Masukจืดชะโงกหน้าเข้าไปใกล้หูมารศรีพลางจีบปากจีบคอเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “อีนังดอกเอื้องต้องเป็นตัวการแน่เชียวน้องศรี มันคงเป็นคนห้ามไม่ให้นังชมมาบอกเราแน่ ๆ”
“หึ...อีนังนี่มันร้ายนัก มันคิดจะกันท่าไม่ให้ฉันตามไปดูพี่วิชาญละสิ” มารศรีเอ่ยเสียงสะบัดอย่างเกรี้ยวกราดแล้วเม้มปากเป็นเส้นด้วยความขัดใจ
“แต่เขาไปแสดงไกลถึงบางกอกนู่น พ่อเอ็งจะให้ไปหรือวะ” สาวใหญ่เอื้อนเอ่ยอย่างคนที่รู้จักนิสัยของผู้ใหญ่กุศลเป็นอย่างดี
“ก็จริงจ้ะ...พ่อคงไม่ให้ฉันไปหรอก” มารศรีเอ่ยกระฟัดกระเฟียด
“ก็นั่นนะสิ อย่างนั้นเอ็งก็อย่าไปโกรธนังชมกับเพื่อนของมันเลยวะยังไงเอ็งก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว เอาไว้รอดูที่บ้านเราก็ได้ ปิดวิกที่บางกอกเสร็จ เขาก็มาเล่นที่บ้านเราอยู่แล้ว” สาวใหญ่เอ่ยปลอบ
“ป้าไม่ต้องห่วง ฉันไม่โกรธนังชมมันหรอกจ้ะ” มารศรีตอบอย่างใจคิดเพราะคนที่หล่อนโกรธไม่ใช่ชวนชมแต่เป็นนางเอกลิเกนามว่าดอกเอื้องต่างหาก
ไอร้อนจากแสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วคุ้งน้ำซึ่งเนืองแน่นไปด้วยลำเรือของเหล่าพ่อค้าแม่ขายลอยเรียงบนผิวน้ำใกล้ท่าเรือเพื่อค้าขายกับผู้โดยสารจำนวนมากที่กำลังเดินทางมากับเรือเมล์ขนาดใหญ่ซึ่งแล่นรับส่งผู้โดยสารจากต่างสารทิศและเรือทุกลำจะต้องเข้าจอดเทียบท่ารับส่งผู้โดยสารที่ท่าเรือใหญ่แห่งนี้
หญิงสาวรูปร่างสะโอดสะองยืนชะเง้อคอคอยอยู่บนท่าเรือ เสื้อผ้าสีสดของหล่อนโดดเด่นกว่าผู้คนที่ยืนห้อมล้อมอยู่โดยรอบหล่อนเปิดยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์และกระดิ่งหัวเรือของเรือรุ่งเรืองรัศมีเรือเมล์สีแดงขนาดใหญ่ที่แล่นจากป่าโมกและกำลังลอยลำใกล้เข้ามาเพื่อจอดเทียบท่ารับส่งผู้โดยสารในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
“เรือมาแล้วพี่จืด ไม่กี่อึดใจเราก็จะหนีพ้นสายตาของพ่อกับไอ้พี่แอ๊ะซะที กว่าทุกคนจะรู้ตัวพวกเราก็คงไปถึงบ้านแพนกันแล้วถึงเวลานั้นพ่อกับแม่ก็ตามเราไม่ทันแล้วละ” ลูกสาวอดีตผู้ใหญ่บ้านฉีกยิ้มกว้างเมื่อหันไปเอ่ยกับคนสนิทของตนอย่างยินดี
“โอ๊ย...พี่ละตื่นเต้นจริง ๆ เชียวน้องศรี ไม่คิดไม่ฝันว่าครั้งนี้จะได้ไปดูลิเกถึงบางกอกเป็นครั้งแรก”
มารศรีนึกขันสีหน้าท่าทางตื่นเต้นไม่เก็บอาการของจืดเมื่อนึกถึง “บางกอก” เมืองที่ใคร ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยราวสรวงสวรรค์
“คิดแล้วก็เสียดายไม่หาย หากเรารู้ข่าวเร็วกว่านี้ คงได้ไปเรือลำเดียวกับพี่วิชาญแล้วเนอะพี่จืด เป็นเพราะอีนังดอก...เอื้องแท้ ๆ” มารศรีบ่นพึมพำพลางเอ่ยจิกเรียกชื่อคู่อริด้วยความขัดเคืองใจ
จืดเห็นด้วย หากหล่อนรู้ข่าวล่วงหน้าเร็วกว่านี้สักหนึ่งวันป่านนี้หล่อนกับมารศรีคงเดินทางถึงบางกอกพร้อมกับชาวคณะลิเก ยิ่งนึกก็ยิ่งโมโหจึงบ่นขึ้นอย่างเสียดาย
“นั่นสิ...เพราะนังดอกเอื้องคนเดียวจริง ๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงถึงบางกอกพร้อมพวกนั้นแล้ว”
“ถ้าอีนังนั่นมันไม่กีดกันฉันคืนนี้เราคงได้นั่งดูพี่วิชาญแสดงกันจนหนำใจแล้ว” มารศรีถอนหายใจยาวระบายความหงุดหงิด
“แต่ก็ชั่งมันเถอะน้องศรี ช้าไปวันก็ยังดีกว่าไม่ได้ไปเลยนะ” จืดเอ่ยพลางยกมือพนมท่วมหัวบนบานศาลพ่อใหญ่ที่เป็นที่นับถือของคนลาดชะโดด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก
“เจ้าพระคุณ...ขออย่าให้ลุงศลกับไอ้พี่แอ๊ะตามลูกกับน้องศรีทันเลยนะเจ้าคะ แล้วลูกกลับจากบางกอก ลูกจะต้มไข่ไปถวายพ่อใหญ่ที่ศาลเลยเจ้าค่ะ”
เสียงกระดิ่งจากหัวเรือเมล์ส่งสัญญาณเตือนการเข้าเทียบท่าใกล้เข้ามาทำให้สองสาวหยุดสนทนาและกระวีกระวาดคว้ากระเป๋าสานบรรจุสัมภาระส่วนตัวน้อยชิ้นที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาถือเตรียมขึ้นเรือแล้วเดินไปต่อแถวรวมกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ยืนรอขึ้นเรือ หลังผู้โดยสารจากป่าโมก วิเศษชัยชาญลงจากเรือเรียบร้อยทุกคนจึงค่อย ๆ ทยอยกันเดินเรียงแถวขึ้นไป
สองสาวเดินไปที่บันไดชั้นสอง ปีนขึ้นไปด้านบนกวาดสายตามองหาที่นั่ง ด้านท้ายเรือบนชั้นนี้แยกที่นั่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์ยกระดับไว้สูงกว่าพื้นปกติ ทั้งคู่เลือกที่ว่างบริเวรข้างบันไดใต้ที่นั่งสำหรับภิกษุสงฆ์ เพื่อความสะดวกในการขึ้นลงทำธุระส่วนตัว โชคดีที่วันนี้มีผู้โดยสารไม่มากนักจึงมีที่ว่างให้พวกหล่อนนั่งได้อย่างสบาย ๆ
กว่าเรือเมล์จะแล่นออกพ้นท่าเรือผักไห่ สองสาวต่างลุ้นกันอย่างกระวนกระวายว่าจะเห็นเรือบื๋อของผู้ใหญ่กุศลไล่ตามมาทัน กระทั่งเรือเมล์แล่นไกลจากฝั่งท่าเรือผักไห่ ทั้งสองจึงถอนหายใจระบายความกังวลได้อย่างโล่งอก มารศรีหยิบหนังสือนิยายที่เตรียมไว้อ่านฆ่าเวลาขึ้นมาส่วนจืดหยิบไหมพรหมที่ถักค้างไว้มานั่งทำต่อท่ามกลางเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ของผู้โดยสารอื่นๆกระทั่งเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ระฆังหัวเรือถูกเขย่าอีกครั้งเป็นสัญญาณเตือนว่าเรือกำลังจะเทียบท่าที่บ้านแพน สองสาวจึงละมือละสายตาจากสิ่งที่สนใจขึ้นมองทิวทัศน์โดยรอบอีกหน
“แป๊บเดียวถึงบ้านแพนละ ป่านนี้ไอ้พี่แอ๊ะคงกำลังวิ่งหน้าตาตื่นไปรายงานพ่อว่าตามหาพวกเราไม่เจอแหง ๆ เนอะพี่จืด” หล่อนนึกถึงหนุ่มวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยป้อมเป็นกระปุกตังฉ่ายอย่างขบขัน ป่านนี้คนที่หล่อนนึกถึงคงกำลังวิ่งหน้าตั้งไปรายงานบิดาของหล่อนหลังจากตามหาไปทั่วคุ้งทั่วท่าแต่ไม่พบ
“หรือไม่ก็อาจจะกำลังเอาเรือแล่นตามเรามาที่บ้านแพนอยู่ก็ได้นะ” จืดเอ่ยอย่างวิตกพลางชะเง้อคอมองรอบ ๆ ด้วยความไม่สบายใจ นึกภาวนาให้เรือรีบแล่นออกจากท่าบ้านแพนเร็ว ๆ
“กลัวไปได้น่าพี่จืด ถึงจะกำลังไล่ตามมาก็ตามไม่ทันหรอก ป่านนี้อย่างเก่งก็ยังอยู่ที่ผักไห่นั่นแหละ” มารศรีเอ่ยและวางหนังสือในมือลงบนกระเป๋าสานข้างกายก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน
“นั่นไงคะน้องศรี พี่ไม้คนที่จะพาเราสองคนไปดูลิเกกัน”“แล้วเขาจะหาวิธีพาพวกเราไปได้ยังไงในเมื่อไอ้พี่แอ๊ะมันเฝ้าอยู่ข้างล่างไม่ใช่เหรอพี่จืด” มารศรีชะโงกหน้ามองเบื้องล่างด้วยความกังวล“เดี๋ยวก็รู้แต่พี่มั่นใจว่าพี่ไม้ต้องหาวิธีได้แน่”จืดเอ่ยอย่างเชื่อมั่นพร้อมกับรีบชะโงกหน้ามองด้านล่างมองอานนท์ยกไม้ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยาวพาดชิดกำแพงพร้อมกับส่งสัญญาณให้พวกหล่อนไต่ลงไป“ไปน้องศรีรีบลงไปก่อน ทางนี้พี่จะจัดการเอง”มารศรีพยักหน้าและค่อย ๆ ปีนออกทางหน้าต่างโดยมีจืดคอยให้ความช่วยเหลือ บุตรสาวกุศลค่อนข้างตื่นเต้นยามไต่ลงไปตามบันไดอย่างช้า ๆ และระมัดระวังกระทั่งได้ยินเสียงร้องเรียกของมารดาดังมาจากด้านบน ความตกใจทำให้หล่อนเหยียบพลาดจนไถลล่วงลงไปจืดกำลังพะว้าพะวงตกใจเมื่อเห็นมารศรีพลาดตกลงไปนั้น คนที่หล่อนเป็นห่วงกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในอ้อมแขนของอานนท์ ใบหน้าของหล่อนห่างจากใบหน้าของเขาแค่คืบ ความตกใจทำให้หล่อนเผลอกอดเขาแน่นชนิดเนื้อแนบเนื้อจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกล่ำสันกลิ่นหอมจาง ๆ กำจายจากตัวหญิงสาวในอ้อมแขนคล้ายมีมนต์สะกดมัดใจของอานนท์แรงกระตุกของก้อนเนื้อใต้อกทำให้เขารู้สึกประหลาด หวั่
“เจ้านายคนไหนละ ลุงผู้ใหญ่หรือว่าน้องศรีของจืด” อานนท์ถามยิ้ม ๆ“ทั้งคู่นั่นแหละ ลุงศลสั่งห้ามไม่ให้ฉันแอบพาน้องศรีหนีไปดูลิเก ขืนไปก็จะถูกลงโทษแต่น้องศรีบังคับให้ฉันหาทางให้เธอไปให้ได้ ถ้าไม่ทำก็ถูกตัดขาดอีก เกิดเป็นนังจืดมันทำไมถึงซวยทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้นะพี่ไม้” จืดบ่นกระปอดกระแปด“แล้วเราจะทำยังไง ทำตามคำสั่งผู้ใหญ่กุศลหรือจะทำตามคำบัญชาของคุณมารศรี” อานนท์ยกคิ้วเฉียง สบตาว้าวุ่นของจืดนิ่ง“ก็นี่แหละที่ฉันกำลังกลุ้ม ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี” จืดถอนหายใจพรืดหลังเอ่ยอย่างหงุดหงิด“ให้พี่ช่วยไหม” อานนท์เอ่ยขึ้นลอย ๆ“หืม...” จืดเงยหน้าขึ้นมองอานนท์พลางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ฉวยโอกาสวางมือลงบนต้นแขนกำยำพลางเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาหนุ่มในฝันหวานเชื่อมก่อนเอ่ยถามเสียงกระตือรือร้น“พี่ไม้จะช่วยยังไงจ๊ะ”“ถ้าน้องศรีของจืดไว้ใจพี่ คืนนี้พี่จะเป็นคนพาเธอไปดูลิเกเอง ส่วนจืดก็อยู่รับหน้าลุงผู้ใหญ่ อย่าให้ใครจับได้ว่าเธอไม่อยู่ในห้องนอน” อานนท์เสนอแผนการ“ไม่ดีมั้งพี่ ถ้าถูกจับได้เราทุกคนจะพลอยซวยกันไปหมด ลุงศลจะต้องไม่เอาพี่ไว้แน่” จืดทำตาโตรีบส่ายหน้าร้องปฏิเสธ“ก็อย่าให้ถูกจับได้สิ” อานนท์ตอบ
‘คอเดียวกับคุณนายเย็นจิตนี่เองเล่า ชอบพวกลิเกเหมือนกันถึงได้ถูกชะตากันนักกันหนา’อานนท์นึกค่อนหญิงสาวที่มารดาให้ความเอ็นดูด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย“แต่คืนนี้นี่สิพี่ไม้” เนื้ออ่อนชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ทำตาขึงขังพลางเอ่ยเสียงเครียด“ฉันว่าน้องศรีอาจจะแอบหนีลุงศลไปดูลิเกอีกก็ได้ ขนาดหนีไปไกลถึงบางกอกยังกล้าเลย นับประสาอะไรกับแค่ท้ายวัดบ้านเราแค่นี้จะไม่กล้าหนีไปจริงไหมพี่”“ลิเกคณะอะไรแล้วเล่นท้ายวัดไหนอย่างนั้นเหรอ” อานนท์ใคร่รู้ขึ้นมาทันที“ดวงชีวันจ้ะ น้องศรีหลงรูปพระเอกคณะนี้ถึงกลับตามไปดูกันที่บางกอกนู่นแหละและตั้งแต่หลานชายเจ้าของคณะไปตายที่บางกอกก็เพิ่งจะมาเล่นที่บ้านเราเป็นคืนแรกนี่แหละ” เนื้ออ่อนเล่าอย่างคะนองปาก“แล้วเล่นที่ไหนเหรอ” ชื่อคณะลิเกและสิ่งที่ได้ยินจากปากเนื้ออ่อนทำให้อานนท์รีบซักไซ้อย่างสนใจ“ศาลาวัดลาดชะโดเรานี่แหละ ท้ายตลาดนู่นแนะ” เนื้ออ่อนยักไหล่พลางตอบบางทีคืนนี้อาจเป็นโอกาสดีของเขาที่จะได้ขยับเข้าไปใกล้คณะลิเกดวงชีวัน เขาจะต้องหาวิธีเข้าไปใกล้ทุกคนในคณะอย่างระมัดระวัง ต้องไม่ทำให้คนร้ายตัวจริงไหวตัวได้ทันทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าคนร้ายคนนั้นเป็นใคร แต
เนื้ออ่อนแอบแบะริมฝีปากใส่จืดอย่างสะใจไม่สนใจตาเขียวปัดของอีกฝ่ายก่อนจะหันมาเอ่ยกับชายหนุ่มที่กำลังจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“ไปจ้ะพี่...ฉันจะพาพี่ไปที่พัก เสร็จแล้วจะได้ไปทำความรู้จักพี่ชายกับยายของฉันเอาไว้”อานนท์ชำเลืองมองกุศลเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเนื้ออ่อนไปจึงไม่เห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่ที่มองตามหลังเขาไปอย่างหมายมาด‘ปลามากินเหยื่อถึงเรือนแบบนี้ รับรองข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายเอ็งหลุดรอดมือลูกสาวข้าไปได้แน่ไอ้กำนันเปลว’กุศลหัวเราะลั่นในใจ นึกกระหยิ่มยินดีและมีความหวังจะได้คนมาปราบบุตรสาวคนเดียว ที่สำคัญกำนันเปลวเพื่อนรักของเขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของบ้านแพนด้วยแล้ว เขายิ่งไม่มีวันปล่อยให้โอกาสคว้าตัวบุตรชายเพื่อนมาเป็นเขยหลุดมือไปอย่างแน่นอนอานนท์เดินตามเนื้ออ่อนผ่านเงาใบกล้วยทอดบังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ตรงไปยังเรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาดย่อมหลังเรือนปั้นหยารกเรื้อยไปด้วยป่ากล้วยที่บดบังซ่อนเรือนหลังเล็กไว้เกือบมิด กระทั่งถึงเชิงบันไดคนนำทางจึงหยุดฝีเท้าและหันมาเอ่ยกับเขาอย่างเป็นมิตร“ลุงศลให้พี่พักที่เรือนหลังนี้ถ้าขาดเหลืออะไรห
“นังเนื้ออ่อน นังจืด เอ็งสองคนโหวกเหวกอะไรกันเสียงดังมาจนถึงเรือนข้า” เสียงกุศลตะโกนดังมาจากระเบียงยุติข้อพิพาทของจืดกับเนื้ออ่อนได้ชะงัก ทั้งคู่เลิกโต้เถียงกันทันทีอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่เขม่นมองสองสาวที่ยืนถกเถียงกันตรงสะพานเชื่อมสู่ศาลาท่าน้ำ ชายสูงวัยย่นคิ้วเล็กน้อยขณะทอดสายตามองเลยไปทางด้านหลังของจืดเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ผิดกับหนุ่ม ๆ ในย่านนี้“แล้วนั่นพาใครมาด้วยฮะ”กุศลตะโกนถามขึ้นอย่างสนใจ หรี่ตามองชายหนุ่มที่กำลังเดินตามสองสาวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงหน้าเรือน ใบหน้าคมเข้มของหนุ่มแปลกหน้าสะดุดตาอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่หลังพยายามนึกอยู่เป็นครู่จึงนึกออก ว่าคนตรงหน้าคือใครเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า“นี่พี่ไม้จ้ะลุงศล พี่ไม้เป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอาง น้าสาวของฉันที่อยู่บางกอกจ้ะ”กุศลเลิกคิ้วสูง หรี่ตามองใบหน้าเข้มของหนุ่มรุ่นลูกอย่างพิจารณาพลางยกมือรับไหว้อีกฝ่ายขณะครุ่นคิดด้วยความสงสัยแต่ไม่คิดจะซักไซ้ ท่วงท่าเฉลียวฉลาดและมีสง่าราศีทำให้กุศลแอบพึงพอใจจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ“อ้อ...เป็นเพื่อนบ้านกับแม่สำอางรึ แล้วเอ็งพาเขามาบ้านข้าทำไมวะ” เจ้าของบ้านเอ่ยถาม
“อ้าวนังจืด...ใครใช้ให้มาซื้ออะไรรึ” ผ่องแผ่วเงยหน้าขึ้นจากศีรษะลูกค้าที่หล่อนกำลังจัดแต่งทรงผมให้หลังเหลือบเห็นคนสนิทของบุตรสาวสะท้อนอยู่บนกระจกเงาตรงหน้าผ่านหางตา“แล้วนั่นเอ็งพาใครมาด้วยวะ” ผ่องแผ่วมุ่นคิ้ว เอ่ยถามขณะชะโงกหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังจืดอย่างสนใจ หล่อนยกมือพนมรับไหว้ชายหนุ่มที่กระพุ่มมือไหว้หล่อนด้วยท่าทางอ่อนน้อม“ฉันมาซื้อขนมให้น้องศรีจ้ะป้าผ่อง พอดีมาเจอพี่ไม้กำลังมีเรื่องกับเพื่อนคนงานจนถูกนายจ้างไล่ออกอย่างไม่ยุติธรรมเลยจ้ะป้า พี่ไม้เขาเป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอางที่บางกอกจ้ะ ฉันเลยพาเขามาไหว้ป้าผ่องก่อน ตั้งใจจะพาเขาไปของานลุงศลทำชั่วคราวจ้ะ”“อ้อ...ที่แท้ก็เคยรู้จักกันมาก่อนนี่เอง” ผ่องแผ่วพยักหน้าหงึกก่อนจะหันกลับมาใส่ใจทรงผมลูกค้าต่อพลางเอ่ยตามประสาคนใจดี “เอ็งก็ลองพาไปหาลุงผู้ใหญ่ของเอ็งก็แล้วกัน ถามกันเอาเองว่าเขาจะรับพ่อหนุ่มคนนี้ไว้ทำงานด้วยไหม”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพอซื้อขนมให้น้องศรีเสร็จ ฉันขออนุญาตพาพี่ไม้ไปหาลุงศลพร้อมกันเลยนะจ๊ะ” จืดเอ่ยอย่างตื่นเต้นเมื่อผ่องแผ้วไม่ทักท้วง“เออไปเถอะ ไปถามลุงของเอ็งนู่นแหละว่าเขาจะว่ายังไง” ผ่องแผ้วเอ่ยอย
“น้องศรีจะไปไหน” จืดเงยหน้าขึ้นมองสาวรุ่นน้อง เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย “ฉันจะลงไปซื้อขนมมาตุนไว้กินเสียหน่อย เมื่อตะกี้ตอนอยู่ผักไห่มัวแต่กังวลเรื่องไอ้พี่แอ๊ะจนลืมซื้อเลย” มารศรีเอี้ยวหน้าหันไปตอบ “เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้เองก็ได้ น้องศรีอยากกินอะไรล่ะ” จืดกุลีกุจอจะลุกขึ้นหวังจะบริ
“โอ้โหน้องศรี...ดูบ้านช่องของคนบางกอกสิ สวยแปลกตาไม่เหมือนบ้านนอกของพวกเราเลยนะคนที่นี่คงจะรวยน่าดูเนอะ” จืดกวาดสายตามองรอบกายตาวาว“ฉันไม่เห็นว่าจะสวยที่ตรงไหน ดูคับแคบแล้วก็แออัดสู้บ้านเราไม่เห็นจะได้ ที่นี่มองทางไหนก็เห็นแต่ตึกเป็นแถว ผู้คนก็ขวักไขว่จนลายตาไม่เหมือนทุ่งนาบ้านเรามองไปทางไหนก็ปลอด
“เรามากะทันหันไม่ได้ติดต่อบอกพวกเขาล่วงหน้าคงไม่เจอกันหรอกพี่จืดบางกอกออกจะกว้างไม่ใช่แค่ตำบลเล็ก ๆ อย่างบ้านเรา จะไปหาเขาเจอยังไง อีกอย่างเราก็ไม่รู้หนทางกันเลยกะอีแค่รบกวนให้น้าสาวพี่พาไปดูพี่วิชาญแสดงก็เกรงใจเขาพอแรงอยู่แล้ว” มารศรีเอ่ย“อย่างนั้น...คราวหน้าถ้าพวกเรามีโอกาสไปบางกอกอีก เราโทรเลขบ
หญิงสาวรูปร่างผอมแกร็นผิวกายคล้ำหยาบนั่งอยู่ท้ายเรือกำลังพายเรือหัวแหลมขนาดเล็กซึ่งชาวท้องถิ่นเรียกว่า “เรือเข็ม” ออกจากบันไดท่าน้ำหน้าตลาดลาดชะโดมีชื่อว่านังจืด หล่อนเป็นคนสนิทของมารศรีสาวสวยวัย ๒๐ ที่นั่งเสงี่ยมอยู่ตรงหัวเรือ นังจืดกำลังพายเรือล่องไปตามลำคลองขุดที่แยกมาจากแม่น้ำน้อยไหลผ่านหน้าบ้า







