LOGINตระกูลเจียงที่ได้ชื่อว่าหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ถูกลบชื่อหายออกไปดินแดนราวกับว่าไม่เคยมีตระกูลนี้ปรากฏในดินแดนแห่งนี้มาก่อน
แถมเรื่องราวสุดแสนคลาสสิกนี้ยังถูกอธิบายเอาไว้เพียงหนึ่งย่อหน้า
นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกไม่นานตระกูลเจียงจะต้องล่มสลายและเธอที่มาอาศัยอยู่ในร่างเจียงรั่วอี้จะต้องตาย!
ไม่ได้ ! เธอจะปล่อยให้เรื่องเลวร้ายพวกนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ถึงจะแก้ไขเรื่องวางยาไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยหากแสดงความจริงใจออกไปมากพอไม่แน่บางทีตระกูลหลานกับตระกูลกู้อาจจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนยอมลดโทษลงให้ก็ได้
เธอต้องรีบไปแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเธอสำนึกผิดแล้วและอยากจะขอโทษเรื่องที่ทำมาทั้งหมด!
ด้วยนิสัยของนางเอกจะต้องให้อภัยเธอแน่นอน ส่วนพระเอก...พอคิดไปถึงสีหน้าถมึงทึงของกู้เหวินซานแล้วเจียงรั่วอี้ก็ได้แต่ส่ายหัว
ชายผู้นั้น...ไม่น่าจะพูดกันรู้เรื่องนะ
ต้องเป็นหลานหมิงหมิง ต้องคุยกับหลานหมิงหมิงเท่านั้น!
ไวเท่าความคิด เจียงรั่วอี้กุลีกุจอลงจากเตียงเปิดประตูออกจากห้อง
ปัง!
กวาดสายตามองซ้ายขวาเมื่อเห็นว่าทางสะดวก จึงรีบสับขาวิ่งไปทางประตูจวน
ชวิ้ง !!
ทวนสองเล่มประสานกันขวางไม่ให้เจียงรั่วอี้ออกไป
“หมายความว่ายังไง เก็บทวนของพวกเจ้ากลับไปและเปิดประตูให้ข้าเสีย”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนยิ้มขำออกมา
“เห็นทีจะไม่ได้ขอรับ พวกข้าได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสห้ามไม่ให้คุณหนูออกจากจวนขอรับ”
“ผู้อาวุโส ? ผู้อาวุโสที่ไหน”พอพูดถึงผู้อาวุโสเจียงรั่วอี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าในตระกูลเจียงมีคนทรยศแฝงตัวอยู่!
เพราะการมีอยู่ของชายคนนี้ตระกูลเจียงจึงตกต่ำลงในเวลารวดเร็ว ! นอกจากอำนาจกดดันของสองตระกูลยังมีผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ช่วยสองตระกูลนั้นทำลายตระกูลเจียง !
เธอลืมตัวละครสำคัญคนนี้ไปได้ยังไงกันนะ ถ้าไม่ใช่ว่ามีผู้อาวุโสคนนี้คอยส่งข่าวให้คนร้ายที่จ้องจะทำลายตระกูลเจียงละก็ตระกูลเจียงไม่มีทางล่มสลายในเวลาอันสั้น!
แต่เรื่องจัดการคนทรยศคนนั้นเอาไว้ก่อน เธอต้องรีบไปแก้ไขสถานการณ์ตอนนี้และกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ไม่มีเหลือแล้วของตนเองขึ้นมา เพื่อที่หลังจากนี้จะได้เคลื่อนไหวได้สะดวกหน่อย
ดีไม่ดีอาจจะช่วยขยายเวลาการตายของเธอให้นานออกไปได้อีกสักนิด
เจียงรั่วอี้ที่คิดวิเคราะห์เสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาคนทั้งสอง
“ข้าเป็นใคร ?”
ทั้งสองคนมองมาอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าถามว่าข้าคือใคร”
“ท่านคือคุณหนูสาม”
“แล้วพวกเจ้าเป็นใคร ?”
ทั้งสองคนมองหน้ากันอีกครั้ง ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนชั่วร้ายอย่างนางถามคำถามพวกนี้กับพวกเขาทำไม
“พวกข้าคือคนที่ตระกูลเจียงรับมาเป็นศิษย์”
“ใช่ พวกเจ้าเป็นเพียงศิษย์สายนอก ส่วนข้าคือบุตรสาวคนเล็กของเจ้าตระกูล !! ข้าขอถามระหว่างข้ากับเจ้าใครกันที่มีอำนาจมากกว่า!”
สองมือเท้าสะเอวเงยหน้าจ้องหน้าทั้งสอง พยายามกดดันให้พวกเขากลัว
“ถ...ถึงจะเป็นคุณหนูแต่พวกข้าได้รับคำสั่งมาจากผู้อาวุโส”
“เหอะ! ผู้อาวุโส ! ผู้อาวุโสคนนั้นใหญ่กว่าพ่อข้าหรือไง! ไปเรียกชายคนนั้นมาพบข้า ดูสิว่าข้าจะทำอะไรเขาได้หรือไม่! และข้าก็จะฟ้องท่านพ่อด้วยว่าพวกเจ้าสองคนแสดงกิริยาไม่เคารพข้า!”
ทั้งสองคนเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
ปกติเวลาคุณหนูโมโหมักจะลงมือทุบตี หากนำเรื่องไปฟ้อง พวกเขาย่อมไม่ได้รับการลงโทษ แต่ครั้งนี้แทนที่คุณหนูจะทำเหมือนทุกครั้งแต่กลับใช้คำพูดและบรรยากาศมาข่มขู่พวกเขา
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่คนในบ้านเหนื่อยหน่าย แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูล เมื่อเทียบน้ำหนักในใจท่านผู้นำระหว่างพวกเขากับคุณหนูแล้ว ตาชั่งย่อมเอนเอียงไปทางคุณหนูมากกว่าศิษย์สายนอกอย่างพวกเขา
เจียงรั่วอี้เห็นว่าพวกเขายังคงนิ่งเฉยจึงใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หญิงสาวยื่นมือออกมาเร็ว ๆ คว้าจับปลายทวดกระชากเข้าหาตัว
“คุณหนู!”
คิดจะดึงทวนกลับก็ไม่ทันแล้ว ปลายทวนกรีดลงบนแขนเรียวสวยเป็นทางยาวเลือดค่อย ๆ ไหลออกมา
“คราวนี้จะเปิดประตูให้ข้าได้หรือยัง”
ทั้งสองไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองอีก รีบเปิดประตูให้เจียงรั่วอี้เดินออกไป เมื่อคนออกไปแล้วจึงรีบหันหลังกลับเข้าไปในจวนมุ่งหน้าสู่เรือนหลังหนึ่ง
อ่างในมือหล่นลงพื้น น้ำสาดกระเซ็น“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู บ่าว บ่าวไม่ได้ตั้งใจ”บ่าวหญิงคุกเข่าตัวสั่นงันงก โขกศีรษะกับพื้นราวกับหวาดกลัวว่านางจะลงดาบสังหารเจียงรั่วอี้ที่ไม่เข้าใจแค่เอ่ยถามทำไมถึงได้แสดงอาการหวาดกลัวขนาดนี้ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า เจ้าของร่างร้ายกับทุกคน ยิ่งบ่าวหญิงในเรื่องยิ่งใจร้ายเป็นพิเศษใครก็ตามที่ทำให้นางหงุดหงิดแม้เพียงนิดมักถูกสั่งโบยหลาย ๆ ครั้ง บางครั้งรุนแรงถึงขั้นต้องเรียกหมอมาดูว่าตายหรือไม่"คุณหนูสามพึ่งกลับมาถึงบ้าน ไม่รีบมาดูอาการคุณชายใหญ่ไม่พอยังมายืนรังแกบ่าวต่อหน้าคนมากมายอีก"เจียงรั่วอี้ขมวดคิ้วไม่พอใจเล็กน้อยเปิดปากมาก็ด่าเลยนะ ถึงเจ้าของร่างจะนิสัยเสียยังไงก็เถอะ ก่อนจะว่าช่วยแหกตาดูก่อนไหมว่าอะไรเป็นอะไร ตนยังไม่ได้ทำอะไรอีกฝ่ายเลยแท้ ๆ แค่ถามว่าเจียงเฟยหยาเป็นอะไรเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเจียงรั่วอี้มองมาด้วยท่าทางไม่พอใจเล็กน้อยจึงก้าวขามาใกล้ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ใช้น้ำเสียงประดุจผู้อาวุโสสั่งสอนผู้น้อยกับนาง“เจ้ายังเด็กควรรู้จักเรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์ ใจดีต่อผู้อื่นบ้างไม่ใช่มัวเมาไปกับอำนาจที่มีในมือ ใช้อำนาจรังแกคนอ่อนแอ คนเช่นนี้ไ
“เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไรแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้อุ้มข้ามาเช่นนี้ไม่รอให้ข้าได้ขอโทษพวกเขาก่อน”“ขอโทษ ? คุณหนูจะไปขอโทษคนพวกนั้นทำไม!”น้ำเสียงชิงชังรังเกียจของเขาทำหัวคิ้วงามขมวดเข้าหากันไม่ให้ขอโทษ ?เจ้าของร่างเดิมวางยาพิษคนอื่นจนเกือบตายเลยนะ ถึงสุดท้ายจะไม่ตายก็เถอะ แต่ความจริงเรื่องวางยาก็ใช่ว่าจะทำเป็นลืมได้“เหตุใดน้ำเสียงเจ้าถึงดูโกรธแค้นตระกูลหลานถึงเพียงนี้ พวกเขาทำอะไรเหรอ”“คุณหนูไปถึงก็จะรู้เองขอรับ ถึงตอนนั้นคุณหนูอาจจะนึกขอบใจข้าน้อยก็ได้ที่มาห้ามคุณหนูได้ทัน”“...”เจียงรั่วอี้ไม่ทันแล้วล่ะ ข้าคุกเข่าสร้างภาพต่อหน้าคนมากมายและตระกูลหลานไปแล้ว…เจียงรั่วอี้คิดแต่ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวเงียบปากปล่อยให้เขาพากลับจวน ที่เธอไม่ขัดขืนไม่ใช่ว่าไม่ระวังตัว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนคนเดียวกับที่มารับกลับจวนครั้งแรกจึงปล่อยเลยตามเลยให้เขาพาตัวกลับคนถูกอุ้มพากลับบ้านไม่ได้สนใจเลยว่าตนเองไม่ได้ใช้เส้นทางปกติในการเดินทาง แต่เดินทางผ่านหลังคาบ้าน เพราะมัวแต่จมจ่ออยู่กับความคิดของตนเองกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เขากระโดดลงจากหลังคาปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ“ถึงแล้ว ? ว่าแต่เมื่อสักครู่เจ้าพาข้าเดินท
การกระทำของเจียงรั่วอี้สร้างความประหลาดใจให้คนเดินผ่านไปมา ภาพหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด คุกเข่าสองข้าง คำนับอย่างจำนน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิดท่าทางของนางเหมือนลูกนกตัวน้อย ๆ ไร้ทางสู้ ไร้ที่ไป ทำได้เพียงยอมศิโรราบต่อผู้แข็งแกร่งไหล่บอบบางสั่นเล็กน้อย ดูแล้วพานให้รู้สึกสงสารและอยากปกป้อง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือเจียงรั่วอี้ แต่สภาพของนางตอนนี้กลับทำให้คนมองหัวใจกระตุกนางพึ่งจะอายุสิบหกปี ถึงจะมีนิสัยชั่วร้ายแต่อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบหกปีคนหนึ่งวันนี้เด็กสาวคนนั้นสำนึกผิดแล้ว อยากขอโทษในความผิดที่ตนเคยก่อ ในฐานะผู้ใหญ่ควรให้โอกาสเด็กได้สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ใช่หรือหลานลี่ฟูมองเจียงรั่วอี้ที่คุกเข่าแนบศีรษะบนพื้น เงยหน้ามองชาวบ้านที่กำลังมองตนอยู่มือซึ่งซุกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่ดี! นางมาเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจเพราะรู้ว่าตระกูลตนและกู้กำลังวางแผนโจมตีตระกูลของนางสินะ หญิงสาวชั่วร้ายไร้สมองรู้จักแต่ทำอะไรโง่ ๆ วันนี้รู้จักใช้ความคิดของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์แล้ว หลานลี่ฟูไม่มีทางคิดว่าเจียงรั่วอี้สำนึกจริง ๆ
“ข้ามาพบคุณหนูหลานหมิงหมิงไม่ทราบว่านางอยู่หรือไม่”คนเฝ้าหน้าประตูมองเจียงรั่วอี้ ท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน“คุณหนูของพวกเราไม่อยู่ คุณหนูเจียงกลับไปเถิด”แม้จะเรียกอย่างให้เกียรติว่าคุณหนูเจียงแต่น้ำเสียงและสายตากลับแสดงออกถึงความรังเกียจไม่ต้อนรับอย่างชัดเจนเจียงรั่วอี้เข้าใจปฏิกิริยาของพวกเขา เจ้าของร่างทำกับอีกฝ่ายไว้มากคนของหลานหมิงหมิงจะรังเกียจเธอก็ไม่แปลก“ข้ามีเรื่องจะพูดกับนางจริง ๆ รบกวนพวกเจ้าช่วยไปแจ้งแก่นางได้หรือไม่ว่าข้ามาขอพบ”“คุณหนูท่านฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือขอรับ ข้าบอกว่าคุณหนูของพวกข้าไม่อยู่ให้ท่านกลับไป”น้ำเสียงกดต่ำท่าทีคุกคามเจียงรั่วอี้ยังคงทำใจเย็นพูดกับพวกเขาจะใช้อารมณ์ไม่ได้เด็ดขาด!ท่องไว้เจ้าของร่างคือคนผิดเจ้าของร่างคือคนผิดพวกเขาไม่พอใจที่เจ้าของร่างทำร้ายคุณหนูของพวกเขาถึงได้แสดงอาการไม่พอใจออกมา“ข้าขอร้องพวกท่านอย่างน้อยช่วยไปบอกนางก็ยังดี ข้าอยากจะมาขอโทษที่เคยทำผิดต่อนาง”“เกรงว่าบุตรสาวของข้าคงรับคำขอโทษของคนสูงศักดิ์อย่างคุณหนูเจียงไม่ไหวหรอกขอรับ”น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นหลังบานประตู ก่อนประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นชายอายุประมาณห้าสิบหกส
รถม้าเคลื่อนตัวจากจุดเดิมออกมาได้สักพักเจียงรั่วอี้จึงขยับปากเอ่ยเพื่อทำลายความเงียบ“ท่านชื่ออะไรหรือ ขอบใจมากนะที่ฟังคำขอร้องของข้า”ท่าทางของนางเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นชายหนุ่มมองพิจารณาสตรีตรงหน้านิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคล้าย แถมบรรยากาศรอบกายยังไม่ชวนอึดอัดเหมือนครานั้นเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาเอาแต่จ้องตนไม่พูดอะไรรอยยิ้มจึงค่อยๆ หายไปจากใบหน้า“เอ่อ...ข้าทำให้ท่านอึดอัดใช่หรือไม่ ? ข้าก็พอจะรู้ตัวอยู่ว่าไม่ค่อยมีใครต้อนรับข้า ถึงอย่างนั้นข้าก็ดีใจที่ท่านยอมช่วยเหลือข้านะ และจะยิ่งดีใจมากหากท่านส่งข้าจนถึงปลายทาง”หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยงื้อออ อีกฝ่ายคงไม่ได้กำลังนึกเสียใจที่ยอมให้เธอขึ้นรถมาใช่ไหมถึงได้เงียบไม่ยอมพูดอะไรเลยนะ แต่จะมานึกเสียใจแล้วไล่ลงตอนนี้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เดินไปบ้านตระกูลหลานที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของที่นี่เพราะหารถม้าไม่ได้แน่ ๆ“ข้าไม่ไล่ไม่ต้องกังวล”“จริงหรือ ? ท่านไม่ได้กำลังคิดว่าจะไล่ข้าลงไปจริง ๆ ใช่ไหม?”ดวงตาเป็นประกายเงยขึ้นสบตา“...อืม”ไป๋ซีห่าวพยักหน้ารับหันหน้าหนีเจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดจะไล่ตนลงไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าจึงไม่
“แม่งเอ๊ย! เจ็บเป็นบ้าเลย”เจียงรั่วอี้สบถออกมาอย่างหัวเสีย แค่จะออกจากบ้านทำไมถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้หญิงสาวบ่นพลางยกมืออีกข้างกดแผลไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมา เพราะในหัวไม่มีความคิดที่จะพาตนเองไปรักษาอาการบาดเจ็บด้วยกลัวว่าคนของตระกูลจะตามมาจับตัวกลับระหว่างกำลังรักษาอยู่ในโรงหมอหลังวิ่งหนีไกลออกมาสักระยะเจียงรั่วอี้ก็ใช้สายตามองซ้ายขวามองหารถม้าที่พอจะพาไปส่งบ้านตระกูลหลาน ก่อนจะเห็นว่ามีรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาพอดี จึงยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาจอดทว่าหลังรถม้าที่ชะลอความเร็วเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้วมองเห็นหน้าหญิงสาวชัด ๆ ความเร็วของรถม้าก็เพิ่มขึ้นทันทีขับฉิวผ่านไปอย่างไม่รีรอ“...”คนถูกเมินมองตามตาปริบ ๆ นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง“บางทีคนขับอาจจะปวดท้องหนักถึงได้รีบเพิ่มความเร็วรถ”เจียงรั่วอี้พูดให้กำลังใจตนเองอย่างนั้นทั้งที่ในอกรู้ดีว่า สาเหตุที่เขาขับรถหนีไปคงไม่พ้นใบหน้านี้แต่เจียงรั่วอี้ก็หาได้คิดยอมแพ้ นางยังคงมองหารถม้าต่อระหว่างเดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆ ทว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่รถม้าก็ไม่มีรถม้าคันไหนยอมจอดให้เจียงรั่วอี้ขึ้นนั่ง“...”เจียงรั่วอี้ไม่เป็นที่ต้อนรับขนาดนี้เลยเหรอหญิงสาวคิดอย่าง







