LOGIN“กรี๊ด!” เสียงแหลมกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็เกิดอาการจุกเจ็บกะทันหัน เธอตื่นจากนิทรากลางคัน ลืมตามองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา
ร่างของเธอลงมานอนกองอยู่บนพื้นในสภาพมีผ้าห่มห่อพันรอบกาย สายตาสาดมองไปรอบๆ ก็เห็นร่างใหญ่ในฝันร้ายยืนเท้าสะเอวอยู่บนกระท่อมไม้ไผ่ เหนือศีรษะของเธอ
“ตื่นได้แล้ว อย่ามาทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวที่นี่ เธอมีงานต้องทำ”
“...” มาเรียมเริ่มคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ดวงตาแดงก่ำกลอกกลิ้งคลอหน่วยสติเต็มไปด้วยความสับสน เธอไม่ได้ฝันไป...ความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ก่อนทุกอย่างจะดับวูบมันคือความจริง
เธอได้ถูกพรากเอาความสาวที่ควรหวงแหนไปเสียแล้วด้วยความโหดร้ายทารุณ...
“ไปอาบน้ำ...นี่เสื้อผ้าของเธอ!”
“โอ๊ย!” ยังไม่ทันขาดคำ เสื้อผ้าสีมอซอก็ถูกปาใส่หน้าจนหญิงสาวต้องหันหน้าหลบอัตโนมัติ แต่มันก็ยังโดนอยู่ดี เธอไม่มีเวลาในการตั้งสตินานนัก ร่างเล็กสั่นเทาค่อยๆ คลายผ้าห่มออกแล้วรวบเก็บเสื้อผ้าที่เขาโยนให้มากอดเอาไว้ เหลือบมองผู้ชายที่ทำร้ายเธอซึ่งกำลังก้าวเท้าเหยียบบันไดลงมา
เขาเดินผ่านตัวเธอไปแล้วส่งสัญญาณมือให้เดินตาม มาเรียมรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นให้เธอเลย รอบๆ นี้คงมีคนอื่นๆ ที่เธอพบเจอก่อนหน้าคอยควบคุม
ไม่มีทางที่เธอจะหาทางหนีได้ง่ายๆ เลย หญิงสาวสำรวจพบว่าเธอไม่ได้สวมเสื้อผ้าของตัวเองแล้ว และความรู้สึกก็บอกให้รู้ว่าภายในร่มผ้านั้นไม่มีชุดชั้นในสวมทับแม้แต่ชิ้นเดียว พอจะนึกออกว่ามันถูกเขาทำลายไม่เหลือชิ้นดีตั้งแต่ตอนนั้น ยับเยิน...ไปพร้อมๆ กับชีวิตทั้งชีวิตของเธอ
“เร็วสิ...” ชายหนุ่มหันมาตะคอกเสียงเข้ม ใบหน้ารกครึ้มเต็มไปด้วยหนวดเคราของเขาหันมองด้วยสายตาดุดัน
มาเรียมรีบก้าวเท้าตามทันที ความรู้สึกร้าวระบมไปทั้งสรรพางค์กาย ทำให้เธอไม่อาจเร่งฝีเท้าได้เร็วนัก
แดนสรวงพาเธอลัดเลาะห่างจากที่ตั้งฐานมาพอสมควร หญิงสาวพอจะจำได้ว่ากระท่อมตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่เธอถูกนำมาขังเอาไว้ในตอนแรก ตรงนี้มีเนื้อที่กว้างกว่าและมีกระท่อมอยู่มากกว่า เหมือนจะเป็นที่อยู่อาศัยถาวร ส่วนกระท่อมแรกนั้นเหมือนจะเป็นที่พักชั่วคราวความเย็นยะเยือกทำให้เธอกอดตัวแน่น
แม้ตะวันจะแผดแสงจ้าทำให้รู้ว่าเวลานี้คงสายมากแล้ว แต่ในป่าในดงกลับยังคงสภาพอากาศชื้นเอาไว้ได้อย่างดี ยิ่งเสียงน้ำดังใกล้เข้ามา อุณหภูมิก็เหมือนจะยิ่งต่ำลงทุกทีๆ
“ถึงแล้ว...เราจะอาบน้ำที่นี่กัน”
“เรา...” หญิงสาวถามย้ำ มองไปรอบๆ พงไพรที่เต็มไปด้วยต้นไม้รกชัฏ เบื้องหน้าเป็นธารน้ำที่เธอไม่แน่ใจนักว่าใช่ที่เกี่ยวกับเมื่อวานหรือเปล่า
แต่ตรงนี้มีน้ำตกตื้นๆ อยู่ด้วย ถัดลงมาก็เป็นแอ่งคล้ายสระมีก้อนหินน้อยใหญ่กั้นเป็นทำนบคล้ายเป็นฝีมือคนเสียมากกว่า แต่มันคงถูกสร้างไว้นานมากจนตะไคร่จับดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ
“ใช่...” ตอบพลางหันมาแสยะยิ้มแล้วถอดเสื้อตามด้วยกางเกงขายาวกองไว้ข้างๆ ตัวทันที มาเรียมยืนอึ้งอ้าปากค้างกับร่างใหญ่เปลือยเปล่าตรงหน้า
“นี่จะบ้าเหรอ...ถอดผ้าทำไม” เธอเอามือปิดตาแล้วหันหลังให้เขาทันที หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกำลังเกินเข้ามาใกล้และใช้กำลังถอดเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ให้กลายสภาพเป็นเช่นเดียวกับเขา
“กรี๊ด!!”
“อย่ากระแดะไปหน่อยเลยน่า...มีซอกไหนมุมไหนบ้างที่ฉันยังไม่เห็น รีบๆ อาบน้ำจะได้ไปทำกับข้าวให้ทุกคนกิน”
“ฉันไม่ได้ไร้จิตสำนึกไร้ยางอายเหมือนกับแกนี่...ออกไปเลยนะอย่ามาแตะตัวฉัน” มาเรียมเต้นเร่าด้วยความอับอาย แม้เธอจะเติบโตในต่างแดนแต่เธอก็ถูกเลี้ยงดูอย่างคนไทยคนหนึ่ง อีกประการต่อให้เป็นผู้หญิงไทยหรือผู้หญิงชาติไหนๆ ก็คงไม่รู้สึกเฉยกับการเปลือยกายของเพศตรงข้ามซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างแน่นอน
“เสียเวลา...มานี่!”
“ว้าย!” เธอถูกกระชากเข้าหาตัวเขา หญิงสาวดิ้นขลุกขลักขัดขืนเมื่อชายหนุ่มพยายามถอดเสื้อผ้าของเธอทิ้ง มันง่ายดายนักเพราะมีเพียงเสื้อม่อฮ่อมตัวใหญ่กับกางเกงขาก๊วยตัวโคร่ง ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีร่างเล็กก็เปลือยเปล่าหลงเหลือแต่เนื้อแท้
“ก็แค่นี้แหละ หึ...”
“ไอ้...ไอ้บ้า!” มาเรียมกอดกายย่อตัวลงนั่ง ไม่อยากมองเขา ไม่อยากให้เขามอง ไม่รู้ว่าจะต้องทนกับความอัปยศไปถึงเมื่อไหร่
ร่างกายของเธอปวดระบมไปหมด ตามแขนตามขาก็มองเห็นรอยช้ำเป็นจ้ำๆ ชัดเจน ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายตัวโตๆ ที่ควรปกป้องเพศแม่กลับมาทำย่ำยีโดยไม่นึกละแก่อายใจ
อะไรคือฉนวนความแค้นให้เขาคิดเอาคืนให้เธอเจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้...
“ยังไม่รีบลุกอีก หรืออยากเล่นอะไรสนุกๆ ตรงนี้กันก่อน”
“...” เธอเงยหน้าจ้องเขม็ง ลืมไปสนิทว่าร่างบึกบึนนั้นอยู่ในสภาพไหน เธอหันหน้าหลบทันควันริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ปลายหางตาแลเห็นชายหนุ่มเดินลงลำธารไปตรงบริเวณที่เป็นน้ำตกซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ชายหนุ่มวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าและชำระตามตัวพลางตะโกนขู่เรียกให้เธอรีบตามเขาไป มาเรียมรู้ว่าเธอคงไม่มีทางเลือกมากนัก...นอกจากตามใจเขาและฆ่าตัวตายไปเสียซึ่งอย่างหลังเธอยังทำใจไม่เข้มแข็งให้กล้าพอ แต่หากถูกกดดันทำร้ายมากเข้ามันก็ไม่แน่เหมือนกัน
หญิงสาวหันซ้ายหันขวามองให้มั่นใจว่าบริเวณนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเธอกับเขาที่กำลังหันหลังให้ เธอจึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ ยังคงงอตัวเพราะความอายแล้วรีบก้าวลงน้ำเพื่อให้สายธารช่วยปกปิดกลืนกายที่เปลือยเปล่า
เมื่อน้ำปริ่มสะเอวเธอก็หย่อนตัวลงนั่ง น้ำเย็นยะเยือกท่วมร่างทีละน้อยจนสั่นสะท้าน บาดแผลที่ถูกกิ่งไม้ใบหญ้าขีดข่วนเริ่มแสบแปลบ
บางทีไม่ต้องฆ่าตัวตาย เธอก็อาจจะถูกทรมานจนสิ้นใจในเร็วๆ นี้
“นี่เธอ...น้ำตื้นขนาดนั้น วันนี้จะอาบสะอาดไหม” เสียงห้าวทุ้มตะโกนฝ่าเสียงน้ำที่กระเซ็นแซ็งแซ่ ในน้ำเสียงบ่งบอกถึงความรำคาญใจ
“จะให้สะอาดยังไง ครีมอาบน้ำก็ไม่มี อะไรก็ไม่มีสักอย่าง” “ยังจะเถียง! แผลทั้งตัวแบบนั้น แค่น้ำเย็นๆ ก็จะตายแล้วมั้ง” เขากล่าวเหมือนล่วงรู้ถึงอาการของเธอ แล้วหันหลังให้เพื่อที่มาเรียมจะได้ไม่ต้องอิดออดขัดเขินมากนักเมื่อสัดส่วนสล้างของเธอโผล่พ้นจากผิวน้ำ
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจ...เขาได้ยินเสียงบางอย่างกระทบผิวน้ำแล้วลากใกล้เข้ามา และหยุดอยู่ห่างพอประมาณ สัญชาตญาณป่าของแดนสรวงไม่แพ้พรานเจ้าถิ่น
เขาใช้ชีวิตบนผืนป่าแห่งนี้มาแสนนานเสียจนป่าเปรียบเสมือนจิตวิญญาณไปแล้ว แม้เพียงใบไม้ไหวหนักเบาก็ยังรู้ถึงความแตกต่างและลางบอกเหตุ จึงไม่ได้นึกกลัวการถูกประทุษร้ายเอาคืนจากหญิงสาวแม้แต่น้อย
“กรี๊ด!!” มาเรียมกรีดร้องลั่นแล้วน้ำเสียงของเธอก็หายจมหายไปในน้ำเมื่อร่างถูกเหวี่ยงเต็มแรงจนเสียการทรงตัวและล้มลงในสระ ก้อนหินขนาดพอเหมาะหลุดหล่นจากมือเธอตะเกียกตะกายผุดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อหายใจ มือเล็กปัดป่ายผมที่สยายปิดใบหน้าพลางสำลักน้ำเนื่องจากน้ำเข้าปากโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว
“คิดว่าฉันโง่ให้ตีหัวได้ง่ายๆ งั้นเหรอ หึ...เธอยังต้องเรียนรู้อีกเยอะมาเรียม อันดับแรก”
“ว้าย! ฉันเจ็บ!” มือเรียวที่เต็มไปด้วยบาดแผลขีดข่วนถูกดึงกระชากเข้าหาเขา เธอไม่กล้าสบตาเข้มขรึมนั่นมากนัก เพราะแววตาดุดันของเขาไม่เหมือนแววตาของคนแม้แต่น้อย แต่เหมือนสัตว์ร้ายเสียมากกว่า
“เธอต้องรู้ว่าที่นี่ฉันเป็นใหญ่ และฉัน...เป็นผัวเธอ...” “แกทำลายฉัน...แกมันเลว” ดวงตากลมมนของมาเรียมแดงก่ำคลอหน่วยหยาดน้ำ เธออยากฆ่าผู้ชายตรงหน้านี้ให้ตายคามือเสียเหลือเกิน การไม่มีเขาอยู่ร่วมลมหายใจคงเป็นความสุขที่สุดในชีวิต “งั้นก็ยินดีด้วยนะที่ได้ผัวคนแรกก็สารเลวขนาดนี้ น้อยคนจะซวยอย่างเธอ”
“อย่ามาพูดพล่อยๆ!”
“อะไรคือพูดพล่อยๆ ที่ว่าฉันเป็นผัวเธอน่ะเหรอ” เขาถาม ใบหน้ายังแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแสยะร้ายกาจ
“ใช่...”
“สงสัยตอนสลบจะลืมไปแล้วว่าถูกเอายังไง ไม่เป็นไร...ฉันจะทบทวนใหม่ให้ก็ได้ ครั้งนี้จะไม่ให้สลบจะได้จำทุกวินาที”
“อื้อ!!” มาเรียมออกแรงดิ้นจนน้ำกระเซ็นกระจายเมื่อชายหนุ่มใช้มืออีกข้างจับบีบปลายคางของเธอแล้วโน้มใบหน้าคมกร้านเข้าหา ริมฝีปากซีดสั่นประกบถูกบดขยี้จนเจ็บแปลบ
แดนสรวงรุกจุมพิตร้ายหนักหน่วง ดันให้ร่างเล็กเซไปถอยหลังไปพิงก้อนหินใหญ่ซึ่งถูกนำมาวางเรียงเป็นทำนบกั้นน้ำเพื่อเอาไว้ใช้อาบ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความปรารถนาในตัวเขามันกำลังเรียกร้องมาเรียมให้เข้ามาเติมเต็ม รสชาติความสุขแทบสำลักที่ยังไม่รู้จักอิ่มเอมมันแล่นพล่านอยู่ในตัวตลอดเวลาตั้งแต่เขาใช้กำลังข่มเหงเธอจนสำเร็จเมื่อวาน กระหายหิว...เหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกขังให้อดอาหารมาแรมปี
“เธอทำให้ฉันต้องเปลี่ยนแผน...มาเรียม” เขาผละจากริมฝีปากบวมเจ่อเล็กน้อยแล้วกระซิบอ้อยอิ่งใช้ลมหายใจอุ่นๆ ร่วมกัน หญิงสาวน้ำตาคลออยู่ในดวงตาแดงก่ำ พยายามหลบหน้าอยู่ตลอดเวลาแต่นิ้วใหญ่ที่ล็อกปลายคางมนอยู่ ทำให้เธอไม่อาจขยับได้ดั่งใจเพราะความเจ็บ
“ไหนลองพูดดีๆ กับผัวหน่อยสิ”
“ฆ่าฉันซะ...” น้ำเสียงสั่นพร่ากลั่นกรองออกมาด้วยความเจ็บแค้นใจ
“ไม่...ถ้าเธอตายมันง่ายไป เธอต้องอยู่ชดใช้สิ่งที่พี่ชายเธอทำกับครอบครัวฉันมาเรียม ไอ้พจน์...มันคงจะอกแตกตายถ้าได้น้องสาวที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันติดตัวไปด้วย”
“แก! อุ้ย!” เพียงขบถคำหยาบหญิงสาวก็ถูกเขาดันตัวเต็มแรงจนแผ่นหลังชนก้อนหินอีกครั้ง เธอหลับตากลั้นหายใจผ่อนคลายความเจ็บจุก แววตาของแดนสรวงวาวโรจน์ขึ้นอีกครั้ง
“ตอนแรกฉันก็คิดจะทำตามใจเธอนั่นแหละ อืม...” ใบหน้าคมสันโน้มซุกตรงซอกคอขาว แลบลิ้นเลียตรงเส้นชีพจรที่เต้นผิดจังหวะของเธอไปพลาง
กลิ่นสาวหอมหวนดึงดูดใจเสียยิ่งกว่าดอกไม้ทั้งดงดอย ลึกๆ แล้วชายหนุ่มก็นึกฉงนใจตัวเองที่นึกเปลี่ยนแผนขึ้นมากะทันหันเพียงแค่ได้เสพสมร่างงามนี้แค่ครั้งเดียว แต่ก็อาจเป็นเพราะว่าเขาร้างราจากเรือนกายของผู้หญิงมาแสนนานจึงติดใจ
แต่มัน...ก็แค่สัญชาตญาณของเพศรสเท่านั้นเอง
“ก็ทำสิ ทำเลย...เพราะถ้าฉันไม่ตายสักวันแกก็ต้องตาย”
“ดูเหมือนหมา...จนตรอก”
“โอ๊ย!!” มาเรียมห่อไหล่อัตโนมัติเมื่อต้นคอระหงของเธอถูกคมฟันขบกัดจนเจ็บระบม มือไม้พยายามปัดป่ายป้องกันตัวเองแต่ก็ถูกแดนสรวงกดตรึงร่างเอาไว้จนแนบติดโขดหิน
เขารุกแรงนัวเนียไม่คิดถนอมเธอแม้แต่น้อย ความปวดร้าวที่กำเริบอยู่ก่อนหน้าบวกกับความหนาวเย็นจากสายน้ำทำให้หญิงสาวนึกกระหยิ่มใจว่าความทรมานคงครอบงำเธอได้อีกไม่นานนักหรอก เพราะหากถูกกระทำป่าเถื่อนดั่งเช่นเมื่อวานอีกเธอคงสิ้นลมหายใจในไม่ช้า
“เจ็บใช่ไหม...หนาวใช่ไหมมาเรียม อา...เธอเหมือนกำลังจะตาย”
“...” แม้จะไม่มีคำตอบ แต่ร่างกายของเธอมันก็ฟ้องทุกอาการโดยไม่อาจปิดบัง
“ขอร้องสิแล้วฉันจะหยุด...” ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอเสียงสั่นพร่าด้วย อารมณ์กระเจิดกระเจิงจนมือเกร็งเห็นเส้นเลือดปูดโปน เขาภาวนาให้เธอทำตามคำสั่งก่อนที่ถูกขย้ำบอบช้ำไปมากกว่านี้ ต่อให้ความเจ็บปวดของเธอคือความสุขมากแค่ไหนแต่กมลสันดานฝ่ายดีที่พยายามสะกดเอาไว้มันก็ตะโกนตอกย้ำถึงความผิดชอบชั่วดีอยู่เนืองๆ
บางครั้งเขาจึงเหมือนคุ้มดีคุ้มร้าย หรืออาจจะเป็นบ้าไปเลยก็ได้เพราะความขัดแย้งในตัวเอง...
“แกจะหยุด...จริงๆ ใช่ไหม”
“ฉันชื่อแดน...แดนสรวง”
“แดน...อย่าทำฉัน ฉันเจ็บ...” มาเรียมยอมศิโรราบแต่โดยดี เธอไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ถึงจะอยากตายมากกว่าอยู่ แต่ชายหนุ่มคงไม่ยอมปล่อยให้เธอไปสู่สุคติโดยง่ายอยู่แล้ว
“เอาดีๆ...” เสียงทุ้มก่นขู่เบาๆ กระซิบกระซาบใกล้ใบหูของเธอ
“...” หญิงสาวกำหมัดแน่นตัวสั่นเทาทั้งเพราะความกลัวและความหนาว แต่เธอก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปกอดร่างของเขาเอาไว้ กลั้นใจซบใบหน้าแนบอกพอจะเอาออกว่าแดนสรวงอยากให้เธออ่อนข้อกับเขา
“ดีมาก หึ หึ...”
“ปล่อยฉันได้หรือยัง” เธอท้วง
“อาบน้ำซะ...อย่าช้า” กลายเป็นเขาที่ผละตัวเธอออกห่างแล้วหันหลังให้ทันที ร่างใหญ่เดินเร็วผ่าน้ำขึ้นฝั่งไปไม่เหลียวแลกลับมาอีกเลย
มาเรียมหลับตาหนีเรือนกายเปลือยเปล่าของเขาแล้วย่อตัวต่ำให้น้ำท่วมจนถึงหัวไหล่ด้วยความอับอาย ไอร้อนวูบวาบลามเลียผิวหน้าจนเธอรู้สึกได้ทั้งที่สภาพอากาศและในน้ำนี้เย็นยะเยือกเหลือเกิน
เมื่อหญิงสาวลืมตาอีกทีก็พบว่าแดนสรวงสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขานั่งอยู่บนก้อนหินที่โยนเสื้อผ้าของเธอวางเอาไว้สองมือกอดอกและจ้องมายังเธอเขม็งไม่ยอมให้คลาดสายตา
ร่างเล็กพยายามหันหลบและรีบล้างเนื้อล้างตัวเพื่อจะได้ไปจากลำธารนี้เสียที
เธอหนาว...และรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
“สองคนจะคุยดีกันไม่ได้เลยจริงๆ เหรอคะ” มาเรียมกอดอกรั้งผ้าคลุมไหล่สีขาวเอาไว้แล้วก้าวเข้ามายืนข้างๆ เขา แดนสรวงยิ้มให้แล้วประคองเธอกอดพาหันไปทางด้านทะเล เดินไปจนชิดติดรั้วไม้ “เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว” “พี่พจน์ดูจะรักคุณริกามากนะคะ ฉันก็ไม่เคยเห็นเขาเอาใจใครเท่านี้มาก่อนเหมือนกัน” “ผู้ชายแบบมันก็ปากหวานก้นเปรี้ยวไปทั่ว” “นั่นพี่ชายฉันนะแดน แล้วฉันก็มั่นใจว่ารักครั้งนี้ของพี่พจน์เป็นรักที่จริงจัง คุณริกาน้ำใจงามน่านับถือมาก ถ้าพี่พจน์เสียเธอไปฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน” มาเรียมเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ตรงผืนทะเลที่ดวงอาทิตย์กำลังจมลับลงไปทีละน้อย แสงสีแดงสีส้มระบายฝืนฟ้าและฝืนน้ำเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ชวนมองจนไม่อยากละสายตา “ที่ฉันปล่อยให้มันคบกับริกาก็เพราะน้องฉันโตแล้ว คิดเองเลือกเองดูแลตัวเองได้แล้ว เราถูกเลี้ยงมาแบบให้อิสระในการตัดสินใจกัน แต่ถ้ามันทิ้งริกาไปอีกคน มันได้ตายด้วยมือฉันแน่ๆ” “ค่ะ...พ่อคนเก่ง พ่อคนโหด พ่อจอมโจร” หญิงสาวล้อเลียน เขาจึงรั้งเธอมากอดเอาไว้เต็มอ้อมแขน ให้ร่างเล็กพิงพักแผ่นหลังของเธอลง
“พี่เรียม!!” ร่างเล็กในชุดใหม่ที่เธอไม่เคยมีวิ่งตัวลิ่วพร้อมตะโกนเรียกมาเรียมเสียงดัง เธอจำได้แม้จะเห็นเพียงด้านหลังในขณะที่หญิงสาวกำลังปิ้งบาบีคิวอยู่ริมสระว่ายน้ำ “อูซา...อูซาจริงๆ ด้วย มาได้ยังไงเนี่ย” มาเรียมหันกลับไปอ้าแขนรับอูซาเข้ามากอดด้วยความคิดถึงและแปลกใจปนเปกัน เด็กสาวดูซูบผอมลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเดิม “นายแดนให้ลุงแสงพามาส่งค่ะ หนูคิดถึงพี่เรียมมากๆ ร้องไห้ทุกวันเลย” “พี่ก็คิดถึงอูซาที่สุด พี่ตั้งใจว่าจะให้แดนไปรับอูซามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ไม่คิดว่าเขาจะรู้ใจพี่ขนาดนี้” “คงเหลือแต่เดือนกับดาวแล้วล่ะค่ะ ที่พี่เรียมยังไม่ได้” เด็กสาวเอ่ยปากหยอกล้อ จนอีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “เด็กแก่แดดนี่...ออ กินอะไรมาหรือยัง อูซามากับใคร แล้วลุงแสงล่ะ” “ลุงแสงพามาส่งขึ้นเครื่องบินที่เชียงใหม่ค่ะ หนูกลัวเกือบตายแล้วนายแดนก็ให้คนไปรับมาจากสนามบินดอนเมืองพามาส่งที่นี่แหละ” เด็กสาวผละออกจากร
“แดน...นายกลับมาแล้ว ฉันรอนายทุกวัน” มาเรียมโผเข้ามากอดเขาหลังจากหมอและพยาบาลตรวจอะไรต่อมิอะไรเสร็จแล้วในวันที่ตื่นขึ้นมาครั้งแรก เธอร้องไห้ตัวโยนซบอยู่บนแผงอกเขาจนน้ำตาเปียกชื้นเสื้อที่สวมอยู่ เขายังขยับตัวไม่ได้มาก ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทั้งร่างปวดระบมไปหมด เขาดีใจ...ที่สัมผัสแรกเป็นของเธอ อยากกอดอยากปลอบโยนเธอบางแต่ก็ทำไม่ได้ นึกย้อนถึงความฝันประหลาดได้พบกับวาเลนเซียร์ ไม่แน่ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งเขาอาจจะตายไปแล้วจริง แต่เพราะสำนึกฝังใจเรื่องลูกนี่แหละที่ผลักดันให้เขาไม่ยอมแพ้... “นายต้องปลอดภัยนะ...ลูกกับฉันจะไม่ไปไหนจนกว่านายจะหายดี” เธอกล่าวย้ำ และผละห่างเล็กน้อยดึงมือเขาไปกุมเอาไว้ ในขณะที่เขาพยายามเหลือบมองไปที่หน้าท้องของเธอและกระตุกมืออยากไปจับตรงส่วนนั้นด้วยความเป็นห่วง มาเรียมจึงวางมือของเขาแนบทาบไปที่ท้องน้อย “ลูกของเรา...” มาเรียมเอยได้เพียงเท่านั้น เธอยิ้มให้กับเขา “...” มันคือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ของมาเรียมคือโลกทั้งใบของเขา น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมาเองโด
สองเท้าก้าวเหยียบลงบนความว่างเปล่า...รอบตัวขาวโพลนไปหมดไม่มีจุดสิ้นสุด ชายหนุ่มก้มมองตัวเองในชุดสีขาวสะอาดตาแล้วลูบแรงๆ ไปตามหน้าท้อง แขนและส่วนต่างๆ...ไม่เจ็บ ไม่ปวด บาดแผลที่มีอยู่เต็มตัวก็หายไปเขาตายแล้วใช่ไหม...ความงุนงงปนเปเข้ามาในสภาวะที่ไม่คุ้นเคย เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่าที่นี่คือที่ไหนถ้าหากว่าเขาหมดลมหายใจไปแล้วจริงๆ นี่ควรจะเป็นสวรรค์หรือนรกดีล่ะ “พี่แดน...” “มาลัย!” เขาหันรอบตัวทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย แต่ไม่เห็นใคร ชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยว่าใยเขายังได้ยินเสียงเรียกที่เคยฝันถึงทุกๆ คืนหากว่าเขาตายไปแล้ว “!!” แดนสรวงผงะเมื่อร่างบางในชุดขาวฟูฟ่องมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วค่อยๆ เลือนรางหายไปปรากฏอยู่ห่างกันเล็กน้อย หญิงสาวในชุดสีขาวยิ้มเศร้าให้กับเขาชายกระโปรงของเธอยาวระพื้นจนปิดเท้า สองมือขนาบข้างลำตัว รอบๆ ตัวเธอมีหมอกจางๆ ลอยฟุ้งจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน “พี่แดน...” เธอเรียกเขา แต่แดนสรวงไม่เห็นริมฝีปากบางนั้นขยับ “มาลัย...มาลัยมาทำอะไรที่นี่ พี่ตายไปแล้วใช่ไหม” เขาถาม...และพยายามเดินไปหาร่างแบบบางระหง ทว่า...เธอกลับห่าง
คมพจน์นึกย้อนกลับไป สมัยที่เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งประธานบริษัทใหม่ๆ แทนบิดาซึ่งโรคภัยรุมเร้าและกลับไปปักหลักที่ต่างประเทศบ้านเกิดอย่างเป็นทางการ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือบิดาอยากมีเวลาดูแลมารดากับน้องสาวของเขาอย่างเต็มที่ด้วย หลังจากปล่อยให้สองคนนั้นอยู่กันตามลำพังเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเขาและบิดาก็บินไปบินมาสลับกันด้วยเพราะต่างก็มีภาระหน้าที่เขารู้สึกกับพอวา...ในตอนที่ยังเป็นผู้ช่วยแพทย์ เธอทั้งสวยทั้งเก่ง ดูเป็นผู้หญิงทันสมัยมีความมั่นใจสูง ด้วยความเป็นนักรักผู้ช่ำชอง และบริษัทของเขาได้ทำสัญญาประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลที่พอวาทำงานอยู่ในตอนนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเมื่อต้องการจะเข้าถึงตัวคุณหมอสาวการที่พอวานิสัยไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เคยผ่านมา มันดึงดูดให้เขาหลงใหลในตัวเธอมาก ถึงกับถอดเขี้ยวเล็บและคบหากันอย่างจริงจังอยู่นานแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป...ความหลง ความแปลกใหม่ก็เริ่มชาชิน พอวาจริงจังกับหน้าที่การงานมากจนเขาแทบไม่มีตัวตน เธอเป็นสาวมั่นที่ตัดสินใจเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเองทุกอย่างจนเหมือนเขาไม่ได้มีความหมายเขาเป็นผู้ชาย...ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิงแต่กลับมีภาวะความเ
“คุณไม่ควรพาเด็กมาในที่แบบนี้...”“...” ชายหนุ่มวางเด็กชายในอ้อมให้ยืนลงบนพื้น ละสายตาจากภาพทิวทัศน์ตรงหน้าจากหน้าผาสูงสู่เบื้องล่างอันเวิ้งว้าง เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เขาหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกทัก ที่ในอดีต...เขาคุ้นเคยกับน้ำเสียงนี้เป็นอย่างดี“ผมไม่อยากห่างกับเขา...แล้วริกาก็ต้องดูแลมาเรียม”“บนดอยยังอันตราย เรายังฟื้นฟูพื้นที่ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ” เธอกล่าว...สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเหลือบมองเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยืนเกาะขาของเขาไว้แน่นแม้ว่าคมพจน์จะมีเงินสร้างที่อยู่ชั่วคราวได้อย่างสะดวกสบายในระดับหนึ่ง แต่บนดอยที่เพิ่งถูกภัยธรรมชาติกระหน่ำไปหมาดๆ แห่งนี้ก็ไม่ได้เหมาะสมกับเด็กเล็กๆ อยู่ดี“ผมกับลูกไม่ได้ทำตัวเป็นภาระใคร แล้วก็ไม่ได้ขัดขวางการทำงานของคุณด้วย เจอตัวไอ้แดนเมื่อไหร่เราก็จะกลับกันทันที”“ตามใจ...ฉันเตือนด้วยความหวังดี เพราะถ้าเด็กมันป่วยขึ้นมามันจะลำบาก บุคลากรเราไม่พอ การเดินทางก็ลำบากแสนเข็ญ” เธอถอนหายใจแล้วส่ายหน้า พร้อมกับหันหลังกลับ เพื่อจะไปทำงานของตัวเองต่







