LOGINรอยยิ้มที่เคยอ่อนโยนคล้ายจางหายไปชั่วขณะไม่ใช่เพราะโกรธแต่เพราะจู่ ๆ เขากลายเป็นฝ่ายที่ถูกผลัก ถูกปฏิเสธ ถูก “ฟันแล้วทิ้ง” แบบไม่ทันตั้งตัวเขาไล่ลมเข้าปอดทีหนึ่ง
View Moreบางครั้งเธอแอบเห็นเขายิ้มกับหน้าจอโทรศัพท์รอยยิ้มนั้นอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัวอบอุ่นจนหัวใจคนมองสะดุดและในเสี้ยววินาทีนั้นน้ำอิงก็เข้าใจไม่ใช่ว่าเธอเข้าใกล้เขาไม่ได้แต่เป็นเพราะหัวใจของเขา เดินออกไปไกลจากเธอแล้วตั้งแต่วันที่เขาเลือกยืนอยู่ข้างใครอีกคนอย่างชัดเจนเธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นในระยะที่ใกล้พอจะมองเห็นแต่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึงยิ่งพยายามยิ่งเจ็บและยิ่งตอกย้ำว่าบางความรู้สึกต่อให้เดินเข้าไปใกล้แค่ไหนถ้าไม่ใช่ที่ของเรามันก็ไม่มีวันเป็นของเราเลยคืนนั้น น้ำอิงเลือกผับเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแค่ที่ที่เสียงเพลงดังพอจะกลบความคิดในหัวและไฟสลัวพอจะไม่ต้องยิ้มให้ใครแก้วที่หนึ่ง…. เธอดื่มเร็วแก้วที่สอง…. ช้าลง แต่หนักขึ้นและเมื่อแก้วที่สามหมดลงโลกทั้งใบก็ดูหมุนช้ากว่าเดิมหัวใจที่กำลังวูบไหวเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครนั่งมองอยู่ไม่ไกลหมอไทกับหมอเป้บังเอิญเกินไปที่ทั้งคู่มานั่งดื่มหลังออกเวรและสายตาก็สะดุดเข้ากับผู้หญิงคุ้นหน้าคนหนึ่งที่นั่งห่างออกไปคืนนี้ดูไม่เหมือนคนเดิมน้ำอิงหัวเราะเบา ๆ กับตัวเองก่อนจะมีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามารอยยิ้มเป็นมิตรน้ำเสียงสุภาพเขาก็คงเหมือนคนแปลก
เขาหันไปทางเพียงฝันเธอรีบยกมือไหว้ตามทันที แม้จะยังเกร็งอยู่เล็กน้อย“สวัสดีค่ะคุณท่าน”เตวิชญ์ขยับมายืนใกล้เธอขึ้นอีกนิดเหมือนตั้งใจให้เธอรู้ว่าไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง“วันนี้ผมพาลูก สะใภ้มากินข้าวเย็นด้วยกันครับ”น้ำเสียงเรียบแต่มั่นคงคำพูดนั้นไม่ใช่แค่แนะนำตัวแต่เป็นการยืนยันสถานะของเธออย่างชัดเจนและอ่อนโยนในคราวเดียวคำว่า คุณท่าน ทำให้เตวิชญ์เผลอยิ้มกว้างส่วนคุณธเนศหัวเราะเบา ๆ“เรียกพ่อ ก็ได้ไม่ต้องเกร็ง”เขามองลูกชายแวบหนึ่ง“พาลูกสะใภ้มาโดยไม่บอกกล่าวกันก่อนเลยนะ”เพียงฝันแทบสำลักเตวิชญ์หัวเราะแต่ไม่ได้ปฏิเสธยังไม่ทันตั้งตัวผู้หญิงอีกคนก็เดินออกมาจากครัวผ้ากันเปื้อนยังอยู่ที่เอว“ใครมาเหรอคะ”คุณวาสนาชะงักก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนที่สุด“ตายแล้ว…..สวยจัง”เธอเดินเข้ามาจับมือเพียงฝันทันที“หนูคือแฟนมาร์ชใช่ไหม”เพียงฝันหน้าแดงจนแทบไม่รู้จะตอบยังไงเตวิชญ์เป็นฝ่ายพูดแทนเสียงเขานุ่มและมั่นคง“ครับแม่ แฟนผม”บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเย็นวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคำแซวและสายตาที่มองเธอเหมือนเป็นคนในบ้านนี้เตชินีแอบกระซิบกับเพียงฝัน“รู้ไหม….น้องชายพี่ไม่เคยพาใครมาบ้านเลยนะ”คุ
เตวิชญ์ลูบแผ่นหลังเธอขึ้นลงจังหวะเนิบและอ่อนโยนจนตัวเธออ่อนแรงไปทั้งตัวทุกสัมผัสสื่อคำเดียวรักเขาก้มลงจูบเธออีกครั้งคราวนี้ลึกกว่าเดิมจนเธอเผลอจับไหล่เขาแน่นขึ้นเตวิชญ์ผละออกเพียงเพื่อกระซิบเบา ๆ“ผมชอบเวลาฝันกอดผมแบบนี้ที่สุด”แล้วเขาก็กอดเธอแน่นขึ้นแต่ยังคงละมุน อุ่น และเต็มไปด้วยความตั้งใจดีทุกอย่างเตวิชญ์พาเพียงฝันเอนลงบนเตียงอย่างช้า ๆท่ามกลางแสงไฟสีอุ่นที่ทำให้บรรยากาศทั้งห้องเหมือนโอบกอดทั้งคู่ไว้เขายังประคองหลังเธออยู่เหมือนกลัวว่าเธอจะเจ็บหรือไม่สบายตัวแม้แต่นิดเดียวเพียงฝันนอนหงายหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกร้อนที่ปลายหูขณะมองเขาที่ค่อย ๆ โน้มตัวลงมาทับเธอแต่ยังคงเว้นน้ำหนักตัวไม่ให้เธอรู้สึกหนักเลยแม้แต่นิดเตวิชญ์มองหน้าเธอแบบนั้นสายตาลึก อ่อนโยนและเหมือนพายุเงียบ ๆ ที่เก็บซ่อนความรู้สึกไว้มหาศาลมือใหญ่ค่อย ๆ ประคองแก้มเธอนิ้วโป้งไล้ผิวเธออย่างละเมียดราวกับกำลังสัมผัสสิ่งล้ำค่า“อื่มม”เสียงเขานุ่มลึกจนหัวใจเธออ่อนยวบเธอเงยหน้ารับเขาโดยอัตโนมัติเหมือนร่างกายชินกับการได้อยู่ในอ้อมแขนเขาเสียแล้วเตวิชญ์ก้มลงจูบเธอครั้งนี้ลึกกว่าเมื่อครู่ร้อนกว่าแต่ก็อ่อนโยนจนขาเธออ่อ
เขาอุ้มเธอไปจนถึงเตียง วางเธอลงอย่างเบามือที่สุดแต่ไม่ทันให้เธอหนีเข้าผ้าห่ม เขาก็โน้มตัวลงมาชิดมือใหญ่ยันข้างศีรษะเธอไว้ รั้งระยะที่ใกล้จนลมหายใจผสานกัน“วันนี้ ผมขอรางวัลได้ไหม”น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นการขออย่างอ่อนโยนที่สุด แบบที่ทำให้เธอหายใจติดขัดเพียงฝันหลับตาลงนิดเดียว ไม่ได้ตอบ แต่ปลายมือเล็กเกาะชายเสื้อเขาไว้เตวิชญ์ยิ้มออกมาอย่างพอใจ“งั้น ไม่ตอบแปลว่าได้ใช่ไหม”เขาเลื่อนตัวขึ้นบนเตียงโอบเธอเข้ามาในวงแขนแนบหน้าผากลงกับขมับเธออุ่น ละมุน และหวานจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเตียงนุ่มยวบลงตามน้ำหนักตัวเขาที่ขยับเข้ามาใกล้เพียงฝันตัวเกร็งนิดเดียว ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเมื่อเตวิชญ์ยกมือขึ้นลูบหลังเธอช้า ๆจังหวะลูบของเขานุ่มอุ่น และตั้งใจเกินกว่าจะเป็นแค่การปลอบธรรมดาเธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาปลายตายังแดงอยู่แต่มีประกายอุ่นที่เขามองแล้วใจหวิวไปถึงปลายเท้าเตวิชญ์ก้มลงใกล้กว่าเดิมลมหายใจเขาแตะข้างแก้มเธอเสียงทุ้มต่ำจนเหมือนกระซิบติดผิว“ยังเกร็งอยู่อีกเหรอ หื้ม”เธอสะดุ้งเบา ๆแก้มร้อนวาบจนเขาเห็นได้ชัด“ฟางไม่ได้”เขาไม่ให้เธอโกหกตัวเองปลายนิ้วโป้งแตะริมปากเธอเบ





