหวินถาม“จับได้ แต่พวกมันซ่อนยาพิษไว้ใต้ลิ้นกันทุกคน พอโดนจับได้พวกมันก็กลืนยาพิษแล้วขอรับ”“เป็นค่ายโจรหมื่นพิษก็ต้องใช้พิษให้เป็นประโยชน์” ซูหย่ากล่าว“จะทำอย่างไรถึงจะรู้ที่อยู่ของพวกมัน”“ไม่ต้องทำอย่างไร ลูกน้องคนสนิทมันตายทั้งสองคน มันคงไม่อยู่นิ่งอย่างแน่นอน” ขณะที่พูดซูหย่าก็ทำแผลให้เขาเสร็จแล้วลู่จื้อเผิงจึงช่วยเขาสวมเสื้อผ้า สวมไปก็อดนึกภาพตามไม่ได้ ซูหย่าต้องเห็นเรือนร่างอันเปล่าเปลือยของนายน้อยแล้วอย่างแน่นอน“นอนพักสักหน่อย ตื่นขึ้นมาก็ดีขึ้นแล้ว” ซูหย่าลุกขึ้นเตรียมลงจากรถม้า เซี่ยเหยียนเหวินรีบคว้ามือนางไว้ ลู่จื้อเผิงเห็นดังนั้นก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก แต่ก็รีบก้าวออกไปโดยเร็ว“มีอะไรอีก” ซูหย่าค่อย ๆ แกะมือเขาออก“ขอบคุณเจ้ามาก”“เจ้าก็เคยถอนพิษให้ข้า เช่นนั้นเราก็เจ๊ากัน”“เจ๊ากันอย่างนั้นรึ”“อืม หมายถึงพวกเราไม่ติดค้
ซูหย่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับชายคนนี้จริง ๆ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินไปสอนเขาอยู่ดี นางโอบไหล่หลัง เขายังไม่เคยคิดห้ามสักนิด แสร้งยิงปืนพ่นไฟไม่เป็นนางจะได้สอนเขานาน ๆ ภาพของซูหย่าตีมือตีแขนของเซี่ยเหยียนเหวินทำให้ไป๋เทียนคั่วอดยิ้มตามไม่ได้ แต่คนที่อยากร้องไห้กลับเป็นลู่จื้อเผิง ถึงเขาจะดีใจที่เจ้านายยอมมีความรัก แต่เขาก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้สักทีเมื่อเห็นบุรุษสองคนแสดงความรักต่อกัน มันทำให้เขาอดขนลุกไม่ได้จริง ๆ การเดินทางกลับเมืองหลวงราบรื่นเป็นอย่างดี พอผ่านอุโมงค์ป่ามรณะไปได้เซี่ยเฟิงเหมียนก็โล่งใจแล้ว สีหน้าเขาดูสดชื่นขึ้นมาก มิหนำซ้ำยังชวนคนอื่นคุยไม่หยุดปากแต่ขณะที่เขากำลังพูดคุยอยู่กับพี่ชายและซูหย่าอย่างสบายใจอยู่นั้น ก็มีบางอย่างพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว แต่โชคดีที่เซี่ยเหยียนเหวินใช้กระบี่ปัดออกได้ทันเซี่ยเหยียนเหวินตะโกนขึ้นว่า “มีนักฆ่า” จากนั้นทุกคนก็ใช้กระบี่ปัดป้องพายุลูกดอกออกจากตัวซูหย่ายิงปืนพ่นไฟออกสองนัด คนคุ้มภัยก็เริ่มใช้ตาม แต่ครั้งนี้โจรพวกนั้นใช้วิธีการยิงลูกดอกแบบจู่โจม อีกทั้งยังใช้วิชาตัวเบาแฝงตัวอยู่บนต้นไม้ คนคุ้มภัยจึงจัดการได้
“อย่ามาแตะต้องตัวข้า” ซู่หย่าเบี่ยงศีรษะหลบ “เจ้าไม่เคยถือสาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ไม่ว่าเปล่า ลดมือจากศีรษะแล้วยังวาดแขนพาดบ่านางไว้อีก “เอาแขนออกไป” ซูหย่าว่าเสียงดุ แต่ไม่ได้ขัดขืนการกระทำนั้น “เดินดี ๆ เดี๋ยวก็ล้มกันพอดี” เขากระชับวงแขนขึ้นอีก “เซี่ยเหยียนเหวิน” “ว่าอย่างไรซูหย่า” “นี่เจ้า” “น่ารักใช่ไหมล่ะ” “น่ารักกับผีน่ะสิ” เขาเอาแต่หัวเราะฮาฮา และยังคงเดินโอบไหล่นางไปอย่างนั้น พอใกล้ถึงทางเข้าค่ายทหารเท้าทั้งสองจึงหยุดชะงัก “นายน้อย ซูหย่า” ลู่จื้อเผิงโผล่มาตอนนี้ได้อย่างไร เซี่ยเหยียนเหวินค่อย ๆ ลดมือลงอย่างไม่เต็มใจนัก พูดเสียงติดขัด “ข้า ข้านอนไม่หลับ จึงไปเดินสูดอากาศมา” “ข้าก็เหมือนกัน” กล่าวจบซูหย่าก็รีบเดินจากไปทันที เซี่ยเหยียนเหวินเดินกลับกระโจมโดยไม่สบตากับลู่จื้อเผิงแม้แต่น้อย “เดินสูดอากาศ ตอนยามจื่อนี่นะ” ทางด้านของต้วนจื่อรุ่ย เมื่อกลับมาถึงกระโจมก็นอนไม่หลับ ในหัวมีแต่หน้าซูหย่า อีกทั้งยังตกใจที่รู้ว่

















