LOGINค่ำวันพุธ หลังเลิกงาน
นับดาวกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างออฟฟิศ เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก หน้าผากมีเหงื่อบาง ๆ จากอากาศอับชื้นหลังฝนตกมือกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากะจะเลื่อนดูโซเชียลแบบไร้จุดหมาย
แต่ชื่อที่โผล่ขึ้นบนหน้าจอทำให้มือเธอชะงัก“Dr. Naphat K.”
ข้อความสั้น ๆ เด้งขึ้นมาจากไลน์ที่เธอเคยใช้คุยกับเขาครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน
ตอนที่เธอส่งรูปงานวันรับปริญญาให้เขาดู แล้วเขาตอบกลับมาว่า “ยินดีด้วยนะครับ คนเก่งของพี่เสือ”วันนี้เขาทักมาอีกครั้ง
"นับ สะดวกมาตรวจติดตามผลอีกทีวันไหนครับ?"
เธอจ้องข้อความอยู่นานราวกับมันคือรหัสลับ
พิมพ์ลบพิมพ์ลบอยู่หลายรอบก่อนจะตอบกลับไปอย่างพยายามรักษาระยะห่าง"สัปดาห์หน้าคงว่างช่วงวันพุธค่ะ"
ข้อความอ่านแล้ว แต่เงียบไปหลายนาทีจนเธอเริ่มคิดว่าเขาคงไม่ว่างแต่แล้วก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมา
"งั้นจองคิวไว้วันพุธบ่ายนะครับเดี๋ยวพี่....หมอจะดูให้เอง"
เธออ่านคำว่า “พี่... หมอ” อยู่หลายรอบ
เหมือนเขาเองก็ยังลังเลระหว่างบทบาทหมอกับบทบาทบางอย่างที่เคยเป็นมาก่อนเธอพิมพ์กลับไปสั้น ๆ
"ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ"
และคิดว่าเรื่องควรจะจบแค่นั้นแต่ไม่กี่นาทีต่อมา
"จริง ๆ ฮอร์โมนก็อาจจะดีขึ้นโดยไม่ต้องมาตรวจเร็วขนาดนั้นก็ได้แต่ถ้านับมีเวลา พี่ก็อยากเจอ"
มือเธอหยุดอยู่เหนือจอ ลมหายใจติดขัดเหมือนคำในข้อความมันรัดแน่นที่อก
เขากำลัง "สารภาพ" อย่างเงียบ ๆ
เธอไม่ได้ตอบทันทีแต่ยิ้มบาง ๆ ให้กับหน้าจอ
ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงแล้วหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบหัวใจที่เคยบอบช้ำมันกำลังเต้นช้าลงเหมือนกำลังฟื้นตัวทีละนิด
จากเสียงของข้อความที่ไม่มีเสียงวันนัดห้องตรวจหมายเลข 3 ยังเหมือนเดิม แสงไฟสีอุ่นอ่อน ๆ ละมุนไปทั่วบริเวณ พอให้รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด นับดาวนั่งรออยู่บนเก้าอี้ฝั่งคนไข้ มือประสานกันไว้บนตักเรียบร้อยจนน่าขำเธอพยายามไม่มองนาฬิกาบ่อยนัก
แม้ในใจจะอยากรู้ว่า "เมื่อไหร่เขาจะเดินเข้ามา"ประตูถูกเคาะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะเปิดออก
และเขาก็เดินเข้ามาในเสื้อกาวน์สีขาว ผมเซ็ตเรียบตามสไตล์เดิม แต่สิ่งที่ต่างไปคือดวงตาเขาที่เหมือนจะอ่อนลงกว่าครั้งก่อน“สวัสดีครับนับดาว”
เสียงเขานุ่มและทุ้มกำลังดีไม่ใช่แบบที่ใช้พูดกับคนไข้ทั่ว ๆ ไปเธอลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ พลางยิ้มบาง ๆ
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”เขาผายมือเชิญให้นั่ง แล้วหยิบแฟ้มผลเก่าขึ้นมาเปิด
นิ้วเรียวยาวไล่ดูตัวเลขด้วยความตั้งใจเหมือนทุกครั้ง แต่นับดาวรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในบรรยากาศมันเปลี่ยนไป“จากข้อมูลครั้งก่อน ฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนยังแกว่งอยู่บ้างแต่อาจเป็นเรื่องของภาวะเครียดสะสมหรือการนอนหลับไม่เพียงพอ”
เธอพยักหน้า
“ช่วงนี้นอนดึกจริง ๆ ค่ะ ทำงานถึงเกือบเที่ยงคืนเกือบทุกวัน”เขาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแสดงความห่วงชัดเจน
“แบบนั้นไม่ดีเลยนะครับมันมีผลต่อสมดุลร่างกายมาก และ” เขาหยุด ลังเลชั่วครู่ก่อนจะพูดช้า ๆ “อารมณ์ด้วย”นับดาวหลบตา ยิ้มนิด ๆ แบบคนที่ถูกจับได้ว่าใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“แล้วช่วงนี้ยังมีอาการปวดท้องบ้างไหมครับ?”
“ก็นิดหน่อยค่ะ ช่วงก่อนรอบเดือน”
เธอตอบเบา ๆ ก่อนจะหยิบขอบกระโปรงน้อย ๆเหมือนจะหาที่วางมือให้ตัวเอง
ณภัทรพยักหน้า แล้วหยิบถุงมือและเครื่องตรวจขึ้นมา
ขณะขยับเก้าอี้เข้าใกล้เล็กน้อย เขาพูดอย่างเบาเสียง“ขออนุญาตจับมือหน่อยนะครับ”
เธอยื่นมือให้เขาตามมารยาท
แต่พอปลายนิ้วของเขาสัมผัสหลังมือเธอเบา ๆเพื่อวัดชีพจรหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่มีคำเตือน
และเหมือนเขาจะรู้เพราะเขาชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมาโดยไม่พูดอะไร
“ชีพจรยังเต้นดีครับ”
เขากล่าวเรียบ ๆ “แต่น่าจะเร็วไปนิด”“เพราะกาแฟค่ะ!”
นับดาวรีบตอบเสียงสูงหน้าแดงจัดจนต้องก้มมองพื้น แววตาสับสนปั่นป่วนเขาหัวเราะในลำคอ เสียงนุ่ม ๆ นั่นทำให้เธอยิ่งอยากวิ่งหนีเมื่อทุกอย่างตรวจเสร็จ เขาถอดถุงมือแล้วลุกกลับไปที่โต๊ะ
ขณะกำลังเขียนบันทึกในแฟ้ม เขาถามขึ้นเสียงเบา“นับยังทำข้าวกล่องกินเองอยู่ไหม?”
นับดาวเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาลุกโชนทอประกายกับคำถามของเขา
นั่นเป็นคำถามที่ไม่ควรจะรู้ ถ้าเขาคือหมอทั่วไป“จำได้ด้วยเหรอคะ?”
เธอถามเสียงเบา ยิ้มไม่ออกแต่ใจอุ่นหัวใจพองโตจนแทบจะล้นออกมานอกอก
เขาเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มของเขาทำให้โลกทั้งใบของเธอกลับมาเป็นสีชมพู
“บางอย่างมันลืมไม่ลงหรอกครับ”
ทั้งห้องเงียบอีกครั้งแต่เงียบแบบที่ไม่อึดอัด
กลับเป็นเงียบที่เต็มไปด้วยบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดณภัทรยื่นใบนัดครั้งถัดไปให้เธอนิ้วเขาแตะหลังมือเธอเบา ๆ ตอนส่ง
“พี่ขอนัดดูอาการอีกครั้งนะครับ”
เธอพยักหน้าเก็บใบนัดลงกระเป๋าเงียบ ๆ แล้วลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณนะคะ…คุณหมอ”
เธอกำลังจะหมุนตัวเดินออกแต่เสียงเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เบากว่าเดิม แต่หนักแน่น
“พักผ่อนเยอะนะครับ”
นับดาวนิ่งไปแล้วค่อย ๆ หันกลับมายิ้มเล็กน้อย
“ค่ะ..ขอบคุณค่ะ”
เธอเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาอีก
แต่ใบหน้าที่แดงเรื่อ และหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ มันบอกว่าเธอกำลังคิดจริง ๆ ว่า อยากไปหาคนที่เคยเธอเคยพยายามลืม"วันเสาร์นี้ว่างมั้ย?"
เสียงของม่านมุกดังขึ้นทันทีที่นับดาวเดินเข้าออฟฟิศในเช้าวันพฤหัสนับดาวชะงักก้าว ยกคิ้วขึ้นอย่างงง ๆ "ว่างนะ...ทำไมเหรอ?""ฉันอยากชวนแกไปกินข้าวเย็นที่บ้าน"
ม่านมุกยิ้มแบบคนมีลับลมคมใน ดวงตาวิบวับเกินจะไว้ใจได้"บ้านแก?"
นับดาวเริ่มระแวงม่านมุกยื่นหน้าเข้ามากระซิบเบา ๆ "ก็บ้านฉันนะสิ"เสียงหัวใจของนับดาวดังขึ้นแบบไม่มีเหตุผล
“มันจะดีเหรอยะ?”“ก็ดีสิ ทำยังกับแกไม่เคยไปกินข้าวบ้านฉันงั้นแหละ”
นับดาวเม้มปากแน่น พยายามกลั้นรอยยิ้มไม่ให้หลุด
"เออ...งั้นก็ไปก็ได้"เธอหันหน้ามาสบตาเขาช้า ๆ แล้วถามกลับเสียงเบา“แล้วที่ผ่านมา…พี่แน่ใจหรือยังคะ ว่าใจพี่…ไม่ได้ล่องลอยไปหาคนอื่น”ณภัทรขยับเข้าไปใกล้ ดวงตาของเขานิ่งแน่วจนเธอรู้สึกเหมือนยืนอยู่ตรงหน้าความจริงทั้งมวล“พี่เคยสับสน ใช่พี่ไม่ปฏิเสธ แต่วันนี้พี่รู้แล้ว ว่าสิ่งที่พี่ต้องการไม่ใช่แค่ใครสักคนที่อยู่ข้าง ๆ พี่เวลาเหงา” เขาหยุดหายใจครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่คือคนที่พี่ไม่อยากให้หายไปจากชีวิต ไม่ว่าจะมีใครผ่านเข้ามา หรือพี่จะต้องผ่านเรื่องอะไรไปก็ตาม”เขาหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อออกมา แผ่นกระดาษเก่าที่พับไว้อย่างดี เป็นภาพวาดดินสอของนับดาวในวันที่เขาเคยแอบมองเธอวาดรูปอยู่“พี่เก็บไว้ตั้งแต่วันนั้น” เขายื่นให้เธอ “วันที่รู้ตัวว่าพี่หลงรักผู้หญิง คนหนึ่ง ที่มองโลกด้วยสายตาอ่อนโยนกว่าใคร”นับดาวรับกระดาษนั้นไว้ มือของเธอสั่นนิด ๆ ดวงตารื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“แต่พี่ก็ทำให้เธอเสียใจ” เขาพูดเสียงแผ่ว “และถ้าคำว่าขอโทษยังมีค่ามากพอ พี่อยากใช้มันเพื่อเริ่มต้นใหม่กับนับอีกครั้งไม่ใช่ในฐานะพี่ชายของเพื่อน หรือคนรู้จัก แต่ในฐานะคนรัก ที่พร้อมจะรักนับไปทุกวัน”ความเงียบไหลผ่านระหว่างเขาและเธออีกครั้งหนึ่งแต
“ครับ ผมตั้งใจมาไหว้คุณพ่อกับคุณแม่ และ...มารับนับกลับครับ” เขาพูดเสียงนิ่งแต่ชัดเจน ดวงตาจริงจังจนทั้งพ่อและแม่ของนับดาวต่างพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจม่านมุกที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นบรรยากาศอบอุ่นก็นึกสนุก เธอรีบเดินเข้าไปหาผู้หญิงที่ยืนยิ้มอยู่ข้างลูกสาว แล้วโผเข้าไปกอดแขนแม่ของนับดาวแน่น“คุณแม่ขา มุกคิดถึงคุณแม่จังเลยค่ะ ไม่ได้เจอตั้งนานขอกอดหน่อยนะคะ~”แม่ของนับดาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะลูบศีรษะม่านมุกอย่างเอ็นดู“ตายจริง เด็กคนนี้ ปากหวานไม่แพ้ยัยนับเลยนะ”“ไม่หรอกค่ะ มุกพูดจริงนะคะ”บรรยากาศตรงหน้าบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ และรอยยิ้มของทุกคนที่ค่อย ๆ คลายความตึงเครียดณภัทรหันไปมองนับดาวที่ยิ้มอย่างสบายใจในอ้อมแขนของครอบครัว แล้วหัวใจก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาวันอาทิตย์สาย ๆ แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผืนไร่องุ่นที่เขียวชอุ่ม ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆ ฝูงนกกำลังก้องกังวานส่งเสียงเจื้อยแจ้วอย่างเป็นสุขธารขับรถยนต์สีดำคันโปรด ลัดเลาะผ่านเส้นทางคดเคี้ยวเข้ามาจนถึงบ้านไม้หลังเล็กกลางไร่องุ่นของนับดาวเสียงเครื่องยนต์ดับลง เขาลงจากรถด้วยก้าวมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนับดาวเปิด
วันเสาร์เช้า ท้องฟ้าแจ่มใสอย่างน่าประหลาด ราวกับรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเริ่มต้นใหม่ณภัทรขับรถลัดเลาะออกนอกตัวเมือง ฝ่าทางคดเคี้ยวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งเขียวขจี ไร่ผลไม้และเนินเขาไกล ๆ ที่โอบล้อมอยู่รอบทิศม่านมุกนั่งเงียบอยู่ข้างเขา สายตาจ้องออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเงียบๆ“ที่นี่สวยกว่าที่คิดนะคะพี่เสือบรรยากาศดีมาก” เธอพูดขึ้นเบา ๆ ขณะรถแล่นผ่านป้ายไม้เก่า ๆ ที่เขียนว่า “ไร่นับดาว”ณภัทรเหลือบมองป้ายแล้วถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อรถแล่นเข้าเขตไร่ พวกเขาเห็นบ้านหลังเล็กสไตล์บ้านสวนตั้งอยู่ไม่ไกลนัก มีต้นองุ่นปลูกเรียงเป็นแนวยาวทอดตัวลงไปตามเนินดิน เสียงลมพัดแผ่วเบาทำให้ใบไม้สั่นไหวราวกับทักทายผู้มาเยือนเขาจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวังม่านมุกเดินตามหลังมาเงียบ ๆ เธอหันมามองพี่ชาย แล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นกำลังใจให้ณภัทรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าบ้านเขาไม่รู้ว่าตัวเองตื่นเต้นเพราะอะไร อาจเพราะไม่แน่ใจว่าเธอจะออกมาหรือเปล่าหรือกลัวว่าเขาจะต้องกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลยเขาเคาะประตูเบา ๆเงียบเขาเคาะอีกครั้ง แล้วถอยออกม
“คือมุกก็ไม่แน่ใจนะคะพี่เสือ แต่เมื่อสามวันก่อนหลังเลิกงาน ยัยนับดูเงียบ ๆ เหม่อ ๆ อยู่บ้าง มุกถาม ยัยนับก็บอกแค่ว่าอยากพัก อยากกลับไปหาพ่อกับแม่”ณภัทรนิ่งไป แววตาหนักอึ้งลง“นับงอนพี่หรือเปล่านะ”เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าถามใครม่านมุกสบตาพี่ชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง“พี่เสือบางทีพี่อาจต้องถามตัวเองนะ ว่าที่ผ่านมา พี่ดูแลความรู้สึกของยัยนับดีพอหรือยัง”คำพูดนั้นเหมือนหยดน้ำเย็นที่กระแทกกลางใจเขา ณภัทรไม่ตอบอะไรนอกจากยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจเขาหนักอึ้งกับความคิดที่ว่าบางที ความเงียบของเธออาจมีเสียงดังที่สุดเพียงแต่เขาไม่เคยตั้งใจฟังม่านมุกเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าวันนั้นวันที่เธอกับนับดาวไปหาของกินที่ห้างxxxคือวันเดียวกับที่ณภัทรไปกินอาหารญี่ปุ่นกับผู้หญิงคนหนึ่งมันควรจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเธอเองก็คิดแบบนั้นในตอนแรกแต่วินาทีที่บังเอิญเห็น รอยยิ้มของเขาที่เธอจำได้แม่น กับผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งฝั่งตรงข้าม“วันนั้น...พี่เสือไปร้านอาหารญี่ปุ่นกับใครเหรอคะ”คำถามนั้นทำให้ณภัทรชะงักทันที เขาหันขวับมามองน้องสาวอย่างรวดเร็ว แววตาฉายแววประหลาดใจปนระแวง“หมายถึงวันไหน” เขาถามก
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก แต่ความเงียบนั้นกลับไม่อึดอัดเลยสักนิด มันเป็นความเงียบที่สบายเหมือนต่างฝ่ายต่างก็รับรู้ถึงอะไรบางอย่างเมื่อถึงหน้าบ้านของนับดาว เธอหันมายิ้มให้เขาอีกครั้ง“ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง”“ไม่เป็นไรครับ ผมชวนคุณนับคุยจนมืดค่ำต้องเป็นคนเดินมาส่งอยู่แล้วครับ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความห่วงใยอยู่ในนั้นเธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ“วันนี้สนุกดีนะคะนับโชคดีจังที่ได้รู้จักคุณธาร”“ผมก็เหมือนกันครับ โชคดีที่ได้รู้จักคนน่ารักอย่างคุณนับ” เขายิ้มมุมปาก ขณะมองเธอด้วยสายตาที่ต่างจากเมื่อตอนแรกที่พบกันนับดาวพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปในรั้วบ้าน แต่ก่อนที่เธอจะปิดประตูรั้ว เธอก็หันกลับมา“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องเธอไม่วาง“ครับคุณนับดาว”ชื่อของเธอจากริมฝีปากเขา ทำเอาเธอเผลอยิ้มออกมา ก่อนจะปิดประตูรั้วลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งไว้เพียงแสงไฟที่ยังเปิดค้างอยู่... และหัวใจสองดวงที่เหมือนจะเริ่มเดินทางไปในทิศทางเดียวกันอย่างช้า ๆ.ส่วนณภัทรหลังเลิกงานในวันนั้น เขาตรงมายังที่บริษัททันทีโดยไม่แวะที่ไหน ด้วยตั้งใจจะม
ท้องฟ้ายามเย็นโรยแสงสีทองอ่อนลงเหนือแนวเขาสูงที่โอบล้อมไร่องุ่นเอาไว้ราวกับอ้อมกอดที่ไม่มีคำพูด ริมรั้วไม้เก่า ๆ หญิงสาวยืนนิ่ง ปล่อยให้สายลมเย็นพลิ้วผ่านผิวแก้ม เส้นผมของเธอปลิวไหวอย่างเชื่องช้า เธอปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความเงียบที่อบอวลอยู่รอบตัว เธอหลับตาลงเล็กน้อยเหมือนอยากให้ลมพัดพาความคิดถึงไปไกล ๆ คิดถึงเขามากแต่เขาจะคิดถึงเราหรือเปล่านะ นับดาวได้แต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าสายตาเธอทอดยาวไปยังไร่องุ่นที่ทอดตัวเป็นแถวยาว เขียวชอุ่มอยู่ใต้แสงสุดท้ายของวัน แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าท้องไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวเสียงลมหายใจของเธอแผ่วเบา ราวกับไม่อยากให้ตัวเองได้ยินว่ากำลังยัง "อยู่ตรงนี้"เธอหนีมาไกลจากความวุ่นวาย หนีจากรอยยิ้มของเขาที่ไม่เคยเป็นของเธอเลยจริง ๆ"สุดท้ายก็เหลือแค่เราสินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะมือค่อย ๆ เอื้อมไปสัมผัสใบองุ่นที่ไหวเบา ๆ ตามแรงลมความเงียบรอบตัวไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่กลับกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องการเย็นวันนั้น เธอยืนอยู่ริมรั้วไม้ มองแถวองุ่นที่ปลิวไหวตามแรงลม สายตาเลื่อนล







