LOGINแสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให
“แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที
นางคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหีบไม้ใบเก่า ดวงตาจับจ้องไปยังชุดผ้าไหมสีฟ้าที่บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยคราบน้ำแกงสีน้ำตาลจนแทบมองไม่เห็นลายปักเดิม นางพยายามใช้เศษผ้าสะอาดค่อยๆ ซับคราบสกปรกนั้นออกอย่างสิ้นหวัง แต่ยิ่งเช็ด คราบก็ยิ่งซึมลึกลงไปในเนื้อผ้าที่บอบบาง “จบสิ้นแล้ว” นางกระซิบกับตนเองเสียงแผ่วเบา น้ำตาหย
ร้านขายยาสมุนไพรไป๋เฉ่าถัง ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ‘อากั่ว’ เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีผู้มีท่าทางซื่อๆ กำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่างขยันขันแข็ง เขาคือหนึ่งในเด็กกำพร้ากลุ่มแรกที่หยางจิ้งอวี่รับมาดูแล บัดนี้นางได้ส่งเขามาฝึกงานที่ร้านยาแห่งนี้ในฐานะเด็กฝึกงาน หน้าที่ของเขาคือการเรียนรู้เรื่องสมุนไพร แล
ฟุ่บ เงาร่างของหลี่เจิ้งปรากฏขึ้นกลางห้องอย่างเงียบกริบราวกับควัน เข่าข้างหนึ่งของเขาทรุดลงกับพื้น ก้มศีรษะลงต่ำจนคางแทบชิดอก บรรยากาศรอบตัวองครักษ์เงาหนุ่มแผ่ไออัปยศออกมาอย่างชัดเจน เฟิงเยวี่ยหันกลับมามอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ดูจากสีหน้าของเจ้าแล้ว ดูเหมือนว่าการตามรอยกระต่ายน
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในไม่ถึงจิบชา . . . สำหรับหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงแล้ว ภาพที่เห็นคือภาพสโลโมชั่นอันน่าสยดสยอง รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมของคุณหนูสี่ที่แสร้งทำเป็นสะดุด และตะเกียงน้ำมันร้อนๆ ที่กำลังจะเอียงคว่ำลงมายังใบหน้าของหยางจิ้งอวี่ “กรี๊ด! อาอวี่!” เสียงกรีดร้องของเสวี่ยอิงดังขึ้นจนสุดเสีย







