ログインยิ่งเมื่อครู่ที่นางเห็นท่าทางของท่านพ่อท่านแม่แล้ว พวกเขาล้วนไม่ยินยอมที่จะให้นางปฏิเสธคัดค้านได้เลย ดังนั้น เมื่อไปถึงหนิงเปียน นางย่อมต้องแต่งงานเข้าจวนของอาซือหลันอย่างแน่นอน
แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่นางใฝ่ฝันเลยแม้แต่น้อย!!
นางอยากจะออกไปท่องเที่ยวยุทธภพแห่งนี้ ทั่วแผ่นดินและผืนน้ำยังมีอะไรอีกมากให้ข้าได้เรียนรู้และสนุกไปกับมัน
เหตุใดชีวิตของสตรีจะต้องไปจบที่เรือนหลังของบุรุษพวกนั้นด้วย!!
ข้าไม่เอา!!
เมื่อตี๋ลี่เสวี่ยมีคำตอบให้แก่ตนเองได้แล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา “ลุกขึ้นเถิด อาอิ๋ง”
“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วด้วยความหวั่นใจ
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้า “ข้า... ข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่สหายสนิทยอมตกลงตามที่นางขอ
“ข้าสัญญานะ ลี่ลี่...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้ำคำเดิม “ข้าจะดูแลร่างของเจ้าและท่านลุงท่านป้าอย่างดีที่สุด”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม “อื้อ ข้าเชื่อท่าน...”
พวกนางนับว่าเป็นสหายกันมานานนับสิบปี เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเป็นคนเช่นไร เหตุใดตี๋ลี่เสวี่ยจะไม่รู้...
แม้ว่าร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะบอบบางอ่อนแอ หากแต่แท้จริงแล้ว นางไม่ใช่คนอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย... แต่ด้วยสถานะบุตรอนุของนาง ทำให้นางไม่อาจทำสิ่งใดได้มากเท่าที่ควร
อีกทั้งยังมีเจิ่งหย่าหลิน บุตรสาวของฮูหยินเอกของเหรินอี้โหวที่จับจ้อง มองอาอิ๋งเป็นของเล่นคอยกลั่นแกล้งทุกวันเช่นนั้นอีก ครั้นอาอิ๋งดื้อรั้น ตอบโต้ไปครั้งหนึ่ง เจิ่งหย่าหลินก็กลั่นแกล้งรุนแรงกว่าเดิม จนสุดท้ายเป็นอาอิ๋งที่ถอดใจ ก้มหน้าอดทนต่อไป
“เอาเถิด เอาเถิด...” ตี๋ลี่เสวี่ยโบกมือตัดบท “ท่านก็ลุกขึ้นมาเถอะ... ท่านคงไม่คิดที่จะทำให้ร่างของข้าเจ็บเข่าและหน้าผากปูดโปนอยู่เช่นนั้นหรอกนะ”
“อ๊ะ! ข้าขอโทษ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจ นางรีบก้มลงไปดูแผลที่หัวเข่า ก่อนจะหยิบคันฉ่องมาส่องหน้าผากที่แดงเป็นแถบ “ประเดี๋ยวข้าจะหายามาทานะ ลี่ลี่”
“อื้อ” ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าอย่างขอไปที แล้วจึงทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหมดแรง
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นท่าทางหงอยเหงาของสหายเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น นางทิ้งตัวลงนั่งข้างกายตี๋ลี่เสวี่ย กางสองแขนโอบกอดร่างของตัวเองเข้ามากอดแนบแน่น ก่อนจะเอ่ยขอโทษเสียงเบา “ขอโทษนะ ลี่ลี่...”
“ท่านจะขอโทษข้าด้วยเหตุใด?” ตี๋ลี่เสวี่ยย้อนถาม ในขณะที่ซุกซบในอ้อมแขนของอีกฝ่าย “หรือว่าท่านรู้ว่าพวกเราสลับร่างกันด้วยเหตุใด?”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตอบเสียงเบา “ข้าไม่รู้...”
“เฮ้อ... เอาเถิด แต่ละคนย่อมมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจอย่างปลงตก เริ่มที่จะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
“บางทีการที่เราสองคนสลับร่างกัน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้วก็ได้ เพียงแต่ในวันนี้เรายังไม่รู้เหตุผลนั่นก็เท่านั้นเอง เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ผู้ทรงรอบรู้ และเราจะเข้าใจมันในสักวันหนึ่ง”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งคิดตาม ก่อนที่จะพยักหน้ารับคำ
ใช่ สักวัน เราคงจะรู้ว่าเหตุใดพวกเราจึงได้สลับร่างกัน ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ตกน้ำเช่นเมื่อคืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าครั้งนี้ที่ดันเกิดเหตุการณ์สลับร่างกันขึ้นมา
“แล้ว...” ตี๋ลี่เสวี่ยลากเสียง แลบลิ้นเลียริมฝีปากช้า ๆ “เช่นนั้น เราจะทำอย่างไรกันต่อดีเล่า?”
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
และวันนั้นก็มาถึง วันที่หลิงอวิ๋นฟานสามารถขึ้นไปชมสิ่งของประมูลบนชั้นสามถึงชั้นห้าของหอประมูลเทียนจี๋ได้ เขาก้าวเท้าขึ้นไปอย่างมั่นใจพร้อมกับกู้เหยียนคนสนิทหอประมูลเทียนจี๋ดำเนินการค้าหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการจัดงานประมูลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา การวางสินค้าพร้อมเขียนราคาประมูลทิ้งไว้
สุดท้าย หลิงอวิ๋นฟานก็เลือกผ้าไหมไปอีกหลายพับ และให้เลี่ยวจวินออกเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อไปจากหอประมูลเทียนจี๋หลิงอวิ๋นฟานเอื้อมมือไปรับเอกสารรับรองสิทธิ์ในการครอบครองจี้หยกมาอ่านก่อนเป็นอันดับแรก‘สินค้า [จี้หยกขาวเนื้อนวล]ลักษณะสินค้า [เนื
หวังซื่อหลันได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า เขารีบวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ สองมือประคองปิ่นปักผมขึ้นประดับมวยผมของตี๋ลี่เสวี่ยอย่างบรรจง ปลายปิ่นที่มีพู่ไหมแดงห้อยระย้าคลอเคลียไปกับใบหน้าหวานละมุน ยิ่งขับให้ดวงหน้าของนางงดงามมากยิ่งขึ้น “คุณหนูรองช่างงามนัก...”“คุณชายหวังชมเกินไปแล้
เพียงประโยคเดียวของตี๋ลี่เสวี่ยก็ทำให้ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่มู่หร่วนซีเปลี่ยนไป“นั่นสิ แม่นางมู่ ใบหน้ารูปโฉมนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแม่นางอย่างเรา มีผู้ใดบ้างที่คิดจะทำลายรูปโฉมของตนเองเช่นนี้” ฉินซื่อแย้งขึ้น ราวกับต้องการปกป้องบุตรีอนุของตนด้วยความรักและเมตตาเจิ่ง







