Mag-log in“เจ้า !!”กู้เหวินซานตวาดก้อง
คนถูกตวาดสะดุ้งโหยงหันสายตามองอีกฝ่าย
“เจ้ามันเกินเยียวยาแล้ว!! ในดินแดนนี้มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นละที่ชอบเสแสร้ง ตนเองเสแสร้งจนเคยตัวคนเดียวไม่พอยังกล้ากล่าวหาคนอื่นว่าเสแสร้ง!”
“ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับหมิงหมิง ข้าและสกุลกู้จะเอาเรื่องสกุลเจียงของเจ้าให้ถึงที่สุด ให้เจ้าได้รู้ว่าเพราะความชั่วร้ายของเจ้าทำให้ชีวิตเจ้าต้องพินาศ!”
กู้เหวินซานด่าเสร็จก็ประคองคนในอ้อมกอดออกจากห้อง ถ้าไม่ติดว่าหญิงสาวในอ้อมกอดท่าทางไม่ดี มิหนำซ้ำยังขยำชายเสื้อเขาเป็นเชิงห้ามปรามตนก็อยากจะต่อว่าสตรีชั่วร้ายตรงหน้าอีกหลาย ๆ ประโยคเผื่อนางจะสำนึกในสิ่งที่ตนทำ
เจียงรั่วอี้มองคนทั้งสองเดินออกจากห้องไปจนลับตา หันสายตากลับมามองความเละเทะภายในห้อง
“เสียดายจังทั้งที่หน้าตาดีแท้ ๆ แต่ไร้เหตุผลชะมัด”เจียงรั่วอี้ถอนหายใจนึกเสียงดายหน้าตาหล่อ ๆ หันกลับมาสำรวจโดยรอบ
สภาพในห้องไม่เหมือนคนถูกวางยาแล้วล้มลงไป แต่เหมือนเกิดการสู้รบปะทะกันสักยกแล้วจับยากรอกปากมากกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดน้ำชา จานชาม ต่างล้มระเนระนาดระเกะระกะเต็มพื้น
สองขาเรียวเดินวนรอบห้อง มองหาว่ามีกล้องซ่อนอยู่ตรงไหนไหม
“หืม อะไรน่ะ”หญิงสาวย่อตัวหยิบขวดใบเล็กใต้โต๊ะ ถ้าในจังหวะที่มองมาไม่มีแสงส่องกระทบขวดเข้าพอดีเธอคงไม่สังเกตเห็น
ดวงตาขี้สงสัยมองพิจารณาขวดในมือครู่หนึ่งก่อนดึงมาใกล้จมูก“แหวะ กลิ่นอย่างเหม็นเลย”ใบหน้างดงามถึงกับเหยเก“ของแบบนี้มาตกอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกันนะ”ดวงตาดอกท้อมองขวดให้มือด้วยความสงสัยใคร่รู้ ดูจากลักษณะขวดแล้วไม่เหมือนของที่ทางร้านนำมาเสิร์ฟแต่เป็นของส่วนตัวที่นำมาเอง เพราะรูปแบบของลวดลายแตกต่างจากของอื่น ๆ ในร้าน
“คุณหนูเจียงข้ามารับตัวกลับจวนขอรับ”
“ตะเถร!”เจียงรั่วอี้สะดุ้ง รีบคว้าจับขวดที่โยนขึ้นไปด้านบนเพราะความตกใจ ก่อนจะหันกลับมามองด้านหลัง ตรงหน้าคือบุรุษในชุดสีเขียวอ่อนลายใบไผ่สะอาดตาท่าทางนอบน้อมยื่นห่างออกไปประมาณสองก้าวขา
“ทำไมเข้ามาเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงเรียกก่อน ถ้าฉันตกใจจนหัวใจวายไปจะทำยังไง!”
“...”คนถูกต่อว่ามองหญิงสาวตรงหน้านิ่งก่อนเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสงบ ไม่ได้สนใจสายตาตำหนิของเจียงรั่วอี้
“นายท่านสั่งข้ามาตามคุณหนูกลับจวนขอรับ ได้โปรดทำตามด้วย ไม่อย่างนั้นข้าน้อยคงต้องใช้กำลังบังคับ”
“นายท่าน ? จวน ? นายพูดถึงอะไร ตอนนี้ฉันต้องกลับบ้านแล้วไม่มีเวลาไปไหนกับนายหรอกนะ”เจียงรั่วอี้พูดพลางเดินผ่านอีกฝ่ายออกไปด้านนอก
ถึงจะยังสงสัยว่าตนเองมาปรากฏตัวในห้องนี้ได้ยังไง แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าเธอต้องรีบหาทางกลับบ้าน จู่ ๆ ก็ถูกพาตัวมาที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้ไม่รู้ว่าถูกยกเค้าไปแล้วหรือยัง ในบ้านยิ่งไม่ค่อยมีอะไรอยู่ด้วย
“คุณหนูหากท่านไม่ยอมข้าจะลงมือแล้วนะขอรับ”
คนฟังชะงักฝีเท้ายื่นนิ่งไม่เคลื่อนไหว
เจียงรั่วอี้ไม่ได้กลัวคำขู่ของอีกฝ่าย แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเธอตะลึงงันจนทำตัวไม่ถูก
คนพวกนี้เป็นใคร ? ทำไมต้องมองเธอแล้วแสดงท่าทางหวาดผวาออกมาหรือว่าหน้าตาเธอตอนนี้น่าเกลียดน่ากลัว แถมลางสังหรณ์ของเธอยังบอกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เจียงรั่วอี้ที่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหันกลับไปมองด้านหลัง
“นายน่ะ”
“...”
“ฉันเรียกนายนั่นแหละ”
คนฟังชี้นิ้วใส่ตัวเอง
“ใช่ ช่วยบอกฉันหน่อยสิว่าที่นี่คือที่ไหน”
คนถูกถามขมวดคิ้วแต่ก็ยอมตอบคำถาม“แคว้นเทียนจู แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนอัน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้ฝึกตน”
“...”
“คุณหนู!”ชายตรงหน้าก้าวเพียงครั้งเดียวก็เข้ามาประชิดเจียงรั่วอี้ที่ทำท่าเหมือนจะล้ม
หญิงสาวเงยหน้ามองสีหน้าเรียบเฉย มองจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้า
เพียงพริบตาเดียว พริบตาเดียวก็สามารถเข้ามาประชิดตัวเธอได้ทั้งที่ยืนห่างออกไปเกือบสิบก้าว
สองมือสั่นเทายกขึ้นจับแขนอีกฝ่าย“นายบอกว่า ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนอันอย่างนั้นเหรอ”
“ขอรับ คุณหนูท่านไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
เหตุใดวันนี้คุณหนูถึงทำตัวแปลก ๆ ปกติถ้าเขาแตะต้องตัวคงมิวายถูกตบหน้าหันและถูกต่อว่าด้วยวาจาเจ็บแสบหลายประโยค ทว่าไม่เพียงไม่แสดงท่าทางรังเกียจยังเผยสีหน้าสับสนไม่เข้าใจออกมาด้วย
“นายไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม ไม่ได้กำลังอำฉันเล่นใช่ไหม”
“...”
“เหอะ เหอะ นี่คือเรื่องจริงเหรอ แคว้นเทียนจู ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนอันจริง ๆ เหรอ และฉันก็คงจะเป็นเจียงรั่วอี้คุณหนูสามตระกูลเจียงสินะ”
คนที่กลับมายืนเกือบจะมั่นคงแล้วมองคนข้างกายแต่พอเขาพยักหน้าขึ้นลง
“คุณหนู!”
ร่างกายก็ทรุดนั่งบนพื้นอีกครั้ง หญิงสาวยกมือห้ามไม่ให้เขาเข้ามาประคอง ดวงตาจ้องมองภาพสะท้อนใบหน้าบนพื้นท่าทางห่อเหี่ยว ยกมือขึ้นดึงแก้มตัวเองแรง ๆ
ก็เจ็บนิ แสดงว่าไม่ใช่ความฝัน
คุณหนูสาม
คุณหนูสามตระกูลเจียง
เธอกลายเป็นคุณหนูสามตระกูลเจียงจริง ๆ เหรอ สตรีชั่วช้าร้ายกาจคนนั้นน่ะนะ เธอจะกลายเป็นคนชั่วร้ายแบบนั้นไปได้ยังไง!
อ๊ากกกก! สวรรค์ท่านช่างใจร้ายยิ่งนัก ฉันทำอะไรผิด ทำไมถึงส่งเข้ามาในร่างของสตรีชั่วร้ายที่คนมากมายพากันรังเกียจ!
ทำไมไม่ส่งมาในร่างนางเอกที่ทุกคนหลงรักแถมสุดท้ายยังได้ครองรักกับพระเอก ทำไมต้องเป็นตัวร้ายที่จุดจบคือต้องตายด้วย!
งานวิวาห์ของสองตระกูลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมีมากมายนับพันคน ผู้คนต่างมาเพื่อแสดงความยินดีกับการเกี่ยวดองของสองตระกูลเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวเอกของงานสวมอาภรณ์สีแดงสดงดงามขับเน้นให้ใบหน้าและบรรยากาศรอบกายของพวกเขาดูสง่างามสูงส่ง เวลายืนอยู่เคียงกันราวกับเทพสวรรค์ธิดาฟ้าลงมาเยือน“คุณชายไป๋ยินดีกับการแต่งงานด้วยนะขอรับ ท่านกับคุณหนูเจียงเหมาะสมกันอย่างยิ่ง!”“คุณชายไป๋นี่คือของขวัญแต่งงานที่ครอบครัวข้าไปเสาะแสวงหามา เป็นพืชวิญญาณช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีกำลังวังชามากล้น”“คุณหนูเจียงปกติท่านก็งดงามอยู่แล้ววันนี้ยิ่งงดงามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า”“พวกท่านสองคนเหมาะสมกันยิ่งนัก งานแต่งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นงานแต่งที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้”“กิ่งทองใบหยก! นอกจากคำพูดนี้แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมาเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างพวกท่านทั้งสอง”คำเยินยอสรรเสริญมากมายจากคนทั้งหลายทำเจียงรั่วอี้เวียนหัวไปหมด สาเหตุหลักที่ทุกคนมาร่วมงานแต่งเพื่อแสดงความยินดีแล้วยังมาเพื่อให้ท่านปู่ของนางและปู่ของไป๋ซีห่าวเห็นหน้าค่าตาด้วยใจคาดหวังว่าการกระทำของตนจะเข้าตาอีกฝ่ายสักส่วนเ
“เจ้าไม่ต้องกังวล แม้หลังแต่งงานไปแล้วข้าก็จะยังทำตามความต้องการของเจ้า”“ได้ยินชัดไหมเจ้าคะ ซีห่าวรับปากแล้วแต่ถ้าพี่ใหญ่ยังไม่มั่นใจในวันแต่งงานสามารถเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้เจ้าค่ะ”“....”“อีกอย่างพี่ใหญ่อย่าลืมสิเจ้าคะ ข้ายังต้องหลอมโอสถให้ตระกูลย่อมต้องมีเรื่องให้ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่อาจจะรู้สึกเบื่อขี้หน้าข้าจนไม่อยากให้ข้ามาหาบ่อย ๆ ก็ได้”“พี่ใหญ่ไม่มีทางเบื่อหน้าน้องสาม”“ไม่เบื่อก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เจียงรั่วอี้เอ่ยยิ้ม ๆ พูดขึ้นมาอีกประโยคว่า “ตอนนี้สบายใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”เจียงเฟยหยามองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของน้องสาว ในที่สุดความกังวลใจของพี่ชายอย่างเขาก็ลดน้อยลง เผยยิ้มออกมาได้ในที่สุด“ในเมื่อคุณชายไป๋สัญญาแล้วว่าจะไม่ขัดขวางไม่ให้เจ้ากลับตระกูลพี่ใหญ่ก็จะไม่ขัดขวาง ถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับคุณชายบ้านอื่นแล้ว คุณชายไป๋ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง”เจียงรั่วอี้ฉีกยิ้มกว้าง “ถือว่าข้าสายตาดีไม่น้อยเลยใช่ไหมเจ้าคะ มีคนรักครั้งแรกก็ตกได้คนมีความสามารถมาเลย”“อย่าพูดเอาดีเข้าตัวหน่อยเลย เป็นตระกูลเจียงของเราต่างหากที่สายตาดี ถ้าไม่ใช่ท่านปู่พูดคุยเรื่
“น้องว่าอย่างไรนะ? ตกลงปลงใจกับคุณชายไป๋แล้ว?!” เจียงเฟยหยาเอ่ยถามอย่างตกตะลึง ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ จ้องมองน้องสาวสลับกับคุณชายไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ“พี่ใหญ่จะตกใจอะไรเล่าเจ้าคะ น้องแค่ตกลงศึกษาดูใจกับซีห่าวเท่านั้นเอง”“เรื่องเช่นนี้น้องสามกล้าพูดว่าเป็นเรื่องแค่นี้หรือ !! นี่คือคู่ชีวิตของเจ้า คนที่เจ้าจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต จะมาตัดสินใจอย่างขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด!”“ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรว่าตัดสินใจอย่างขอไปที? พี่ใหญ่ไม่ไว้ใจคุณชายไป๋หรือ ไม่เชื่อว่าเขาจะดูแลข้าได้เป็นอย่างดีหรือ”เจียงเฟยหยาพูดไม่ออก จ้องมองน้องสาวตนเองนิ่งก่อนจะเบนสายตามองไป๋ซีห่าวดึงสายตาหันกลับมาหาน้องสาว ดึงแขนก้าวห่างจากไป๋ซีห่าวหลายก้าวก้มหน้ากระซิบกระซาบ “น้องสาวเจ้าคิดดีแล้ว ใช่ไหม จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะ”นัยน์ตาดอกท้อเหลือบมองพี่ใหญ่ มองใบหน้าเป็นกังวลของเขา หันสายตามองบุรุษด้านหลังแล้วหันกลับมา“พี่ใหญ่ในแคว้นนี้ท่านคิดว่ามีใครดีไปกว่าไป๋ซีห่าวหรือไม่เจ้าคะ”เจียงเฟยหยานิ่งเงียบคิดแล้วเอ่ยออกมาว่า “หากนับช่วงอายุเท่าคุณชายไป๋ คนที่อายุมากกว่าและน้อยกว่าหน่อย บุรุษ
ไป๋ซีห่าวมองภาพตรงหน้านิ่ง สายตาจดจ้องเพียงใบหน้างดงามตรงหน้า เหม่อมองด้วยความหลงใหลไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วกว่าเขาจะหลุดออกจากภวังค์ก็ตอนฝ่ามือบอบบางยกมือโบกไปมาตรงหน้า“เป็นอะไรของท่านเอาแต่จ้องข้าไม่พูดจา ดีนะที่ข้าสนิทกับท่านเกิดท่านไปจ้องคนอื่นนาน ๆ ด้วยสายตาเช่นนี้คงมิวายถูกคนเขาชักสีหน้าไม่พอใจ”ชายหนุ่มหลุดยิ้มขำ จับมืออีกฝ่ายมากุมไว้“....”“....”“ซีห่าว?” เจียงรั่วอี้เรียกชายหนุ่มเสียงเบาเลิกคิ้วสงสัย ก่อนหลุบสายตาลงมองมืออีกข้างของชายหนุ่มวางลงบนหลังมือ“รั่วอี้”“หืม?” เงยหน้ามอง“เจ้าอาจจะรู้ความรู้สึกของข้าอยู่แล้ว ถึงกระนั้นข้าก็ยังอยากจะพูดให้เจ้าได้ยินจากปากของข้าเอง”“....”“เจ้ายินดีจะร่วมเดินทางต่อจากนี้กับข้าหรือไม่?”“....”เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสองเจียงรั่วอี้มองสบดวงตาหนักแน่นจริงจังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากมาย หลุบตามองมือสั่นไหวที่กุมมือของนางไว้ เงยหน้าขึ้นมองไป๋ซีห่าวอีกครั้งดวงตาดอกท้อจ้องมองดวงตาดำขลับนิ่ง จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่เอ่ยคำพูดใด นัยน์ตาคอยแต่สอดส่องความรู้สึกในดวงตาอีกฝ่ายราวกับต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำพูดที่เขาเอื้อนเอ
หลังความโกลาหลผ่านพ้นตระกูลเจียงก็เข้าสู่ช่วงวุ่นวาย เพราะต้องซ่อมแซมอาคารหลายหลังที่พังทลายระหว่างการต่อสู้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมอาคารโดยด่วน แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียกเก็บจากตระกูลหลานท่านปู่และบิดาของนางไม่ได้ลงมือสังหารหลานหลิงเฟิงและหลานลี่ฟูแต่ทำให้พวกเขาไม่สามารถฝึกปราณได้อีก ทำลายตันเถียนและเส้นลมปราณทั้งหมดส่งพวกเขากลับคืนสู่คนธรรมดาการไม่ฆ่าแล้วปล่อยให้มีชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาสำหรับเจียงรั่วอี้หญิงสาวคิดว่าเป็นการเอาคืนที่สาสมมากครอบครัวที่คาดหวังจะขึ้นไปให้สูงยิ่งขึ้น ทำได้แม้กระทั่งวางแผนสังหารเด็กน้อยคนหนึ่ง พยายามกำจัดความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในอนาคตของทายาทรุ่นสามความรุ่งโรจน์ที่วาดฝัน ความยิ่งใหญ่ที่เคยมี ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงความทรงจำในวันวาน ชีวิตที่เคยยิ่งใหญ่ร่วงหล่นลงสู่ที่ต่ำไม่อาจก้าวขึ้นมาผงาดเฉกเช่นเดิม“คิดแล้วก็ชวนให้หดหู่ไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ตระกูลหลานที่เคยยิ่งใหญ่ตอนนี้แม้แต่จะคงสถานะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ก็ทำไม่ได้แล้ว ต้นไม้ใหญ่ล่มลงไปเช่นนั้นหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร”“น้องกังวลเรื่องของคนพวกนั้นหร
เจียงคั่งหยูมองหลานสาวนิ่งคิดไปชั่วขณะว่าจะเล่าให้ฟังดีหรือไม่ ชายชราถอนหายใจออกมาหลังปลงตกขยับปากเอ่ยออกมา “ความบาดหมางของตระกูลหลานกับเจียงเริ่มขึ้นหลังปู่กับย่าของหลานตกลงปลงใจกัน”เจียงรั่วอี้หลุดจากภวังค์เงยหน้ามองเจียงคั่งหยู“เมื่อก่อนปู่กับหลานหลิงเฟิงสนิทสนมกันมาก ด้วยเป็นทายาทของตระกูลใหญ่เหมือนกัน ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ นิสัยของหลานหลิงเฟิงที่ปู่รู้จักไม่เลวเลย เป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจามีความอยากรู้อยากเห็นกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ”“....”“ความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองคนเรียกได้ว่าดีมาตลอด จนกระทั่งปู่และหลานหลิงเฟิงเข้าไปเป็นศิษย์ในสำนักศึกษา”“ท่านปู่ได้พบท่านย่าตอนนี้หรือเจ้าคะ?”“ใช่ ปู่พบย่าของหลานหลังเข้าสำนักศึกษา ย่าหลานเป็นสตรีเก่งกาจและห้าวหาญมากไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความไม่ยุติธรรม เป็นคนสดใสร่าเริงแต่ก็มีมุมซุกซนเหมือนเด็ก ๆ ”“ท่านปู่ดูจะรักท่านย่ามากเลยนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่รักมากแต่ปู่ยกให้ย่าของหลานเป็นอีกครึ่งชีวิต ปู่รักย่าของหลานตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่ด้วยความงามและนิสัยของย่าของหลานทำให้มีคนมากมายมาชื่นชอบเหมือนที่ปู่รู้สึก...” เจียงคั่งหยูหยุดคำพ







