تسجيل الدخولทั้งสี่ครอบครัวผลิตอาหารการกินด้วยตัวเอง ทุกคนในครอบครัวจึงได้รับประทานอาหารปลอดสารพิษทั้งผักและผลไม้ในทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่มีถามหา
อัสนีสอนหนังสือน้องด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ให้น้องระบายสีรูปภาพต่าง ๆ ก่อนจะนำมารวมกัน และเขียนเป็นภาษาไทยว่าภาพอะไร มีกี่ภาพ รวมถึงอธิบายว่าภาพดังกล่าวมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ทำให้มิรินเรียนครั้งเดียวได้ความรู้ในหลาย ๆ วิชา ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ อีกทั้งภาษาอังกฤษอีกด้วย
หลายปีต่อมา... อัสนีเป็นหนุ่มย่างเข้าวัยยี่สิบที่หล่อเหลาคมเข้ม มีเพื่อนฝูงมากมาย สาวน้อยสาวใหญ่ต่างทอดสะพานให้ไม่เว้นแต่ละวัน อาจเพราะเขาเป็นทายาทเจ้าของฟาร์มม้าที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ทำให้ตระกูลอัคราสุรเดชเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในจังหวัด
“ไอ้เอส วันนี้ไปซ่องเจ๊ออยกันโว้ยเพื่อน รับรองว่าเด็ด” เหล่าก๊วนเพื่อนเอ่ยชวน เพราะอัสนีเป็นคนเดียวที่ไม่เคยไปยังสถานที่อโคจรมาก่อน
“ไม่ไป” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง
“ประสบการณ์ชีวิตหรือว่าแกไม่กล้า”
“ไม่กล้าอะไรวะ” อัสนีทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เขารำคาญเพื่อน ๆ ที่ชอบท้าทายอะไรกันแบบนี้
“ไก่อ่อนทำไม่เป็น”
“พูดหมา ๆ” อัสนีสะบัดมือของเพื่อนออกจากไหล่เต็มแรง
“ใครพูดหมา ๆ วะ” โยธินที่เดินเข้ามาทักทายเอ่ยถาม
“น้องชายเฮียน่ะสิ ชวนไปซ่องเจ๊ออยเด็ดดวงไม่ยอมไป”
“ไปสิวะเอส เด็ดจริง” โยธินตบไหล่น้องรัก ก่อนที่เพื่อนจะยุส่งอีกรอบ
“บ้าอะไรของเฮีย!” อัสนีทำเสียงหงุดหงิดใส่
“งั้นเฮียไปก่อนนะ รับรองว่าเด็ดจริงๆ อย่างที่เพื่อนแกบอกนั่นแหละ” โยธินทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ก่อนที่อัสนีจะโดนลากไปที่ซ่องเจ๊ออยเจ้าดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะโดนท้าทาย วันนั้นอัสนีก็เลยไปจริง ๆ
พอไปถึงเขาก็สั่น... สั่นสู้ พอมายืนอยู่หน้าสถานเริงรมย์ที่ชายหลายคนต่างอยากมาเที่ยวก็ทำให้คนไม่อยากมาถามตัวเองดัง ๆ อยู่ในใจ
กูมาทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้วะ!!!
อัสนีทำท่าจะหมุนตัวกลับแต่โดนเพื่อนล็อกคอเอาไว้
“เฮ้ย! ไอ้เอส มึงจะไปไหน มาแล้วก็เข้าไปหน่อยสิ หรือว่ามึงป๊อด” โดนสบประมาทก็ทำเอาอัสนีต้องยอมให้เพื่อนลากเข้าไปภายในจนได้
“เจ๊ออยคร้าบ ฝากเพื่อนผมด้วยนะครับ” เพื่อนในก๊วนอัสนีพูดอย่างครื้นเครง อัสนีเหลือบมองเจ๊ออยก่อนจะหลบสายตา
กูมาทำเชี้ยอะไรที่นี่วะ!!!
เป็นประโยคที่เขาถามซ้ำ ๆ อยู่ในใจ ด้วยความรู้สึกว่าอยากหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุแห่งนี้เหลือเกิน
ใบหน้าน่ารักของเด็กน้อยมิรินลอยมาในห้วงความรู้สึก อัสนีสะดุ้งเมื่อโดนเจ๊ออยลากเข้าห้อง
“ว่าไงจ๊ะพ่อหนุ่มน้อย” เจ๊ออยเอ่ยถามก่อนจะหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นอีกฝ่ายหลับตาทำท่าเหมือนบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง
ยุบหนอ พองหนอ อกหนอ นมหนอ...
“ไม่เคยเหรอ” เจ๊ออยเอ่ยถาม ขณะกดร่างสูงเพรียวไปกับเตียงนอนกว้างในห้องที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีส้มสลัว ๆ
“มาสิ สัมผัสดูก่อน” เจ๊ออยดึงมือหนาไปสัมผัสกับเต้านมอวบ ๆ อัสนีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่เจ๊ออยกำลังถลกชุดและเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากกาย
“โอ๊ย!!!” เสียงร้องของอัสนีดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้อง!!! เสียงนั้นทำให้ผู้คนแตกตื่นกันทั้งซ่อง!!!
รุ่งเช้าของวันใหม่...
โยธินมองน้องรักที่นั่งหน้าตูมอยู่ในสวนหลังบ้าน เขาเดินเข้าไปหาก่อนจะตบไหล่เบา ๆ
“เฮ้ย! ไอ้เอสว่าไงวะ สรุปว่าแกไปขึ้นครูกับเจ๊ออยรึเปล่า เป็นยังไงบ้าง ไหนเล่าให้เฮียฟังซิ”
สายตาพิฆาตที่ส่งกลับมายังไม่ได้ทำให้โยธินหุบปากได้
“เจ๊ออยเด็ดดวงรึเปล่าวะ ฟินแค่ไหน เล่ามาให้พี่เชื้อฟังหน่อยซิวะ” คำถามอย่างต่อเนื่องของโยธินทำเอาอัสนีสำลักเครื่องดื่มที่กำลังยกขึ้นดื่ม
“ฟินกับผีสิเฮีย!”
“อ้าว... ทำไมล่ะวะ ได้ขึ้นครูครั้งแรกมันต้องฟินสิวะ แกว่าจริงไหมไอ้พัน” โยธินหาพวก
“ก็คงงั้นมั้งเฮีย” พายุหลบสายตาขณะตอบ
“เฮียจะให้ผมเล่าจริง ๆ เหรอ” อัสนีเอ่ยถาม หรี่ตามองพี่ชาย โยธินพยักหน้ายิ้มแฉ่งอย่างมีเลศนัย
“ก็จริงสิ ฉันจริงจังนะโว้ย”
“ผมเกิดมาจนอายุปูนนี้ไม่เคยเห็นเฮียจริงจังเลยสักครั้ง” อัสนีแดกดันพี่ชายที่เคารพรัก
“ปูนนี้ พูดยังกับตัวเองแก่เสียเหลือเกิน”
“เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง เฮียกับไอ้พันฟังให้ดีๆ ก็แล้วกัน” อัสนีมองคนทั้งสองเขม็ง โยธินไม่มีท่าทีอะไรนอกจากท่าทีกวน ๆ ในขณะที่พายุหลบสายตาเสไปมองรอบกายไม่กล้าสบสายตาด้วย
“ในช่วงที่ผมกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม กำลังจะ... อะไรกัน คิดตามนะ หมาตัวไหนไม่รู้เอาน้ำแข็งสาดเข้าไปในห้อง!!!” คือเขาไม่ได้อยากเข้าด้ายเข้าเข็มกับเจ๊ออยเลยสักนิด ยังนึกขอบคุณคนสาดน้ำเสียด้วยซ้ำ
แต่.... มันก็ควรที่จะขัดขวางแบบดี ๆ ไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่สาดน้ำเย็น ๆ ผสมน้ำแข็งถังใหญ่เข้าไปในห้องโครมใหญ่แบบนั้น
“แค่ก ๆ ๆ ” พายุพ่นน้ำอัดลมออกมาจากปาก สำลักจนหูตาแดงไปหมด
“เป็นเชี้ยอะไรวะไอ้พัน” อัสนีเอ่ยถาม หรี่ตามองอย่างจับผิด
“ผมสำลักหมาของเฮียนั่นแหละ”
“อย่าให้รู้ว่าหมาตัวไหนแกล้งกู” อัสนีสบถยาวเหยียดอย่างหงุดหงิดใจ ไม่ได้ขึ้นครูเขาไม่ติด แต่ติดที่โดนแกล้งแล้วกลายเป็นคนตลก
ดารินไม่ได้บอกใคร ๆ ว่าเธอแอบได้ยินบรรดาเฮีย ๆ คุยกัน เขาว่าความลับไม่มีในโลกนี่คือเรื่องจริง ในที่สุดเธอก็ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของทรงสิทธิ์แต่เป็นแค่ลูกติดท้องของมารดาที่มาแอบอ้าง เธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขและไม่ใช่น้องสาวของมิรินด้วย เธอรู้สึกอายที่ไปทวงสมบัติที่ไม่ใช่ของตัว ดังนั้นในเวลานี้การเรียนจึงเป็นทางออกเดียวของชีวิตที่จะทำให้เธอมีงานมีการทำ ไม่ใช่คิดแต่จะหวังสมบัติของมิริน อนาคตหากเธอกับพายุไปกันไม่รอด เธอก็ยังมีงานมีเงิน และพึ่งตัวเองได้ในค่ำคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว เจ้ามูมู่ก็ได้เห็นแสงบางอย่างจากยอดเขาสาดส่องมายังตัวของมัน มันจึงเดินออกไปดูอัสนีกับมิรินและทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะลำแสงที่สว่างไสวมากระทบกับบ้านของพวกเขาจนเจิดจ้าไปหมดบรรดาหมาป่าฝูงใหญ่เดินมาตามลำแสงนั่น ก่อนจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของทุกคน“เจ้าชายไมยราชถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปที่เมืองเหมันต์” หมาป่าพวกนั้นพูดออกมา ต่างก็หมอบลงแทบเท้าของเจ้ามูมู่“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” อัสนีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื้อยมานอนแทบเท้าของเจ้ามูมู่ มันหมอบลงข้าง ๆ ทำให้อ
“หรือว่าหนูมิจะท้องแล้ว”“เฮ้ย! จริงดิ”“จริงสิเฮีย ก็พี่สะใภ้ของเฮียก็มีอาการแบบนี้ตอนท้องนะ”“แกไม่มั่วแน่นะ” มิรินเห็นอัสนีพูดคุยกับเจ้ามูมู่เป็นตุเป็นตะก็หลุดขำออกมา“หนูมิอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาหมอกัน” อัสนีจัดการเตรียมชุดให้ภรรยา ก่อนจะจับเธออาบน้ำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ฟังข่าวดี“อุ๊บแหวะ!” มิรินอาเจียนออกมาเมื่อได้กลิ่นกระเทียมเจียว“หนูมิเป็นอะไรครับ ข้าวต้มของเฮียไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินเข้าไปถึงอาเจียนออกมาแบบนี้” อัสนีรีบวิ่งมาลูบหลังให้ภรรยาอีกครั้ง เมื่อเธอวิ่งมาอาเจียนในห้องน้ำอีกรอบ“อาการแบบนี้น่าพาไปหาหมอนะ” สมาชิกทุกคนในบ้านพูดคุยกันอย่างห่วงใย หัทยาบอกว่าอาการเหมือนตอนที่เธอแพ้ท้องไม่มีผิด“ท้องเหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องไปตรวจก่อนนะคะ” สิ้นประโยคนั้นของหัทยาอัสนีก็พามิรินไปหาหมอ มุ่งตรงไปยังแผนกสูตินารีเวช และก็จริงอย่างที่ทุกคนคิดเอาไว้ มิรินตั้งท้องแล้วจริง ๆอัสนีดีใจเป็นอันมาก เขารับยาบำรุงครรภ์และให้มิรินฝากท้องเสียเลย ข่าวดีนี้สร้างความยินดีให้สมาชิกในครอบครัวเป็นอันมากอัสนีดูแลมิรินอย่างดี แทบจะอุ้มกันเลยเวลาเ
“คราวนี้ก็ตาเฮียแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้เขา“มะลิ มงกุฎ มะระ มะเฟือง มะตูม มะพร้าว”“สิบเอ็ดแล้วนะคะ ต้องตัดออกชื่อนึง”“งั้นตัดชื่อไหนออกดี” อัสนีเอ่ยถาม“มงกุฎนะคะเฮีย”“โอเคครับ”“โหย... ลูกผมมีชื่อแล้วขอบคุณนะคร้าบเจ้านายทั้งสอง” เจ้ามูมู่ดีใจใหญ่ที่เจ้านายตั้งชื่อให้ลูกของมัน ก่อนจะรีบไปบอกเมียอย่างตื่นเต้น“เจ้านายครับ” มันวิ่งกลับมาหาเจ้านายก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายู่ยี่“มีอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“ไข่หวานบอกว่าลูกผมที่ชื่อมะระมันเอ่อ... ชื่อน่าเกลียดไปไหมครับ”“ไม่หรอก เพราะฉันเป็นคนตั้งให้”“เปลี่ยนเป็นมงกุฎได้ไหมครับ” มันทำท่าโอครวญ“ก็ได้ เรื่องมากจริงเชียว” แม้จะทำเสียงในลำคอ แต่ก็ยินยอมให้เปลี่ยนชื่อตามขอ “เย้ เจ้านายใจดีที่สุด” เจ้ามูมู่รีบวิ่งไปบอกเมียรักอีกรอบ ก่อนจะเข้าไปเลียลูกน้อยทั้งสิบอย่างรักใคร่“ดูเจ้ามูมู่จะรักลูกของมันมากเลยนะคะ” มิรินเอ่ยกับอัสนี“ใช่ครับ เฮียเองก็อยากมีลูกแล้วนะ” อัสนีหันมาคุยกับสาวน้อยของเขา ก่อนจะตวัดอุ้มร่างของเธอขึ้น“อุ๊ย! เฮียน่ะ” มิรินหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมให้เขาอุ้มเข้าห้องไปอัสนีขยับกายนอนแนบไปกับเรือนร่างหอมกรุ่น มือหนาปัดปอยผมให้เธอ
คืนนี้เป็นคืนวันเข้าหออันแสนหวานและวาบหวามหัวใจสำหรับมิรินยิ่งนัก เธอหลับไปอย่างเป็นสุขตลอดราตรีกาลตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็มาทำบุญใส่บาตรที่วัดป่า การได้ทำบุญร่วมกันทำให้ทุกคนมีความสุขไม่น้อยหลังจากนั้นอัสนีก็พามิรินไปฮันนีมูนรอบโลกอย่างที่เธอต้องการ ในขณะที่ดารินสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับที่มิรินเคยเรียนผ่านมาแรมเดือน อัสนีพาภรรยาสาวคนสวยกลับมา บ้านอันเป็นสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นกับเขาและเธอเสมออัสนีมองเจ้าสุนัขตัวโตที่เดินตามเมียต้อย ๆ แถมยังจุ๊บปากกัน เลียปากกันอย่างกระหนุงกระหนิงกลับมาจากฮันนีมูนเขาก็ได้รับข่าวดี เจ้ามูมู่ทำเจ้าไข่หวานท้องแล้ว“เจ้านาย”“ว่าไง”“ผมน้ำยาดีหรือเปล่า”“ไอ้ขี้โม้เอ๊ย!” อัสนีทำท่าทีหมั่นไส้เจ้าหมาขี้โม้“แล้วเจ้านายล่ะ น้ำยาสู้ผมได้ไหม”“น้ำยาฉันดีกว่าแก แต่ที่หนูมิยังไม่ท้องเพราะรอเด็กดี ๆ มาเกิด”“งั้นผมคงต้องมีลูกนำหน้าเจ้านายไปก่อนสิครับ”“เอาที่แกสบายใจ” ผ่านไปอีกเดือนกว่า ๆ ไข่หวานก็ให้กำเนิดลูกสุนัขครอกใหญ่ทั้งหมดสิบตัว“เจ้านายดูน้ำยาผม”“สิบตัวเลยเหรอ เมียแกนมยานแน่ ๆ”“ถึงนมยานผมก็รักของผม”“คลอดออกมาได้ยังไงตั้งสิบตัว”“เจ้านายทึ่งใ
“นี่ของขวัญของฉันกับไอ้พัน สำหรับนายเลยนะเอส” โยธินยื่นกล่องของขวัญให้น้องชายที่รักด้วยรอยยิ้ม“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณนะพัน”“หวังว่าเฮียจะถูกใจนะครับ” พายุหัวเราะเบา ๆ อัสนีมองกล่องของขวัญสีชมพูหวานแหววอย่างหวาดระแวง คิดไปว่าสองคนนี่จะเล่นอะไรพิเรนทร์รึเปล่า“นี่เป็นของขวัญของพี่สะใภ้นะคะ” หัทยาแทนตัวเองว่าพี่สะใภ้ก่อนจะยิ้มกว้าง เธอถักเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอให้ทั้งสองเพราะเห็นว่าจะเดินทางไปเที่ยวรอบโลก อาจจะได้ใช้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอของเธอบ้าง“ขอให้เราสองคนมีความสุขมากๆ นะ” โยธินอวยพรด้วยรอยยิ้ม ทุกคนทยอยกันออกไปจากห้องหอ หลังจากที่ต่างอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข “เฮียจะให้ของขวัญอะไรเราคะ” มิรินเอ่ยถามเจ้าบ่าวหลังจากอยู่ในห้องหอกันสองคน อัสนีกะพริบตาปริบๆ มองหน้าเมียเด็กแล้วส่ายหน้าไปมา“เฮียไม่รู้เหรอคะ”“ไม่รู้ครับ แต่เฮียคิดว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” มิรินหัวเราะร่วน มองกล่องของขวัญนิ่งเหมือนจะเพ่งกระแสจิตเข้าไปให้หยั่งรู้ว่าภายในมันคืออะไร“เฮียคะ แกะเลยดีกว่า”“อือ... ระวังด้วยนะ”“เฮียโยกับเฮียพันคงไม่เอาระเบิดมาให้เราหรอกค่ะ” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจัดการแกะกล่องของขวัญออก“เฮ
“ค่ะ” ดารินรับคำไปแบบนั้นเอง เธอคงไม่ไปทำงานกับพายุหรอก“แต่พูดก็พูดเถอะ หมู่นี้เราเรียบร้อยขึ้นนะ ไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีก หรือว่าคิดได้แล้ว” โยธินตักอาหารให้ภรรยาก่อนจะเอ่ยถาม โยธินเป็นคนตรง ๆ ที่เขาถามออกมาเพราะว่าอยากรู้ว่าน้องสาวจะตอบว่าอย่างไร“ทำสวนผักก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้มีงานอะไรให้ทำ” ดารินตอบอย่างเสียไม่ได้อัสนีตักอาหารให้มิริน มิรินกล่าวขอบคุณก่อนจะตักอาหารให้น้องสาว ดารินกล่าวขอบคุณเช่นกัน ความมีน้ำใจของครอบทำให้ดารินค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวหรือเธอจะคิดไปเองว่าทุกคนไม่รักเธอ ดารินเฝ้าถามตัวเอง เพราะมิรินกับหัทยานั้นดีกับเธอมาก อาจเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน เลยพูดคุยกันเรื่องผู้หญิงได้โดยไม่ต้องเกร็ง“คิดอะไรอยู่” ประโยคเอ่ยถามของพายุทำให้ดารินสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมอง ก่อนที่จะหลบสายตาของเขาเป็นพัลวัน“ไม่ได้คิดอะไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”“จะรีบไปไหนล่ะ” พายุรั้งแขนของดารินเอาไว้ แต่เธอพยายามฝืนเอาไว้อย่างเต็มที่“รินง่วงนอนแล้วค่ะ”“เห็นยืนอยู่ได้ตั้งนาน มาง่วงนอนอะไรตอนเห็นเฮีย” ดารินต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหลบสายตา หัวใจของเธอเต้นแรง มันแรงจนแทบจะโลดอ
“วันนี้เฮียจะให้หนูมิวาดภาพอะไรเหรอคะ” มิรินเอ่ยถามพี่ชายข้างบ้าน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนำสีน้ำกับกระดาษแผ่นใหญ่มาวางตรงหน้าของเธอ“วันนี้เราจะนำใบไม้ ดอกไม้ และกิ่งก้านของต้นไม้มาจุ่มกับสีน้ำแล้วก็มาแปะลงในกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ครับ เดี๋ยวเฮียจะทำให้หนูมิดูนะครับ”อัสนีเด็ดใบไม้จุ่มลงบนสีเขียวของสีน้ำก
“เจ้ามูมู่นี่ก็ตัวใหญ่ยักษ์ ผมเชื่อแล้วเฮีย” พายุเกาหัวไปมา“เชื่ออะไรของแก” โยธินเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถาม“เฮียเอสเลี้ยงสัตว์แต่ละตัวแปลกประหลาดทั้งนั้น หมาบ้าอะไรไม่กี่เดือนตัวโตเท่าลูกควาย” ได้ยินแบบนั้นทำเอาสองหนุ่มถึงกับหัวเราะลั่น มิรินได้ยินพี่ ๆ หัวเราะก็เลยหัวเราะตามไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้คว
เจ้ามูมู่กินอาหารจากชามจนหมดเกลี้ยง อัสนีนำจานไปล้างจนสะอาดแล้วใช้ให้มันคาบจานอาหารไปเก็บเอาไว้ที่เดิม ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าอัสนีพาเจ้ามูมู่มาที่บ้านของทรงสิทธิ์กับมัสลินทุกวัน จึงพาจานอาหารส่วนตัวสำรองมาไว้ให้อีกหนึ่งอันมิรินติดพี่ชายข้างบ้านเป็นอันมาก ไปไหนมาไหนก็ต้องเจอว่ามิรินอยู่กับอัสนีแทบจะตล
“ไข่ หมู” คำตอบสั้น ๆ คือไข่เจียวหมูสับนั่นเอง เขาให้น้องขี่คอพาออกมานั่งดูทีวีกับพายุและเจ้ามูมู่ ก่อนจะเข้าครัวไปทำไข่เจียวหมูสับ ผัดพริกหมู และต้มจืดอีกหนึ่งอย่าง เขาชอบทำอาหารและศึกษาเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ด้วยว่าเข้าครัวช่วยมารดาทำอาหารมาตลอด จึงสามารถทำอาหารได้แทบทุกชนิด“หิวจังเลยเฮีย







