Mag-log inรถม้าเคลื่อนตัวจากจุดเดิมออกมาได้สักพักเจียงรั่วอี้จึงขยับปากเอ่ยเพื่อทำลายความเงียบ“ท่านชื่ออะไรหรือ ขอบใจมากนะที่ฟังคำขอร้องของข้า”
ท่าทางของนางเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็น
ชายหนุ่มมองพิจารณาสตรีตรงหน้านิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคล้าย แถมบรรยากาศรอบกายยังไม่ชวนอึดอัดเหมือนครานั้น
เจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาเอาแต่จ้องตนไม่พูดอะไรรอยยิ้มจึงค่อยๆ หายไปจากใบหน้า
“เอ่อ...ข้าทำให้ท่านอึดอัดใช่หรือไม่ ? ข้าก็พอจะรู้ตัวอยู่ว่าไม่ค่อยมีใครต้อนรับข้า ถึงอย่างนั้นข้าก็ดีใจที่ท่านยอมช่วยเหลือข้านะ และจะยิ่งดีใจมากหากท่านส่งข้าจนถึงปลายทาง”หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย
งื้อออ อีกฝ่ายคงไม่ได้กำลังนึกเสียใจที่ยอมให้เธอขึ้นรถมาใช่ไหมถึงได้เงียบไม่ยอมพูดอะไรเลยนะ แต่จะมานึกเสียใจแล้วไล่ลงตอนนี้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเธอคงได้เดินไปบ้านตระกูลหลานที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของที่นี่เพราะหารถม้าไม่ได้แน่ ๆ
“ข้าไม่ไล่ไม่ต้องกังวล”
“จริงหรือ ? ท่านไม่ได้กำลังคิดว่าจะไล่ข้าลงไปจริง ๆ ใช่ไหม?”
ดวงตาเป็นประกายเงยขึ้นสบตา
“...อืม”ไป๋ซีห่าวพยักหน้ารับหันหน้าหนี
เจียงรั่วอี้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดจะไล่ตนลงไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าจึงไม่เศร้าหมอง มองเขาดีขึ้นมาอีกหน่อย
“ในเมื่อท่านไม่คิดไล่ข้าแล้ว ท่านพอจะช่วยบอกชื่อของท่านกับข้าได้หรือไม่ ข้าจะได้ตอบแทนท่านถูก”
อีกฝ่ายมองมาอย่างไม่เข้าใจ
ทำไมมองเธอย่างนี้ละหรือว่าเจ้าของร่างกับเขารู้จักกันมาก่อน ?
เจียงรั่วอี้นิ่งคิด หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ยกมือขึ้นจับคางเหลือบตามองเขาแล้วดึงสายตากลับมา
ไม่มีคนคนนี้ในความทรงจำเลยแฮะ แถมสถานการณ์นี้ก็ไม่มีอยู่ในนิยายด้วย อาจจะเพราะเธอไม่ได้เล่นตามบท ถ้าอย่างนั้นแล้วชายคนนี้เป็นใครละ
“เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ?”
“จำ จำอะไรได้?”
“ชื่อข้า”
“...”
“ชื่อข้าไป๋ซีห่าว”
เจียงรั่วอี้เบิกตากว้าง
ไป๋ซีห่าว! ตัวละครรองที่ชาวเน็ตชื่นชมและอยากได้มาเป็นสามีมากที่สุด พ่อหนุ่มมาดนิ่ง เก่งกาจเย็นชา!
คนตรงหน้าคือไป๋ซีห่าวคนนั้นเหรอ! แล้วไป๋ซีห่าวมารู้จักเจียงรั่วอี้ได้ยังไง ในนิยายไม่มีบทบรรยายไหนบอกว่าทั้งสองคนรู้จักกันเลยนะ แถมยังไม่มีพูดถึงความสัมพันธ์ของสองตระกูลด้วย แล้วทำไม ทำไมคนตรงหน้าถึงทำเหมือนเจ้าของร่างกับเขารู้จักกันเป็นอย่างดี
“เอ่อ..คือว่า”
“ถึงแล้วล่ะ”
ยังไม่ทันได้เอ่ยถามชายหนุ่มก็พูดขัดขึ้นมาก่อน
เธอยังอยากถามเรื่องที่สงสัยอยู่เลยแต่สถานการณ์กลับไม่เป็นใจ
เอาไว้หาของไปตอบแทนเขาได้ก่อนค่อยถามก็แล้วกัน ถึงจะไม่รู้ว่าเธอในตอนนี้พอจะมีอะไรสามารถสอบแทนคุณชายตระกูลสูงศักดิ์อย่างเขาได้หรือเปล่าก็เถอะ
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ ข้าจะพยายามตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้ของท่านให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม”ว่าพร้อมลุกขึ้นก้าวลงจากรถม้า
“เดี๋ยว”
“อะไรหรือ ?”มองป้ายแผ่นเล็กที่ยื่นมาตรงหน้า
“เมื่อใดที่เจ้าคิดจะตอบแทนให้มาที่บ้านข้า ถึงเจ้าอาจจะจำไม่ได้แล้วแต่จวนตระกูลไป๋หาไม่ยาก”
เจียงรั่วอี้หยิบแผ่นป้ายมาถือ รู้สึกสงสัยในคำพูดของเขา ถึงกระนั้นก็ยังเอ่ยออกมาว่า“ขอบใจมากนะ เดินทางดี ๆ ล่ะ”เจียงรั่วอี้โบกมือบาย ๆ รถม้าที่เคลื่อนตัวห่างออกไป
หญิงสาวถอนหายใจยาวหันหน้าเข้าหาบานประตูสูงใหญ่
“ข้ามาพบคุณหนูหลานหมิงหมิง ไม่ทราบว่านางอยู่หรือไม่”
งานวิวาห์ของสองตระกูลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมีมากมายนับพันคน ผู้คนต่างมาเพื่อแสดงความยินดีกับการเกี่ยวดองของสองตระกูลเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวเอกของงานสวมอาภรณ์สีแดงสดงดงามขับเน้นให้ใบหน้าและบรรยากาศรอบกายของพวกเขาดูสง่างามสูงส่ง เวลายืนอยู่เคียงกันราวกับเทพสวรรค์ธิดาฟ้าลงมาเยือน“คุณชายไป๋ยินดีกับการแต่งงานด้วยนะขอรับ ท่านกับคุณหนูเจียงเหมาะสมกันอย่างยิ่ง!”“คุณชายไป๋นี่คือของขวัญแต่งงานที่ครอบครัวข้าไปเสาะแสวงหามา เป็นพืชวิญญาณช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีกำลังวังชามากล้น”“คุณหนูเจียงปกติท่านก็งดงามอยู่แล้ววันนี้ยิ่งงดงามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า”“พวกท่านสองคนเหมาะสมกันยิ่งนัก งานแต่งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นงานแต่งที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้”“กิ่งทองใบหยก! นอกจากคำพูดนี้แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าจะหาคำพูดใดมาเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างพวกท่านทั้งสอง”คำเยินยอสรรเสริญมากมายจากคนทั้งหลายทำเจียงรั่วอี้เวียนหัวไปหมด สาเหตุหลักที่ทุกคนมาร่วมงานแต่งเพื่อแสดงความยินดีแล้วยังมาเพื่อให้ท่านปู่ของนางและปู่ของไป๋ซีห่าวเห็นหน้าค่าตาด้วยใจคาดหวังว่าการกระทำของตนจะเข้าตาอีกฝ่ายสักส่วนเ
“เจ้าไม่ต้องกังวล แม้หลังแต่งงานไปแล้วข้าก็จะยังทำตามความต้องการของเจ้า”“ได้ยินชัดไหมเจ้าคะ ซีห่าวรับปากแล้วแต่ถ้าพี่ใหญ่ยังไม่มั่นใจในวันแต่งงานสามารถเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้เจ้าค่ะ”“....”“อีกอย่างพี่ใหญ่อย่าลืมสิเจ้าคะ ข้ายังต้องหลอมโอสถให้ตระกูลย่อมต้องมีเรื่องให้ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่อาจจะรู้สึกเบื่อขี้หน้าข้าจนไม่อยากให้ข้ามาหาบ่อย ๆ ก็ได้”“พี่ใหญ่ไม่มีทางเบื่อหน้าน้องสาม”“ไม่เบื่อก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เจียงรั่วอี้เอ่ยยิ้ม ๆ พูดขึ้นมาอีกประโยคว่า “ตอนนี้สบายใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”เจียงเฟยหยามองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของน้องสาว ในที่สุดความกังวลใจของพี่ชายอย่างเขาก็ลดน้อยลง เผยยิ้มออกมาได้ในที่สุด“ในเมื่อคุณชายไป๋สัญญาแล้วว่าจะไม่ขัดขวางไม่ให้เจ้ากลับตระกูลพี่ใหญ่ก็จะไม่ขัดขวาง ถึงอย่างไรเมื่อเทียบกับคุณชายบ้านอื่นแล้ว คุณชายไป๋ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง”เจียงรั่วอี้ฉีกยิ้มกว้าง “ถือว่าข้าสายตาดีไม่น้อยเลยใช่ไหมเจ้าคะ มีคนรักครั้งแรกก็ตกได้คนมีความสามารถมาเลย”“อย่าพูดเอาดีเข้าตัวหน่อยเลย เป็นตระกูลเจียงของเราต่างหากที่สายตาดี ถ้าไม่ใช่ท่านปู่พูดคุยเรื่
“น้องว่าอย่างไรนะ? ตกลงปลงใจกับคุณชายไป๋แล้ว?!” เจียงเฟยหยาเอ่ยถามอย่างตกตะลึง ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ จ้องมองน้องสาวสลับกับคุณชายไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ“พี่ใหญ่จะตกใจอะไรเล่าเจ้าคะ น้องแค่ตกลงศึกษาดูใจกับซีห่าวเท่านั้นเอง”“เรื่องเช่นนี้น้องสามกล้าพูดว่าเป็นเรื่องแค่นี้หรือ !! นี่คือคู่ชีวิตของเจ้า คนที่เจ้าจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต จะมาตัดสินใจอย่างขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด!”“ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรว่าตัดสินใจอย่างขอไปที? พี่ใหญ่ไม่ไว้ใจคุณชายไป๋หรือ ไม่เชื่อว่าเขาจะดูแลข้าได้เป็นอย่างดีหรือ”เจียงเฟยหยาพูดไม่ออก จ้องมองน้องสาวตนเองนิ่งก่อนจะเบนสายตามองไป๋ซีห่าวดึงสายตาหันกลับมาหาน้องสาว ดึงแขนก้าวห่างจากไป๋ซีห่าวหลายก้าวก้มหน้ากระซิบกระซาบ “น้องสาวเจ้าคิดดีแล้ว ใช่ไหม จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้แล้วนะ”นัยน์ตาดอกท้อเหลือบมองพี่ใหญ่ มองใบหน้าเป็นกังวลของเขา หันสายตามองบุรุษด้านหลังแล้วหันกลับมา“พี่ใหญ่ในแคว้นนี้ท่านคิดว่ามีใครดีไปกว่าไป๋ซีห่าวหรือไม่เจ้าคะ”เจียงเฟยหยานิ่งเงียบคิดแล้วเอ่ยออกมาว่า “หากนับช่วงอายุเท่าคุณชายไป๋ คนที่อายุมากกว่าและน้อยกว่าหน่อย บุรุษ
ไป๋ซีห่าวมองภาพตรงหน้านิ่ง สายตาจดจ้องเพียงใบหน้างดงามตรงหน้า เหม่อมองด้วยความหลงใหลไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วกว่าเขาจะหลุดออกจากภวังค์ก็ตอนฝ่ามือบอบบางยกมือโบกไปมาตรงหน้า“เป็นอะไรของท่านเอาแต่จ้องข้าไม่พูดจา ดีนะที่ข้าสนิทกับท่านเกิดท่านไปจ้องคนอื่นนาน ๆ ด้วยสายตาเช่นนี้คงมิวายถูกคนเขาชักสีหน้าไม่พอใจ”ชายหนุ่มหลุดยิ้มขำ จับมืออีกฝ่ายมากุมไว้“....”“....”“ซีห่าว?” เจียงรั่วอี้เรียกชายหนุ่มเสียงเบาเลิกคิ้วสงสัย ก่อนหลุบสายตาลงมองมืออีกข้างของชายหนุ่มวางลงบนหลังมือ“รั่วอี้”“หืม?” เงยหน้ามอง“เจ้าอาจจะรู้ความรู้สึกของข้าอยู่แล้ว ถึงกระนั้นข้าก็ยังอยากจะพูดให้เจ้าได้ยินจากปากของข้าเอง”“....”“เจ้ายินดีจะร่วมเดินทางต่อจากนี้กับข้าหรือไม่?”“....”เกิดความเงียบขึ้นระหว่างคนทั้งสองเจียงรั่วอี้มองสบดวงตาหนักแน่นจริงจังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากมาย หลุบตามองมือสั่นไหวที่กุมมือของนางไว้ เงยหน้าขึ้นมองไป๋ซีห่าวอีกครั้งดวงตาดอกท้อจ้องมองดวงตาดำขลับนิ่ง จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่เอ่ยคำพูดใด นัยน์ตาคอยแต่สอดส่องความรู้สึกในดวงตาอีกฝ่ายราวกับต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำพูดที่เขาเอื้อนเอ
หลังความโกลาหลผ่านพ้นตระกูลเจียงก็เข้าสู่ช่วงวุ่นวาย เพราะต้องซ่อมแซมอาคารหลายหลังที่พังทลายระหว่างการต่อสู้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมอาคารโดยด่วน แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียกเก็บจากตระกูลหลานท่านปู่และบิดาของนางไม่ได้ลงมือสังหารหลานหลิงเฟิงและหลานลี่ฟูแต่ทำให้พวกเขาไม่สามารถฝึกปราณได้อีก ทำลายตันเถียนและเส้นลมปราณทั้งหมดส่งพวกเขากลับคืนสู่คนธรรมดาการไม่ฆ่าแล้วปล่อยให้มีชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาสำหรับเจียงรั่วอี้หญิงสาวคิดว่าเป็นการเอาคืนที่สาสมมากครอบครัวที่คาดหวังจะขึ้นไปให้สูงยิ่งขึ้น ทำได้แม้กระทั่งวางแผนสังหารเด็กน้อยคนหนึ่ง พยายามกำจัดความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในอนาคตของทายาทรุ่นสามความรุ่งโรจน์ที่วาดฝัน ความยิ่งใหญ่ที่เคยมี ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงความทรงจำในวันวาน ชีวิตที่เคยยิ่งใหญ่ร่วงหล่นลงสู่ที่ต่ำไม่อาจก้าวขึ้นมาผงาดเฉกเช่นเดิม“คิดแล้วก็ชวนให้หดหู่ไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ตระกูลหลานที่เคยยิ่งใหญ่ตอนนี้แม้แต่จะคงสถานะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ก็ทำไม่ได้แล้ว ต้นไม้ใหญ่ล่มลงไปเช่นนั้นหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร”“น้องกังวลเรื่องของคนพวกนั้นหร
เจียงคั่งหยูมองหลานสาวนิ่งคิดไปชั่วขณะว่าจะเล่าให้ฟังดีหรือไม่ ชายชราถอนหายใจออกมาหลังปลงตกขยับปากเอ่ยออกมา “ความบาดหมางของตระกูลหลานกับเจียงเริ่มขึ้นหลังปู่กับย่าของหลานตกลงปลงใจกัน”เจียงรั่วอี้หลุดจากภวังค์เงยหน้ามองเจียงคั่งหยู“เมื่อก่อนปู่กับหลานหลิงเฟิงสนิทสนมกันมาก ด้วยเป็นทายาทของตระกูลใหญ่เหมือนกัน ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ นิสัยของหลานหลิงเฟิงที่ปู่รู้จักไม่เลวเลย เป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจามีความอยากรู้อยากเห็นกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ”“....”“ความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองคนเรียกได้ว่าดีมาตลอด จนกระทั่งปู่และหลานหลิงเฟิงเข้าไปเป็นศิษย์ในสำนักศึกษา”“ท่านปู่ได้พบท่านย่าตอนนี้หรือเจ้าคะ?”“ใช่ ปู่พบย่าของหลานหลังเข้าสำนักศึกษา ย่าหลานเป็นสตรีเก่งกาจและห้าวหาญมากไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความไม่ยุติธรรม เป็นคนสดใสร่าเริงแต่ก็มีมุมซุกซนเหมือนเด็ก ๆ ”“ท่านปู่ดูจะรักท่านย่ามากเลยนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่รักมากแต่ปู่ยกให้ย่าของหลานเป็นอีกครึ่งชีวิต ปู่รักย่าของหลานตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่ด้วยความงามและนิสัยของย่าของหลานทำให้มีคนมากมายมาชื่นชอบเหมือนที่ปู่รู้สึก...” เจียงคั่งหยูหยุดคำพ







