Masukตอนที่ 6: ดอกไม้ปริศนาที่ล็อบบี้หรู
แสงแดดยามบ่ายส่องทะลุกระจกใสบานสูงของล็อบบี้ตึกออโรร่า ทาวเวอร์ สะท้อนกับพื้นหินอ่อนขัดเงาจนเกิดเป็นแสงระยิบระยับ เสียงฝีเท้าของพนักงานและผู้มาติดต่อดังสลับกับเสียงพูดคุยเบา ๆ เป็นจังหวะปกติของตึกระฟ้าใจกลางนครอัศวิน จนกระทั่งร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับออร่าที่ดึงดูดสายตาคนทั้งบริเวณ นที วรเวช พระเอกซีรีส์อันดับหนึ่งของวงการบันเทิงยุคนี้ เดินถือช่อดอกกุหลาบสีขาวขนาดใหญ่ก้าวเข้ามาในโถงกว้าง เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนลุกสบาย ๆ คู่กับกางเกงสแลกสีครีมส่งให้บุคลิกของเขาดูอบอุ่นและเข้าถึงง่าย รอยยิ้มละมุนที่มักจะปรากฏอยู่บนหน้าจอทีวีบ่อย ๆ ตอนนี้กำลังจุดประกายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ขณะที่สายตามุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่เพิ่งเดินออกมาจากลิฟต์โดยสารโซนออฟฟิศ "คุณภีมครับ" เสียงนุ่มทักทายขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปถึง ภีมภัทร วัฒนกุล ชะงักเท้า ดวงตากลมโตหันไปตามเสียงเรียก ใบหน้าหวานที่เพิ่งผ่านการซับหน้าหลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายแบบเซตล่าสุดดูประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครเดินเข้ามาหา "คุณนที? ยังไม่กลับอีกเหรอครับ เห็นพี่มิ้นท์บอกว่าถ่ายพาร์ทของตัวเองเสร็จตั้งแต่เที่ยงแล้ว" ภีมภัทรเอ่ยถามตามมารยาท พลางปรับท่าทางให้ดูเป็นธรรมชาติ "จริง ๆ ก็เสร็จแล้วครับ แต่ผมตั้งใจอยู่รอคุณภีม" นทียิ้มกว้างขึ้น เขายื่นช่อดอกกุหลาบขาวส่งให้คนตรงหน้า "ยินดีด้วยกับงานพรีเซนเตอร์ตัวใหม่นะครับ ผมเห็นป้ายบิลบอร์ดหน้าตึกแล้ว เหมาะกับคุณภีมมากจริง ๆ" ภีมภัทรมองช่อดอกไม้สลับกับใบหน้าของพระเอกหนุ่ม มือเรียวยกขึ้นรับช่อดอกไม้มาถือไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบโชยเข้าจมูก "ขอบคุณครับคุณนที เกรงใจจัง ความจริงไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ครับ" "ไม่ลำบากเลยครับ สำหรับคุณภีม... ผมเต็มใจ" นทีขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว สายตาที่มองมาเปิดเผยความรู้สึกอย่างไม่มีปิดบัง "เย็นนี้พอจะว่างไหมครับ ผมอยากชวนไปทานข้าวฉลองความสำเร็จสักมื้อ" ภีมภัทรเริ่มทำตัวไม่ถูก นิ้วเรียวกระชับกระดาษห่อดอกไม้แน่นขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหวานแอบขึ้นสีระเรื่อด้วยความอึดอัดมากกว่าความเขินอาย เขาหันไปหาที่พึ่งด้านข้างทันที พี่มิ้นท์ ผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากยกมือถือขึ้นมาแอบถ่ายรูปมุมตรงด้วยแววตาเป็นประกาย ปากก็กระซิบกระซาบกับสไตลิสต์ที่เดินตามมา "แกดูสิ เคมีดีมาก! พระเอกเบอร์หนึ่งกับนายแบบแถวหน้า ถ้าคู่นี้คบกันจริง วงการบันเทิงแตกแน่" "นั่นสิพี่มิ้นท์ สายตาคุณนทีคือเชื่อมมาก ละลายไปหมดแล้ว" สไตลิสต์สาวตอบกลับพลางบิดตัวไปมา ภีมภัทรส่งสายตาดุ ๆ ไปให้ผู้จัดการตัวเองหนึ่งที แต่พี่มิ้นท์ทำเป็นมองไม่เห็นและยังคงกดชัตเตอร์รัว ๆ พนักงานต้อนรับตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เริ่มหันมามองและซุบซิบกันอย่างสนุกปาก ข่าวลือเรื่องนทีตามจีบภีมภัทรกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริงในสายตาของทุกคนที่อยู่ตรงนี้ "เอ่อ... คือเย็นนี้ภีมมี..." ภีมภัทรพยายามหาทางปฏิเสธอย่างสุภาพ "ถ้าไม่ว่างวันนี้ วันหลังก็ได้ครับ ผมรอได้เสมอ" นทียังคงรุกคืบด้วยรอยยิ้มสุภาพ ท่าทางที่แสนดีของเขาทำให้ภีมภัทรปฏิเสธยากขึ้นไปอีก บนชั้นสูงสุดของอาคารออโรร่า ทาวเวอร์ บรรยากาศกลับแตกต่างจากความวุ่นวายด้านล่างอย่างสิ้นเชิง ห้องทำงานขนาดใหญ่ของประธานบริหารตกแต่งด้วยโทนสีเข้มหรูหรา เงียบสงบจนได้ยินเสียงปลายปากกาหมึกซึมตวัดลงบนกระดาษเอกสาร คิรากร อัครเดช นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ทำงานตัวใหญ่ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะอ่านรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสะท้อนนัยน์ตาคมกริบที่ดูจริงจังและเด็ดขาด เสียงสัญญาณเตือนจากหน้าประตูประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ ภาคิน เลขาส่วนตัวจะก้าวเข้ามาในห้อง ท่าทางของภาคินดูรีบร้อนกว่าปกติ ในมือถือแท็บเล็ตที่หน้าจอกำลังแสดงหน้าฟีดโซเชียลมีเดียยอดนิยม "ท่านประธานครับ... มีเรื่องด่วนครับ" ภาคินเอ่ยเสียงเครียด พลางยื่นแท็บเล็ตส่งให้เจ้านาย คิรากรไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขาตวัดปากกาเซ็นชื่อตัวสุดท้ายเสร็จจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองเลขาสนิท "เรื่องอะไร วายุเคลื่อนไหวเหรอ?" "ไม่ใช่เรื่องบริษัทคู่แข่งครับ แต่เป็นเรื่อง... คุณภีมภัทร" คำว่า 'ภีมภัทร' ทำให้มือที่กำลังจะปิดปลอกปากกาชะงักลงทันที คิรากรหยิบแท็บเล็ตจากมือภาคินมาดู หน้าจอแสดงภาพถ่ายมุมสูงจากล็อบบี้ชั้นล่างที่เพิ่งถูกอัปโหลดลงบนเพจข่าวบันเทิงชื่อดัง พร้อมพาดหัวข่าวตัวใหญ่: 'ด่วน! นที พระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่ง หอบกุหลาบขาวช่อโตดักจีบนายแบบดาวรุ่ง ภีมภัทร กลางล็อบบี้ออโรร่า ทาวเวอร์ แย้มมีนัดทานข้าวเย็นนี้!' ในภาพเห็นชัดเจนว่าภีมภัทรกำลังกอดช่อดอกไม้ใบโตและยิ้มให้นที แม้จะเป็นมุมกล้องที่ดูเหมือนคนกำลังคุยกันกะหนิกกะหนี้ แต่สำหรับคนที่มองอยู่ตอนนี้ มันกลับดูขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก ปัง! คิรากรปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าเสียงดังจนภาคินสะดุ้งเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาแวบหนึ่งด้วยความดุดัน ก่อนจะปรับให้กลับมานิ่งสนิทตามเดิม ลำคอแกร่งขยับกลืนน้ำลายสกัดกั้นอารมณ์บางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ช่อกุหลาบขาวงั้นเหรอ? ยิ้มให้คนอื่นแบบนั้นงั้นเหรอ? คิรากรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเชิ้ตสีเข้มและเสื้อสูทตัวนอกให้เข้าที่ ท่าทางนิ่งสงบแต่แผ่รังสีความกดดันออกมาจนอุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดฮวบลง "ภาคิน... บ่ายนี้ฉันไม่มีประชุมใช่ไหม" เสียงเรียบต่ำเอ่ยถาม ภาคินรีบเปิดดูตารางงานในมือถืออีกเครื่องทันที "เอ่อ... ไม่มีครับท่านประธาน ช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็นว่างครับ" "ดี... ลงไปข้างล่างหน่อย" คิรากรพูดจบก็เดินนำออกจากห้องทำงานทันที โดยไม่รอให้เลขาส่วนตัวเดินตาม ภาคินมองตามแผ่นหลังกว้างของเจ้านายแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจยาว รู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะพัดลงไปที่ล็อบบี้ชั้นล่างในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกที่ชั้นล่างสุด ร่างสูงใหญ่ของคิรากรก้าวออกมาด้วยท่วงท่าทรงอำนาจและเยือกเย็น สายตาคมกริบกวาดมองตรงไปยังกลุ่มคนที่ยืนมุงกันอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูทางออก เสียงคุยจ๊อกแจ๊กจอแจดับวูบลงทันทีเมื่อพนักงานสังเกตเห็นการปรากฏตัวของประธานสูงสุด พนักงานต้อนรับต่างพากันก้มหัวทำความเคารพอย่างลนลาน พี่มิ้นท์ที่กำลังกดถ่ายรูปอยู่ถึงกับรีบลดมือถือลงต่ำแล้วขยับไปยืนข้างหลังสไตลิสต์ทันที นทีและภีมภัทรหันไปมองตามบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ภีมภัทรเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าร่างสูงที่กำลังเดินตรงเข้ามาคือใคร คิรากรไม่แม้แต่จะปรายตามองนทีที่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาก้าวผ่านพระเอกหนุ่มไปราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่ข้างกายภีมภัทร ระยะห่างที่ใกล้ชิดเกินกว่าคนร่วมงานปกติทำให้ภีมภัทรสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของคิรากรและกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาหนาแน่น "คุณภีมภัทร" คิรากรเอ่ยเสียงดุหน้านิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าหวานโดยไม่ละสายตา "คครับ... คุณคิรากร?" ภีมภัทรขานรับด้วยความมึนงง "อีกสิบนาทีคุณมีประชุมด่วนเรื่องไลน์สินค้าใหม่กับฉัน... ขึ้นไปข้างบน" คำสั่งเฉียบขาดหลุดออกมาจากปากหนา โดยไม่มีการเกริ่นนำใด ๆ ภีมภัทรหน้าเหวอไปทันที คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสับสน "เอ๋? แต่ตารางงานของภีมวันนี้หมดแล้วนี่ครับ พี่มิ้นท์บอกว่า..." "ฉันบอกว่ามี ก็คือมี" คิรากรตัดบทเสียงเรียบ นัยน์ตาคมปรายมองช่อดอกกุหลาบขาวในอ้อมแขนของภีมภัทรแวบหนึ่ง ก่อนจะมองเลยไปยังนทีที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม สายตาทั้งสองคู่ประสานกันกลางอากาศ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความตึงเครียดที่ไม่มีใครยอมใคร นทีมองประธานหนุ่มด้วยความสงสัยและไม่พอใจลึก ๆ แต่ด้วยมารยาทในสังคมจึงทำได้เพียงยิ้มบาง ๆ "สวัสดีครับท่านประธาน พอดีผมกำลังชวนคุณภีมไปทานข้าว..." "คงไม่ได้ครับคุณนที" คิรากรตอบกลับเสียงเย็นชา "เวลางานของบุคลากรในออโรร่า มีค่าเกินกว่าจะเอาไปเสียกับเรื่องส่วนตัว" คำพูดตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยทำให้นทีหน้าชาไปเล็กน้อย ภีมภัทรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงแขนเสื้อคิรากรเบา ๆ เพื่อเตือนสติ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยับเขยื้อน แถมยังส่งสายตาดุ ๆ กลับมาปรามจนคนตัวเล็กต้องยอมปล่อยมือ "ภาคิน เอาดอกไม้ช่อนี้ไปเก็บ" คิรากรสั่งโดยไม่หันไปมองเลขา "ครับ?" ภาคินที่เดินตามหลังมาทำหน้าเลิ่กลั่ก แต่ก็ต้องรีบก้าวเข้ามาประคองช่อดอกไม้ต่อจากมือภีมภัทรอย่างช่วยไม่ได้ "ตามฉันขึ้นไป" คิรากรทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินนำกลับไปทางลิฟต์ผู้บริหารทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันน่าอึดอัดใจกลางล็อบบี้ ภีมภัทรหันไปโค้งหัวให้นทีน้อย ๆ เป็นเชิงขอโทษ "ขอตัวก่อนนะครับคุณนที ขอโทษด้วยครับ" จากนั้นก็รีบสาวเท้าเดินตามแรงกดดันของร่างสูงไปติด ๆ นทีได้แต่มองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความเคลือบแคลงใจ สายตาของท่านประธานคิรากรเมื่อครู่... มันไม่ใช่สายตาของเจ้านายที่มองลูกน้องธรรมดา ๆ แน่ ๆ ขณะเดียวกัน ภาคินที่เดินรั้งท้ายสุดกุมขมับตัวเองแน่น มือหนึ่งโอบช่อดอกไม้ขาวโต อีกมือหนึ่งกดเช็กตารางงานบนแท็บเล็ตที่หน้าจอว่างเปล่าสนิทสำหรับช่วงบ่ายนี้ พลางคิดในใจด้วยความเหนื่อยหน่าย... ประชุมด่วนอะไรกันครับท่านประธาน! ไลน์สินค้าใหม่เพิ่งประชุมสรุปไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะคร้าบ!ตอนที่ 16: ความเย็นชาที่หวนคืนและเงาของไทเกอร์แสงแดดจัดจ้าช่วงสายของนครอัศวินสะท้อนผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์ของห้องประชุม Diamond Hall บนชั้นสูงสุดของออโรร่า ทาวเวอร์ แต่ความอบอุ่นภายนอกกลับส่งไปไม่ถึงบรรยากาศภายในห้องประชุมบอร์ดบริหารที่เย็นเยียบจนเกือบเป็นติดลบเสียงเครื่องปรับอากาศครางแผ่วเบา สลับกับเสียงพลิกหน้ากระดาษรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ที่หัวโต๊ะตัวยาว คิรากร อัครเดช นั่งตัวตรงในชุดสูทสีกรมท่าเนี๊ยบกริบ กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกติดคอขวาอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักไร้ความรู้สึก นัยน์ตาเรียวดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเอกสารตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบจนน่ากลัวหลังจากค่ำคืนที่พายุอารมณ์พัดกระหน่ำจนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคู่หมั้นหนุ่มสั่นคลอน คิรากรในวันนี้เลือกที่จะหยิบหน้ากาก ‘ท่านประธานผู้ไร้ใจ’ กลับมาสวมอีกครั้ง และดูเหมือนมันจะหนาและเย็นชามากกว่าเดิมหลายเท่า"โปรเจกต์หน้ากากผ้าไหมไทยที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Aurora Models กับแบรนด์ของฝรั่งเศส..."เสียงนุ่มทว่านิ่งสนิทของ ภีมภัทร วัฒนกุล ดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างโปร่งบางในชุดลำลองกึ่งทางการทว่าดูดีสมตำแหน่งนายแบบแถวหน้
ตอนที่ 15: คอนทราสต์ที่กรีดลึก และคำพูดทำร้ายใจกลิ่นอายถ่านไม้และซอสสูตรพิเศษยามย่างเนื้อโชยุโชยผ่านม่านไม้ไผ่ที่กั้นแบ่งความเป็นส่วนตัว ภายในห้องอาหารญี่ปุ่น ฮานารุ ตกแต่งด้วยความเรียบง่ายตามแบบฉบับเกียวโตดั้งเดิม เสียงน้ำไหลเอื่อยจากกระบอกไม้ไผ่ด้านนอกสวนหินจำลองช่วยขับกล่อมบรรยากาศที่ควรจะรื่นรมย์ ทว่าความเงียบที่ปกคลุมโต๊ะไม้ฮิโนกิตัวยาวกลับหนาทึบเสียจนเสียงตะเกียบกระทบจานกระเบื้องเคลือบฟังดูบาดหูคิรากรเหลือบตาขึ้นมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ภีมภัทรในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนนั่งหลังตรง แผ่นหลังที่เคยโอนอ่อนผ่อนคลายยามอยู่ด้วยกันสองคนในบางเวลา บัดนี้กลับเหยียดตรงและนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก ใบหน้าหวานที่มักจะแต้มรอยยิ้มบางเบาบัดนี้เรียบเฉย ดวงตาคู่สวยทอดมองเพียงจานอาหารตรงหน้า ไม่แม้แต่จะเงยขึ้นสบตาเขาตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในห้องนี้"ปลาหิมะย่างซีอิ๊วร้านนี้ใช้นำเข้าจากฮอกไกโด... นายชอบไม่ใช่เหรอ"คิรากรทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มต่ำและอ่อนลง มือหนาเอื้อมหยิบตะเกียบกลาง คีบเนื้อปลาสีขาวนวลที่ชุ่มด้วยซอสหวานฉ่ำวางลงบนถ้วยข้าวของอีกฝ่ายอย่างเบามือ มันเป็นการกระทำที
ตอนที่ 14: รุ่งอรุณแห่งความลับและรอยแผลแสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อดีของเพนต์เฮาส์หรูบนยอดตึก Aurora Sky Residence กระทบลงบนเตียงกว้าง กลิ่นอายของค่ำคืนที่เพิ่งผ่านพ้นยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้คนที่กำลังขยับตัวตื่นรู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย"อึก..."ภีมภัทรขยับเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาคือความระบมที่แล่นริ้วไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย โดยเฉพาะช่วงเอวและสะโพกที่ขยับเพียงนิดก็เจ็บแปลบจนต้องนิ่วหน้า ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า มือเรียวเอื้อมไปคว้าผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาปิดเปลือยไหล่ที่เต็มไปด้วยรอยรักสีเข้มเขากลั้นหายใจพลางหันไปมองคนที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างกายคิรากรยังคงอยู่ในห้วงนิทรา ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยและดุดันอยู่เสมอนั้นดูผ่อนคลายลงมาก เส้นผมสีเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แผงอกกว้างที่โผล่พ้นผ้าห่มมีรอยข่วนจาง ๆ จากฝีมือของภีมภัทรเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาภาพเหตุการณ์ทุกอย่างไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเหมือนม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ เสียงลมหายใจที่กระชั้นชิด สัมผัสที่ร้อนแรงจนแทบหลอมละลาย แล
ตอนที่ 13: ค่ำคืนที่พายุคลั่งเสียงฟ้าร้องครืนครั่นแว่วดังมาจากภายนอกกระจกหน้าต่างบานยักษ์ของ ออโรร่า สกาย เรสซิเดนซ์ หยาดฝนเม็ดโตเริ่มซัดสาดกระทบกระจกหนาจนเกิดเป็นเสียงเปาะแปะไม่ขาดสาย ลมพายุภายนอกบ้าคลั่งไม่ต่างจากกระแสความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นภายในเพนต์เฮาส์หรูแห่งนี้ตลอดหลายวันทีผ่านมาเวลาล่วงเลยจนถึงตีสองห้าสิบนาทีบนเตียงกว้างในห้องนอนฝั่งตะวันออก ภีมภัทร วัฒนกุล พลิกตัวกลับไปกลับมา ดวงตากลมโตคู่สวยทอดมองเพดานมืดสลัวด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เสื้อนอนผ้าซาตินสีขาวบางเบาขยับไหวตามจังหวะการหายใจที่ไม่เป็นสุข ภาพสายตาเย็นชาทว่าแฝงไปด้วยความเดือดดาลของ คิรากร อัครเดช ในช่วงกลางวันที่บริษัททำเอาเขาไม่สามารถข่มตาหลับได้ลง‘ความเข้าใจผิดเรื่องนที... มันกำลังจะทำให้ทุกอย่างพัง’ ภีมภัทรคิดในใจพลางถอนหายใจยาว ความตึงเครียดในเวลางานและสถานะคู่หมั้นที่ก้ำกึ่งทำให้เขาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวเข้ามาทำลายความมืออาชีพในการทำงานร่วมกันในฐานะนายแบบและประธานบริหารภีมภัทรตลบผ้าห่มออก ทิ้งเรียวขาลงข้างเตียง สัมผัสความเย็นของพื้นหินอ่อนช่วยดึงสติให้เขาก้าวเดินออกไปจากห้อง เป้า
ตอนที่ 12: กลิ่นน้ำหอมที่แปลกไปแสงแดดยามบ่ายทอดผ่านหลังคากระจกโค้งมนของเรือนกระจกประจำคฤหาสน์อัครเดช ไอร้อนจากภายนอกถูกกักขังไว้ด้วยระบบปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ ทว่าบรรยากาศภายในกลับไม่ได้เย็นสบายตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาเอิร์ลเกรย์และขนมพาสทรีอบใหม่โชยอบอวล แต่มันไม่อาจลบเลือนความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ระหว่างโต๊ะน้ำชาตัวยาวคุณหญิงวารุณีนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มละไมตามแบบฉบับผู้ดีเก่า ถ้วยชาเนื้อกระเบื้องเคลือบในมือถูกยกขึ้นจิบด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาฝ้าฟางทว่าเฉียบคมกวาดมองแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเล็ก ๆ ในวันนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลอัครเดชมาอย่างยาวนาน"ชาดีไหมคะคุณพีรดนย์?" คุณหญิงวารุณีเอ่ยทักทายชายหนุ่มรุ่นลูกที่นั่งอยู่ถัดไปไม่ไกล"รสชาติดีมากครับคุณหญิง สมกับเป็นชาตระกูลอัครเดช" พีรดนย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มของเขาดูไร้พิษสง ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังร่างโปร่งที่นั่งอยู่เยื้อง ๆ กันภีมภัทรในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวนวลเนื้อดีนั่งตัวตรง แผ่นหลังบางแนบไปกับพนักเก้าอี้หวายถ
ตอนที่ 11: คำท้าทายของมหาเศรษฐีผนังกระจกใสบานสูงจากพื้นจรดเพดานของห้องสกาย เลานจ์ บนชั้น 82 ของออโรร่า ทาวเวอร์ เปิดรับทัศนียภาพอันกว้างไกลของนครอัศวิน ยามบ่ายแก่เช่นนี้ แสงอาทิตย์เริ่มทอดเงายาวผ่านหมู่ตึกระฟ้า ทอประกายสะท้อนกับแม่น้ำสายหลักที่ตัดผ่านใจกลางเมือง เสียงเพลงแจ๊สท่วงทำนองแผ่วเบาที่เปิดคลอไว้ในบรรยากาศแทบจะถูกกลืนหายไปกับความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพื้นที่รับรองวีไอพีระดับสูงสุดแห่งนี้บนโซฟาหนังแท้สั่งทำพิเศษ คิรากร อัครเดช นั่งเอนหลังด้วยท่าทางสุขุมตามแบบฉบับผู้กุมบังเหียนสูงสุดของ ออโรร่า มีเดีย กรุ๊ป เสื้อสูทสีกรมท่าเนื้อดีถูกปลดกระดุมหน้าออกเพื่อไม่ให้ดูเป็นทางการจนเกินไป ทว่าความสง่างามอันเฉียบคมที่แผ่ออกมากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย ถัดจากเขาคือ ภาคิน เลขาคนสนิทที่นั่งตัวตรงพร้อมแท็บเล็ตในมือ คอยสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบฝั่งตรงข้ามของโต๊ะกระจกนิรมิต คือการปรากฏตัวของ พีรดนย์ มหาเศรษฐีหนุ่มเนื้อหอมผู้เป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นหรูระดับสากลที่กำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชียอย่างดุดัน ชายหนุ่มแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสั่งตัดพิเศษ ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นสร้อยคอทองคำขาวด







