Masukบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวอันแสนจะโอ่อ่าตระการตาของจวนอ๋องเจ็ดในยามบ่าย อาบย้อมไปด้วยกลิ่นอายแ
แสงสว่างวาบจากของวิเศษศิลาจำหลักที่เพิ่งฉายภาพความเลวทรามต่ำช้าของผู้นำตระกูลซุนค่อยๆ ดับวูบลง ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดในจิตใจของเหล่าขุนนางกังฉินและกลิ่นเหม็นฉุนของปัสสาวะที่ไหลนองอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมัน ภาพหลักฐานแห่งการสมรู้ร่วมคิดขายชาติ ชี้เป้าลอบปลงพระชนม์ และทุจริตรับสินบนจากแคว้นศัตรู ถูกตีแผ่จนหมดจดแจ่มแจ้งประดุจการหงายไพ่ทุกใบในมือทิ้งลงบนโต๊ะพนัน ซุนกั๋วกง ผู้นำตระกูลซุนที่เคยหยิ่งผยองและทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก บัดนี้ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขยับริมฝีปากเพื่อเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาได้อีกเลยร่างชราที่เคยกางปีกปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลด้วยความหน้าด้านหน้าทน บัดนี้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงประดุจลูกนกเปียกฝนที่ถูกพายุหิมะพัดกระหน่ำในฤดูเหมันต์ ฟันกระทบกันดังกึกกักจนฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายเบิกโพลงและเหม่อลอยคล้ายคนเสียสติ ความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่กำลังกวัดแกว่งเคียวรอคอยอยู่เบื้องหน้า ได้สูบเอาวิญญาณและความหยิ่งยโสของเขาออกไปจนหมดสิ้น เขาพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างย่อยยับไร้ชิ้นดีต่อสตรีที่เขาเคยดู
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองอันศักดิ์สิทธิ์และโอ่อ่ากว้างขวาง บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดเสียจนหยาดเหงื่อของเหล่าขุนนางที่หยดลงกระทบพื้นหินอ่อนยังดังก้องประดุจเสียงฟ้าผ่า หลังจากซุนกั๋วกง ผู้นำตระกูลซุนอันยิ่งใหญ่ได้แสดงละครฉากใหญ่ด้วยการร้องไห้คร่ำครวญและโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อโยนความผิดบาปทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับการขายชาติและการลอบปลงพระชนม์ไปให้แก่ซุนซูเฟย บุตรสาวของตนเองที่เพิ่งสิ้นลมหายใจไปไม่นาน ชายชราผู้นี้หวังใช้ความตายของสายเลือดตนเองเป็นโล่กำบัง เพื่อตัดหางปล่อยวัดและรักษาความมั่งคั่งตลอดจนอำนาจของตระกูลซุนเอาไว้อย่างหน้าด้านๆทว่าบนแท่นประทับหยกขาวบริสุทธิ์ ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงผู้สวมชุดคลุมยาวสีเขียวหยกปักลายเมฆามงคล กลับไม่ได้แสดงอาการเห็นอกเห็นใจหรือคล้อยตามน้ำตาจระเข้ของจิ้งจอกเฒ่าเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยชาดสีชาดสดค่อยๆ แย้มเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็นชา รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงความเมตตา ทว่าเป็นรอยยิ้มของสตรีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่กำลังทอดกระเทียมรอเวลาลงกระทะทอดศัตรูให้กรอบเกรียมเสียงหัวเราะใสกระจ่างทว่าเสีย
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองยามนี้ช่างหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่ายอดเขาในฤดูเหมันต์ ความเงียบสงัดเข้าเกาะกุมทุกหย่อมหญ้าจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อที่หยดลงกระทบพื้นหินอ่อน หลังจากที่ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงได้ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้ายลงกลางวงล้อมของเหล่าขุนนางเฒ่า หลักฐานอันประจักษ์ชัดที่กองพะเนินอยู่บนพื้นนั้นเปรียบเสมือนคมดาบที่จ่อทะลุคอหอยของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการขายชาติ จดหมายลับที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นตาของอดีตพระสนมเอกซุนซูเฟย และสมุดบัญชีปกดำที่บันทึกเส้นทางการจ่ายทองคำเพื่อจ้างวานกลุ่มนักฆ่า ทุกตัวอักษรและทุกรอยประทับตราของตระกูลซุนบนก้อนทองคำนั้น เป็นเครื่องยืนยันความผิดที่แน่นหนาเสียจนไม่อาจหาข้อแก้ตัวใดมาหักล้างได้อีกต่อไปขุนนางฝ่ายตระกูลซุนที่เคยกางปีกปกป้องศักดิ์ศรีและอ้างหลักการคุณธรรมจริยธรรมเมื่อครู่ บัดนี้ใบหน้าของพวกเขากลับซีดเผือดไร้สีเลือดประดุจศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุม ริมฝีปากที่เคยพ่นคำด่าทอฉอดๆ บัดนี้สั่นเทาจนฟันกระทบกันดังกึกกัก ขาทั้งสองข้างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเริ่มหมดเรี่ยวแรงจนบางคนถึงกับทรุดตัวลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ดวงตาที่ฝ้าฟางของพวกเขาจ้องมอง
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองยามเช้าตรู่ช่างเงียบสงัดและเย็นยะเยือกเสียจนหยาดน้ำค้างบนหลังคากระเบื้องเคลือบยังต้องจับตัวเป็นน้ำแข็ง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนจางที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายไม้เข้ามา ไม่ได้ช่วยขับไล่ความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่กลางอากาศได้เลยแม้แต่น้อย กลุ่มขุนนางเฒ่าผมขาวที่นำโดยใต้เท้าหวังยังคงหมอบกราบคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ ใบหน้าเหี่ยวย่นของพวกเขาก้มต่ำ ทว่าซ่อนเร้นไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันแห่งผู้ชนะ พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่าการหยิบยกเรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ และความเมตตาธรรมของมารดาแผ่นดินมาเป็นอาวุธ จะสามารถบีบบังคับให้ฮองเฮาผู้แสนเย่อหยิ่งต้องถูกลงทัณฑ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องถูกริบอำนาจการบริหารกลับคืนมาสู่มือของสภาขุนนางผู้ทรงเกียรติอย่างพวกเขาทว่าบนแท่นประทับเบื้องหน้า สิ่งที่ตอบรับข้อกล่าวหาอันเผ็ดร้อนและน้ำตาจระเข้หยดแล้วหยดเล่าของพวกเขา กลับไม่ใช่ความหวาดหวั่น ไม่ใช่การคุกเข่าร้องขอความเมตตา และไม่ใช่การแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้มีวิญญาณแม่ค้าหน้าเลือดฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของพระ
บรรยากาศการประชุมเช้า ณ ท้องพระโรงมังกรทองในวันต่อมา ช่างแตกต่างจากภาพงานฉลองชัยชนะเมื่อวานชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับขับเน้นให้เห็นใบหน้าอันเคร่งขรึมประดุจเพิ่งไปกินรังแตนมาของกลุ่มขุนนางเฒ่าผมขาวที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ฝั่งซ้ายของโถงกว้าง พวกเขาคือเหล่าข้าราชการระดับสูงที่เป็นเครือข่ายใยแมงมุมของตระกูลซุนที่หยั่งรากลึกมานานกว่าสองรัชสมัย และในวันนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะนัดกันมาเพื่อทำลายบรรยากาศโดยเฉพาะไป๋ลี่ถิง ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้หงส์เคียงข้างบัลลังก์มังกรของฉินจื่อเสวียน พระนางสวมชุดคลุมยาวสีเขียวหยกปักลายเมฆมงคลที่ดูเรียบง่ายทว่าราคาแพงระยับประดุจนำอัญมณีมาทอเป็นเส้นด้าย พระนางกำลังใช้พัดจีบที่สลักลายดอกบุปผาสวรรค์โอสถพัดเบาๆ อย่างสุนทรี พลางปรายตามองกลุ่มขุนนางเหล่านั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชปนขบขัน แววตาหลังกรอบแว่นตาสีทองฉายแววว่า "มาเถอะพวกตาเฒ่า ข้าเตรียมใบแจ้งหนี้รอพวกท่านอยู่แล้ว"ในขณะที่ฉิ
บรรยากาศยามบ่ายที่ขอบฟ้าเหนือเมืองหลวงแคว้นต้าจงนั้นช่างดูสดใสและระยิบระยับประดุจมีใครเอาเศษทองคำเปลวมาโปรยเล่นบนปุยเมฆ กลิ่นอายของสงครามที่เคยคละคลุ้งจนหายใจไม่ออกได้มลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงเสียงกลองศึกที่รัวจังหวะสนุกสนานเร้าใจยิ่งกว่างานวัดประจำปี ขบวนทัพอันเกรียงไกรของฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียนและฮองเฮาไป๋ลี่ถิงกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ ทว่าหากมองดูดีๆ จะพบว่าความยิ่งใหญ่นี้มันดูแปลกตาไปเสียหน่อยม้าศึกที่เคยผอมโซบัดนี้เดินส่ายก้นอย่างอารมณ์ดีเพราะได้กินหญ้าอ่อนผสมวิตามินสูตรพิเศษ ทหารหาญที่เคยหน้าดำคร่ำเครียดบัดนี้ต่างพากันผิวปากและโบกมือให้สาวๆ ชาวเมืองประดุจดาราดังที่เพิ่งกลับจากการเดินพรมแดงกลางกองเพลิง ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นรถม้าประทับของไป๋ลี่ถิงที่ถูกตกแต่งใหม่ด้วยผ้าไหมสีมุกสลับทองคำ ส่องประกายวิบวับเสียจนชาวบ้านที่ยืนรอมองต้องยกมือขึ้นป้องตาพลางอุทานว่า "นั่นคนหรือแท่งทองคำเคลื่อนที่กันแน่"ไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนตั่งนุ่มภายในรถม้าที่เปิดม่านกว้าง พระนางขยับท่าทางให้อยู่ในองศาที่ดูสง่างามที่สุด พลางใช้พัดขนนกยูงโบกเบาๆ อย่างมีจริต
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







