Masukประมุขของพิทักษ์ราชสีห์ มีชื่อว่าเป็นจอมเถื่อนไร้ใจ ปราชญ์ พิทักษ์ราชสีห์ เจ้าของธุรกิจสีเทาหลายแห่ง ขึ้นชื่อว่าเขาคือเจ้าพ่อ เขาเป็นพ่อหม้าย เมียตาย ลูกติด ซึ่งไม่เคยข้องแวะกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย เพราะหัวใจของเขาได้ตายไปแล้วจากการถูกอดีตภรรยาย่ายี และวันหนึ่งเธอคือของขวัญที่ลูกน้องหามา ให้ในวันปาร์ตี้ ปราชญ์ไม่เคยโดนผู้หญิงคนไหน เอาเท้าได้เฉียดหน้าเขาขนาดนี้มาก่อนเธอเป็นรายแรก แม่ตัวแสบภูพิงค์ เป็นเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับโดนผู้หญิงตัวเล็กจี๊ดเดียวเอาตีนเฉียดหน้าเอา รู้ไปถึงไหนก็คงจะอายไปถึงนั่น เขามีกฎว่าจะไม่ลิ้มรสสาวบริสุทธิ์ แต่ลูกน้องตัวดีดันหาสาวไม่ เคยมีชายมาให้ แล้วดันเป็นของแรร์ด้วยสิ หัวใจที่เคยว่างเปล่า อาจจะมีเธอเข้ามาเติมเต็ม
Lihat lebih banyak“พี่คงจะฝากลูกไว้อีกพักหนึ่ง นายสะดวกไหม?”
เสียงทุ้มลึกกรอกลงไปตามสาย เขาใช้นิ้วเคาะเป็นจังหวะกับที่เท้าแขนอย่างครุ่นคิดไปด้วย ปัญหาใดๆ สำหรับปราชญ์ พิทักษ์ราชสีห์ไม่มีที่เขาจัดการไม่ได้ ยกเว้นก็แต่เรื่องนี้ เรื่องของลูกสาวคนเดียวอย่างมณทิรา
ลูกของเขามีปัญหาทางจิตเวช เธอกำลังรักษาอาการของโรคซึมเศร้า ภรรยาเก่าของเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไป และเขาไปรับเธอมาจากปารีสเพื่อมาอยู่ด้วยกันที่เมืองไทย การดูแลที่ต่อเนื่อง...มันก็ทำให้ลูกสาวเขาดีขึ้นบ้าง และพอเขาวางใจว่ามณทิรากำลังจะดีขึ้น เจ้าหล่อนก็เริ่มก่อปัญหาขึ้นมาอีกแล้ว ด้วยการแอบทิ้งยา และเริ่มต่อต้านน้องสาวที่เกิดมาใหม่ ยัยหนูกำลังเรียกร้องความรัก ความเห็นใจ จากผู้เป็นอาและอาสะใภ้
จิราน้องสะใภ้ของเขาเคยต่อสู้กับโรคนี้ถึงแปดปีเต็มจนหายขาด แม่เด็กที่เขาเคยชังนั่นเก่งเหลือเกิน อาจจะเพราะมีสิ่งที่เป็นแรงใจฉุดดึงเจ้าหล่อน นั่นก็คือน้องชายของเขาปราณปรัชญ์ ทำให้จิราก้าวพ้นโรคร้าย หยุดรับยา มีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นจนเอาชนะมันได้ และจิราก็ใช้ประสบการณ์ของตัวเอง ดูแลมณทิรา พยายามสร้างกำลังใจให้กับเด็กหญิง แต่เมื่อเธอคลอดลูกสาวออกมา ทั้งจิราและปราณปรัชญ์ก็พบปัญหาว่า มณทิรากำลังต่อต้านน้อง และถึงกับแอบวาดภาพการ์ตูนน้องโดนเอาไปทิ้งในถังขยะ มันทำให้จิราตกใจมาก และโทรศัพท์มาปรึกษาปัญหานี้กับปราชญ์
“จ๋ากลัวว่าแกจะยิ่งมีอาการมากกว่านี้น่ะครับพี่ปราชญ์ ทางหมอเองก็บอกว่า ควรให้แกไปอยู่กับคนที่แกไว้วางใจและยึดติดว่าจะปลอดภัย ได้ความรัก ผมกับจ๋าเลยเห็นว่า ควรให้แกไปอยู่กับพี่ปราชญ์ก่อนระยะนี้ เอ่อ...ไม่ใช่ไม่ไว้ใจหลาน กลัวหลานจะทำร้ายน้องนะครับ”
ปราณปรัชญ์ออกตัว แต่เขาเข้าใจว่าที่น้องชายกลัวแบบนั้น ประวัติของมณทิรานั้น...คนดูแลมาเล่าบอก เขาเองก็กังวลเหมือนกัน เขานึกเสียใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ได้ ที่ปล่อยให้พิมลพรรณเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง
จากเด็กอ่อนโยน น่ารักสดใส...
กลับกลายเป็นเด็กมองโลกในแง่ร้าย และพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด
ลูกสาวเขาชอบอ่านหนังสือมาก ตอนแรกปราชญ์ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก นึกว่าลูกอ่านหนังสือปรกติ จนมาวันหนึ่งจิราถ่ายภาพปกหนังสือและเนื้อในส่งมาให้เขา และบอกกำกับว่าไม่ควรสั่งซื้อหนังสือของนักเขียนคนนี้ให้กับมณทิราอีก เขาถึงกับตกใจเมื่อพบว่าเนื้อหาของมันเกี่ยวกับเรื่องการฆาตกรรม ซึ่งมีเรื่องความรุนแรงอยู่ในนั้น ไม่เหมาะกับเด็กอย่างมณทิราเพราะอาจจะแยกไม่ออกเกี่ยวกับเรื่องในจินตนาการ และเรื่องจริง
จิราพอจะฉุดมณทิราขึ้นมาได้บ้างเพราะความอบอุ่นและความมีพลังบวกของเธอ แต่ทว่า...เมื่อจิราคลอดลูก มณทิรากลับมองว่าน้องมาพรากหลักยึดของแกไป จึงเริ่มอิจฉาและเริ่มคิดไม่ดีกับทารก...แพทย์ลงความเห็นว่าควรจะให้มณทิราไปอยู่ไกลจากสภาพแวดล้อมตรงนี้เสียก่อน เกรงว่ามณทิราอาจจะก่อเรื่องไม่ดีขึ้นมาได้
“พี่เข้าใจ พี่ฝากยัยหนูไว้อีกอาทิตย์หนึ่ง ขอเวลาเตรียมทางนี้ก่อน แล้วจะรีบไปรับมา”
“งานทางโน้นเป็นยังไงบ้างครับพี่ปราชญ์”
“ก็เรียบร้อยดี ทางนายล่ะ? เห็นว่า...ตำรวจลงหนักเลยเหรอ”
“ก็นโยบายใหม่น่ะครับ เลยลำบากหน่อย เราอาจจะต้องปิดก่อนชั่วคราว เคลียร์ได้ค่อยว่ากันใหม่ ผมมีความคิดว่า ผมอยากจะเปลี่ยนกิจการของพวกเรา เอ่อ...”
ปราณปรัชญ์กระแอม แล้วปราชญ์ก็ตัดบทเสียก่อน
“ไว้ค่อยคุยกันเรื่องนั้น พิทักษ์ราชสีห์ของเราทำงานแบบนี้มานานแล้ว พี่ก็ควรเห็นว่ามันคงจะต้องคงอยู่ต่อไป วงการนี้เข้าแล้วออกยากนะนายก็รู้”
“ครับ ผมเข้าใจ”
“หลานสาวของพี่น่ารักมาก ส่งไลน์มาให้ดูทุกวันด้วยล่ะ ไว้ลุงปราชญ์จะไปเยี่ยมเพียงปราณตอนไปรับยัยมิ้นนะ”
“ครับพี่”
“บ้านเรามีแต่หลานสาวแหะ นาย...ทำหลานชายให้พี่ทีสิ”
เสียงทุ้มเอ่ยหยอก ปลายสายหัวเราะ
“โธ่...มันไม่ได้กำหนดได้ง่ายขนาดนั้นนะครับพี่ปราชญ์ หึๆ พี่ปราชญ์คาดหวังที่ผมอาจจะยาก พี่ปราชญ์หานายหญิงของพิทักษ์ราชสีห์ แล้วก็ลงมือเองเลยสิครับ”
“โอ...พี่ไม่มีหรอกเมียน่ะ”
ปราชญ์ตอบ
“มีคนเดียวก็เข็ดจนเกินจะมีอีกแล้วว่ะ”
“มีแต่ลูกไม่มีเมียก็ได้นี่ครับพี่”
ปราณปรัชญ์เย้า หนนี้พี่ชายหัวเราะเสียงแห้งๆ
“ลูกที่มีก็ปัญหามากพออยู่แล้ว ขืนมีอีกมันจะฉิบหายเลยไหมล่ะ”
“ผมเชื่อว่าวันหนึ่งหลานจะดีขึ้นจนหายครับพี่ปราชญ์ ความรักของพี่จะช่วยหลานได้ ผมหวังแบบนั้นจริงๆ นะครับ”
ประโยคนี้เขาปลอบโยนพี่ชาย และแนะนำมาเสียงนุ่ม
“ผมพูดจริงๆ นะครับเรื่องที่พี่ปราชญ์ควรจะมีภรรยาสักคน เลือกที่มาเป็นแม่ที่อ่อนโยนของยัยมิ้นได้ก็ยิ่งดี แกโหยหาความรักจากแม่มาก แกเลยอิจฉาน้อง เพราะแกรักจ๋าแบบแม่น่ะครับ”
“แม่งคงจะยาก แต่พี่จะ...พยายามนะ”
“ถ้ายังไงพ้นช่วงนี้ไป จิตใจของหลานดีขึ้น ผมกับจ๋าก็ยินดีรับหลานกลับมาอยู่กับพวกเราอีกนะครับ เข้าใจพี่ปราชญ์ ว่าคงทำงานลำบากถ้าหลานไปอยู่ด้วย”
“อืม...ขอบใจมากนะ”
“เราเป็นครอบครัวนี่ครับพี่ปราชญ์”
น้องชายตอบเสียงทุ้ม มันเจือความอ่อนโยนและปลอบใจมาด้วย ปราชญ์ถอนใจเฮือก คุยกับปราณปรัชญ์ขอดูหลานสาวอีกครู่ ก็วางสาย
ปราชญ์จุดบุหรี่สูบ และมองเหม่อไปในความมืดของท้องฟ้ายามรัตติกาล เขานั่งคุยโทรศัพท์อยู่ตรงริมระเบียงห้อง ที่มองออกไปเห็นวิวสวนแบบญี่ปุ่นที่จัดไว้ ตอนนี้เปิดไฟประดับไว้ คนทำสวนถูกสั่งให้ทำแบบนั้น เพราะเขาชอบมองวิวตอนกลางคืนมาก
ปราชญ์ พิทักษ์ราชสีห์
เขาเป็นเจ้าพ่อในธุรกิจสีเทา และยิ่งใหญ่ในสายงานของตัวเอง
ตอนนี้เขามาขยายกิจการในแถบประเทศเพื่อนบ้าน โดยร่วมมือกับอิทธิ ที่เขาได้ส่งหลานเลี้ยงมาให้เป็นเมีย เป็นการประสานความสัมพันธ์กันแบบลึกล้ำ ก็ต้องเกรงใจกันบ้างถ้าจะคิดทรยศกัน มันเป็นแผนที่ดี
เมีย?
อิทธิเคยเลียบๆ เคียงๆ เรื่องนี้ เรื่องการเสนอลูกสาวให้กับเขา เมื่อทางเขาส่งยลดาไปให้ พ่อเลี้ยงอิทธิก็คิดที่จะส่งลูกสาวมาสานสัมพันธ์กับเขาเช่นกัน
ปราชญ์อัดบุหรี่เข้าปอด แล้วพ่นควันออกมา...ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้ม ก่อนจะถอนใจอีกรอบ
คนที่เขาจะรับมาในฐานะเมีย...กับสิ่งที่เขาต้องแบกรับตอนนี้ คนเป็นเมียเขาจะต้องเป็นผู้หญิงประเภทไหน เมียเจ้าพ่อ ที่มีลูกสาวเป็น...โรคซึมเศร้า สามีของเจ้าหล่อนเป็นคนไร้หัวใจ...เพราะเขาคงจะรักเธอไม่ได้ หัวใจรักของเขาถูกเผาไหม้ไปหมดแล้ว จนไม่เหลือไว้รักใคร นอกจากตัวเอง และครอบครัว
คิดแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ
เสียงหัวเราะหยันเย้ยนั่น สั่นสะเทือนหัวใจเย็นชาของตนเอง และบอกย้ำว่า เมียของนายปราชญ์ พิทักษ์ราชสีห์ ไม่มีคนมายืนที่ตรงนี้ได้หรอก ไม่มี
สองเดือนผ่านไป...มณทิราเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่ใกล้บ้าน ปราชญ์อยู่ที่บ้าน ทำงานที่บ้านมากกว่าที่จะไปที่เรือสำราญ หรือไปที่บ้านไม้สักของเขาที่อยู่บนดอย...แผนเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด เมื่อมีภูพิงค์และมณทิรามาอยู่ด้วยเด็กหญิงพอจะเข้ากับคนอื่นได้แล้ว มีเพื่อนบ้าง ร่าเริงสดใส สมวัยมากขึ้น กิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานตอนนี้ คือขลุกกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด เจ้าสโนว์ไวท์ นกค็อกคาเทลและทำอาหาร เมนูที่ยัยหนูทำบ่อยที่สุดตอนนี้คือผัดมาม่า และแน่นอนว่าทุกคนในบ้าน รวมถึงบอดี้การ์ดก็รับประทานอาหารชนิดนี้กันทุกวัน...จนกว่าแกจะเบื่อและอยากทำอย่างอื่นต่อ สถานการณ์ที่เรือสำราญ พ่อเลี้ยงอิทธิเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว...หลังจากประกาศข่าวดีเรื่องยลดาอุ้มท้องทายาทของเขาและเขาจดทะเบียนสมรสกับหล่อนเพื่อให้เป็นของขวัญเพียงแค่สามวัน...แม้จะน่าเคลือบแคลงบ้างแต่หลานคนสนิทของเขา จักรพงศ์ก็ปล่อยผ่านเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องโรคภัย ตัวลูกสาวคนเดียวอย่างเอมมิกาก็ไม่ได้มีข้อข้องใจอะไร เธอบินกลับมารับมรดกส่วนของตนเองแล้วก็กลับไป โล่งใจด้วยซ้ำที่เป็นไท ไม่ต้องมีพ่อคอยบังคับ เธอไม่ค่อยสนิทกับพ่อเท่าไหร่อยู
เขาอุ้มพาภูพิงค์ขึ้นมาบนห้อง แผนของเขาเย็นนี้ต้องเคลื่อนไปจากที่ตั้งใจเพราะไอ้พวกนั้นแท้เชียว เขาโทรสั่งให้ลูกน้องตามพวกมันไปห่างๆ “จัดการซะ”“ครับนาย” ทางนั้นรับคำ ต่อไปนี้เขาจะเชื่อวิชาติ และต้องมีการ์ดคอยตามห่างๆ เขาไม่อยากพาเธอไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้อีกแล้วจะเปลี่ยนอาชีพก็เปลี่ยนได้แหละ แต่เปลี่ยนวีรกรรมที่เคยทำมาน่าจะเปลี่ยนยาก เขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนเจ้ากรรมเก่าที่ยังไม่ตายเช็กบิลเอาตอนไหน คิดอย่างเยาะหยันชะตาที่เกิดมาเป็นราชสีห์ ภูพิงค์ยังคงนั่งเหม่ออยู่บนเตียง วันนี้เหตุการณ์พันกว่าเรื่องจริงๆ ตั้งแต่ประหลาดใจ มีความสุข ปลื้มกับสิ่งที่เขาทำให้ จบท้ายด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญ และด้านมืดของปราชญ์ที่เธอคาดไม่ถึง...เขาน่ากลัว น่าเกรงขามมากจริงๆ “หิวไหม?”เสียงนุ่มถาม ภูพิงค์หันมาแล้วส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่น่าจะกินลงค่ะ”“ยังกลัวอยู่ไหม?” เขาเอื้อมมือไปแตะใบหน้าเล็กนั่น ภูพิงค์ถอนใจพลางพยักหน้า“ค่ะ...นิดหน่อย”“พวกมันกล้าทำให้ภูพิงค์ของฉันกลัว มันทำให้วันดีๆ ของเรากลายเป็นวันแย่ๆ มันต้องไม่ตายดี”“คะ คุณจะทำอะไรพวกเขาหรือคะ เอ่อ เขาก็พาเรามาส่งแล้ว...ไม่ได้ทำร้ายพวกเรา
พวกมันพาปราชญ์มาถึงบ้านของพวกเขาหลังจากนั้นอีกสองชั่วโมง...การ์ดของปราชญ์ถึงกับกรูเข้ามา เมื่อเห็นเจ้านายลงจากรถแปลกปลอม จ่าดำมือสั่นแล้วเอาปืนจ่อปราชญ์ที่ยังคงโอบภูพิงค์ไว้กับอก“มึงอย่าตุกติก”“เอาปืนออกไปจากหัวของกู กูไม่ชอบ”เขาปัดปากกระบอกปืนอย่างไม่ไยดี ไม่กลัวด้วยว่าจ่าดำจะทำปืนลั่นใส่ คนอะไรใจเป็นอย่างนี้กันนะ“เอาเลขบัญชีมา” เขายืนเผชิญหน้ากับจ่าดำ ทางนั้นทำตาปริบๆ ก่อนจะบอกเลขสิบตัวไป ปราชญ์ล้วงมือถือขึ้นมาจากกระเป๋า สักพักก็มีเงินโอนเข้าบัญชีของจ่าดำจริงๆ จำนวนสองล้านบาท “อะ เอ่อ...”“ยอดมันเยอะ โอนได้แค่นี้ก่อน ต้องทำธุรกรรมนิดหน่อย กว่าจะผ่านก็พรุ่งนี้ พรุ่งนี้มึงก็มาใหม่ล่ะ มารับที่เหลือ กูจะให้คนไปทำแคชเชียร์เช็คเงินสดไว้ให้สองร้อยล้าน”เขาตบบ่าจ่าดำ แล้วเดินกรายกลับเข้าไปในบ้าน จ่าดำกับพวกมองตากัน หนึ่งในนั้นสะกิดจ่าดำให้รีบกลับ มาถึงถ้ำราชสีห์แล้วไม่โดนทำอะไร แถมได้เงินกลับ ก็ควรจะกลับได้แล้ว“กลับเหอะจ่า”“พะ พรุ่งนี้กูจะมารับเงิน”เขาตะโกนแล้วรีบแจ้นขึ้นรถก่อนจะขับปรี่ออกมาจากบ้านของปราชญ์ “มันโอนให้จริงๆ ว่ะจ่า”หนึ่งในทีมดูยอดเงินในบัญชีให้เป็นบุญตา
“กลับไปนี่ ฉันจะต้องได้รางวัลซักหน่อย” ปราชญ์เอ่ยเปรยขึ้นมา คนข้างตัวเขาหันมาทำตาโตใส่ พลางทำแก้มแดงก่ำ เพราะรู้ว่ารางวัลที่เขาอยากเรียกร้องคืออะไร“เราไปทำบุญมานะคะ”“หืม?”เขาเลิกคิ้ว มองเธอด้วยนัยน์ตาแพรวพราว ปราชญ์ใช้ความเร็วในระดับปรกติไม่ได้ขับเร็วมาก รถเคลื่อนไปเรื่อยๆ ตามทางลงเขาที่เขาไม่ค่อยชำนาญนัก เลยต้องขับแบบระมัดระวัง “แล้วไง?”“ก็ทำบุญมา ทำอย่างนั้นกันได้หรือคะ” คำพูดของเธอทำให้เขาหัวเราะลั่นรถ ถ้าไม่ติดว่าต้องใช้สองมือควบคุมรถ เขาคงจะดึงเธอมาหอมแรงๆ แล้ว“เฉไฉเก่งมาก ใจคอจะไม่ให้รางวัลกันหน่อยหรือ วันนี้ฉันทำดีมากนะ”“รางวัลมันเหนื่อยไหมคะ” ถามเสียงอ่อย...หน้าแดงเพราะคิดไปไกลมาก...บางบทสวาทที่เขาสอน มันทำให้เธอเหนื่อย...และเมื่อยมาก“ไม่เหนื่อยมาก” ปราชญ์ยิ้ม คิดไปถึงมื้อดินเนอร์ เขาว่าจะสั่งให้พวกการ์ดที่รอ ตกแต่งบ้านและทำโต๊ะอาหารมื้อพิเศษให้ เย็นนี้เขามีเรื่องจะคุยกับครูพี่เลี้ยงคนพิเศษของมณทิรา อยากพูดเจรจาให้รู้แน่ จะได้เลิกคิดเลิกน้อยใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”พยักหน้าอย่างอายๆ พอเขามองมาก็เลยเอามือปิดหน้าเสียเลย ปราชญ์เหลือบมามองสาวน้อยของเขาแล้วนึก