LOGINภูพิงค์แปลกใจเล็กน้อย ที่วันนี้เธอกลับมาที่บ้านนางวรรณาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับข้าวปลาอาหาร
ราดหน้าของโปรดเธอ วางอยู่บนเสื่อที่ใช้ปูรับประทานอาหาร นางวรรณาเองก็มีจานของตัวเอง และเอ่ยชวนให้หลานสาวลองกิน
“อร่อยนะ ร้านยายโสน่ะ”
“วันนี้ทำไมป้าใจดี”
ภูพิงค์เอ่ยลอยๆ นางวรรณาค้อนน้อยๆ แล้วรินน้ำโค้กให้กับภูพิงค์ก่อนจะส่งแก้วให้กับหลานสาว
“เอ้า...ทำไมล่ะ คนอย่างกูก็มีหัวใจ”
“หนูไม่มีเงินให้ยืมแล้วนะ”
ภูพิงค์ว่า คนเคยโดนจนระแวง พอป้ามาทำเป็นดีด้วย ภูพิงค์ก็ระแวงไปก่อนว่านางวรรณาอาจจะหวังผลอะไรบางอย่างจากเธอ
“กูก็ไม่ได้อยากได้เงินจากมึงแล้ว อีใหม่ จะหางานให้มึงทำด้วย มึงจำที่กูบอกได้หรือเปล่า? เรื่องที่จะให้ทำงานพิเศษ”
ภูพิงค์เม้มปากน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้า จริงๆ แล้วตอนแรกที่ป้าบอกเธอก็ดีใจอยู่หรอกว่าจะได้เงินพิเศษ แต่พอมาคิดดูดีๆ งานจากป้าวรรณาดูท่าจะไม่ใช่งานอะไรดีๆ เท่าไหร่ ทำงานในบ่อนเสือสิงห์มากมาย เธอกลัว...ว่าให้เงินขนาดนั้น สามพันต่อวัน มันจะไม่ใช่แค่เสิร์ฟอย่างเดียว มันจะแถมอย่างอื่นด้วย
กันตัวเองไว้ก่อนว่าอย่าไปยุ่งกับวงการนี้เลย อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ครูที่โรงเรียนชวนเธอทำขนมขายเสาร์อาทิตย์ เธอตั้งใจจะไปทำแบบนั้นดีกว่า พอจะมีเงินเก็บนิดๆ หน่อยๆ ที่ซุกแอบป้าวรรณาไว้ เธอจะเอาไปลงทุน
“อืม จำได้ หนูว่าหนูจะไม่ทำ”
นางวรรณามองภูพิงค์ตาขวาง แต่แล้วก็ยิ้มพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อน
“ไม่ใช่ เป็นงานเลี้ยงของเจ้านายกู ไม่ได้ให้ไปเสิร์ฟในบ่อน แค่เสิร์ฟ ไม่ได้ให้ไปชงเหล้าชงเบียร์อะไร มึงจะทำไหมล่ะ ไอ้เมฆมันทำงานที่บ้านใหญ่ เค้าจะจัดงานเลี้ยงกัน คนไม่พอ ก็เลยมาให้กูถามมึงนี่แหละ ให้คืนล่ะพัน”
“อ๋อ...งั้นก็ได้จ้ะ”
ภูพิงค์ยิ้มให้กับป้า แล้วกินต่ออย่างสบายใจขึ้นมานิดหน่อย ที่นางวรรณาไม่ได้ให้ไปทำงานอะไรที่ไม่ดี
ตาของนางวรรณามองตอนที่ภูพิงค์กินราดหน้าจานนั้นด้วยสายตาหมายมาด สักพักหนึ่งเมฆก็เข้ามาก่อนที่เธอจะทันกินเสร็จ
“อ้าวมาแล้วเหรอ”
เมฆขยิบตาใส่นางวรรณาก่อนจะเอ่ยกับภูพิงค์ที่ยกน้ำขึ้นดื่มและรวบช้อน
“ไปกันหรือยังใหม่”
“เอ่อ ขอฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้ไหม”
“ไม่ต้องหรอกไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้าที่โน่นเอา ต้องใส่ชุดเครื่องแบบน่ะคืนนี้”
“กูไปด้วยนะ จะได้ไปดูว่าไอ้ใหม่มันทำงานตรงไหนเผื่อจะได้รับมันตอนขากลับ เผื่อมึงมัวแต่ทำงานมาส่งไม่ได้”
นางวรรณาว่า ยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับภูพิงค์ว่าคงไม่มีอะไร
เธอขอตัวเพียงแค่ไปล้างหน้า แปรงฟัน ระหว่างนั้นรู้สึกง่วงๆ มึนๆ แต่ก็ฝืนตาไว้ ตั้งใจจะงีบในรถสักพัก คงจะตื่นมาทำงานไหว
เมื่อเธอขึ้นไปบนรถตู้คันหรูนั่นได้แล้ว โดยมีนางวรรณานั่งประกบข้าง เธอก็หลับไปในทันที
....................................................................................................................................................
วันนี้ที่คฤหาสน์ของพิทักษ์ราชสีห์ ได้รับการมาเยือนจากประมุขของบ้าน หลังจากที่ห่างหายไปนาน ปราชญ์ตรงเข้าไปทักทายลูกสาว ที่วิ่งมากอดเขา แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส
“พ่อ พ่อขา พ่อมาแล้ว”
“ไปเที่ยวกับอาปืนเมื่อไหร่? เห็นอาปืนบอกว่าจะพาเราไปเที่ยวทะเลกับน้อง”
“ไปตอนเย็นน่ะค่ะ”
หน้าตาของเด็กหญิงดูดีใจมาก ที่ได้พบบิดา ปราชญ์กอดคอกับลูก ตาเหลือบมองดูหนังสือที่ลูกสาวหนีบมาด้วย แล้วเอ่ยชวนคุย เพราะนึกถึงเรื่องที่จิราบอกกล่าวมา เขาอยากจะดูว่ามณทิรายังคงอ่านหนังสือพวกนั้นอยู่ไหม
“อ่านหนังสืออะไร ขอพ่อดูหน่อยสิ”
มณทิราเม้มปากเล็กน้อย แกกอดหนังสือเล่มนั้นไว้ แล้วสั่นหน้า...อาจ๋าขอบอกให้เธอเอาหนังสือไปบริจาคให้คนอื่น บอกกล่อมว่าเนื้อหาไม่เหมาะกับวัยของเธอ...หมอเองก็แนะนำหนังสือแบบอื่นให้เธอลองอ่าน
ทำไมล่ะเธอชอบมันนี่นา ชอบที่จะได้จินตนาการตามนักเขียน เธอไปลงมือทำมันที่ไหนกัน ทำไมทุกคนชอบแกล้งเธอกับสิ่งที่เธอชอบกันนะ แม่ตายไปแล้วไม่มีคนแกล้งเธอแล้ว เธอก็ยังไม่มีอิสระอยู่ดี แม้กระทั่งอาจ๋ากับอาปืนก็แกล้งเธอด้วยการมีน้อง...แล้วไม่สนใจเธอ
“ไม่...”
เธอวิ่งหนีบิดาไปเลยตอนนี้ ปราชญ์ตกใจเล็กน้อย แล้วเขาก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ นึกถึงเรื่องที่จิราเล่าให้ฟัง ถึงอาการต่อต้านของมณทิรา ก็ยิ่งหน่วงอก คนเป็นพ่อรู้ว่าลูกป่วยไข้แบบนี้ก็ต้องให้กลุ้มใจเป็นธรรมดา ยิ่งโรคทางใจแนวโน้มไปในทางแย่ เขาก็ยิ่งห่วง
“พี่ปราชญ์ มาเมื่อไหร่ครับนี่”
เสียงของปราณปรัชญ์เอ่ยทักทาย เขาเดินเข้ามาในห้องทำงานที่ตอนนี้ปราชญ์กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมามองน้องชาย ก่อนจะยิ้มนิดๆ ให้
“มาตั้งแต่เช้าแล้ว ออกไปไหนกันมา...พี่มาเห็นแต่ยัยตัวยุ่ง”
เขาหมายถึงมณทิรา ที่จนตอนนี้เกือบสามชั่วโมงแล้วแกยังไม่ยอมออกมาหาเขา เขาไปเคาะห้องเอ่ยง้อ ลูกสาวก็ไม่ยอมออกมา จึงถอดใจและมานั่งตรวจเอกสารรอให้แกอารมณ์ดีแล้วลงมาเอง
“พายัยหนูไปหาหมอน่ะครับ”
คำเอ่ยถึงหลานเรียกรอยยิ้มได้จากปราชญ์ เขาปิดแฟ้มแล้วลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“พาพี่ไปหาหลานลุงหน่อยสิ”
“ไปสิครับ”
ปราณปรัชญ์พาพี่ชายไปที่ห้องเด็ก ที่ตอนนี้จิรากำลังพาลูกสาวตัวน้อยนอน หลังจากที่ไปฉีดวัคซีนมาตามอายุของแก ข้างจิรามีมณทิรานั่งอยู่ด้วย เธอมองเขาด้วยสายตาจับจ้อง ปราชญ์นั้นนึกถึงคำของจิรา ที่ว่าลูกสาวมีอาการแบบใดตอนที่เห็นจิราและปราณปรัชญ์แสดงต่อเด็กทารก เลยระมัดระวัง ไม่ให้ออกอาการเอ็นดูหลานสาวมากมายอะไร ทั้งที่อยากจะจับมาหอมฟอดๆ แล้วแทบขาดใจ แกน่ารักน่าเอ็นดู นอนในชุดสีชมพูน่ารัก ทำตาโตแป๋วมองเขาอยู่
“ตาเหมือนจ๋า หน้าตาน่ารัก”
เขาว่าเมื่อมองพินิจหน้าหลาน ใช้นิ้วแตะที่แก้มยุ้ยเป็นพวงนั่น จิรายิ้มรับคำพูดของเขา แล้วหันไปคุยกับมณทิรา ที่ยังคงมองพ่อของตนอยู่
“เก็บของหรือยังจ๊ะ หนูมิ้น”
“เก็บแล้วค่ะ เอ่อ น้องจะไปกับเราด้วยเหรอคะ อาจ๋า”
“ไปสิจ๊ะ ก็น้องยังกินนมอาจ๋าอยู่ อาจ๋าเป็นเหมือนเครื่องผลิตอาหารของน้อง”
จิราตอบหลานสาว น้ำเสียงของเจ้าหล่อนฟังอ่อนโยนมาก
“งั้นไม่ต้องไปก็ได้นะคะ ดูแล้วคงจะลำบาก”
มณทิราว่า ปราชญ์มองสบตากับน้องชายในทันที เมื่อเห็นกิริยานั้นของลูกสาว
“ไปสิ อาสัญญากันไว้กับมิ้นแล้วนี่ครับ”
ประโยคนี้เป็นของปราณปรัชญ์ มณทิรายิ้มออกมานิดหน่อย แกมองจ้องน้องที่นอนบนเตียง กำลังมองคนนั้นคนนี้อยู่อย่างสนใจ
“ไปแล้วจะสนุกไหมคะ มีภาระไปด้วยแบบนี้”
คำพูดของมณทิราฟังแล้วไม่น่ารักสักนิด แต่จิราก็พูดกับหลานสาวอย่างใจเย็น
“สนุกสิจ๊ะ อาปราชญ์จะเล่นน้ำกับหนูทั้งวันแน่นอนล่ะ”
“อาจะพาไปหัดขี่เจ็ทสกี เล่นบานาน่าโบ๊ทด้วย”
“ก็ดีค่ะ”
พูดเสร็จก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้อง ปราชญ์มองตามลูกสาวรอจนแกคล้อยหลังไปแล้ว ก็ขออุ้มสมาชิกใหม่ของพิทักษ์ราชสีห์ ก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ นั่น หลานสาวตัวน้อยหัวเราะคิกคัก ก่อนที่เขาจะส่งแกคืนให้กับจิรา ที่มองอาการอ่อนโยนของเขาด้วยสายตาตื้นตันปราชญ์นั้นเคยมีเรื่องมีราวกับจิรา เขาเคยกล่าวหาว่าเธอเป็นตัวกาลกินีของพิทักษ์ราชสีห์ กว่าจะเปิดใจยอมรับเธอก็ต้องผ่านพ้นอะไรมามากเหลือเกิน ยามเขาแสดงอาการอ่อนโยนหรือยอมรับต่อเธอ มันทำให้จิราดีใจและปลื้มมากเหลือเกิน
“ขอโทษที่ยัยหนูมิ้นไม่น่ารักเลย”
เขาเอ่ยขึ้น ปราณปรัชญ์ถอนใจน้อยๆ เขาโอบไหล่พี่ชาย สายตาของปราชญ์มีประกายบางอย่าง ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ประมุขของพิทักษ์ราชสีห์ไม่ควรจะอ่อนแอ
“หลานป่วยน่ะครับ พวกเราก็พยายามกันมาก ทำตามที่หมอแนะนำ ให้ความรัก ความเข้าใจกับแก”
“ไว้พี่จะพาลูกไปอยู่ด้วยทางโน้น...พี่นึกห่วงเจ้าตัวเล็กมัน ใจคนน่ะบางทีก็น่ากลัว”
เขาว่า...ยอมรับความเป็นจริงอย่างไม่โกรธเคือง ไม่ใช่พวกลูกฉันเป็นคนดี สายตาของยัยหนูมิ้นยามมองเจ้าตัวเล็ก ก็น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ แม้แกจะมีอายุแค่เพียงแปดขวบก็ตามที แต่สายตานั้นดูเกินวัยมาก
เขามองหลานตัวน้อยอีกหน แกยิ้มหวานส่งให้ ลุงปราชญ์ก็ยิ้มตอบ อยากจะจับฟัดแรงๆ ก็เกรงว่าลูกจะเปิดประตูพรวดพราดแล้วมาเห็น เดี๋ยวจะคิดน้อยใจไปว่าพ่อรักน้องมากกว่าตนเข้าไปอีก เขาใช้นิ้วแตะแก้มหลานเบาๆ ฝากฝังให้ดูแลมณทิรา เขาอาจจะตามไปด้วยถ้างานเสร็จ
ก่อนจะเดินทางมณทิราวิ่งมากอดเขา เขาหอมแก้มลูก บอกให้เที่ยวให้สนุก แกยิ้มกว้างขณะที่รับเงินจากเขาที่เขาล้วงจากกระเป๋าเงินส่งให้
“เอาไว้ไปซื้อขนม”
“พ่อจะพาหนูไปเรียนที่โน่นใช่ไหมคะ อาจ๋าบอกว่าพ่อจะให้หนูไปอยู่กับพ่อ หนูดีใจจัง”
“จ้ะ ทำตัวเป็นเด็กดี รักน้องมากๆ พ่อจะพาไป ขอให้พ่อหาที่เรียนให้หนูเรียบร้อยก่อน แล้วจะพาย้ายไป”
“โอ...หนูดีใจมากจริงๆ”
“พ่อรักหนูนะครับ หนูมิ้น”
เขาย้ำคำนี้ ปราชญ์ได้รับคำแนะนำมาว่า ให้พูดกับลูกแสดงกับลูกบ่อยๆ ว่ารัก มณทิราขาดสิ่งนี้มาก
“แล้วพ่อรักน้องไหม?”
แกแอบกระซิบถาม ปราชญ์หัวเราะเบาๆ แล้วยิ้มให้กับลูก เขาลูบหัวของลูกสาวแล้วเอ่ยตอบ
“รักสิ พ่อรักน้องเพราะน้องเป็นหลาน แต่รักหนูมากที่สุดเพราะหนูเป็นลูก”
“แล้ว...อาจ๋ากับอาปืน จะรักหนูที่สุดเพราะหนูเป็นหลานได้ไหม?”
คำถามนั้นทำให้เขาสะอึกเล็กน้อย เด็กเอ๋ย...
“อาจ๋ากับอาปืนก็รักหนูมาก และจะยิ่งรักมาก ถ้าหนูทำดีกับน้องและรักน้อง น้องไม่ได้มาเพื่อแย่งความรักจากหนู น้องมาเพื่อให้หนูมีคนที่รักเพิ่ม”
มณทิราเม้มปากเล็กน้อย แล้วก็หอมแก้มเขา ก่อนจะโบกมือบ้ายบายให้เขา และขึ้นรถตู้ไปหาทุกคนที่กำลังรออยู่
ปราชญ์มองตามหลังรถจนลับตา รู้สึกหน่วงในอกไม่หาย กับสายตาของลูกสาวเมื่อเขาพูดแบบนั้น เขาหวังว่าแกจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด จิราพูดถูกจริงๆ นั่นแหละ ว่าเขาควรจะพาลูกไปอยู่ด้วยในระยะนี้
เขากลับเข้าไปในบ้าน อาบน้ำ แต่งตัวเพื่อเตรียมไปร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
สองเดือนผ่านไป...มณทิราเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่ใกล้บ้าน ปราชญ์อยู่ที่บ้าน ทำงานที่บ้านมากกว่าที่จะไปที่เรือสำราญ หรือไปที่บ้านไม้สักของเขาที่อยู่บนดอย...แผนเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด เมื่อมีภูพิงค์และมณทิรามาอยู่ด้วยเด็กหญิงพอจะเข้ากับคนอื่นได้แล้ว มีเพื่อนบ้าง ร่าเริงสดใส สมวัยมากขึ้น กิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานตอนนี้ คือขลุกกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด เจ้าสโนว์ไวท์ นกค็อกคาเทลและทำอาหาร เมนูที่ยัยหนูทำบ่อยที่สุดตอนนี้คือผัดมาม่า และแน่นอนว่าทุกคนในบ้าน รวมถึงบอดี้การ์ดก็รับประทานอาหารชนิดนี้กันทุกวัน...จนกว่าแกจะเบื่อและอยากทำอย่างอื่นต่อ สถานการณ์ที่เรือสำราญ พ่อเลี้ยงอิทธิเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว...หลังจากประกาศข่าวดีเรื่องยลดาอุ้มท้องทายาทของเขาและเขาจดทะเบียนสมรสกับหล่อนเพื่อให้เป็นของขวัญเพียงแค่สามวัน...แม้จะน่าเคลือบแคลงบ้างแต่หลานคนสนิทของเขา จักรพงศ์ก็ปล่อยผ่านเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องโรคภัย ตัวลูกสาวคนเดียวอย่างเอมมิกาก็ไม่ได้มีข้อข้องใจอะไร เธอบินกลับมารับมรดกส่วนของตนเองแล้วก็กลับไป โล่งใจด้วยซ้ำที่เป็นไท ไม่ต้องมีพ่อคอยบังคับ เธอไม่ค่อยสนิทกับพ่อเท่าไหร่อยู
เขาอุ้มพาภูพิงค์ขึ้นมาบนห้อง แผนของเขาเย็นนี้ต้องเคลื่อนไปจากที่ตั้งใจเพราะไอ้พวกนั้นแท้เชียว เขาโทรสั่งให้ลูกน้องตามพวกมันไปห่างๆ “จัดการซะ”“ครับนาย” ทางนั้นรับคำ ต่อไปนี้เขาจะเชื่อวิชาติ และต้องมีการ์ดคอยตามห่างๆ เขาไม่อยากพาเธอไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้อีกแล้วจะเปลี่ยนอาชีพก็เปลี่ยนได้แหละ แต่เปลี่ยนวีรกรรมที่เคยทำมาน่าจะเปลี่ยนยาก เขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนเจ้ากรรมเก่าที่ยังไม่ตายเช็กบิลเอาตอนไหน คิดอย่างเยาะหยันชะตาที่เกิดมาเป็นราชสีห์ ภูพิงค์ยังคงนั่งเหม่ออยู่บนเตียง วันนี้เหตุการณ์พันกว่าเรื่องจริงๆ ตั้งแต่ประหลาดใจ มีความสุข ปลื้มกับสิ่งที่เขาทำให้ จบท้ายด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญ และด้านมืดของปราชญ์ที่เธอคาดไม่ถึง...เขาน่ากลัว น่าเกรงขามมากจริงๆ “หิวไหม?”เสียงนุ่มถาม ภูพิงค์หันมาแล้วส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่น่าจะกินลงค่ะ”“ยังกลัวอยู่ไหม?” เขาเอื้อมมือไปแตะใบหน้าเล็กนั่น ภูพิงค์ถอนใจพลางพยักหน้า“ค่ะ...นิดหน่อย”“พวกมันกล้าทำให้ภูพิงค์ของฉันกลัว มันทำให้วันดีๆ ของเรากลายเป็นวันแย่ๆ มันต้องไม่ตายดี”“คะ คุณจะทำอะไรพวกเขาหรือคะ เอ่อ เขาก็พาเรามาส่งแล้ว...ไม่ได้ทำร้ายพวกเรา
พวกมันพาปราชญ์มาถึงบ้านของพวกเขาหลังจากนั้นอีกสองชั่วโมง...การ์ดของปราชญ์ถึงกับกรูเข้ามา เมื่อเห็นเจ้านายลงจากรถแปลกปลอม จ่าดำมือสั่นแล้วเอาปืนจ่อปราชญ์ที่ยังคงโอบภูพิงค์ไว้กับอก“มึงอย่าตุกติก”“เอาปืนออกไปจากหัวของกู กูไม่ชอบ”เขาปัดปากกระบอกปืนอย่างไม่ไยดี ไม่กลัวด้วยว่าจ่าดำจะทำปืนลั่นใส่ คนอะไรใจเป็นอย่างนี้กันนะ“เอาเลขบัญชีมา” เขายืนเผชิญหน้ากับจ่าดำ ทางนั้นทำตาปริบๆ ก่อนจะบอกเลขสิบตัวไป ปราชญ์ล้วงมือถือขึ้นมาจากกระเป๋า สักพักก็มีเงินโอนเข้าบัญชีของจ่าดำจริงๆ จำนวนสองล้านบาท “อะ เอ่อ...”“ยอดมันเยอะ โอนได้แค่นี้ก่อน ต้องทำธุรกรรมนิดหน่อย กว่าจะผ่านก็พรุ่งนี้ พรุ่งนี้มึงก็มาใหม่ล่ะ มารับที่เหลือ กูจะให้คนไปทำแคชเชียร์เช็คเงินสดไว้ให้สองร้อยล้าน”เขาตบบ่าจ่าดำ แล้วเดินกรายกลับเข้าไปในบ้าน จ่าดำกับพวกมองตากัน หนึ่งในนั้นสะกิดจ่าดำให้รีบกลับ มาถึงถ้ำราชสีห์แล้วไม่โดนทำอะไร แถมได้เงินกลับ ก็ควรจะกลับได้แล้ว“กลับเหอะจ่า”“พะ พรุ่งนี้กูจะมารับเงิน”เขาตะโกนแล้วรีบแจ้นขึ้นรถก่อนจะขับปรี่ออกมาจากบ้านของปราชญ์ “มันโอนให้จริงๆ ว่ะจ่า”หนึ่งในทีมดูยอดเงินในบัญชีให้เป็นบุญตา
“กลับไปนี่ ฉันจะต้องได้รางวัลซักหน่อย” ปราชญ์เอ่ยเปรยขึ้นมา คนข้างตัวเขาหันมาทำตาโตใส่ พลางทำแก้มแดงก่ำ เพราะรู้ว่ารางวัลที่เขาอยากเรียกร้องคืออะไร“เราไปทำบุญมานะคะ”“หืม?”เขาเลิกคิ้ว มองเธอด้วยนัยน์ตาแพรวพราว ปราชญ์ใช้ความเร็วในระดับปรกติไม่ได้ขับเร็วมาก รถเคลื่อนไปเรื่อยๆ ตามทางลงเขาที่เขาไม่ค่อยชำนาญนัก เลยต้องขับแบบระมัดระวัง “แล้วไง?”“ก็ทำบุญมา ทำอย่างนั้นกันได้หรือคะ” คำพูดของเธอทำให้เขาหัวเราะลั่นรถ ถ้าไม่ติดว่าต้องใช้สองมือควบคุมรถ เขาคงจะดึงเธอมาหอมแรงๆ แล้ว“เฉไฉเก่งมาก ใจคอจะไม่ให้รางวัลกันหน่อยหรือ วันนี้ฉันทำดีมากนะ”“รางวัลมันเหนื่อยไหมคะ” ถามเสียงอ่อย...หน้าแดงเพราะคิดไปไกลมาก...บางบทสวาทที่เขาสอน มันทำให้เธอเหนื่อย...และเมื่อยมาก“ไม่เหนื่อยมาก” ปราชญ์ยิ้ม คิดไปถึงมื้อดินเนอร์ เขาว่าจะสั่งให้พวกการ์ดที่รอ ตกแต่งบ้านและทำโต๊ะอาหารมื้อพิเศษให้ เย็นนี้เขามีเรื่องจะคุยกับครูพี่เลี้ยงคนพิเศษของมณทิรา อยากพูดเจรจาให้รู้แน่ จะได้เลิกคิดเลิกน้อยใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”พยักหน้าอย่างอายๆ พอเขามองมาก็เลยเอามือปิดหน้าเสียเลย ปราชญ์เหลือบมามองสาวน้อยของเขาแล้วนึก
“ไม่เจออะไรใช่ไหมครับ คุณชาติ” เสียงทุ้มเอ่ยดังที่ด้านหลัง ทำให้วิชาติสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองต้นเสียง เขากำลังไล่ตัวเลขบัญชีอยู่...บัญชีของเรือสำราญบ่อนลอยน้ำแห่งนี้ เขาเรียกบัญชีเข้ามาแจงรายได้ และเรียกฝ่ายจัดซื้อ รวมถึงพนักงานฝ่ายสต็อกสินค้าเข้ามาคุยด้วยแบบลับๆ โดยไม่มีคนของทางพ่อเลี้ยงอิทธิหุ้นส่วนมาคุยด้วย“จะให้เจออะไรหรือครับ” เขาย้อนถาม วิชาติตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว จักรพงศ์ยิ้มพร้อมกับยักไหล่ “มันก็ควรจะไม่เจออะไรที่หมกเม็ดไว้อยู่แล้ว เพราะทางเราสะอาด ปลอดภัย” “ก็หวังว่าจะสะอาด ปลอดภัยไปตลอดนะครับ น้องชาย...อ้อ...”วิชาติทำเป็นหันซ้ายหันขวา ห้องทำงานของเจ้านายเขา ที่ตอนนี้เขามาใช้แทนสำหรับส่วนของชั้นนี้ การ์ดของทั้งสองฝ่ายจะถูกกันให้อยู่ข้างล่าง เป็นกฎกติการ่วมกันในความไว้วางใจ ของพ่อเลี้ยงอิทธิและปราชญ์“ระวังคุณดาไว้ก็ดีนะครับ น้องพงศ์ หลานสาวคุณปราชญ์น่ะ ไม่ธรรมดาเลย ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเหมือนอยู่กับไฟ ขืนไปเล่นกับไฟ ไฟมันลวกเอานะครับ”หนนี้เป็นฝ่ายจักรพงศ์ที่หน้าซีดลงต่อหน้าต่อตาวิชาติมือขวาผู้แพรวพราวของปราชญ์หัวเราะน้อยๆ กับยลดาเขารู้ทันหล่อน และเสนอสิ่งที่เรีย
พระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ เป็นพระตำหนักที่จัดสร้างขึ้นในสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงสร้างไว้เพื่อเวลามาทรงงานทางภาคเหนือ มีลักษณะผังแบบเรือนไทยภาคกลาง ที่เรียกว่าเรือนหมู่ เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีประยุกต์ ปัจจุบันได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงใหม่ จุดเด่นนอกจากความสวยงามของสถาปัตยกรรม และความรู้ในรัชสมัยของพระองค์พ่อร.9 แล้ว ยังมีสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ที่จะเบ่งบานงดงามมาก โดยเฉพาะดอกกุหลาบที่รวบรวมไว้หลายพันธุ์มากภูพิงค์มองทุกอย่างด้วยความตื่นตา มือของเธอถูกมือใหญ่ของเขาจับจูงไว้อยู่ตลอดเวลา สาวน้อยหน้าหวาน กับหนุ่มใหญ่มาดเข้ม สมาร์ท เป็นจุดเด่นดึงสายตาคนให้มอง เขาพาเธอมาในวันธรรมดา คนเลยไม่ล้นมากเหมือนวันหยุด เธอได้เห็นสวนกุหลาบที่มารดามักจะเล่าให้ฟัง ได้เดินไปสั่งซื้อกาแฟและขนม จากร้านที่พวกท่านบอกว่าเคยได้ฝึกงานตอนที่เรียนและได้พบรักกัน ภูพิงค์มีความสุขมากที่ได้มาตามรอยความรักของพวกท่าน และเป็นที่มาของชื่อเธอ ภูพิงค์“สนุกไหม?” เสียงนุ่มของปราชญ์ถาม เขามองสาวน้อยข้างตัวอย่างภูมิใจ เขาเดินกับเธอมีแต่คนมอง และบางคนก็ชมให้ได้ยินเข้าหู

![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





