Masuk“พี่แดน...”
“...” ร่างใหญ่ผุดลุกจากที่นอนดีดตัวนั่งอัตโนมัติพร้อมกับลมหายใจหอบถี่ เขากะพริบตาแล้วสำรวจรอบๆ ก็พบว่าทุกอย่างยังมืดมิด และเขายังคงอยู่ในกระท่อมกลางป่าใหญ่ เพียงแต่บัดนี้ไม่ได้นิทราอยู่เพียงลำพังเหมือนก่อนเท่านั้น
คนตัวเล็กที่หลับใหลอยู่ข้างกายทำให้ฝันร้ายหวนกลับคืนมาประหนึ่งคนในฝันนั้นได้รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังกระทำ
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ แล้วผละลงจากแคร่ซึ่งดัดแปลงเป็นเตียงนอนเล็กๆ ขนาดสี่ฟุต มีฟูกรองไม่หนานักพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนสะอาด
ที่นี่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ก็พอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิตและไม่ได้เลวร้ายอย่างกระท่อมซอมซ่อที่เขาพามาเรียมไปขังไว้ในตอนแรก
ที่นี่ห่างไกลออกมา...
“มีผู้หญิงมานอนข้างๆ แล้วหลับไม่ลงเหรอครับคุณแดน...” เสียงนั้นทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังเปิดประตูแล้วเดินออกมาด้านนอกหันมอง
“ลุงแสง...ป่านนี้แล้วยังดื่มอยู่อีกเหรอ” แทนคำตอบเขากลับตั้งคำถามกับชายวัยกลางคนที่กำลังยกเหล้าเถื่อนในขวดเครื่องดื่มมึนเมาเทเข้าปาก
“อากาศมันหนาว...เดินไปเดินมาเฉยๆ ไม่ไหวหรอกครับ อีกครึ่งชั่วโมงผมก็ว่าจะไปนอนแล้วล่ะ เดี๋ยวไอ้เพิกมันมาเปลี่ยนเวรแทน”
“ออ...”
“เอาหน่อยไหมครับ” ลุงแสงยกน้ำเมาในขวดโชว์แล้วพยักหน้าเชิญชวน แสงไฟจากคบเพลิงไม้ไผ่ที่จุดเอาไว้ตรงหน้ากระท่อมทำให้แดนสรวงมองเห็นค่อนข้างชัดเจน
“ไม่ล่ะ...ขอสูบบุหรี่ดีกว่า” พูดพลางเขาก็หยิบบุหรี่ที่นำติดมือมาจากด้านในยกขึ้นจุดไฟแล้วสูบควันเข้าเต็มปอด บรรเทาความตึงเครียดในใจ ก่อนจะเดินลงบันไดลงมานั่งบนแคร่ไม้ใต้ถุนกระท่อมนั้น
“ยังไม่ฟื้นอีกเหรอครับ คุณผู้หญิงคนนั้นน่ะ...ผมว่าเราพาเข้าไปให้หมอในหมู่บ้านดูอาการเสียสักหน่อยก็น่าจะดี” ลุงแสงเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ ยังคงยกน้ำเมาขึ้นดื่ม “ไม่ตายง่ายๆ หรอก สายส่งข่าวพวกกะเหรี่ยงฝั่งโน้นหรือยัง” “พวกมันก็คงระวังเราอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่เองก็กวดขันเข้มงวดอย่างกับอะไรดี ไม่แน่มันอาจจะพบช่องทางใหม่ไปแล้วก็ได้”
“ผมก็คิดว่าแบบนั้น...นี่ก็เกือบปีแล้วที่พวกมันเงียบผิดปกติ แต่ผมไม่เชื่อหรอกว่ามันจะหยุด...”
“สายของเราก็ทำงานลำบากขึ้นกว่าเก่ามาก หวังว่าคงไม่มีการขนยาล็อตใหญ่เข้าประเทศมาแล้วหรอกนะครับ”
“ไม่นะ...น่าจะลักลอบทยอยเข้ามาแบบมดงานมากกว่า คงลองเชิงก่อน แต่มันต้องมีสักครั้งแหละที่พวกมันจะต้องส่งของจำนวนมากให้รายใหญ่” สีหน้าของแดนสรวงเคร่งเครียดขึ้น
“พวกเรากำลังลำบากนะครับคุณแดน...ถ้าเงียบรอพวกมันอยู่อย่างนี้ถ้าเกิดมันไปตั้งฐานผลิตยาที่อื่น ส่งกันทางอื่นแล้วเราไม่เสียเวลาเปล่าเหรอครับ” ลุงแสงกระดกเหล้าเข้าปากเป็นครั้งสุดท้ายแล้ววางขวดเปล่าลงข้างตัว หันหน้ามองชายหนุ่มเพื่อรอคำตอบ
“ไม่มีทางหรอกลุงแสง หาช่องทางลำเลียงเข้าไทยทางใหม่ยังง่ายกว่าย้ายฐานการผลิต มันไม่ได้มีที่ให้พวกมันโยกย้ายกันเป็นว่าเล่นเสียหน่อย รอยต่อระหว่างประเทศในแถบนี้เป็นทำเลเหมาะที่สุดแล้ว มดงานโง่ๆ ก็มีเยอะ...”
“แล้ว...คุณผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ คิดจะขังเขาไว้ในป่านี้ตลอดไปหรือยังไง มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ปล่อยวางเถอะคุณแดน ต่อให้ทรมานเธอจนตายคุณมาลัยก็ไม่มีทางฟื้นขึ้นมา”
“ปล่อยวางเหรอ!! ลุงแสง...” น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาวาววับทอประกายกับแสงจากคบไฟ ราวกับความแค้นกำลังลุกโชนบ้าคลั่งอยู่ในแววตานั้น
“ที่ผมต้องมาอยู่ในสภาพนี้เพราะพวกมันไม่ใช่เหรอ...มาลัยต้องตาย น้องสาวอีกคนก็หายไป ครอบครัวผมพังพินาศ แต่ผมกลับต้องมานั่งทำใจยอมรับแล้วปล่อยให้ไอ้คนที่ทำลายทุกอย่างอยู่อย่างมีความสุขบนกองเงินกองทอง ไม่เคยได้รู้ถึงความเจ็บปวดแม้แต่เศษเสี้ยวอย่างนั้นเหรอ คนที่อยู่ก็เหมือนตาย อยากตายก็ไม่ได้ตายอย่างผมหน้าตาดูมีคุณธรรมขนาดนั้นเลยเหรอ”
ริมฝีปากหนายิ้มเหยียดแล้วยกบุหรี่ขึ้นดูดหยาบๆ ปล่อยพ่นควันให้ฟุ้งโขมงออกไปในอากาศ
“แต่คุณมาเรียมเธอไม่เคยรู้...”
“ครอบครัวผมก็ไม่เคยไปทำอะไรพวกมันเหมือนกัน แต่ก็ต้องมาวิบัติเพราะความเลวของได้คมพจน์ ผมไม่ควรปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาอยู่จนถึงทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป”
“ความเจ็บแค้นที่ล้างดับด้วยไฟแค้นมันไม่มอดหรอกครับ...ยิ่งจะเผาไหม้ให้ทุกฝ่ายย่อยยับไม่สิ้นสุด ผมเป็นห่วงคุณแดนนะครับ อยากให้กลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิมเสียสักที นายฝรั่งกับคุณชมชบา แล้วก็คุณมาลัยจะได้หมดห่วง”
“ผมอยู่แบบนี้ดีแล้ว ป่าคือบ้านของผม คนในหมู่บ้านแล้วก็ทุกคนที่นี่คือครอบครัว ผมทิ้งไปไม่ได้อย่าผลักไสให้ผมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักอีกเลย” “คุณแดน...” ลุงแสงถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะจนคำพูดจะเกลี้ยกล่อม แกเป็นคนที่รู้เห็นและเข้าใจในความรู้สึกของแดนสรวงทุกอย่าง ที่ผ่านมาถึงได้คอยดูแลอยู่ข้างๆ เสมอ แต่ด้วยอายุที่อาวุโสกว่าหลายสิบปีก็ย่อมอยากให้ชายหนุ่มที่รักเหมือนลูกเหมือนหลานได้มีวิถีชีวิตที่ดีกว่านี้
เป็น...ในแบบที่เขาเคยเป็น ไม่ใช่มาจมปลักอยู่บนดงบนดอยหาความก้าวหน้าไม่เจอ ลมหายใจทุกวันแขวนเอาไว้บนความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดา อาจสิ้นชื่อไปจากโลกเสียเมื่อไหร่ก็ได้
“ลุงไปนอนเถอะผมจะอยู่รอเพิกเอง เดี๋ยวมันคงมา” บุหรี่หมดมวนในเวลาเพียงไม่นาน ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผม แล้วรวบขมวดปมเอาไว้ลวกๆ แล้วเอ่ยบอกกับลุงแสง
“ฟังคนแก่บ่นหน่อยเดียวถึงกับออกปากไล่เลยเหรอครับ ฮ่าๆ ก็ได้ๆ งั้นลุงไปนอนก่อน เมื่อเช้าพวกไอ้ช้างมันเข้าไปในหมู่บ้านเอายาแก้ไข้ติดมือมาด้วย เอานี่...เผื่อคุณแดนจะได้เอาไว้นังหนูนั่นกินกันตาย” ชายวัยกลางคนล้วงมือหยิบของที่ว่าในกระเป๋าเสื้อแขนยาวแล้วยื่นส่งให้แดนสรวง
แดนสรวงพยักหน้าแต่ไม่ได้รับไว้ ลุงแสงเลยวางตั้งบนแคร่แล้วหันหลังเดินไปยังกระท่อมของตัวเอง
ตีสี่...อีกไม่กี่ชั่วโมงตะวันก็จะวนเวียนโผล่ขึ้นมาตรงขอบฟ้าอีกครั้งแล้ว ชายหนุ่มโยนก้นบุหรี่ในมือทิ้งเมื่อเห็นร่างคุ้นตาเดินออกจากกระท่อมหลังใหญ่สุด ซึ่งหลายๆ คนในกลุ่มจะรวมตัวอาศัยกันอยู่ที่นั่น มีแค่เขากับลุงแสงที่แยกออกมามีที่พำนักเป็นของตัวเอง เพื่อจะได้ประหยัดวัสดุธรรมชาติในการนำมาใช้ก่อสร้าง
เมื่อยู่ในป่าก็ต้องรู้จักบุญคุณป่า ปกป้องป่า...
เขาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาจากลุงแสงมาตลอดหลายปี และมันก็เป็นจริงอย่างที่ลุงแกบอกทุกอย่าง
ลุงแสงเคยเป็นพรานมือฉมังมาก่อน ผืนดงพงไพรเปรียบเสมือนเลือดเนื้อในกายของแก อาจเป็นเพราะความรักและศรัทธาในธรรมชาตินี่แหละเขาและลุงแสงจึงสามารถรอดชีวิตมาได้และมีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้
“คุณแดนนอนไม่หลับเหรอครับ อืม...หนาวชะมัดเลย” เพิกเดินใกล้เข้ามาปิดปากหาววอดๆ แล้วกอดกายพ่นลมหายใจอุ่นๆ บรรเทาความเย็นยะเยือกในช่วงฟ้าใกล้สาง
“จะเช้าอยู่แล้วเลยตื่นมานั่งคุยกับลุงแสง แล้วก็รอนายอยู่นี่แหละ”
“ครับ...งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะ อยู่เฉยๆ มันหนาวจนอยากกลับไปมุดผ้าห่มอีกรอบแล้วเนี่ย”
“ตามสบาย” แดนสรวงยิ้มให้กับลูกน้อง ต่างคนต่างแยกย้ายกันตัวเขาก็หยิบซองยาที่ลุงแสงทิ้งไว้ให้แล้วลุกเดินกลับขึ้นไปบนกระท่อม ด้านในมีแสงสลัวจากคบไฟที่ส่องเล็ดลอดเข้ามาเล็กน้อยทำให้เขาเห็นร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มยังคงหลับสนิท เธอไม่ได้มีไข้อย่างที่ลุงแสงกังวล แต่ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลยตั้งแต่เขาพากลับมา แต่ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรนัก
เขารอได้...รอให้เธอตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ความเจ็บปวดสาหัสในหัวใจเขาไม่ต่างกัน
“สองคนจะคุยดีกันไม่ได้เลยจริงๆ เหรอคะ” มาเรียมกอดอกรั้งผ้าคลุมไหล่สีขาวเอาไว้แล้วก้าวเข้ามายืนข้างๆ เขา แดนสรวงยิ้มให้แล้วประคองเธอกอดพาหันไปทางด้านทะเล เดินไปจนชิดติดรั้วไม้ “เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว” “พี่พจน์ดูจะรักคุณริกามากนะคะ ฉันก็ไม่เคยเห็นเขาเอาใจใครเท่านี้มาก่อนเหมือนกัน” “ผู้ชายแบบมันก็ปากหวานก้นเปรี้ยวไปทั่ว” “นั่นพี่ชายฉันนะแดน แล้วฉันก็มั่นใจว่ารักครั้งนี้ของพี่พจน์เป็นรักที่จริงจัง คุณริกาน้ำใจงามน่านับถือมาก ถ้าพี่พจน์เสียเธอไปฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน” มาเรียมเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ตรงผืนทะเลที่ดวงอาทิตย์กำลังจมลับลงไปทีละน้อย แสงสีแดงสีส้มระบายฝืนฟ้าและฝืนน้ำเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ชวนมองจนไม่อยากละสายตา “ที่ฉันปล่อยให้มันคบกับริกาก็เพราะน้องฉันโตแล้ว คิดเองเลือกเองดูแลตัวเองได้แล้ว เราถูกเลี้ยงมาแบบให้อิสระในการตัดสินใจกัน แต่ถ้ามันทิ้งริกาไปอีกคน มันได้ตายด้วยมือฉันแน่ๆ” “ค่ะ...พ่อคนเก่ง พ่อคนโหด พ่อจอมโจร” หญิงสาวล้อเลียน เขาจึงรั้งเธอมากอดเอาไว้เต็มอ้อมแขน ให้ร่างเล็กพิงพักแผ่นหลังของเธอลง
“พี่เรียม!!” ร่างเล็กในชุดใหม่ที่เธอไม่เคยมีวิ่งตัวลิ่วพร้อมตะโกนเรียกมาเรียมเสียงดัง เธอจำได้แม้จะเห็นเพียงด้านหลังในขณะที่หญิงสาวกำลังปิ้งบาบีคิวอยู่ริมสระว่ายน้ำ “อูซา...อูซาจริงๆ ด้วย มาได้ยังไงเนี่ย” มาเรียมหันกลับไปอ้าแขนรับอูซาเข้ามากอดด้วยความคิดถึงและแปลกใจปนเปกัน เด็กสาวดูซูบผอมลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเดิม “นายแดนให้ลุงแสงพามาส่งค่ะ หนูคิดถึงพี่เรียมมากๆ ร้องไห้ทุกวันเลย” “พี่ก็คิดถึงอูซาที่สุด พี่ตั้งใจว่าจะให้แดนไปรับอูซามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ไม่คิดว่าเขาจะรู้ใจพี่ขนาดนี้” “คงเหลือแต่เดือนกับดาวแล้วล่ะค่ะ ที่พี่เรียมยังไม่ได้” เด็กสาวเอ่ยปากหยอกล้อ จนอีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “เด็กแก่แดดนี่...ออ กินอะไรมาหรือยัง อูซามากับใคร แล้วลุงแสงล่ะ” “ลุงแสงพามาส่งขึ้นเครื่องบินที่เชียงใหม่ค่ะ หนูกลัวเกือบตายแล้วนายแดนก็ให้คนไปรับมาจากสนามบินดอนเมืองพามาส่งที่นี่แหละ” เด็กสาวผละออกจากร
“แดน...นายกลับมาแล้ว ฉันรอนายทุกวัน” มาเรียมโผเข้ามากอดเขาหลังจากหมอและพยาบาลตรวจอะไรต่อมิอะไรเสร็จแล้วในวันที่ตื่นขึ้นมาครั้งแรก เธอร้องไห้ตัวโยนซบอยู่บนแผงอกเขาจนน้ำตาเปียกชื้นเสื้อที่สวมอยู่ เขายังขยับตัวไม่ได้มาก ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทั้งร่างปวดระบมไปหมด เขาดีใจ...ที่สัมผัสแรกเป็นของเธอ อยากกอดอยากปลอบโยนเธอบางแต่ก็ทำไม่ได้ นึกย้อนถึงความฝันประหลาดได้พบกับวาเลนเซียร์ ไม่แน่ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งเขาอาจจะตายไปแล้วจริง แต่เพราะสำนึกฝังใจเรื่องลูกนี่แหละที่ผลักดันให้เขาไม่ยอมแพ้... “นายต้องปลอดภัยนะ...ลูกกับฉันจะไม่ไปไหนจนกว่านายจะหายดี” เธอกล่าวย้ำ และผละห่างเล็กน้อยดึงมือเขาไปกุมเอาไว้ ในขณะที่เขาพยายามเหลือบมองไปที่หน้าท้องของเธอและกระตุกมืออยากไปจับตรงส่วนนั้นด้วยความเป็นห่วง มาเรียมจึงวางมือของเขาแนบทาบไปที่ท้องน้อย “ลูกของเรา...” มาเรียมเอยได้เพียงเท่านั้น เธอยิ้มให้กับเขา “...” มันคือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ของมาเรียมคือโลกทั้งใบของเขา น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมาเองโด
สองเท้าก้าวเหยียบลงบนความว่างเปล่า...รอบตัวขาวโพลนไปหมดไม่มีจุดสิ้นสุด ชายหนุ่มก้มมองตัวเองในชุดสีขาวสะอาดตาแล้วลูบแรงๆ ไปตามหน้าท้อง แขนและส่วนต่างๆ...ไม่เจ็บ ไม่ปวด บาดแผลที่มีอยู่เต็มตัวก็หายไปเขาตายแล้วใช่ไหม...ความงุนงงปนเปเข้ามาในสภาวะที่ไม่คุ้นเคย เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่าที่นี่คือที่ไหนถ้าหากว่าเขาหมดลมหายใจไปแล้วจริงๆ นี่ควรจะเป็นสวรรค์หรือนรกดีล่ะ “พี่แดน...” “มาลัย!” เขาหันรอบตัวทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย แต่ไม่เห็นใคร ชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยว่าใยเขายังได้ยินเสียงเรียกที่เคยฝันถึงทุกๆ คืนหากว่าเขาตายไปแล้ว “!!” แดนสรวงผงะเมื่อร่างบางในชุดขาวฟูฟ่องมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วค่อยๆ เลือนรางหายไปปรากฏอยู่ห่างกันเล็กน้อย หญิงสาวในชุดสีขาวยิ้มเศร้าให้กับเขาชายกระโปรงของเธอยาวระพื้นจนปิดเท้า สองมือขนาบข้างลำตัว รอบๆ ตัวเธอมีหมอกจางๆ ลอยฟุ้งจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน “พี่แดน...” เธอเรียกเขา แต่แดนสรวงไม่เห็นริมฝีปากบางนั้นขยับ “มาลัย...มาลัยมาทำอะไรที่นี่ พี่ตายไปแล้วใช่ไหม” เขาถาม...และพยายามเดินไปหาร่างแบบบางระหง ทว่า...เธอกลับห่าง
คมพจน์นึกย้อนกลับไป สมัยที่เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งประธานบริษัทใหม่ๆ แทนบิดาซึ่งโรคภัยรุมเร้าและกลับไปปักหลักที่ต่างประเทศบ้านเกิดอย่างเป็นทางการ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือบิดาอยากมีเวลาดูแลมารดากับน้องสาวของเขาอย่างเต็มที่ด้วย หลังจากปล่อยให้สองคนนั้นอยู่กันตามลำพังเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเขาและบิดาก็บินไปบินมาสลับกันด้วยเพราะต่างก็มีภาระหน้าที่เขารู้สึกกับพอวา...ในตอนที่ยังเป็นผู้ช่วยแพทย์ เธอทั้งสวยทั้งเก่ง ดูเป็นผู้หญิงทันสมัยมีความมั่นใจสูง ด้วยความเป็นนักรักผู้ช่ำชอง และบริษัทของเขาได้ทำสัญญาประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลที่พอวาทำงานอยู่ในตอนนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเมื่อต้องการจะเข้าถึงตัวคุณหมอสาวการที่พอวานิสัยไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เคยผ่านมา มันดึงดูดให้เขาหลงใหลในตัวเธอมาก ถึงกับถอดเขี้ยวเล็บและคบหากันอย่างจริงจังอยู่นานแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป...ความหลง ความแปลกใหม่ก็เริ่มชาชิน พอวาจริงจังกับหน้าที่การงานมากจนเขาแทบไม่มีตัวตน เธอเป็นสาวมั่นที่ตัดสินใจเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเองทุกอย่างจนเหมือนเขาไม่ได้มีความหมายเขาเป็นผู้ชาย...ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิงแต่กลับมีภาวะความเ
“คุณไม่ควรพาเด็กมาในที่แบบนี้...”“...” ชายหนุ่มวางเด็กชายในอ้อมให้ยืนลงบนพื้น ละสายตาจากภาพทิวทัศน์ตรงหน้าจากหน้าผาสูงสู่เบื้องล่างอันเวิ้งว้าง เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เขาหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกทัก ที่ในอดีต...เขาคุ้นเคยกับน้ำเสียงนี้เป็นอย่างดี“ผมไม่อยากห่างกับเขา...แล้วริกาก็ต้องดูแลมาเรียม”“บนดอยยังอันตราย เรายังฟื้นฟูพื้นที่ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ” เธอกล่าว...สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเหลือบมองเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยืนเกาะขาของเขาไว้แน่นแม้ว่าคมพจน์จะมีเงินสร้างที่อยู่ชั่วคราวได้อย่างสะดวกสบายในระดับหนึ่ง แต่บนดอยที่เพิ่งถูกภัยธรรมชาติกระหน่ำไปหมาดๆ แห่งนี้ก็ไม่ได้เหมาะสมกับเด็กเล็กๆ อยู่ดี“ผมกับลูกไม่ได้ทำตัวเป็นภาระใคร แล้วก็ไม่ได้ขัดขวางการทำงานของคุณด้วย เจอตัวไอ้แดนเมื่อไหร่เราก็จะกลับกันทันที”“ตามใจ...ฉันเตือนด้วยความหวังดี เพราะถ้าเด็กมันป่วยขึ้นมามันจะลำบาก บุคลากรเราไม่พอ การเดินทางก็ลำบากแสนเข็ญ” เธอถอนหายใจแล้วส่ายหน้า พร้อมกับหันหลังกลับ เพื่อจะไปทำงานของตัวเองต่







