เข้าสู่ระบบเจ้ามูมู่กินอาหารจากชามจนหมดเกลี้ยง อัสนีนำจานไปล้างจนสะอาดแล้วใช้ให้มันคาบจานอาหารไปเก็บเอาไว้ที่เดิม ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าอัสนีพาเจ้ามูมู่มาที่บ้านของทรงสิทธิ์กับมัสลินทุกวัน จึงพาจานอาหารส่วนตัวสำรองมาไว้ให้อีกหนึ่งอัน
มิรินติดพี่ชายข้างบ้านเป็นอันมาก ไปไหนมาไหนก็ต้องเจอว่ามิรินอยู่กับอัสนีแทบจะตลอดเวลา โดยมีเจ้ามูมู่วิ่งตามอยู่ไม่ห่าง ท่าประจำของมิรินคือการขี่คออัสนีแล้วหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ ยิ่งถ้าได้ขี่คอนายนี่ยิ่งอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่” โยธินมองเด็กน้อยแล้วอมยิ้มให้อีกฝ่าย ในขณะที่มิรินขี่คออัสนีและกอดคอของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างมีความสุข
“โห... เฮีย นี่ม้าตัวใหม่ของเฮียเหรอ อย่างแจ่ม” พายุที่เดินมาสมทบร้องขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นเมื่อเห็นม้าพันธุ์ดีตัวใหม่ของอัสนี
“ชื่อเจ้ามังกร” อัสนีตอบยิ้ม ๆ เดินไปลูบม้าตัวโปรดที่เพิ่งได้มาใหม่อย่างรักใคร่ ครอบครัวของเขาทำฟาร์มม้าเป็นหลัก ด้วยว่าบิดานั้นหัดให้เขาได้เรียนรู้และขี่ม้าเป็นตั้งแต่เด็ก ๆ
“อยากขี่จังเฮีย”
“ขี่ได้แต่ระวังมันจะไม่ให้ขี่” อัสนีพูดปนขำเพราะว่าเจ้ามังกรพยศเหลือเกิน
“โหย... ม้าของเฮียพยศหรือไง”
“มันอารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน” อัสนีพูดแล้วขำสีหน้าของพายุหนักขึ้นไปอีก
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่เชื่อเฮียเหรอ” อัสนีเอ่ยถามพายุ แม้หนุ่มทั้งสามจะไม่ใช่พี่น้องกันจริง ๆ แต่ก็รักใคร่ปรองดองกันเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา เป็นเรื่องธรรมดามากที่โยธินกับอัสนีจะเอ็นดูพายุเหมือนน้องชายคนเล็ก ไม่นับรวมมิรินที่เป็นน้องนุชสุดท้องต่างสายเลือดที่พี่ ๆ รักและเอ็นดูมากเช่นกัน
“เฮียหวงม้าหรือเปล่า ไม่อยากให้ผมขี่” พายุหยั่งเชิงถาม
“เอาสิ เฮียให้แกขี่ได้รอบไร่เลย ถ้าแกอยากขี่ แต่ขี่มันให้ได้ก่อนนะ ขนาดเฮียยังต้องปลุกปล้ำกับมันอยู่ตั้งนาน จนตอนนี้ยังขี่มันไม่ได้เลย” ม้าตัวเก่าของเขาตายไปเลยทำให้เศร้าใจอยู่นาน จนบิดานำเจ้ามังกรมาให้เป็นของขวัญวันเกิดแทนตัวเก่าเขาจึงหายเศร้าไปได้บ้าง
แต่ละคนในไร่จะมีม้าประจำของตัวเองเอาไว้ขี่ ทั้งตรวจดูคนงาน ตรวจดูผลผลิตในไร่ ครอบครัวของมิรินนั้น บิดามารดาคือทรงสิทธิ์กับมัสลินจะปลูกพืชผักปลอดสารพิษส่งขายตามร้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเน้นผักสลัดและผักชนิดต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมของท้องตลาด
ในขณะที่ครอบครัวของโยธิน บิดามารดาคือวายุและประภัสสรทำไร่ผลไม้ทั้งแปรรูปและส่งขายแบบสด ๆ รวมถึงเทศกาลผลไม้ จะจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวที่ไร่ได้กินกันไม่อั้น และสุดท้ายครอบครัวของพายุ บิดามารดาคือพายัพกับศิริพรนั้นทำฟาร์มโคนม ส่วนครอบครัวของอัสนีนั้นนอกจากทำฟาร์มม้าแล้วยังทำฟาร์มแพะอีกด้วย นอกจากนมวัวแล้วก็ยังมีนมแพะสำหรับจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวและลูกค้าทั่วประเทศ
“งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะเฮีย” พายุถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น คนที่หัดให้พายุขี่ม้าก็คืออัสนี สามหนุ่มขี่ม้าเป็นตั้งแต่เด็ก ส่วนโยธินกับอัสนีนั้นอัคราเป็นคนสอน
“เฮียจะรอดูว่าแกจะขี่มันได้ไหม” อัสนีพูดยิ้ม ๆ ขนาดเขายังปลุกปล้ำมันอยู่ตั้งนานกว่าจะขึ้นไปนั่งบนหลังของมันได้ และปัจจุบันนี้มันก็พยศไม่ยอมให้ขี่ง่าย ๆ แม้จะขึ้นไปนั่งบนหลังของมันได้ก็ตามที แต่มันก็ยังไม่ยอมให้ขี่อยู่ดี วันดีคืนดีมันก็สะบัดเขาตกจากหลังของมันจนกระดูกแทบหัก
“เฮียดูเลย มันให้ผมสัมผัสมันด้วย” พายุลูบตรงคอของมันไปมาเพื่อสร้างความคุ้นชิน
“ม้าของนายสวยจริง ๆ เฮียเองยังชอบ” โยธินกอดอกแล้วเอ่ยชม ม้าที่ดีจะต้องไม่มีตำหนิ ขาและเท้าทั้งสี่จะต้องแข็งแรงได้รูป มีรูปร่างที่ดีลักษณะเป็นไปตามสายพันธุ์ ที่สำคัญคือต้องเลือกม้าจากตระกูลที่ดี
“พ่อได้มาจากเพื่อน มันพยศไม่มีใครขี่ได้ เลยยกให้ฟรี ๆ” อัสนีเล่าไปมองพายุที่ลูบ ๆ คลำ ๆ ม้าไปมาอย่างนิยมชมชอบ
“โอ๊ย!” พายุร้องเสียงหลงหลังจากที่โดนเจ้ามังกรเตะจนกระเด็น
“เฮ้ย!” ทั้งอัสนีและโยธินรีบวิ่งเข้าไปดู อัสนีนั้นมีมิรินขี่คออยู่ด้วยเลยประคองพายุไม่ถนัด โยธินจึงเข้าไปประคองพายุแทน
“เฮีย! ม้าเฮียเตะผม” พายุฟ้อง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ก็เฮียบอกแล้วว่ามันดื้อ เฮียยังไม่มีปัญญาขี่มันเลย” อัสนีทำหน้ายุ่งปนขำ เตือนแล้วไม่ฟัง แต่ก็สงสารที่น้องชายโดนม้าเตะจนกระเด็น ดีที่กระดูกไม่หักเป็นสองท่อน
“ผมน่าจะเชื่อเฮีย” พายุโอดครวญ
“ก็ว่าจะห้ามอยู่ แต่เดี๋ยวจะหาว่าขัดขวางความสุขของแก เฮียเห็นเจ้าเอสขี่มันอยู่ชาตินึงแล้วยังขี่ไม่ได้เลย” โยธินประคองน้องรักขึ้นจากพื้นอย่างเอ็นดู
“ผมไม่สงสัยเลยเฮียว่าทำไมเขาถึงให้มาฟรี ๆ ถ้าเป็นผมให้ฟรีแถมข้าวสารอีกสิบกระสอบผมก็ไม่เอานะ” พายุกุมสะโพกด้วยความเจ็บ ทำหน้าเหยเกใส่พี่ ๆ
“เฮียแนะนำให้แกขี่เจ้ามูมู่ก็แล้วกัน” โยธินยังพูดติดตลก หันไปมองเจ้ามูมู่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับอัสนี เหมือนมันจะรู้ว่ากำลังพูดถึงมันอยู่ มันจึงกระโดดไปมาด้วยท่าทีซุกซน
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
“นี่ของขวัญของฉันกับไอ้พัน สำหรับนายเลยนะเอส” โยธินยื่นกล่องของขวัญให้น้องชายที่รักด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณนะพัน”“หวังว่าเฮียจะถูกใจนะครับ” พายุหัวเราะเบา ๆ อัสนีมองกล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววอย่างหวาดระแวง คิดไปว่าสองคนนี่จะเล่นอะไรพิเรนทร์รึเปล่า“นี่เป็นของขวัญของพี่สะใภ้นะคะ” หัทยาแทนตัวเองว่าพี่สะใภ้ก่อนจะยิ้มกว้าง เธอถักเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอให้ทั้งสองเพราะเห็นว่าจะเดินทางไปเที่ยวรอบโลก อาจจะได้ใช้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอของเธอบ้าง“ขอให้เราสองคนมีความสุขมากๆ นะ” โยธินอวยพรด้วยรอยยิ้ม ทุกคนทยอยกันออกไปจากห้องหอ หลังจากที่ต่างอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข “เฮียจะให้ของขวัญอะไรเราคะ” มิรินเอ่ยถามเจ้าบ่าวหลังจากอยู่ในห้องหอกันสองคน อัสนีกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเมียเด็กแล้วส่ายหน้าไปมา“เฮียไม่รู้เหรอคะ”“ไม่รู้ครับ แต่เฮียคิดว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” มิรินหัวเราะร่วน มองกล่องของขวัญนิ่งเหมือนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปให้หยั่งรู้ว่าภายในมันคืออะไร“เฮียคะ แกะเลยดีกว่า”“อือ... ระวังด้วยนะ”“เฮียโยกับเฮียพันคงไม่เอาระเบิดมาให้เราหรอกค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจัดการแกะกล่องของขวัญออก“เฮ
“ค่ะ” ดารินรับคำไปแบบนั้นเอง เธอคงไม่ไปทำงานกับพายุหรอก“แต่พูดก็พูดเถอะ หมู่นี้เราเรียบร้อยขึ้นนะ ไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีก หรือว่าคิดได้แล้ว” โยธินตักอาหารให้ภรรยาก่อนจะเอ่ยถาม โยธินเป็นคนตรง ๆ ที่เขาถามออกมาเพราะว่าอยากรู้ว่าน้องสาวจะตอบว่าอย่างไร“ทำสวนผักก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้มีงานอะไรให้ทำ” ดารินตอบอย่างเสียไม่ได้อัสนีตักอาหารให้มิริน มิรินกล่าวขอบคุณก่อนจะตักอาหารให้น้องสาว ดารินกล่าวขอบคุณเช่นกัน ความมีน้ำใจของครอบทำให้ดารินค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวหรือเธอจะคิดไปเองว่าทุกคนไม่รักเธอ ดารินเฝ้าถามตัวเอง เพราะมิรินกับหัทยานั้นดีกับเธอมาก อาจเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน เลยพูดคุยกันเรื่องผู้หญิงได้โดยไม่ต้องเกร็ง“คิดอะไรอยู่” ประโยคเอ่ยถามของพายุทำให้ดารินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง ก่อนที่จะหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัน“ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”“จะรีบไปไหนล่ะ” พายุรั้งแขนของดารินเอาไว้ แต่เธอพยายามฝืนเอาไว้อย่างเต็มที่“รินง่วงนอนแล้วค่ะ”“เห็นยืนอยู่ได้ตั้งนาน มาง่วงนอนอะไรตอนเห็นเฮีย” ดารินต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหลบสายตา หัวใจของเธอเต้นแรง มันแรงจนแทบจะโลดอ
“เจ้ามูมู่นี่ก็ตัวใหญ่ยักษ์ ผมเชื่อแล้วเฮีย” พายุเกาหัวไปมา“เชื่ออะไรของแก” โยธินเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถาม“เฮียเอสเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวแปลกประหลาดทั้งนั้น หมาบ้าอะไรไม่กี่เดือนตัวโตเท่าลูกควาย” ได้ยินแบบนั้นทำเอาสองหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่น มิรินได้ยินพี่ ๆ หัวเราะก็เลยหัวเราะตามไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้คว
“ไข่ หมู” คำตอบสั้น ๆ คือไข่เจียวหมูสับนั่นเอง เขาให้น้องขี่คอพาออกมานั่งดูทีวีกับพายุและเจ้ามูมู่ ก่อนจะเข้าครัวไปทำไข่เจียวหมูสับ ผัดพริกหมู และต้มจืดอีกหนึ่งอย่าง เขาชอบทำอาหารและศึกษาเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ด้วยว่าเข้าครัวช่วยมารดาทำอาหารมาตลอด จึงสามารถทำอาหารได้แทบทุกชนิด“หิวจังเลยเฮีย
“ผมไม่เคยเลี้ยงหมาป่าตัวเป็น ๆ มาก่อน ดูสิ นี่แค่ห้าเดือนตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ ต่อไปคงจะตัวโตมาก”“เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อไปมันคงไม่ขย้ำพวกเราแล้วกลืนลงท้องหรอกนะ” พายุพูดขึ้น เขาเองก็ชอบเล่นกับเจ้ามูมู่ มันซุกซนและฉลาดเกินสุนัขทั่วไป เลยเหมาะกับหนุ่ม ๆ ที่ชอบเล่นซนไม่ต่างกัน“เพิ่งรู้ว่าภูเขาแถบไร่เรา
“ตรงเชิงเขาน่ะเฮีย แม่มันตายเลยเก็บมาเลี้ยง ผมก็ว่ามันขี้เหร่ แต่ก็คงน้อยกว่าเฮีย” คนตอบไม่ได้เงยหน้ามองผู้มาใหม่ แต่ป้อนนมให้เจ้าตัวเล็กที่หิวโหยต่อเรื่อย ๆ โยธินถึงกับสำลักเมื่อโดนสวนกลับมาแบบนั้น“ตั้งชื่อยังวะ” โยธินเท้าสะเอวเอ่ยถาม สีหน้าสนใจไม่น้อย“ให้ชื่อมูมู่ หน้าตามันมู่ทู้ดี” อัสนีตอบแล้







