FAZER LOGINทว่าในระยะห้าเมตร สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับดรุณีน้อยนางหนึ่ง
นางสวมชุดสีฟ้าหม่น ยืนเกาะเสาไม้หน้าร้านขายผ้า ในมือถือถุงขนม แก้มสองข้างพองเล็กน้อยเพราะยังเคี้ยวขนมอยู่ ดวงตากลมโตมองมาทางเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น ที่สำคัญ ริมฝีปากของนางไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย
เซียวอี้หรานจ้องนางนิ่ง แล้วเสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง
‘มองอะไรจ๊ะพ่อเป็ดแมนดาริน อย่ามองแรงสิ เดี๋ยวตะเข็บกางเกงแดงขาด หุ่นล่ำบึ้กน่าฟัดขนาดนี้ แต่ข้างในเป็นสีแดงแจ๋ นึกภาพแล้วขำจะตาย ขอกลั้นขำก่อน เดี๋ยวโดนตัดหัว’
นิ้วที่จับบังเหียนของเซียวอี้หรานพลันเกร็งแน่น ดวงตาคมหรี่ลง จ้องเขม็งไปยังเจียงซือซือ ขณะที่ใบหูซึ่งซ่อนอยู่ใต้เส้นผมดำขลับเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายปนขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
‘สตรีผู้นี้ นางเป็นใครกันแน่ เหตุใดข้าจึงได้ยินสิ่งที่นางคิดอยู่ในใจ และเหตุใดนางถึงรู้ความลับของข้าได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้’
ซือซือเห็นแม่ทัพหนุ่มจ้องตนเขม็งด้วยสายตาราวกับกำลังสอบสวนผู้ต้องหาคดีใหญ่ ก็รีบกลืนขนมลงคอดังเอื๊อก ก่อนก้มหน้าลงต่ำ แสร้งทำเป็นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ
‘อุ๊ยตาย ทำไมพญายมถึงจ้องข้าตาเขม็งขนาดนั้น หรือว่ากลิ่นขนมกุ้ยฮวามันหอมไปแยงจมูกเขา รีบหลบก่อนดีกว่า ขืนสบตานานมีหวังโดนลากไปตัดคอแน่’
เซียวอี้หรานได้ยินทุกคำ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆพยายามระงับอารมณ์และควบคุมสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม
ไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากรอบข้าง ไม่ใช่วิชาส่งเสียงทางลมปราณ และสตรีผู้นั้นก็ไม่ได้ขยับริมฝีปาก
มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ แม้จะฟังดูเหลือเชื่อเพียงใดก็ตาม
เขากำลังได้ยินความคิดของนาง
เซียวอี้หรานกระตุกบังเหียนเบาๆ ให้ม้าศึกเคลื่อนตัวต่อไป
ขบวนองครักษ์เสื้อแพรเริ่มเคลื่อนผ่านฝูงชนอีกครั้ง
ซือซือแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
‘ไปเสียที เกือบไปแล้วไหมล่ะ เจอหน้ากันครั้งแรกก็จ้องเหมือนข้าไปติดหนี้เขาสามพันตำลึง พ่อคุณเอ๊ย! หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ดุขนาดนี้ใครได้เป็นภรรยาคงต้องพกยาบำรุงหัวใจติดตัวทั้งวัน’
มือที่จับบังเหียนของเซียวอี้หรานกระตุกอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาควบคุมสีหน้าเอาไว้ได้
ก่อนม้าจะเคลื่อนผ่านพ้นระยะห้าเมตร เขาเหลือบมองรองแม่ทัพคนสนิทที่ขี่ม้าตามอยู่ด้านหลัง แล้วส่งสัญญาณให้เข้ามาใกล้
รองแม่ทัพรีบขยับม้าเข้ามา
“ท่านกั๋วกง มีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ”
เซียวอี้หรานไม่หันกลับไปมองซือซืออีก เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ
“ตามสตรีชุดสีฟ้าหม่นที่ยืนเกาะเสาผู้นั้นไป สืบมาให้ได้ว่านางเป็นใคร มาจากจวนใด และอย่าให้นางคลาดสายตาแม้แต่ก้าวเดียว”
รองแม่ทัพชะงักไปเล็กน้อย ตลอดหลายปีที่ติดตามเจิ้งกั๋วกงมา เขาไม่เคยเห็นผู้เป็นนายสนใจสตรีใดเป็นพิเศษมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการออกคำสั่งให้สะกดรอยตามด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบที่ปรายมา เขาก็รีบก้มศีรษะรับคำทันที
“ขอรับ” เซียวอี้หรานควบม้าออกไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ทว่าในใจกลับจดจำใบหน้ากลมใส ดวงตาเป็นประกาย และถุงขนมกุ้ยฮวาในมือของสตรีผู้นั้นไว้อย่างแม่นยำ
เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็นใคร และเสียงประหลาดที่เขาได้ยินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
อีกด้านหนึ่ง ซือซือยังไม่รู้ตัวเลยว่าตนถูกหมายตาเข้าให้แล้ว
ติ๊ง! ได้รับแต้มเผือกจากบุคคลระดับตำนาน 100 แต้ม
ยินดีด้วย แต้มสะสมครบ 160 แต้ม ระบบทำการอัปเกรดเป็นเลเวล 2 ขยายระยะการสแกนและปลดล็อกร้านค้ามิติ
ดวงตาของซือซือเป็นประกายวาบทันที
‘หนึ่งร้อยแต้ม คนเดียวได้ตั้งหนึ่งร้อยแต้ม สมกับเป็นพญายมหน้าหยกจริงๆ’
ความหวาดกลัวเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา นางกอดถุงขนมแน่นขึ้นอย่างอารมณ์ดี ก่อนรีบเปิดหน้าต่างระบบตรวจดูฟังก์ชันใหม่อย่างตื่นเต้น
‘แค่กางเกงแดงกับเรื่องกลัวผีเสื้อยังได้ตั้งร้อยแต้ม ถ้าข้าเจอขุนนางใหญ่ที่มีความลับหนักกว่านี้ มิรวยเละเลยหรือ เมืองหลวงแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยขุมทรัพย์จริงๆ’
ซือซือยิ้มกริ่ม หยิบขนมกุ้ยฮวาอีกชิ้นเข้าปาก ก่อนเดินทอดน่องต่อไปอย่างสบายใจ
นางไม่รู้เลยสักนิดว่า ‘ขุมทรัพย์หนึ่งร้อยแต้ม’ ที่เพิ่งถูกนางล้อเลียนเรื่องกางเกงผ้าไหมสีแดงปักลายเป็ดแมนดาริน กำลังให้คนสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง
และนับตั้งแต่วินาทีที่ทั้งสองสบตากันบนถนนสายนี้ ชีวิตอันแสนสงบของเจียงซือซือก็ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
กลิ่นหอมของใบชาชั้นดีลอยอบอวลไปทั่ว ‘โรงเตี๊ยมจ้วงหยวน’ เคล้ากับเสียงสนทนาพึมพำของผู้คนและเสียงพิณบรรเลงแผ่วเบาจากชั้นล่าง
โรงเตี๊ยมแห่งนี้สูงถึงสามชั้น ทั้งหรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง บรรดาขุนนาง พ่อค้าวาณิช และบัณฑิตผู้มีฐานะต่างนิยมมานั่งดื่มชา พูดคุยธุระ หรือแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่เสมอ
เจียงซือซือก้าวขึ้นมาบนชั้นสอง ก่อนเลือกโต๊ะริมระเบียงที่สามารถมองเห็นถนนด้านล่างได้ถนัด นางนั่งลงแล้วสั่งชาหลงจิ่งหนึ่งกา หมูกรอบจานใหญ่ และเกี๊ยวนึ่งอีกหนึ่งเข่งทันที เพื่อฉลองที่ระบบเพิ่งอัปเกรดเป็นเลเวลสอง
ไม่นาน อาหารทั้งหมดก็ถูกยกมาวางเรียงตรงหน้า
ซือซือมองหมูกรอบหนังสีเหลืองทองตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนคีบชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวกรุบกรอบอย่างมีความสุข
‘มีเงินในมิติแล้วมันดีอย่างนี้นี่เอง ชาติก่อนเป็นแอดมินเพจต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิต ชาตินี้ได้กินหมูกรอบจานโต สมฐานะแอดมินระดับตำนานเสียจริง’
ทว่าห่างออกไปเพียงหนึ่งโต๊ะ บุรุษร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีเข้มเรียบง่ายกำลังนั่งจิบชาอยู่เงียบๆ
แม้เครื่องแต่งกายของเขาจะดูธรรมดากว่าชุดเกราะยามปฏิบัติหน้าที่ ทว่ากลิ่นอายสูงศักดิ์และความน่าเกรงขามกลับยากจะปกปิด เขาคือเซียวอี้หราน
หลังจากให้คนสืบจนรู้ว่าสตรีชุดสีฟ้าหม่นคือคุณหนูสามแห่งจวนเจียง เขาก็เปลี่ยนชุดลำลองและตามนางเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง
เซียวอี้หรานนั่งตัวตรง ปรายตามองดรุณีน้อยที่กำลังเคี้ยวหมูกรอบจนแก้มตุ่ยด้วยสายตาครุ่นคิด
‘ข้าต้องพิสูจน์ให้ชัด ว่าเสียงประหลาดที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นวิชาลึกลับ ภาพหลอน หรือสิ่งใดกันแน่’
เขาไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีหรือศาสตร์เหนือธรรมชาติโดยง่าย ยิ่งไม่เชื่อว่าตนจะได้ยินความคิดของผู้อื่นโดยไร้สาเหตุ แต่เรื่องกางเกงผ้าไหมสีแดงปักลายเป็ดแมนดารินนั้น ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญ
ขณะเซียวอี้หรานกำลังจับตาดูซือซืออย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากบันได
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมกะหร่องผู้หนึ่งเดินขึ้นมายังชั้นสอง เขาสวมชุดขุนนางชั้นผู้น้อยที่ดูเก่าและมีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง ใบหน้าซูบซีด ร่างกายผอมบางจนดูราวกับผ่านความยากลำบากมานานปี
บุรุษผู้นี้คือ ‘หลี่ซื่อคัง’ รองเจ้ากรมคลัง
ทั่วทั้งราชสำนักต่างเลื่องลือว่าเขาเป็นขุนนางตงฉินผู้สมถะ เงินเดือนส่วนใหญ่ใช้ช่วยเหลือญาติพี่น้องและชาวบ้านยากไร้ ส่วนตนเองยอมกินอยู่อย่างประหยัดจนบ้านแทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ
หลี่ซื่อคังเลือกนั่งลงที่โต๊ะเยื้องจากซือซือไม่ไกลนัก
ทันทีที่สายตาของนางเหลือบไปเห็นเขา ระบบในหัวก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นทันที
ติ๊ง! ตรวจพบเป้าหมายข่าวฉาวระดับราชสำนัก หลี่ซื่อคัง รองเจ้ากรมคลัง
ระดับความเผือก 5 ดาว ข้อมูลทุจริตสะท้านบัลลังก์
ข้อมูลลับ ภายนอกแสร้งทำเป็นขุนนางยากจน สวมเสื้อผ้าเก่าขาด แต่แท้จริงยักยอกเงินภาษีสำหรับซ่อมแซมเขื่อนแดนใต้ไปถึงหนึ่งแสนตำลึงทอง โดยนำทองคำแท่งทั้งหมดไปหลอมเป็น ‘ฐานรองเตียงไม้จันทน์’ ซ่อนไว้ในเรือนลับหลังที่ห้าในตรอกโคมแดง และคืนนี้มีนัดส่งมอบบัญชีลับให้พ่อค้าเถื่อนในยามเที่ยงคืน
เขาไม่ได้เปิดโปงนาง เพียงเดินไปหยิบจอกสุรามงคลที่ผูกด้ายแดงไว้ด้วยกันขึ้นมา แล้วยื่นให้นางหนึ่งจอก“ดื่มสุราคล้องแขนก่อนเถิด ฮูหยินของข้า”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาซือซือหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง“ดื่มแล้วข้ากินข้าวได้เลยใช่ไหมเจ้าคะ”เซียวอี้หรานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมา“ได้”“เช่นนั้นรีบดื่มเถอะเจ้าค่ะ” คนหนึ่งมองสุรามงคล อีกคนกลับนึกถึงอาหารจนตาเป็นประกายทั้งสองคล้องแขนดื่มสุราจนหมดจอกตามธรรมเนียม เซียวอี้หรานวางจอกลง ก่อนปรบมือเบาๆ สองครั้งประตูห้องหอเปิดออกอีกคราบ่าวรับใช้ทยอยยกสำรับอาหารมงคลเข้ามาไม่ขาดสาย จานแล้วจานเล่าถูกจัดเรียงบนโต๊ะยาวกลางห้องจนแน่นขนัดเป็ดย่างหนังกรอบ หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ขาหมูอบหนังกรอบ กุ้งมังกรนึ่งซีอิ๊ว ปลาเก๋านึ่ง ขนมเปี๊ยะกุหลาบ รวมถึงอาหารอีกสารพัดที่นางโปรดปราน กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องดวงตาของซือซือเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ“หนึ่ง สอง สาม...”นางนับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันขวับมามองเขา“หนึ่งร้อยแปดเมนูจริงๆ หรือเจ้าคะ”“ข้าบอกแล้วว่าจะเตรียมให้”ซือซือตาลุกวาว‘กรี๊ด บุฟเฟต์มื้อดึกในฝัน หนึ่งร้อยแปดเมนูจริงๆ ด้วย พ่อเป็ดแดงสายเปย์ที่แท้จ
คราวนี้ซือซือพูดไม่ออกจริงๆ เซียวอี้หรานมองใบหน้าที่แดงขึ้นเรื่อย ๆ ของนาง ก่อนคลี่ยิ้มละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ“หนึ่งร้อยแปดเมนูนั้น ข้าจะให้พ่อครัวทำให้เจ้ากินไปตลอดชีวิต” หัวใจดวงน้อยของซือซือเต้นระรัวราวกลองรบ นางรีบก้มหน้าหลบสายตา‘ตาบ้าเอ๊ย พอพูดตรงๆ แบบนี้ ข้าก็เขินเป็นเหมือนกันนะ’เซียวอี้หรานหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ“ในที่สุดก็มีเรื่องที่ทำให้เจ้าเขินได้”ซือซือรีบเงยหน้า“ข้าไม่ได้เขินเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นเหตุใดหน้าแดง”“อากาศร้อน”เซียวอี้หรานปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งลมหนาวกำลังพัดกิ่งไม้ไหว“วันนี้อากาศหนาว”ซือซือเม้มปากแน่น‘จะจับผิดเก่งไปไหนพ่อเป็ดแดง’เซียวอี้หรานหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้เขาเอื้อมมือไปดึงร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมซือซือชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ผลักเขาออกเสียงหัวใจหนักแน่นของบุรุษตรงหน้าดังอยู่ใกล้หูจนนางได้ยินชัดเจน“ซือซือ”“เจ้าคะ”“อีกเจ็ดวัน เจ้าจะเป็นฮูหยินของข้าแล้ว”“ฝ่าบาทมีพระราชโองการ ข้าจะหนีไปไหนได้เล่าเจ้าคะ”“หากไม่มีพระราชโองการ เจ้าจะหนีหรือ”ซือซือนิ่งไป นางเงยหน้ามองเขา ก่อนตอบเสียงเบาลง“ถ้าท่านยังมีของอร่อยให้ข้ากินหนึ่ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนแตกตื่นยิ่งกว่าทรัพย์สินเหล่านั้น กลับเป็น ‘ขบวนเกวียนเสบียงชั้นเลิศสามสิบเล่ม’ทั้งเนื้อแกะแดนเหนือ เป็ดย่าง หมูหัน ขนมเปี๊ยะกุหลาบ น้ำผึ้งป่าเดือนห้า รวมถึงวัตถุดิบหายากจากทั่วทุกสารทิศ ล้วนเป็นของที่เซียวอี้หรานสั่งให้รวบรวมมาเป็นสินสอดส่วนตัว เพื่อเอาใจว่าที่เจ้าสาวสายกินของตนโดยเฉพาะภายในเรือนรับรอง เจียงซือซือกำลังยืนกางแขนเป็นหุ่นลองเสื้ออยู่หน้าคันฉ่องบานใหญ่ บรรดาช่างตัดเย็บหลวงจากทั้งวังหนานเย่ว์และวังต้าฉินกว่าสิบคนกำลังรุมล้อมวัดตัว ปักเข็ม และเก็บรายละเอียดชุดมงคลสีแดงเพลิง ซึ่งปักลวดลายหงส์คู่พยัคฆ์ด้วยดิ้นทองคำแท้อย่างประณีตบนศีรษะของนางยังมีมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมน้ำงาม น้ำหนักเกือบสิบชั่ง กดเสียจนคอเรียวระหงแทบตั้งไม่ตรง“โอ๊ย! แม่นางทั้งหลาย คอข้าจะหักแล้วเจ้าค่ะ มงกุฎนี้หนักราวกับเอาหม้อไฟทองเหลืองมาครอบศีรษะข้าไว้ทั้งใบ”ซือซือโอดครวญเสียงอ่อย พลางฉวยจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกต ล้วงแผ่นกล้วยตากเคลือบน้ำตาลโกโก้ที่แอบซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ ประทังชีวิตหัวหน้าช่างตัดเย็บหลวงรีบจัดชายกระโปรงให้นางพลางเอ่ยปลอบ“อดทนอีกสักหน่อยนะเพคะอง
มู่หรงอวิ๋นรีบก้มศีรษะ“กระหม่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังใดทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”ซือซือที่กำลังตักบัวลอยงาดำเข้าปากชะงักเล็กน้อย‘ยังจะแถอีกหรือ งั้นลองดูให้หมดเลยดีกว่า’นางสั่งระบบในใจทันที‘ระบบ ตรวจสอบเส้นทางการเงินกับคลังอาวุธลับของตาเฒ่ากางเกงทองคนนี้ให้ที’ติ๊ง! เปิดใช้งานฟังก์ชัน ‘ตรวจสอบความจริง’ข้อมูลลับ 1 มู่หรงอวิ๋นยักยอกและสะสมทองคำไว้ห้าหมื่นตำลึง โดยซ่อนอยู่ในห้องใต้ดินหลังคฤหาสน์ตระกูลมู่หรง ภายในห้องดังกล่าวใช้ถังหมักปลาร้าหลายสิบถังวางปิดทางเข้า เพื่อให้คนหลีกเลี่ยงเพราะกลิ่นรุนแรงข้อมูลลับ 2 กองกำลังทหารรับจ้างจำนวนห้าพันนายที่เตรียมใช้ยึดอำนาจ รวมพลอยู่ที่หุบเขากวางเผือกบริเวณชายแดนรอยต่อ โดยใช้รหัสแสดงตนเป็นการกระโดดขาเดียวหนึ่งครั้งพร้อมส่งเสียงเลียนแบบไก่ป่าซือซือที่กำลังซดน้ำขิงถึงกับสำลัก“พรวด!” นางรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ไหล่สั่นจนแทบกุมชามไม่อยู่‘โอ๊ย! ซ่อนทองห้าหมื่นตำลึงไว้หลังถังหมักปลาร้าเนี่ยนะ คิดได้อย่างไร กลิ่นคงแรงจนโจรยังไม่อยากเข้าใกล้ แล้วกองทัพกบฏห้าพันคนใช้รหัสกระโดดขาเดียวแล้วร้องเหมือนไก่ป่าอีก ตาเฒ่านี่คิดแผนแต่ละอย่างไม่ธรรมดาจริง
ซือซือมองหน้าต่างระบบด้วยดวงตาเป็นประกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงมองเผือกเผาที่ตกอยู่บนพื้นนางถอนหายใจด้วยความเสียดาย“ชุนหลาน”สาวใช้ที่เพิ่งกล้ากลับเข้ามาหลังการต่อสู้รีบขานรับ“เจ้าคะคุณหนู”“ไปเอาเผือกมาเผาใหม่อีกสองหัว แล้วกล้วยอีกห้าไม้”ชุนหลานอ้าปากค้าง “เพิ่งมีนักฆ่าบุกจวนนะเจ้าคะ”“ก็เพราะมีนักฆ่าบุก ข้าถึงต้องกินปลอบขวัญสิ”ชุนหลานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้า“เจ้าค่ะ”ขณะที่ซือซือกลับไปนั่งหน้าเตาถ่านรอของกินชุดใหม่ เซียวอี้หรานก็นำกำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองอย่างรวดเร็วโรงเตี๊ยมร้างชานเมืองกำลังถูกล้อมจากทุกทิศทางและมู่หรงอวิ๋นผู้คิดว่าตนซ่อนหลักฐานไว้ในสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าค้น กำลังจะได้เรียนรู้ว่า เมื่อเจียงซือซือเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วไม่มีที่ซ่อนใดในโลกปลอดภัยพอสำหรับความลับอีกต่อไปโรงเตี๊ยมร้างบริเวณชานเมืองหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและควันเทียนสลัว มู่หรงอวิ๋น อัครมหาเสนาบดีเฒ่าแห่งหนานเย่ว์ กำลังเดินกระวนกระวายไปมาภายในห้องโถงเก่า มือข้างหนึ่งลูบบริเวณบั้นท้ายตัวเองเป็นระยะ ราวกับต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ‘กางเกงชั้นในผ้าไหมสีทองสองชั้น’ ซึ่งใช้ซ่อนแผนผังยึดอำน
ตั้งแต่ข่าวเรื่องชาติกำเนิดของซือซือแพร่ออกไป เขาก็สั่งเพิ่มกำลังรักษาการณ์รอบจวนเป็นสองเท่า เพราะรู้ดีว่าสถานะใหม่ของนางย่อมดึงดูดทั้งคนที่หวังดีและคนที่ต้องการใช้ประโยชน์กลิ่นเผือกเผาลอยออกมาจากในห้อง ทำให้แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองบานประตูแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย‘ดึกถึงเพียงนี้ยังไม่หยุดกินอีก’ทว่าในชั่วขณะต่อมา แววตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นคมเสียงลมหายใจแผ่วเบาหลายสายดังขึ้นเหนือกำแพงจวนแทบในเวลาเดียวกัน ระบบในหัวของซือซือก็ส่งเสียงเตือนดังลั่นติ๊ง! ตรวจพบผู้บุกรุกระดับยอดฝีมือ 20 นายเปิดใช้งาน ‘เรดาร์ตรวจจับไอสังหาร’ อัตโนมัติระดับความเผือก 5 ดาวกะโหลกเพชร แผนลักพาตัวองค์หญิงแห่งหนานเย่ว์ข้อมูลลับ 1 มู่หรงอวิ๋น อัครมหาเสนาบดีแห่งหนานเย่ว์ ส่งหน่วยล่าสังหาร ‘อินทรีทมิฬ’ มาลักพาตัวเจียงซือซือ โดยเตรียมใช้ยาสลบจากผงดอกลำโพงรมผ่านรอยแยกของหน้าต่างข้อมูลลับ 2 หัวหน้าหน่วย ‘อินทรีหนึ่ง’ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ ซ่อนตัวอยู่บนขื่อหลังคาเรือน ทว่าขณะนี้กำลังเป็นตะคริวที่น่องขวาอย่างรุนแรง เพราะเกาะขื่อรอนานจนขาชาข้อมูลลับ 3 มู่หรงอวิ๋นซ่อนตราประจำตำแหน่งและแผนการยึดอำนาจในหนานเย่ว์







