ANMELDENหยวนเล่อ คุณหนูสิบจวนตระกูลเซี่ยคุกเข่ารับราชโองการและกลายเป็นพระชายาขององค์ชายหก ถึงอย่างนั้น...ชีวิตของนางกลับพลิกผันจากสตรีสูงศักดิ์กลายเป็นชายาของกบฏที่ปรารถนาในราชบัลลังก์!!! ขณะนั่งรอความตายอย่างสิ้นหวัง มีเพียงสายตาของคนผู้หนึ่งที่มองนางอย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ เฉิงเหยียน รองเจ้ากรมสำนักตรวจการผู้หล่อเหลาล้ำเลิศ ลานประหารที่ผู้คนก่นด่าสาปแช่ง เขาเป็นคนเดียวที่เดินเข้ามาหานาง ทั้งยังเอ่ยถามถึงความปรารถนาสุดท้าย นางตอบเขาว่า...ความปรารถนาสุดท้ายคือชาติหน้าขอมีชีวิตเรียบง่าย เขา...มองนางอย่างจนใจ ค่อยๆ สวมประคำหยกพวงหนึ่งที่ข้อมือพร้อมอวยพรให้นาง 'หากชาติหน้ามีจริงเช่นนั้นข้าขอให้เจ้ามีชีวิตที่ราบรื่นปลอดภัยไร้กังวล' ชั่วขณะที่รับรู้ถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ...อยู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของตัวเอง!!! นาง...เซี่ยหยวนเล่อ ย้อนกลับมายังเช้าวันปักปิ่นของตัวเอง!!! เมื่อสวรรค์เข้าข้าง... เช่นนั้นนางก็ขอเปลี่ยนชะตากรรมน่าสยดสยองของตัวเองและคนตระกูลเซี่ย เอาให้รู้กันไปเลยว่าชีวิตราบรื่นปลอดภัยไร้กังวล นางจะคว้าไว้ไม่ได้!!!
Mehr anzeigenชนชั้นสูง...เปลือกนอกที่สตรีเรือนหลังของจวนขุนนางต้องสวมเอาไว้ ยิ่งบิดา สามี หรือพี่น้องมีฐานะในราชสำนักสูงส่งเพียงใด พวกนางก็ยิ่งต้องดิ้นรนเพื่อยศศักดิ์ หน้าตา ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง เงินทอง เหล่านี้คือวังวนที่ม้วนเหล่าสตรีในเรือนหลังให้จำต้องแก่งแย่ง
การแต่งงานเพื่อยกฐานะของวงศ์ตระกูล ความสัมพันธ์สองตระกูลที่ส่งผลไปถึงคานอำนาจในราชสำนัก เหล่านี้คือวังวนที่ม้วนเหล่าสตรีในเรือนหลังให้จำต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองสามารถยืนหยัดในจวนได้อย่างสง่าผ่าเผย มิใช่เป็นเพียงสตรีในจวนที่ไร้ตัวตนในสายตาของผู้อื่น
ยิ่งโดดเด่นก็ยิ่งได้รับความสนใจ ยิ่งสามีที่แต่งให้ได้รับความสำคัญพวกนางก็จะยิ่งพลอยมีหน้ามีตา มีที่ยืน มีคนให้ความสำคัญ ดังนั้นนอกเหนือไปจากขุนนางในราชสำนักที่ต้องแก่งแย่งเพื่อช่วงชิงความโปรดปรานของฮ่องเต้ เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น การดิ้นรนของสตรีเรือนหลังของแต่ละจวนก็ยิ่งน่าดูชม
ขบวนเจ้าสาวที่มีรถม้าหรูหราจอดรออยู่หน้าจวนตระกูลเซี่ย ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยืนมุงดู เสียงกล่าวขานถึงงานมงคลอันยิ่งใหญ่ ทำให้สตรีทั่วทั้งแคว้นอิจฉาผู้ที่กำลังถูกพยุงขึ้นรถม้า
พิธีเสกสมรสขององค์ชายหกเฉินหลี่ ชายาเอกของเขาซึ่งก็คือบุตรสาวคนที่สิบของใต้เท้าเซี่ย อัครมหาเสนาบดีแคว้นเทียนเฉา เซี่ยหยวนเล่อ ทำให้ไม่ว่าผู้ใดล้วนรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นคู่บุพเพสวรรค์สร้าง ด้วยบุรุษหล่อเหลาสูงส่ง สตรีหรือก็งดงามเพียบพร้อม อีกทั้งใต้เท้าเซี่ยเองก็เป็นเสาหลักของแคว้น บุตรสาวคนโตก่อนหน้านี้ก็เสกสมรสเป็นชายาองค์ชายรองไปแล้ว เรียกได้ว่าช่างเป็นคานอำนาจที่มั่นคงยิ่ง
เจ้าสาวในชุดสีแดงคลุมผ้าคลุมหน้าถูกพยุงออกมาท่ามกลางเสียงอวยพร ขบวนเจ้าสาวยาวไปถึงสี่มุมถนน สินเดิมที่ล้วนเต็มไปด้วยของพระราชทานจากฮองเฮา ทำให้สตรีทั่วหล้าตระหนักว่าการเสกสมรสนี้เป็นที่พอพระทัยยิ่ง
ปีนี้เซี่ยหยวนเล่อเพิ่งครบสิบหกเท่านั้น ทว่าฮองเฮากลับทูลขอสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ ตรัสว่าทรงเอ็นดูคุณหนูสิบผู้นี้ยิ่ง ทว่าผู้ใดบ้างจะมองไม่ออกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่
ฮองเฮามีโอรสสองพระองค์ องค์ชายรองเฉินเซียวเสกสมรสเซี่ยอิ๋งบุตรสาวคนโตของอัครมหาเสนาบดี ส่วนบุตรสาวคนที่สิบซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินเอก บัดนี้ก็ยังมาเสกสมรสกับองค์ชายหกอีก เรียกได้ว่าจวนตระกูลเซี่ยบัดนี้ได้กลายเป็นคนของฮองเฮาไปแล้วอย่างสมบูรณ์
ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือฮ่องเต้กลับหาได้มีท่าทีใดกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่องค์รัชทายาทซึ่งทรงเลือกด้วยพระองค์เอง จนถึงบัดนี้กลับหาได้มีอิทธิพลใดๆ ในราชสำนัก
เซี่ยหยวนเล่อปีนี้เพิ่งเป็นสาวเต็มตัว นางทั้งไร้เดียงสาและงดงามอ่อนหวาน คราแรกบิดาหาได้ปรารถนาจะให้นางเสกสมรสกับองค์ชาย เพียงอยากให้นางได้เลือกใช้ชีวิตในแบบที่นางต้องการ
ถึงอย่างนั้นในคืนวันปักปิ่นล่วงเข้าสู่วัยออกเรือน นางกลับบังเอิญได้พบกับองค์ชายหกในสวน เฉินหลี่นั้นหล่อเหลาสุภาพอ่อนโยน สตรีเพิ่งปักปิ่นทั้งยังไม่เคยพานพบบุรุษ แน่นอนเซี่ยหยวนเล่อจึงหลงใหลความอ่อนโยนของเขาโดยง่าย
หลังเสกสมรสฮ่องเต้พระราชทานจวนเหมันต์นอกวังหลวงให้เฉินหลี่ เขาและชายาย้ายออกมาจากวังหลวงใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางความริษยาของผู้คน
ถึงอย่างนั้น...ผ่านไปเพียงสามปี ความรักที่เคยมีผู้คนอิจฉาริษยากลับเริ่มเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง เฉินหลี่รับชายารองมาอีกสองคน ทั้งสองล้วนเป็นบุตรสาวจากจวนแม่ทัพน้อยใหญ่ แม้เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุเขาก็ดิ้นรนเพื่อให้ได้รับพวกนางเข้าจวนเหมันต์
เฉินหลี่เริ่มพาคนมีฝีมือเข้ามาในจวน ทั้งฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊ ทั้งเข้ามาอย่างเปิดเผย ทั้งลักลอบพาเข้ามาโดยปลอมเป็นคนสวนบ้าง อาจารย์สอนดีดพิณบ้าง สอนเดินหมากบ้าง อ้างว่าชายาของเขาอยากเรียน ตอนนั้นแม้สงสัยแต่เซี่ยหยวนเล่อก็คล้อยตาม ไม่เคยเซ้าซี้ ไม่เคยซักถาม
ฐานะชายาเอกมั่นคงไม่มีทางสั่นคลอน เฉินหลี่เคยดีกับนางอย่างไรก็ยังคงดีกับนางเช่นนั้น เบื้องหน้าเขาดูแลให้เกียรติไม่เคยทำร้ายจิตใจ ยกนางเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในบรรดาชายา ทว่า...เบื้องหลังเซี่ยหยวนเล่อกลับเริ่มหวาดหวั่น
ในคืนหนึ่ง...นางที่นำชาและของว่างไปยังเรือนตำรากลับบังเอิญได้ยินเรื่องสำคัญเข้า องค์ชายรองและองค์ชายหกกำลังร่วมมือกันโค่นล้มราชบัลลังก์!!!
นางกำนัลด้านหลังตกใจจนเผลอทำถาดของว่างหลุดมือ คนในห้องพุ่งออกมาพร้อมกับกระบี่ในมือ สตรีด้านหลังล้วนถูกสังหาร กลิ่นเลือดยังคงคละคลุ้งในความรู้สึก แม้ตัวนางไม่ถูกสังหารเพื่อไม่ให้แผนรั่วไหล ทว่าก็ถูกกักบริเวณไม่ให้ผู้ใดพบ ไม่ให้นางออกไปที่ใดนอกจากเรือนของตัวเอง ด้วยนางเองก็ไม่ต่างจากผู้อื่น ล้วนเป็นหมากที่เฉินหลี่และเฉินเซียวจำเป็นต้องมี
อยู่ๆ เฉิงเหยียนก็รู้สึกว่าตนไม่ควรรับมันมาเลย...เสียงสวบสาบดังขึ้นด้านหน้า เงาร่างหนึ่งล้มลงยังพุ่มไม้ข้างกำแพง ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปทันที “นั่นใคร!”“ใต้เท้าเฉิงเหยียน??” เสียงนั้นแผ่วเบาและอ่อนแรง เขาขมวดคิ้วเพราะจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของ...เซี่ยหยวนเล่อ คุณหนูสิบตระกูลเซี่ย!!ชายหนุ่มปราดเข้าไปประคองนางขึ้น นางมีท่าทีอ่อนแรงและหายใจเร็วมาก เหงื่อของนางเปียกชุ่มทว่าสองมือกลับกุมเสื้อของเขาราวได้รับการตื่นตระหนก“เร็วเข้าพาข้าไปจากที่นี่ ยิ่งไกลยิ่งดี”“เกิดอะไรขึ้น เจ้า...กำลังหนีผู้ใด”“ไม่มีเวลาอธิบาย พาข้าไปจากที่นี่ก่อน”“ข้าพาเจ้ากลับไปส่งที่จวน”“ไม่...ไม่กลับเข้าจวน ข้าเพิ่งหนีออกมาจากที่นั่น”“อะไรนะ”เสียงฝีเท้าคนหลายคนกำลังวิ่งมาด้านนี้ หญิงสาวหายใจหอบสติกำลังเลือนลาง “ได้โปรด พาข้าไปจากที่นี่ก่อน อย่าให้ผู้ใดหาข้าพบแม้แต่คนตระกูลเซี่ย”เฉิงเหยียนได้แต่สงสัย อะไรกันที่ทำให้นางรู้สึกว่าจวนของตนไม่ปลอดภัย เป็นใครกันที่ทำให้นางไม่ไว้วางใจแม้แต่คนในตระกูลของตัวเอง?!เมื่อนางขอร้องอย่างสิ้นหวังเขาเองก็ได้แต่ทำตาม ทั้งที่ลึกๆ ก็ก่นด่าตัวเองว่าเรื่องนี้อาจเป็นการล่วงเกินท่านอัค
ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย “แล้วนี่ทรง...” แต่งกายเช่นนี้คงมิใช่ออกจากวังมาเที่ยวเล่น“โดนเจ้าจับได้แล้ว? ข้าได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในจวนอัครมหาเสนาบดี ชายาของพี่รองมีข่าวดีแล้ว”“ตั้งครรภ์?”“ใช่ หมอหลวงยืนยันแล้ว พี่รองเพิ่งเข้าวังไปทูลเสด็จพ่อและไทเฮา วันนี้ท่านอัครเสนาบดีกับฮูหยินจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น ผู้ที่มีเทียบเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้”เฉิงเหยียนถอนหายใจ “เข้าใจแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงมาแจ้งกระหม่อมด้วยพระองค์เอง”เฉินฮ่าวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก “เจ้าต้องทำท่าทางเหินห่างกับข้าเช่นนี้ให้ได้? แม้แต่กับไทเฮาเจ้าก็มีท่าทีเช่นนี้? มิน่าเล่าพูดถึงเจ้าทีไรไทเฮาก็ทักทรงมีท่าทีไม่สบายพระทัย เจ้านี่นะ รู้ทั้งรู้ว่าไทเฮาทรงเหลือเจ้าเป็นเครือญาติที่สนิทเพียงคนเดียว จะเข้าเฝ้าพระองค์ให้บ่อยครั้งหน่อยก็ไม่ได้ ไม่ได้บังคับให้เจ้าเข้ารับตำแหน่งจากเส้นสายเสียหน่อย”“องค์ชาย ตระกูลของข้าหากไม่โดนประหารก็ตายตก ข่าวลือมากมายอาจทำให้ไทเฮาทรงเสื่อมพระเกียรติ แม้เหลือน้อยนิดแต่ก็ไม่ควรทำให้พระองค์แปดเปื้อน”“แปดเปื้อนอะไรกัน เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าไม่ใช่คนที่โง่งมโดนหลอกโดยง่าย
“ใช่ ดังนั้นมากับข้าเถิด ช่วงนี้เจ้าก็อยู่กับข้าไปก่อน ข้าจะหาทางให้เจ้าได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง”“ขอรับ”นับจากวันนั้นเขาให้สงสัยไม่คลายจึงลอบสืบเรื่องของเซี่ยหยวนเล่อเงียบๆ เขาพบว่านางออกจากเมืองก็เพราะแม่นมเฉาจริงๆ นางไม่มีสหายจากจวนอื่นเพราะน้อยครั้งที่ใต้เท้าเซี่ยและฮูหยินจะอนุญาตให้บุตรสาวออกจากจวนถึงอย่างนั้นการที่นางหนีออกไปครั้งล่าสุด นางกลับตรงไปยังหมู่บ้านซุนสือที่ไม่ได้ใกล้กับบ้านของแม่นมเฉา“ใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงซื้อเด็กคนนี้มา ไม่ใช่คนของจวนอัครมหาเสนาบดีคงทำไม่ได้” ต้าสือพึมพำเฉิงเหยียนเหลือบมองอีกฝ่าย “นางถูกกักบริเวณหรือไม่”“ใช่ขอรับ...หนึ่งเดือน เห็นว่าเพราะนางแอบหนีออกมาจากจวน ครั้งนี้เซี่ยฮูหยินโกรธมาก ยังมี...”“อะไร” เฉิงเหยียนเห็นท่าทีของคนสนิทก็เลิกคิ้ว“ข้าบังเอิญรู้มาว่าเซี่ยฮูหยินเคยนัดพบกับองค์ชายหก”“องค์ชายหก??”“วันที่คุณหนูสิบหนีออกจากจวน เซี่ยฮูหยินออกจากจวนไปไหว้พระที่อาราม บังเอิญจริงๆ ที่วันนั้นองค์ชายหกเองก็ไปที่นั่น ยิ่งบังเอิญกว่าเพราะคุณหนูหกแกล้งป่วยวันนั้นพอดี เป็นไปได้หรือไม่ที่นางไม่อยากไปยังอารามกับมารดา และอาจเป็นไปได้เช่นกันที่นาง
นี่เป็นประคำหยกอันเดียวกันกับที่เฉิงเหยียนมอบให้นางที่ลานประหาร เซี่ยหยวนเล่อนิ่งงันจ้องมองประคำหยกนั้นนิ่งนานด้วยความสับสน“ครั้งนั้นข้าได้ยินเพียงเสียงตะโกนบอก ดังนั้นคนร้ายจึงลอบทำร้ายข้าไม่สำเร็จ ตอนที่ทุกอย่างสงบข้าก็หาท่านไม่พบแล้ว พบเพียงถุงใบนี้ดังนั้นประคำหยกนี้คืนให้ท่าน ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ถึงสองครั้งหากวันหน้ามีเรื่องใดที่ข้าสามารถตอบแทน...”หญิงสาวมองเสี่ยวหมานและเสี่ยวเถาที่เดินตรงเข้ามาหา “มี! ข้ามี!”เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูสิบเชิญกล่าว”“ข้า...อยากฝากคนคนหนึ่งเอาไว้กับท่าน”“คน?”นางคว้าไหล่ของเสี่ยวหมานด้วยรอยยิ้ม หมุนตัวเด็กชายให้เฉิงเหยียนดู “นี่คือเสี่ยวหมาน ข้าซื้อเขามาจากมารดาที่ต้องการเขาให้เป็นทาสเมื่อเช้า หากข้าพาเขากลับจวนด้วยเขาจะกลายเป็นบ่าวในจวนตระกูลเซี่ย ข้าไม่อยากให้เขาเป็นบ่าวหรือตกเป็นทาส ข้า...อยากให้เขาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง ท่านช่วยส่งเสริมได้หรือไม่”เฉิงเหยียนมองเด็กชายตรงหน้า เขาค่อนข้างงุนงงกับการกระทำของนาง“ยังมี...นี่เป็นสัญญาซื้อขาย ข้าฝากเอาไว้ที่ท่านชั่วคราว ข้าไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้”ชายหนุ่มมองนางสลับ











