Masukคลื่นใต้น้ำเริ่มขยับ
สารลับจากวังหลวงถูกส่งออกไปอย่างเงียบงันในยามค่ำคืน ม้าด่วนวิ่งฝ่าความมืดออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่จวนตระกูลขุนนางหลายแห่ง — รวมถึงตระกูลของ “นาง” ด้วย ในจวนหลังหนึ่ง หญิงสาวในชุดเรียบหรูยืนอ่านราชสารในมือ ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเฉียบ “หลิงอันยังไม่ตายจริงๆ สินะ…” เสียงหัวเราะเบา ๆ แฝงความสะใจดังขึ้นในห้องนางไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้ว่านางเอกอยู่ในฐานะใด ไม่รู้ว่าใกล้ชิดองค์ชายเยี่ยนหยางเพียงไหนรู้เพียงอย่างเดียว—หลิงอันยังมีชีวิตอยู่และนั่นก็เพียงพอจะทำให้ความริษยาในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง “งั้นก็ยิ่งดี…คราวนี้ ข้าจะเหยียบเจ้าให้จมลงไปเอง” --- ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหลงเยว่ หลิงอันยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองกิ่งเหมยที่ไหวเอนตามแรงลม เช้าวันนี้อากาศเย็นผิดปกติ ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูหนาวเต็มตัว นางขมวดคิ้วเล็กน้อยหัวใจรู้สึกไม่สบายอย่างประหลาด “สารไปถึงนางแล้วสินะ…” หลิงอันพึมพำกับตัวเองเบาๆ แม้ยังไม่มีใครมาบอก แต่นางก็รู้ดีจากนิยาย จากประสบการณ์ชีวิตก่อนช่วงงานเลือกคู่ คือจุดเริ่มต้นของการห้ำหั่นครั้งนี้…ศัตรูไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่คือ “เพื่อนสนิท” ที่เคยยืนมองนางล้มลงโดยไม่ยื่นมือช่วย หลิงอันหลับตาลง สูดลมหายใจลึกจากนั้นลืมตาขึ้นด้วยแววตานิ่งสงบ “ถ้าเจ้าจะเข้ามาในวังนี้…ข้าก็ต้องพร้อมรับมือ” แผนการในหัวเริ่มเรียงร้อยอย่างเงียบงันไม่ใช่แผนร้ายแต่เป็นแผน เอาตัวรอด --- อีกฟากหนึ่งของวัง เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเป็นจังหวะ ฉับ! ฉับ! องค์ชายเยี่ยนหยางอยู่ในลานฝึก ดาบในมือฟาดฟันอย่างแม่นยำ คู่ซ้อมของเขา — ชายหนุ่มร่างสูงผู้เป็นทั้งองครักษ์และสหายร่วมรบ — ต้องถอยหลังไปหลายก้าว “ฝีมือเจ้ายังไม่ตกเลย ทั้งที่ช่วงนี้งานรุมเร้า” คู่หูเอ่ย เยี่ยนหยางสะบัดดาบเบาๆ ก่อนเก็บเข้าฝักหยาดเหงื่อไหลลงตามขมับ แต่แววตาคมกลับนิ่งสงบ “ศึกครั้งนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พลาด” เขาพูดเรียบๆ “ถ้าชนะ…ข้าจะได้สิทธิ์เลือก” คู่หูชะงัก มองหน้าเขาอย่างเข้าใจ “เลือก…ใครบางคน?” เยี่ยนหยางไม่ตอบแต่ภาพของหลิงอันในชุดเรียบ นั่งอ่านตำราข้างโคมไฟ กลับผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนมือที่เคยจับดาบแน่นกลับอ่อนลงเล็กน้อย “ข้าจะไม่ให้ใครแตะต้องนาง” เขาพูดช้าๆ น้ำเสียงเด็ดขาดทั้งในสนามรบและในวังหลัง --- ในค่ำวันเดียวกัน หลิงอันเดินไปที่ห้องหนังสือของเยี่ยนหยาง เห็นแสงไฟลอดออกมาจากช่องประตู นางชะงักเล็กน้อยก่อนเคาะเบาๆ “เข้ามา” เสียงทุ้มดังขึ้น เยี่ยนหยางเงยหน้าจากแผนที่ เห็นหลิงอันยืนอยู่ตรงนั้นก็ผ่อนสีหน้าลงโดยไม่รู้ตัว “ยังไม่นอนอีกหรือ” “หม่อมฉัน…รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเจ้าค่ะ” นางเดินเข้ามาใกล้ “เหมือนจะมีเรื่องกำลังจะเกิดขึ้น” เยี่ยนหยางมองนางนิ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับข้อมือเบาๆไม่แรง ไม่รั้งแค่…มั่นคง “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะอยู่ตรงนี้” เขาพูดเสียงต่ำ “จำไว้” หลิงอันเงยหน้าสบตาเขา หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้คลื่นใต้น้ำเริ่มขยับ ศึกในสนามรบใกล้เข้ามาและศึกในวัง…ก็เริ่มแล้วเช่นกัน เช้าวันนั้น ประตูวังชั้นในเปิดออกอย่างเป็นทางการ รถม้าจากตระกูลใหญ่เล็กทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ธงประจำตระกูลสะบัดไหวท่ามกลางเสียงระฆังรับแขกของราชสำนัก บรรยากาศเคร่งขรึมแต่แฝงด้วยการแข่งขันที่มองไม่เห็น บุตรสาวจากหลายตระกูลถูกจัดให้อาศัยรวมกันในตำหนักรับรองฝ่ายใน ทุกคนต่างสวมชุดงดงามที่สุดของตน สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง บ้างแฝงความทะเยอทะยาน บ้างซ่อนความประหม่าไว้ใต้รอยยิ้ม หลิงอันยืนอยู่ท่ามกลางพวกนางอย่างสงบ นางไม่ได้โดดเด่นที่สุด แต่ก็ไม่จมหาย ความนิ่ง สุภาพ และสายตาที่รู้เท่าทัน ทำให้หัวหน้านางกำนัลแอบมองนางอยู่หลายครั้ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” เสียงหัวหน้านางกำนัลประกาศ “พวกเจ้าจะต้องเรียนรู้กิริยามารยาทของฝ่ายใน การเดิน การคำนับ การสนทนา การวางตัวต่อเบื้องสูง และการควบคุมอารมณ์ ผู้ใดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจถูกคัดออกได้ทันที” หลายคนหน้าเสีย บางคนกำมือแน่นการฝึกเริ่มขึ้นอย่างเข้มงวด เดินต้องไม่เร็วไม่ช้า ก้มศีรษะต้องได้องศา นั่งต้องไม่ให้ชายกระโปรงกระเพื่อม แม้แต่การยกถ้วยชา ก็ต้องนิ่งดุจสายน้ำ จักรพรรดินี—มารดาของเยี่ยนหมิง—นั่งอยู่เบื้องบน สีหน้าคมกริบ ดวงตาเย็นชา จับผิดทุกท่าทางอย่างไม่ปรานี ตรงกันข้ามกับ พระพันปี ซึ่งประทับอยู่ข้างกัน นางทอดพระเนตรด้วยสายตาสงบ สุขุม และเที่ยงธรรม “เด็กคนนี้…” พระพันปีรับสั่งเบาๆ กับหัวหน้านางกำนัล ขณะสายพระเนตรหยุดที่หลิงอัน “…ท่าทางไม่ใช่แค่ถูกสอนมา แต่เหมือนเคยอยู่กับกฎระเบียบพวกนี้มาก่อน” หัวหน้านางกำนัลพยักหน้า “เพคะ นางไม่เร่ง ไม่ฝืน แต่ทุกอย่างพอดี” ระหว่างการทดสอบหนึ่งในบุตรสาวตระกูลใหญ่เผลอแสดงอารมณ์หงุดหงิดออกมาเมื่อถูกตำหนิ เสียงกระซิบซุบซิบเริ่มดังขึ้นหลิงอันกลับนิ่ง นางก้มศีรษะอย่างเหมาะสม รอคำสั่งโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ ภาพนั้นทำให้พระพันปีแย้มรอยยิ้มจางๆ อย่างพึงพอใจ “ในวังนี้” พระพันปีรับสั่งเรียบๆ แต่ชัดเจน “ผู้ที่อยู่รอด ไม่ใช่ผู้ที่โดดเด่นที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักประมาณตนและยึดมั่นในความถูกต้อง” คำรับสั่งนั้นทำให้หลายคนสะดุ้ง แต่หลิงอันกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับคำพูดนั้นมิได้เป็นเพียงการตัดสิน แต่เป็นการปกป้อง นางไม่รู้เลยว่า…ตั้งแต่วินาทีนั้น สายพระเนตรของผู้เป็น “ย่าแห่งแผ่นดิน” ได้เลือกจดจำชื่อ หลิงอัน ไว้แล้ว และการคัดเลือกครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการเลือกชายาแต่คือการเปิดฉากของศึกในวังหลัง…ที่กำลังจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลานฝึกด้านในวังหลวงคึกคักกว่าทุกวัน เสียงฝีเท้าของบุตรสาวจากตระกูลต่างๆ ดังสลับกับเสียงนางกำนัลที่คอยกำกับท่วงท่า ทุกคนสวมชุดฝึกสีอ่อนเหมือนกันหมด ทว่าความแตกต่างกลับอยู่ที่แววตา—บางคนเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน บางคนแฝงความกังวล และบางคน…แสร้งสงบเพื่อซ่อนคมมีดในใจ หลิงอันยืนอยู่แถวหน้าอย่างสง่างาม แม้ฐานะของนางจะเป็น “ชายาเงียบ” ขององค์ชายเยี่ยนหยางแล้ว ทว่ากฎของวังหลวงกลับไม่เคยเว้นช่องให้ใคร เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นพร้อมการประกาศของขันที “พระพันปีเสด็จ— จักรพรรดินีเสด็จ—” ทุกคนคุกเข่าลงพร้อมกัน พระพันปีประทับนั่งด้วยสีหน้าสงบ ดวงตาเฉียบคมแต่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ข้างกายคือจักรพรรดินี—มารดาของเยี่ยนหมิง—ผู้มีรอยยิ้มบางเบาแต่สายตากลับเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง จักรพรรดินีทอดสายตามองเหล่าสตรีทีละคน ก่อนหยุดอยู่ที่หลิงอัน “หลิงอัน” พระนางเอ่ยเสียงเรียบ “แม้เจ้าจะเป็นชายาเงียบขององค์ชายเยี่ยนหยาง แต่การคัดเลือกครั้งนี้ เป็นกฎของวัง” นางกำนัลรอบข้างเงียบกริบ “เจ้าจะต้องเข้าร่วมการฝึกและการทดสอบเช่นเดียวกับสตรีคนอื่น” จักรพรรดินีตรัสต่อ “เพื่อพิสูจน์ว่า…เจ้าคู่ควรยืนอยู่ข้างองค์ชายหรือไม่” หลิงอันคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย “หม่อมฉันน้อมรับเพคะ” คำตอบหนักแน่นจนพระพันปีเหลือบมองนางอย่างพึงใจเล็ก ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปากของพระพันปี ราวกับมองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น “ดี” พระพันปีตรัสสั้น ๆ “วังหลังไม่ต้องการสตรีที่อาศัยเพียงสถานะ” ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังแถว “หม่อมฉัน…มาช้าไปเล็กน้อยเพคะ” เสียงนั้นทำให้หลิงอันชะงักนางเงยหน้าขึ้น—และหัวใจก็เย็นวาบ หญิงสาวในชุดฝึกงดงาม ดวงหน้าคุ้นเคยที่นางไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มสุภาพ เพื่อนสนิทของนางคนที่ในชาติหนึ่ง…เคยยืนมองนางนอนสลบโดยไม่ช่วยเหลือสายตาของทั้งคู่สบกันเพียงชั่ววินาทีเดียวรอยยิ้มของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความประหลาดใจ—และความสะใจที่ปิดไม่มิด ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ…หลิงอันก้มตาลงอย่างสงบ ซ่อนความเย็นเยียบไว้ใต้ท่าทีอ่อนโยนดี…เช่นนั้นคราวนี้ เรามาดูกันว่า ใครจะยืนอยู่ในวังนี้ได้นานกว่ากันไกลออกไป ณ ตำหนักอีกฟากหนึ่งองค์ชายเยี่ยนหยางหยุดการฝึกชั่วครู่ หัวใจเต้นแรงอย่างไร้สาเหตุ ราวกับมีบางอย่างกำลังเริ่มต้นขึ้น—บางอย่างที่เขาต้องปกป้อง…ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม ลานฝึกกิริยามารยาทของวังหลังคลาคล่ำไปด้วยสตรีจากตระกูลใหญ่ทั่วแคว้น ทุกคนแต่งกายงดงาม ทว่าดวงตากลับแฝงความระแวดระวัง ไม่มีใครมาที่นี่ด้วยใจบริสุทธิ์นัก—ต่างรู้ดีว่านี่คือสนามรบอีกแบบหนึ่ง หลิงอันยืนอยู่แถวหน้า สีหน้าเรียบนิ่ง กิริยาสงบเสงี่ยมตามแบบชายาเอกที่ได้รับการอบรมมาแล้ว ทว่าภายในกลับตื่นตัวทุกฝีก้าว และแล้ว…รอยยิ้มที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้น “หลิงอัน…ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” เสียงหวานราวน้ำผึ้งทำให้นางหันไปสบตา ไป๋เสวี่ยอัน เพื่อนสนิทในอดีต—คนที่ยืนมองนางล้มลงในชาติก่อน แววตานั้นยังเหมือนเดิมอ่อนโยน…แต่เย็นชา “ข้าก็ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าในวัง” หลิงอันตอบยิ้มบางอย่างสุภาพ “นึกว่าเจ้าจะไม่สนใจตำแหน่งชายาเสียอีก” ไป๋เสวี่ยอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเบา “ตำแหน่งแบบนี้ ใครจะไม่สนใจเล่า” คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงหัวหน้านางกำนัลก็ดังขึ้น เริ่มการฝึกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่การเดิน การคำนับ การรินชา ไปจนถึงการตอบคำถามเฉพาะหน้า และการกลั่นแกล้งก็เริ่มขึ้นอย่างแนบเนียน ไป๋เสวี่ยอัน “เผลอ” ขยับถาดชาจนชาเกือบหกใส่หลิงอัน หากเป็นคนอื่น คงตื่นตระหนกไปแล้ว แต่หลิงอันเพียงเอียงข้อมือเล็กน้อยถาดชากลับมั่นคงราวถูกฝึกมานับร้อยครั้งหยดชาที่กระเด็น กลับไปเปื้อนแขนเสื้อของไป๋เสวี่ยอันแทน—ต่อหน้าพระพันปีและหัวหน้านางกำนัล “โอ๊ะ…ขออภัย” หลิงอันเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าเห็นเจ้าดูรีบ จึงคิดจะช่วยรับถาดไว้” ไป๋เสวี่ยอันหน้าเสีย เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบลานฝึกพระพันปีทอดพระเนตรหลิงอันอย่างสนใจ มุมพระโอษฐ์คล้ายยกขึ้นเล็กน้อย—ถูกชะตาอย่างเห็นได้ชัด --- อีกฟากหนึ่งของวัง เสียงดาบกระทบกันดังแกร่งกรังเยี่ยนหยางกำลังฝึกซ้อมกับคู่หูอย่างจริงจัง แววตาเฉียบคม ร่างกายเคลื่อนไหวมั่นคงราวเสือที่ถูกล่ามโซ่ไว้ไม่นานนัก “องค์ชาย” ขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาใกล้ ก้มลงกระซิบเบาๆ “ชายาหลิงอัน…ถูกเรียกเข้าร่วมการคัดเลือกชายาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ปลายดาบของเยี่ยนหยางหยุดนิ่งในเสี้ยวลมหายใจ แรงกดในมือเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ใครเป็นผู้สั่ง" “จักรพรรดินี…กับพระพันปีพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาเยี่ยนหยางมืดลง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “พอแค่นี้” เขาวางดาบ หันหลังให้สนามฝึก ไม่มีใครรู้ว่าในเงามืดใต้ชายคาวังหลังนั้น องค์ชายผู้เย็นชากำลังยืนมองใครอยู่ หลิงอัน…ที่ยืนสงบ ท่ามกลางงูพิษในรอยยิ้มและเขาเริ่มแน่ใจขึ้นทุกที—วังหลังแห่งนี้อันตรายเกินกว่าจะปล่อยนางไว้เพียงลำพังเสียงกลองพิธีดังขึ้นก้องวังหลวง เช้าวันนี้ ลานพิธีแน่นขนัดไปด้วยขุนนาง ราชวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วแคว้น นี่คือวันอภิเษกขององค์ชายทั้งสองก่อนพิธี — คู่เยี่ยนหมิงไป๋เสวี่ยอันยืนอยู่ข้างเยี่ยนหมิง นางแต่งกายสมฐานะพระชายา สีหน้าเรียบแต่แววตามั่นใจ“อีกไม่นาน หม่อมฉันก็จะเป็นชายาของพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว”นางเอ่ยเสียงต่ำ แฝงความหมาย“ต่อไป เราควรช่วยกันวางแผนเรื่องในวังหลังบ้างนะเพคะ”เยี่ยนหมิงปรายตามองนางแววตานั้นเย็นจัด…และคมกริบ“เจ้าอย่าคิดไกลเกินฐานะ”ไป๋เสวี่ยอันชะงัก “หม่อมฉันหมายความว่า—”“เจ้าคือผู้ถูกเลือกเพราะ เหมาะสม ไม่ใช่เพราะข้าต้องการ”เสียงเขาเรียบ แต่คำพูดกลับร้ายกาจ“อย่าสำคัญตัวผิด”ใบหน้าของไป๋เสวี่ยอันซีดลงทันที มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่น“พระองค์ตรัสเช่นนี้…หมายความว่าอย่างไร”เยี่ยนหมิงก้มลงเล็กน้อย กระซิบใกล้หูอย่างไม่เกรงใจ“หมายความว่า ต่อให้เจ้าเป็นชายาของข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนหญิงที่ข้ารัก”ดวงตาของไป๋เสวี่ยอันสั่นไหว ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่า”เสียงนางแข็งขึ้น“พระองค์อย่าลืมว่า หากไม่มีหม่อมฉัน
องค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ
ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั
ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่
หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก
ตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ







