INICIAR SESIÓN“น้องศรีจะไปไหน” จืดเงยหน้าขึ้นมองสาวรุ่นน้อง เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“ฉันจะลงไปซื้อขนมมาตุนไว้กินเสียหน่อย เมื่อตะกี้ตอนอยู่ผักไห่มัวแต่กังวลเรื่องไอ้พี่แอ๊ะจนลืมซื้อเลย” มารศรีเอี้ยวหน้าหันไปตอบ
“เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้เองก็ได้ น้องศรีอยากกินอะไรล่ะ” จืดกุลีกุจอจะลุกขึ้นหวังจะบริการลูกสาวนายจ้าง
“ไม่ต้อง พี่นั่งรอตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันลงไปเลือกซื้อเอง”
มารศรีปฏิเสธแล้วเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างช้า ๆ กวาดตามองบนท่าน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดบ้านแพนผู้คนจำนวนมากกำลังซื้อหาจับจ่ายสินค้ากันอย่างคึกคักสมกับเป็นท่าเรือใหญ่ เรือแจวพายเอื่อยผ่านหางตาหล่อนแล่นเข้าไปตามตรอกซอกซอยในขณะที่เรือหางติดเครื่องแล่นปรู๊ดปร๊าดรับส่งผู้โดยสารกันขวักไขว่
ลูกสาวอดีตผู้ใหญ่บ้านก้าวขึ้นไปบนท่าและเดินตรงดิ่งเข้าหาขนมแผ่นบางบนเตาที่แม่ค้าสาวกำลังละเลงแป้งเป็นวงดูน่ากิน
“พี่สาวจ๊ะ เอาขนมเบื้องให้ฉันสามแผ่นสิจ๊ะ”
มารศรีสั่งพลางล้วงเหรียญบาทออกจากกระเป๋ากางเกงยืนรอแม่ค้าใส่เครื่องและน้ำตาลลงในแป้งที่ละเลงอยู่บนกระทะ เมื่อขนมสุกแม่ค้าพับแผ่นแป้งทบเป็นครึ่งวงกลมหยิบขึ้นจากกระทะวางบนตระแกรงผึ่งให้แป้งเย็นพอสมควรจึงหยิบใส่กระทงใบตองยื่นส่งให้
“เท่าไหร่จ๊ะ” คนซื้อเอ่ยถามเมื่อแม่ค้ายื่นของส่งให้
“บาทนึงจ้ะ” แม่ค้าตอบแล้วยื่นมือออกไปรับเหรียญบาทจากมือของหญิงสาวใส่ตะกร้าที่วางอยู่ตรงหน้า
หลังได้ขนมเบื้องที่สั่งเรียบร้อย มารศรีตั้งใจจะแวะหาซื้อขนมไทยของโปรดอีกสองสามอย่างหล่อนหมายตาว่าจะซื้อไปกินกับจืดบนเรือแต่จังหวะที่หล่อนกำลังเบี่ยงตัวจะเดินออกจากร้านขายขนมเบื้องในจังหวะนั้นเด็กชายวัยรุ่นรูปร่างผอมแกร็นคนหนึ่งวิ่งเฉี่ยวหล่อนไปเฉียดฉิว แต่คนตัวใหญ่ที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ยั้งฝีเท้าไม่ทัน เป็นเหตุให้ร่างกำยำปะทะร่างเพรียวเต็มแรง
“เฮ้ย!” อานนท์อุทานเสียงหลง ยั้งฝีเท้าไม่ทันเป็นเหตุให้ชนร่างระหงของหญิงสาวตรงหน้าเต็มแรง
ไหล่ของมารศรีถูกกระแทกแรงทำให้ตัวหล่อนไถลหน้าเกือบทิ่มถ้าคนที่ชนหล่อนไม่คว้าตัวหล่อนดึงไว้เสียก่อน ทว่าข้าวของในมือของหล่อนหล่นล่วงเกลื่อนพื้นขณะที่ตัวของหล่อนถูกคว้าและดึงเข้าหาอกกว้าง ตัวหล่อนจึงไม่ล้มคะมำไปกองรวมกับข้าวของที่ตกเรี่ยราดอยู่บนพื้น
อานนท์ตลึงมองหญิงสาวในอ้อมแขนราวถูกมนต์สะกด ใบหน้าของหล่อนสวยหวานดวงตากลมวาวสุกใสล้อมกรอบขนตาเป็นแพดำขลับ จมูกเรียวรั้นรับกับริมฝีปากโค้งเป็นรูปกระจับน่าก้มลงไปทาบริมฝีปากคลึงเคล้า ความงามของหล่อนเย้ายวนจนเขารู้สึกถึงแรงบีบรัดใต้หน้าอก หัวใจเต้นสะดุดจังหวะเมื่อสบสายตาหลากอารมณ์ของหล่อนในระยะห่างกันแค่ลมหายใจกั้นกลาง
ผลของการถูกกระชากตัวอย่างแรงทำให้ร่างเพรียวหมุนกลับมาปะทะแผ่นอกกว้าง หล่อนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้ารกเรื้อยไปด้วยหนวดเคราที่อยู่ห่างใบหน้าของหล่อนแค่คืบอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาวาววับช้อนมองสบตากับเขาอย่างเอาเรื่อง ฝ่ามือทั้งคู่ยกขึ้นผลักอกคู่กรณี ดันตัวออกจากอ้อมแขนที่ช่วยประคองไม่ให้ล้มและร้องตวาดอย่างมีโทสะ
“โอ๊ย! มีแต่ตีนไม่มีตาหรือยังไงโว้ย คนทั้งคนตัวก็ไม่ใช่เล็กดันวิ่งชนเข้ามาได้” มารศรีตวาดเสียงแหลม ต่อว่าอีกฝ่ายด้วยความโมโห หล่อนปรายตามองค้อนใส่ใบหน้ารกครึ้มหนวดเคราของคนตรงหน้าอย่างเกรี้ยวกราด
เสียงแหลมสูงของหล่อนดึงสติอานนท์ขึ้นจากภวังค์หวานทันที เขาถอนหายใจแรงพลางตวัดตามองข้ามศีรษะหล่อนมองแผ่นหลังไว ๆ ของเด็กชายหัวขโมยที่วิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ อย่างเสียดายแล้วก้มมองใบหน้าง้ำของหล่อนก่อนจะเอ่ยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
“ขอโทษเถอะน้องสาว พี่มัวแต่ไล่ตามไอ้เด็กหัวขโมยนั่นเลยไม่ทันระวัง เดี๋ยวพี่จะชดใช้ข้าวของที่เสียหายคืนให้นะ”
“มันก็แหงอยู่แล้วหละ ในเมื่อนายทำข้าวของฉันเสียหายก็ต้องเป็นคนซื้อคืนให้ฉันอยู่แล้ว ลองไม่ใช้สิ แม่ด่าระเบิดแน่”มารศรีเอ่ยเสียงขุ่น
เขาถอนหายใจหนักพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปเอ่ยกับแม่ค้า “พี่สาวจ๊ะ ช่วยทำขนมให้น้องสาวคนนี้ใหม่ทีเถอะ เดี๋ยวฉันจ่ายเงินเอง”เขาหยิบธนบัตรใบละสิบบาทออกมายื่นส่งให้กับแม่ค้า
แม่ค้ามองธนบัตรที่ถูกยื่นมาตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงอ่อน“ฉันไม่มีเงินทอนหรอก น้องชายมีเหรียญบาทไหมล่ะ”
“เดี๋ยวนะพี่สาว” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยื่นมือออกไปรับกระทงใบตองบรรจุขนมเบื้องหน้าตาน่ากินยื่นส่งให้กับหญิงสาวแล้วถามหล่อนว่า “น้องสาวมีเงินให้พี่แลกไหมแม่ค้าเขาไม่มีเงินทอน”
“โอ๊ย...แลกเลิกอะไร เอามาทั้งหมดนี่แหละ” มารศรีรีบฉวยธนบัตรใบละสิบบาทกับขนมจากมืออีกฝ่ายและเอ่ยง่าย ๆ “เดี๋ยวฉันจ่ายค่าของเองส่วนเงินทอนที่เหลือฉันจะถือว่าเป็นค่าเสียหายที่แกทำฉันตกใจก็แล้วกัน”
“โอ้โห...นี่ตั้งใจจะปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าเลยหรือไง พี่ไม่ได้ตั้งใจจะชนเธอแล้วเธอก็ไม่ได้บาดเจ็บสักกระผีกทำไมถึงเรียกค่าทำขวัญแพงนักละฮะ!” เขาส่งสายตาดุมองใบหน้าเชิดสูงของหล่อนนิ่งอย่างไม่ชอบใจนัก
“นั่นไงคะน้องศรี พี่ไม้คนที่จะพาเราสองคนไปดูลิเกกัน”“แล้วเขาจะหาวิธีพาพวกเราไปได้ยังไงในเมื่อไอ้พี่แอ๊ะมันเฝ้าอยู่ข้างล่างไม่ใช่เหรอพี่จืด” มารศรีชะโงกหน้ามองเบื้องล่างด้วยความกังวล“เดี๋ยวก็รู้แต่พี่มั่นใจว่าพี่ไม้ต้องหาวิธีได้แน่”จืดเอ่ยอย่างเชื่อมั่นพร้อมกับรีบชะโงกหน้ามองด้านล่างมองอานนท์ยกไม้ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยาวพาดชิดกำแพงพร้อมกับส่งสัญญาณให้พวกหล่อนไต่ลงไป“ไปน้องศรีรีบลงไปก่อน ทางนี้พี่จะจัดการเอง”มารศรีพยักหน้าและค่อย ๆ ปีนออกทางหน้าต่างโดยมีจืดคอยให้ความช่วยเหลือ บุตรสาวกุศลค่อนข้างตื่นเต้นยามไต่ลงไปตามบันไดอย่างช้า ๆ และระมัดระวังกระทั่งได้ยินเสียงร้องเรียกของมารดาดังมาจากด้านบน ความตกใจทำให้หล่อนเหยียบพลาดจนไถลล่วงลงไปจืดกำลังพะว้าพะวงตกใจเมื่อเห็นมารศรีพลาดตกลงไปนั้น คนที่หล่อนเป็นห่วงกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในอ้อมแขนของอานนท์ ใบหน้าของหล่อนห่างจากใบหน้าของเขาแค่คืบ ความตกใจทำให้หล่อนเผลอกอดเขาแน่นชนิดเนื้อแนบเนื้อจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกล่ำสันกลิ่นหอมจาง ๆ กำจายจากตัวหญิงสาวในอ้อมแขนคล้ายมีมนต์สะกดมัดใจของอานนท์แรงกระตุกของก้อนเนื้อใต้อกทำให้เขารู้สึกประหลาด หวั่
“เจ้านายคนไหนละ ลุงผู้ใหญ่หรือว่าน้องศรีของจืด” อานนท์ถามยิ้ม ๆ“ทั้งคู่นั่นแหละ ลุงศลสั่งห้ามไม่ให้ฉันแอบพาน้องศรีหนีไปดูลิเก ขืนไปก็จะถูกลงโทษแต่น้องศรีบังคับให้ฉันหาทางให้เธอไปให้ได้ ถ้าไม่ทำก็ถูกตัดขาดอีก เกิดเป็นนังจืดมันทำไมถึงซวยทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้นะพี่ไม้” จืดบ่นกระปอดกระแปด“แล้วเราจะทำยังไง ทำตามคำสั่งผู้ใหญ่กุศลหรือจะทำตามคำบัญชาของคุณมารศรี” อานนท์ยกคิ้วเฉียง สบตาว้าวุ่นของจืดนิ่ง“ก็นี่แหละที่ฉันกำลังกลุ้ม ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี” จืดถอนหายใจพรืดหลังเอ่ยอย่างหงุดหงิด“ให้พี่ช่วยไหม” อานนท์เอ่ยขึ้นลอย ๆ“หืม...” จืดเงยหน้าขึ้นมองอานนท์พลางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ฉวยโอกาสวางมือลงบนต้นแขนกำยำพลางเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาหนุ่มในฝันหวานเชื่อมก่อนเอ่ยถามเสียงกระตือรือร้น“พี่ไม้จะช่วยยังไงจ๊ะ”“ถ้าน้องศรีของจืดไว้ใจพี่ คืนนี้พี่จะเป็นคนพาเธอไปดูลิเกเอง ส่วนจืดก็อยู่รับหน้าลุงผู้ใหญ่ อย่าให้ใครจับได้ว่าเธอไม่อยู่ในห้องนอน” อานนท์เสนอแผนการ“ไม่ดีมั้งพี่ ถ้าถูกจับได้เราทุกคนจะพลอยซวยกันไปหมด ลุงศลจะต้องไม่เอาพี่ไว้แน่” จืดทำตาโตรีบส่ายหน้าร้องปฏิเสธ“ก็อย่าให้ถูกจับได้สิ” อานนท์ตอบ
‘คอเดียวกับคุณนายเย็นจิตนี่เองเล่า ชอบพวกลิเกเหมือนกันถึงได้ถูกชะตากันนักกันหนา’อานนท์นึกค่อนหญิงสาวที่มารดาให้ความเอ็นดูด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย“แต่คืนนี้นี่สิพี่ไม้” เนื้ออ่อนชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ทำตาขึงขังพลางเอ่ยเสียงเครียด“ฉันว่าน้องศรีอาจจะแอบหนีลุงศลไปดูลิเกอีกก็ได้ ขนาดหนีไปไกลถึงบางกอกยังกล้าเลย นับประสาอะไรกับแค่ท้ายวัดบ้านเราแค่นี้จะไม่กล้าหนีไปจริงไหมพี่”“ลิเกคณะอะไรแล้วเล่นท้ายวัดไหนอย่างนั้นเหรอ” อานนท์ใคร่รู้ขึ้นมาทันที“ดวงชีวันจ้ะ น้องศรีหลงรูปพระเอกคณะนี้ถึงกลับตามไปดูกันที่บางกอกนู่นแหละและตั้งแต่หลานชายเจ้าของคณะไปตายที่บางกอกก็เพิ่งจะมาเล่นที่บ้านเราเป็นคืนแรกนี่แหละ” เนื้ออ่อนเล่าอย่างคะนองปาก“แล้วเล่นที่ไหนเหรอ” ชื่อคณะลิเกและสิ่งที่ได้ยินจากปากเนื้ออ่อนทำให้อานนท์รีบซักไซ้อย่างสนใจ“ศาลาวัดลาดชะโดเรานี่แหละ ท้ายตลาดนู่นแนะ” เนื้ออ่อนยักไหล่พลางตอบบางทีคืนนี้อาจเป็นโอกาสดีของเขาที่จะได้ขยับเข้าไปใกล้คณะลิเกดวงชีวัน เขาจะต้องหาวิธีเข้าไปใกล้ทุกคนในคณะอย่างระมัดระวัง ต้องไม่ทำให้คนร้ายตัวจริงไหวตัวได้ทันทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าคนร้ายคนนั้นเป็นใคร แต
เนื้ออ่อนแอบแบะริมฝีปากใส่จืดอย่างสะใจไม่สนใจตาเขียวปัดของอีกฝ่ายก่อนจะหันมาเอ่ยกับชายหนุ่มที่กำลังจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“ไปจ้ะพี่...ฉันจะพาพี่ไปที่พัก เสร็จแล้วจะได้ไปทำความรู้จักพี่ชายกับยายของฉันเอาไว้”อานนท์ชำเลืองมองกุศลเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเนื้ออ่อนไปจึงไม่เห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่ที่มองตามหลังเขาไปอย่างหมายมาด‘ปลามากินเหยื่อถึงเรือนแบบนี้ รับรองข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายเอ็งหลุดรอดมือลูกสาวข้าไปได้แน่ไอ้กำนันเปลว’กุศลหัวเราะลั่นในใจ นึกกระหยิ่มยินดีและมีความหวังจะได้คนมาปราบบุตรสาวคนเดียว ที่สำคัญกำนันเปลวเพื่อนรักของเขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของบ้านแพนด้วยแล้ว เขายิ่งไม่มีวันปล่อยให้โอกาสคว้าตัวบุตรชายเพื่อนมาเป็นเขยหลุดมือไปอย่างแน่นอนอานนท์เดินตามเนื้ออ่อนผ่านเงาใบกล้วยทอดบังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ตรงไปยังเรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาดย่อมหลังเรือนปั้นหยารกเรื้อยไปด้วยป่ากล้วยที่บดบังซ่อนเรือนหลังเล็กไว้เกือบมิด กระทั่งถึงเชิงบันไดคนนำทางจึงหยุดฝีเท้าและหันมาเอ่ยกับเขาอย่างเป็นมิตร“ลุงศลให้พี่พักที่เรือนหลังนี้ถ้าขาดเหลืออะไรห
“นังเนื้ออ่อน นังจืด เอ็งสองคนโหวกเหวกอะไรกันเสียงดังมาจนถึงเรือนข้า” เสียงกุศลตะโกนดังมาจากระเบียงยุติข้อพิพาทของจืดกับเนื้ออ่อนได้ชะงัก ทั้งคู่เลิกโต้เถียงกันทันทีอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่เขม่นมองสองสาวที่ยืนถกเถียงกันตรงสะพานเชื่อมสู่ศาลาท่าน้ำ ชายสูงวัยย่นคิ้วเล็กน้อยขณะทอดสายตามองเลยไปทางด้านหลังของจืดเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ผิดกับหนุ่ม ๆ ในย่านนี้“แล้วนั่นพาใครมาด้วยฮะ”กุศลตะโกนถามขึ้นอย่างสนใจ หรี่ตามองชายหนุ่มที่กำลังเดินตามสองสาวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงหน้าเรือน ใบหน้าคมเข้มของหนุ่มแปลกหน้าสะดุดตาอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่หลังพยายามนึกอยู่เป็นครู่จึงนึกออก ว่าคนตรงหน้าคือใครเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า“นี่พี่ไม้จ้ะลุงศล พี่ไม้เป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอาง น้าสาวของฉันที่อยู่บางกอกจ้ะ”กุศลเลิกคิ้วสูง หรี่ตามองใบหน้าเข้มของหนุ่มรุ่นลูกอย่างพิจารณาพลางยกมือรับไหว้อีกฝ่ายขณะครุ่นคิดด้วยความสงสัยแต่ไม่คิดจะซักไซ้ ท่วงท่าเฉลียวฉลาดและมีสง่าราศีทำให้กุศลแอบพึงพอใจจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ“อ้อ...เป็นเพื่อนบ้านกับแม่สำอางรึ แล้วเอ็งพาเขามาบ้านข้าทำไมวะ” เจ้าของบ้านเอ่ยถาม
“อ้าวนังจืด...ใครใช้ให้มาซื้ออะไรรึ” ผ่องแผ่วเงยหน้าขึ้นจากศีรษะลูกค้าที่หล่อนกำลังจัดแต่งทรงผมให้หลังเหลือบเห็นคนสนิทของบุตรสาวสะท้อนอยู่บนกระจกเงาตรงหน้าผ่านหางตา“แล้วนั่นเอ็งพาใครมาด้วยวะ” ผ่องแผ่วมุ่นคิ้ว เอ่ยถามขณะชะโงกหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังจืดอย่างสนใจ หล่อนยกมือพนมรับไหว้ชายหนุ่มที่กระพุ่มมือไหว้หล่อนด้วยท่าทางอ่อนน้อม“ฉันมาซื้อขนมให้น้องศรีจ้ะป้าผ่อง พอดีมาเจอพี่ไม้กำลังมีเรื่องกับเพื่อนคนงานจนถูกนายจ้างไล่ออกอย่างไม่ยุติธรรมเลยจ้ะป้า พี่ไม้เขาเป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอางที่บางกอกจ้ะ ฉันเลยพาเขามาไหว้ป้าผ่องก่อน ตั้งใจจะพาเขาไปของานลุงศลทำชั่วคราวจ้ะ”“อ้อ...ที่แท้ก็เคยรู้จักกันมาก่อนนี่เอง” ผ่องแผ่วพยักหน้าหงึกก่อนจะหันกลับมาใส่ใจทรงผมลูกค้าต่อพลางเอ่ยตามประสาคนใจดี “เอ็งก็ลองพาไปหาลุงผู้ใหญ่ของเอ็งก็แล้วกัน ถามกันเอาเองว่าเขาจะรับพ่อหนุ่มคนนี้ไว้ทำงานด้วยไหม”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพอซื้อขนมให้น้องศรีเสร็จ ฉันขออนุญาตพาพี่ไม้ไปหาลุงศลพร้อมกันเลยนะจ๊ะ” จืดเอ่ยอย่างตื่นเต้นเมื่อผ่องแผ้วไม่ทักท้วง“เออไปเถอะ ไปถามลุงของเอ็งนู่นแหละว่าเขาจะว่ายังไง” ผ่องแผ้วเอ่ยอย







