ログインตี๋ลี่เสวี่ยตะลึงงันไปกับคำร้องขอของสหาย “นี่... ท่านหมายความว่า...”
“ใช่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบ ก่อนจะรีบอธิบาย “ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ข้าขอร้องเจ้า ลี่ลี่! เราอย่าสลับร่างกลับได้หรือไม่?”
“เมื่อครู่ ท่านป้าก็คงจะแจ้งข่าวแก่เจ้าแล้วว่าเจ้าจะต้องไปเมืองหนิงเปียน เพื่อแต่งงานกับบุตรชายของท่านลุงต้าปาถู แต่ข้ารู้ ลี่ลี่... เจ้าคือสตรีที่รักความเป็นอิสระมากที่สุด เจ้าเคยบอกข้ามิใช่หรือ?”
“ว่าเจ้าไม่อยากแต่งงาน เจ้ายังไม่อยากจบชีวิตในเรือนหลังของใครทั้งนั้น เจ้าอยากที่จะโบยบินไปทั่วแคว้นมิใช่หรือ แต่ถ้าหากเจ้ากลับเมืองหนิงเปียนไป สิ่งใดกันที่รอเจ้าอยู่ มิใช่ชีวิตในเรือนหลังของบุรุษอย่างที่เจ้าชิงชังหรอกหรือ?”
“หากเจ้าเป็นข้าในยามนี้ก็ยังไม่ต้องผูกมัดกับบุรุษใด เจ้ามีอิสระในเมืองหลวง ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องหาทางโบยบินไปทั่วแคว้นได้อย่างที่เจ้าปรารถนาได้เป็นแน่”
ตี๋ลี่เสวี่ยเริ่มลังเลกับคำกล่อมของสหาย “แต่ท่านพ่อของท่านคงไม่ยอม...”
“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเอ่ยเรียก เพื่อหยุดวาจาของอีกฝ่าย “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านพ่อของข้าจะหยุดเจ้าได้...”
ตี๋ลี่เสวี่ย “...”
อาอิ๋ง... เจ้าก็ช่างรู้จักข้าได้ดีเสียเหลือเกิน...
“บรรพบุรุษสอนสั่งให้บุตรกตัญญูต่อบิดามารดา แต่ถ้าหากเราคิดในอีกมุมหนึ่ง เจ้าอยู่ในร่างของข้า ท่านพ่อและท่านแม่ใหญ่ก็ล้วนแต่ไม่ใช่บิดามารดาของเจ้า เจ้าสามารถดื้อรั้นเพียงใดก็ได้...”
ตี๋ลี่เสวี่ย “...”
อืม... ก็จริง แต่พอพูดถึงท่านพ่อท่านแม่...
“แต่ว่าท่านพ่อท่านแม่ของข้า...”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งโขกศีรษะลงพื้นอีกครั้ง “เจ้าอย่าได้เป็นกังวล ข้าสัญญา! ข้าจะกตัญญูและดูแลท่านลุงท่านป้าให้ดีที่สุด ทั้งในฐานะของเจ้าและของข้า”
“ตั้งแต่ที่พวกเจ้าเข้ามาอยู่ในจวนของข้า ชีวิตข้าก็มีเพียงพวกเจ้าที่ห่วงใย ท่านลุงท่านป้าคอยดูแลข้าด้วยความรัก จนร่างกายของข้ากลับมาฟื้นตัวแข็งแรงดั่งคนปกติแล้ว บุญคุณนี้ทดแทนอย่างไรก็ไม่มีวันหมด”
ตี๋ลี่เสวี่ยนึกถึงวันแรกที่พวกนางเข้ามาอยู่อาศัยในจวนเหรินอี้โหว โดยเหรินอี้โหวได้จัดเตรียมเรือนเฉิ่งจี้ให้พวกนางพักอาศัย และได้จ้างงานให้นางเป็นสาวใช้คนสนิทของบุตรสาวคนรองของเขา
ครั้งแรกที่พวกนางสามคนพ่อแม่ลูกได้เจอเจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็มีแต่ความสงสาร เพราะเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในวัยห้าหนาวนั้นมีรูปร่างที่ผอมโซ อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอ คล้ายจะสิ้นลมได้ทุกเมื่อ
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าจึงได้ช่วยกันปรุงยาบำรุงร่างกายให้แก่เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ผ่านไปสิบปี เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็กลับมามีสุขภาพแข็งแรง ไม่อ่อนแอ และเจ็บไข้ง่ายดั่งเก่าอีกแล้ว
ซึ่งผลลัพธ์นั้น ตี๋ลี่เสวี่ยเองก็ได้ประจักษ์แล้ว เพราะหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาในร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง หลังจากที่พลัดตกน้ำและสลบไปหนึ่งคืน แม้จะยังมีไข้ต่ำ ๆ หากแต่โดยรวมแล้วก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตในระดับที่น่าพึงพอใจสำหรับร่างของแม่นางในห้องหอเช่นเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง
“ในฐานะของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ข้าย่อมหวังที่จะตอบแทนบุญคุณนี้ และในฐานะของเจ้า ข้าก็หวังที่จะเป็นบุตรกตัญญูต่อพวกท่านเช่นกัน ดังนั้น ข้าขอให้เจ้าจงวางใจเถิด”
ตี๋ลี่เสวี่ยกัดริมฝีปากอย่างลังเล เมื่อมองร่างของตัวเองที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอย่างสุดใจ ดวงตากลมโตของตนเองทอดมองมาอย่างเว้าวอน
ทุกอย่างเป็นความจริงตามคำของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง...
นางนั้นรักอิสระ หวังที่จะได้ท่องเที่ยวโบยบินไปทั่วแคว้นต้าจิ้ง แต่ด้วยคำมั่นสัญญาระหว่างบิดาและสหายที่หวังจะให้บุตรเกี่ยวดองกันผ่านงานวิวาห์ ความกตัญญูนั้นค้ำคอจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เลย...
หากนางเลือกทำตามคำมั่นนั้น นางก็จะสูญเสียอิสระที่วาดหวังไว้ไปตลอดกาล
แล้ว... นางจะเลือกอย่างไรดี?
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห
และวันนั้นก็มาถึง วันที่หลิงอวิ๋นฟานสามารถขึ้นไปชมสิ่งของประมูลบนชั้นสามถึงชั้นห้าของหอประมูลเทียนจี๋ได้ เขาก้าวเท้าขึ้นไปอย่างมั่นใจพร้อมกับกู้เหยียนคนสนิทหอประมูลเทียนจี๋ดำเนินการค้าหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการจัดงานประมูลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา การวางสินค้าพร้อมเขียนราคาประมูลทิ้งไว้
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ







