LOGINมือเล็กซูบผอมของซูซินยื่นออกไปคว้าข้อมือของหวังมามาเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ
นางไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าปะทะ แต่ใช้องค์ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ กดนิ้วลงบนแนวเส้นประสาทมีเดียนบริเวณข้อมืออย่างฉับพลันและตรงจุด
“อ๊ากกก!” หวังมามากรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แขนทั้งข้างพลันชาไร้เรี่ยวแรง หัวเข่าอ่อนยวบจนทรุดลงไปกองกับพื้น
“มือข้า มือของข้า ฮูหยินช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ แขนของบ่าวจะหักแล้ว”
“เจ้าทำอะไรหวังมามา” ฮูหยินหลิวตกใจจนหน้าผากมีเหงื่อเย็นซึมออกมา
“ข้าเพียงช่วยกระตุ้นเส้นประสาท เพื่อให้มามาตื่นจากความฝันเท่านั้นเจ้าค่ะ” ซูซินตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนคลายมือออก
หวังมามาล้มพับลงกับพื้นทันที นางใช้มืออีกข้างกุมข้อมือไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้านทั้งจากความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ซูซินปัดฝุ่นออกจากฝ่ามือเบาๆ แล้วเงยหน้าสบตาฮูหยินหลิวโดยตรง
“ฮูหยินใหญ่อุตส่าห์เดินทางมาถึงวัดร้างวันนี้ คงไม่ได้มาเพียงเพื่อดูว่าข้าตายแล้วหรือยังหรอกกระมังเจ้าคะ” นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ท่านมีจุดประสงค์ใดก็พูดมาตรงๆ เถิดเจ้าค่ะ อย่าเสียเวลาแสดงละครฉากใหญ่เลย เพราะข้าดูออกหมดแล้ว” ฮูหยินหลิวกัดกรามแน่น ความพรั่นพรึงสายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กสาวที่เคยอ่อนแอ เชื่องช้า และหลอกใช้งานได้ง่ายอย่างเกาซูซิน จึงเปลี่ยนไปเป็นคนเย็นชาและน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ได้ภายในคืนเดียว
“ดี ในเมื่อเจ้าอยากพูดกันตรงๆ ข้าก็จะไม่อ้อมค้อมอีก” ฮูหยินหลิวสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้
“ราชสำนักมีพระราชโองการลงมา ตระกูลเกาของเราต้องส่งบุตรสาวหนึ่งคนไปแต่งงานกับเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเพิ่งสูญเสียภรรยาไป” ซูซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เสนาบดีฝ่ายซ้าย บุรุษวัยห้าสิบกว่าปีที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม และเคยทารุณบ่าวรับใช้จนเสียชีวิตไปหลายคนนั่นน่ะหรือเจ้าคะ”
“เจ้า” ฮูหยินหลิวชักสีหน้า แต่ไม่นานก็เชิดคางขึ้นอย่างถือดี
“เพยผิงมีสัญญาหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวอยู่ก่อนแล้ว ในตระกูลเกามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่เหมาะสม ท่านพ่อของเจ้าก็เห็นชอบกับเรื่องนี้แล้ว พรุ่งนี้จะมีรถม้าจากจวนมารับเจ้ากลับไปเตรียมตัวแต่งงาน”
ซูซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“ที่แท้ก็แค่มาหาตัวแทนไปตายแทนบุตรสาวสุดที่รักของท่านนี่เอง”
“เจ้าพูดให้ดี”
“ข้าพูดไม่ถูกหรือเจ้าคะ” ซูซินก้าวเข้าไปใกล้ฮูหยินหลิว จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ชุ่น ก่อนโน้มตัวกระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“ได้สิเจ้าคะ ข้าจะกลับตระกูลเกา” ฮูหยินหลิวชะงัก มองนางด้วยความไม่ไว้วางใจ
“เจ้ายอมหรือ”
“ยอมสิเจ้าคะ” ซูซินค่อยๆ ถอยออกมา ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ทว่านัยน์ตากลับทอประกายคมกริบประหนึ่งคมมีดผ่าศพ
“หากข้าไม่กลับไป ตระกูลเกาจะสนุกได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ซูซินยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยทีละถ้อยคำอย่างชัดเจน
“เพียงแต่ฮูหยินใหญ่ควรจดจำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตั้งแต่วินาทีที่ข้าก้าวผ่านประตูตระกูลเกากลับเข้าไป ข้าจะเริ่มชำระบัญชีเลือดทุกหยดที่พวกท่านเคยทำไว้กับข้าและท่านแม่” นางหยุดเล็กน้อย พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“ข้าจะคืนให้พวกท่านทั้งต้นทั้งดอก จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว” ฮูหยินหลิวรู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง นางผงะถอยหลังอย่างลืมตัว ความหวาดกลัวที่ไม่ทราบต้นตอแล่นขึ้นมาจับหัวใจ
“ไป! กลับจวนเดี๋ยวนี้” นางตวาดขึ้นอย่างลนลาน ก่อนหันไปสั่งหญิงรับใช้ที่ยังนั่งกองอยู่กับพื้น “หวังมามา ลุกขึ้น ยังจะนั่งอยู่ทำไม กลับเดี๋ยวนี้” หวังมามารีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ใช้มือกุมข้อมือที่ยังคงชา ก่อนเดินตามนายหญิงออกไป
ฮูหยินหลิวและบ่าวรับใช้ทั้งหมดเร่งฝีเท้าจากวัดร้างไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมีภูตผีคอยไล่หลัง
ไม่นาน เสี่ยวชุ่ยซึ่งหลบอยู่ด้านหลังประตูก็ค่อยๆ เดินออกมา ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายยังคงสั่นเทา
“คุณหนูรอง เราจะกลับไปตระกูลเกาจริงๆ หรือเจ้าคะ คนในจวนนั้นล้วนแต่ใจร้าย พวกเขาไม่เคยมองคุณหนูเป็นคนในครอบครัวเลยนะเจ้าคะ”
ซูซินทอดสายตามองรถม้าที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป จนกระทั่งหายลับจากสายตา ดวงตาของนางเปล่งประกายลึกล้ำยากคาดเดา
“กลับสิ”
“แต่คุณหนู”
“ที่นั่นมีทั้งเงิน อำนาจ และเบาะแสที่ข้าจำเป็นต้องใช้” ซูซินกล่าว พลางก้มมองข้อมืออันผอมบางของตนเอง
“อีกทั้งยังมีคนอีกมากที่ติดค้างหนี้ชีวิตร่างนี้อยู่” เสี่ยวชุ่ยมองนางอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“แล้วคุณหนูคิดจะทำสิ่งใดต่อหรือเจ้าคะ” ซูซินเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านนอกวัดร้าง รอยยิ้มเย็นค่อยๆ ปรากฏบนริมฝีปาก
“ข้าจะเอาทุกสิ่งที่เป็นของเกาซูซินกลับคืนมา” นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“และเมื่อยามค่ำคืนมาเยือน เมืองหลวงแห่งนี้ยังมีศพอีกมากมาย ซึ่งกำลังรอให้ข้าไปค้นหาความจริงและทวงคืนความยุติธรรมให้พวกเขาอยู่”
ทว่า... เสียงเอะอะโวยวายและเสียงฝีเท้าจำนวนมากกลับดังแว่วมาจากป่าด้านหลังวัดร้าง ทำลายความเงียบในยามราตรีจนสิ้น
"เร็วเข้า ค้นหาให้ทั่ว สภาพศพอยู่ตรงนี้ คนร้ายต้องยังหนีไปได้ไม่ไกลแน่"
"จงซาน นำกำลังปิดล้อมทางขึ้นเขาไว้ อย่าให้ผู้ใดเข้าออก" ซูซินเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยพลันเปล่งประกายวาบด้วยสัญชาตญาณของนักนิติเวชผู้ผ่านการชันสูตรศพมานับพันร่าง
เกิดคดีฆาตกรรม!
นางหันไปมองเสี่ยวชุ่ยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
ปลายนิ้วเรียวดึงชายเสื้อป่านสีเข้มออกเป็นแถบ ก่อนผูกปิดใบหน้าช่วงล่างไว้ เหลือเพียงดวงตาเรียวยาวคมกริบที่เย็นสงบ จากนั้นจึงเร้นกายออกทางหน้าต่างด้านหลังวัดอย่างคล่องแคล่วราวกับเงา
ไม่นานนัก บริเวณลำธารแห้งท้ายวัดก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
แสงจากคบเพลิงหลายสิบดวงส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ ทหารอารักขาในชุดเกราะดำของ ศาลอาญาหลวง กำลังล้อมบริเวณเกิดเหตุอย่างแน่นหนา ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้
กลางวงล้อม ร่างของชายหนุ่มในชุดเกราะนายกองนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้า เลือดสีแดงคล้ำไหลนองจนผืนดินเปลี่ยนเป็นสีดำ ข้างศพมีชายวัยกลางคนผู้เป็นหมอชันสูตรของศาลอาญาหลวงกำลังก้มๆ เงยๆ ตรวจร่างอย่างลวกๆ สีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดา
"รายงานท่านผู้บัญชาการ"
ชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึม นามว่าจงซาน ก้าวออกมาคารวะบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้ยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสื้อคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์เงินพลิ้วไหวตามแรงลม ยิ่งขับให้บรรยากาศรอบกายของเขาดูน่าเกรงขาม
"ผู้ตายคือนายกองหวัง แห่งกองกำลังป้องกันเมือง สภาพศพมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกฟันบริเวณทรวงอกด้านซ้าย หมอชันสูตรของศาลอาญาลงความเห็นว่าเสียชีวิตทันทีจากการถูกกระบี่ฟันทะลุหัวใจ"
จงซานหันไปมองชายตัดไม้ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน คุกเข่าอยู่ไม่ไกล ก่อนกล่าวต่อ
"และสามารถจับกุมชายตัดไม้ผู้นี้ได้ในที่เกิดเหตุ พร้อมมีดโต้เปื้อนเลือดหนึ่งเล่มขอรับ"
บุรุษร่างสูงผู้นั้นคือ เซียวเทียนเล่ย แม่ทัพหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศาลอาญาหลวง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มดุจงานแกะสลัก ดวงตาคมกริบเย็นเยียบจนผู้คนไม่กล้ามองสบตานาน แม้เพียงยืนนิ่งๆ ก็แผ่แรงกดดันราวกับกระบี่คมที่พร้อมฟาดฟันได้ทุกเมื่อ
"นาง... นางขู่จะนำเรื่องที่ข้าลวนลามไปบอกท่านพ่อ ข้ากลัวความผิดจะถึงหูบิดา ข้าจึง..." เขาสะอึกจนพูดแทบไม่ออก"ข้าจึงเผลอบีบคอนาง พอนางแน่นิ่ง ข้าก็... ข้าก็เอาศพไปโยนลงแม่น้ำ เพื่อให้ทุกคนคิดว่านางลื่นตกน้ำ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ" คุณชายใหญ่จางก้มหน้าร้องไห้ไม่หยุด"ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านแม่ทัพโปรดเมตตา ขอไว้ชีวิตข้าด้วย" เสียงอ้อนวอนดังต่อเนื่อง แต่สีหน้าของเซียวเทียนเล่ยกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ดวงตาคมยังคงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"ผู้ใดฆ่าคน" เซียวเทียนเล่ยมองตรงไปยังผู้ต้องหา"ผู้นั้นย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต" เขาสะบัดแขนเสื้อ"จงซาน""ขอรับ""นำตัวคุณชายใหญ่จางไปคุมขังคุกหลวง รอศาลพิพากษาประหารชีวิตตามกฎหมาย""ขอรับ" เหล่าทหารรีบก้าวเข้ามาลากตัวคุณชายใหญ่จางออกไป เสียงร้องขอชีวิตค่อยๆ ไกลออกไป จนสุดท้ายเหลือเพียงความเงียบงันภายในห้องโถงหลังจากจัดการผู้ต้องหาเรียบร้อย จงซานจึงหันกลับมาคารวะผู้เป็นนายอีกครั้ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมและยินดี"เรียนท่านผู้บัญชาการ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"คดีลอบสังหารนายกองหวังเมื่อสองวันก่อน ข้าน้อ
เซียวเทียนเล่ยหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อด้วยแววตาครุ่นคิด"อีกเรื่อง" เขานึกถึงกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ"จงสืบด้วยว่า" สายตาคมกริบทอดมองไปยังสายน้ำเบื้องหน้า"ช่วงนี้ มีสตรีตระกูลใดในเมืองหลวงนิยมใช้ยาสมุนไพรที่ผสมดอกเหมยเป็นประจำบ้าง""ขอรับท่านผู้บัญชาการ"รุ่งเช้าของวันถัดมา แสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าสาดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าของเรือนชิงจู กลุ่มละอองฝุ่นลอยระยิบระยับอยู่กลางลำแสง บรรยากาศภายในเรือนยังคงเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นริมแม่น้ำฉินหวายเมื่อคืนราวกับเป็นคนละโลกซูซินกลับมาได้ตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง นางเปลี่ยนอาภรณ์สีดำของ "หมอศพไร้หน้า" ออกเรียบร้อย เหลือเพียงชุดกระโปรงสีอ่อนเรียบง่ายของคุณหนูรองผู้แสนอ่อนโยนหากผู้ใดได้เห็นนางในเวลานี้ คงไม่มีวันเชื่อว่าสตรีที่กำลังนั่งสงบอยู่หน้าคันฉ่องไม้ คือคนเดียวกับผู้ที่เพิ่งทำให้ศาลอาญาหลวงทั้งกองต้องตะลึงเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเสี่ยวชุ่ยยืนอยู่ด้านหลัง ค่อยๆ ใช้หวีไม้สางเส้นผมดำขลับของผู้เป็นนายอย่างเบามือ"คุณหนูรองเจ้าคะ" เด็กสาวยิ้มอย่างโล่งอก"เมื่อคืนท่านกลับมาโดยปลอดภัย ทำเอาบ่าวโล่งใจแทบแย่" ซูซ
นางหยิบแท่งโลหะขึ้นมา ค่อยๆ เขี่ยบริเวณริมฝีปากและรูจมูกของผู้ตายอย่างแผ่วเบา ก่อนใช้ผ้าสะอาดซับตรวจดูอย่างละเอียด ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง"ผู้ที่จมน้ำตายในขณะที่ยังมีชีวิต" นางหันมองทุกคน"เมื่อร่างกายขาดอากาศ สมองจะกระตุ้นให้ดิ้นรนหายใจอย่างรุนแรง ทำให้น้ำ อากาศ และสารคัดหลั่งภายในหลอดลมผสมกัน เกิดเป็นฟองละเอียดสีขาวบริเวณปากและรูจมูก" ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังใบหน้าของผู้ตาย"แต่ผู้ตายผู้นี้" นางกล่าวอย่างหนักแน่น"ริมฝีปากแห้งสนิท ไม่มีฟองละเอียดแม้แต่น้อย" หมอชันสูตรรีบโต้กลับทันที"แต่ในปอดและกระเพาะของนางมีน้ำ" ซูซินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย"แล้วผู้ใดบอกท่านว่า น้ำในปอดย่อมหมายถึงการจมน้ำเสมอ" ประโยคนั้นทำเอาหมอชันสูตรชะงัก ซูซินกล่าวต่ออย่างเป็นระบบ"หลังจากผู้ตายหมดสติหรือเสียชีวิตแล้ว หากมีผู้กดศีรษะลงน้ำ หรือกรอกน้ำเข้าปาก น้ำย่อมเข้าสู่กระเพาะและทางเดินหายใจได้เช่นกัน" นางใช้นิ้วเปิดเปลือกตาของผู้ตายขึ้นอย่างเบามือ"ดูที่เยื่อบุตา" ทุกคนรีบก้มมองตาม"มีจุดเลือดออกขนาดเล็กกระจายอยู่หลายแห่ง" จากนั้นนางใช้นิ้วแตะใต้คางของศพ"ใต้คางมีรอยช้ำเขียวจางๆ และบริ
ซูซินหยิบมีดปลายแหลมขึ้นส่องกับแสงเทียน ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ"ใช้ได้" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ"อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้มีดทำครัวผ่าศพอีก"เสี่ยวชุ่ยหันมามองด้วยความสงสัย"คุณหนูรองเจ้าคะ" เด็กสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ"ใต้เท้าสั่งให้คนเฝ้าเรือนไว้ ห้ามพวกเราออกไปไหน แล้วคืนนี้"ซูซินวางเครื่องมือลง ก่อนลุกขึ้นยืน"เวรยามของตระกูลเกา" นางเดินไปเปิดหน้าต่าง แอบมองลานด้านนอกเพียงครู่เดียว"หละหลวมยิ่งกว่ากรงไก่เสียอีก" ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม"ผลัดเวรทุกหนึ่งเค่อ ช่องว่างระหว่างผลัดประมาณยี่สิบลมหายใจ ด้านหลังกำแพงมีต้นหวงหยางโน้มเข้ามา เหมาะสำหรับปีนออกไป ส่วนองครักษ์สองคนทางทิศตะวันตกติดสุรา ตั้งแต่หัวค่ำก็เริ่มง่วงแล้ว" เสี่ยวชุ่ยอ้าปากค้าง"คุณหนู ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ""ตอนเดินเข้ามา ข้าดูไว้หมดแล้ว" ซูซินตอบเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนาง การสำรวจสภาพแวดล้อมและทางหลบหนีเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้งแต่ทำงานนิติเวชและร่วมสืบคดีในโลกเดิมนางหันกลับมาที่โต๊ะ หยิบกล่องไม้ใบเล็กซึ่งภายในบรรจุอุปกรณ์ชันสูตรที่เพิ่งทำเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงเปิดห่อผ้าสีเข้มที่เตรียมไว
"ซูซิน ก้มหน้าลงเดี๋ยวนี้ หายไปอยู่วัดร้างตั้งสามปี กลับมาถึงก็สร้างเรื่องวุ่นวาย กล้ารังแกบ่าวรับใช้ แล้วยังทำให้ผู้คนหน้าจวนหัวเราะเยาะตระกูลเกาอีก" เสียงตำหนิดังลั่นไปทั่วเรือนโถงบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างพากันก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง แต่ซูซินกลับยืนนิ่ง นางไม่ได้คุกเข่าคารวะ ไม่ได้ก้มหน้า และไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังผู้เป็นบิดาอย่างสงบนิ่ง หากเย็นชาจนทำให้ผู้สบตารู้สึกอึดอัดโดยไม่รู้ตัว"ท่านพ่อ" เสียงของนางไม่ดังนัก แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ"ข้าถูกใส่ร้ายว่าสติวิปลาส ถูกส่งไปทอดทิ้งที่วัดร้าง ถูกวางยาพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด" ซูซินหยุดเพียงครู่ ก่อนเอ่ยต่อ"วันนี้ข้ากลับมา ท่านไม่ถามไถ่แม้สักคำว่าข้าอยู่เช่นไร ลำบากเพียงใด กลับเอ่ยตำหนิข้าเพียงเพราะข้าปกป้องเกียรติของบุตรสาวสายตรง มิให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าฮูหยินใหญ่รังแกลูกเมียหลวง" นางยกยิ้มบางๆ"เช่นนี้ สมควรแล้วหรือเจ้าคะ"เกาจินชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่เคยคิดเลยว่า บุตรสาวที่เคยอ่อนแอ เชื่อฟัง และไม่เคยโต้แย้ง จะกล้าตั้งคำถามต่อหน้าผู้คนเช่นนี้"เจ้า" เขาอ้าปากจะพูด แต่กลับหาเหตุผลมาตอบไม่ได้ใน
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีอีกครั้ง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายทั้งความท้าทาย ความสนใจ และความกระหายที่จะค้นหาความจริง"หมอศพไร้หน้างั้นหรือ" เซียวเทียนเล่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ"ฝีมือการชันสูตรระดับนี้ คารมคมคายเช่นนี้ และยังกล้าต่อกรกับศาลอาญาหลวงต่อหน้าข้า" เขากำลูกดอกพิษในมือแน่น"ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในเมืองหลวง" ริมฝีปากบางของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงความมุ่งมั่น"ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ข้าก็จะหาตัวเจ้าให้พบ"เสียงล้อรถม้าไม้เก่าแก่บดครูดไปตามพื้นอิฐหินของถนนสายหลักในเมืองหลวง ดังกุกกักเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผู้คนสองข้างทางต่างสัญจรขวักไขว่ ทั้งพ่อค้า ชาวบ้าน และขุนนางที่กำลังเร่งรีบไปทำธุระยามสายภายในรถม้า ซูซินในชุดกระโปรงป่านสีเทาอมม่วงเรียบง่ายนั่งหลับตาพิงผนังรถอย่างสงบนิ่ง แม้เรือนร่างยังคงซูบผอมจากการถูกทรมานและขาดสารอาหารมานานหลายปี แต่ผิวพรรณกลับเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยซีดเซียวเริ่มแต้มสีชมพูอ่อน ดวงตาที่ลืมขึ้นอีกครั้งเต็มไปด้วยความกระจ่างใสและเฉียบคม ไม่เหลือเค้าของคนสติวิปลาสอย่างที่ผู้คนกล่าวหาแม้แต่น้อย"คุณหนูรองเจ้าคะ" เสี่ยวชุ่ยที่นั่งอยู่เคียงข้า







