ANMELDENลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านลานฝึกในวังหลวง กลีบดอกเหมยที่หลงฤดูร่วงโปรยบางเบา เหล่าบุตรสาวจากตระกูลต่างๆ ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้าสีอ่อนสะท้อนแสงแดดยามสาย ทุกคนล้วนแต่งกายงดงามไร้ที่ติ หลิงอันยืนอยู่ในแถวกลาง ใบหน้าเรียบสงบ ดวงตานิ่งราวสายน้ำลึก แม้จะรู้ว่าตนเป็น “ชายาเงียบ” ขององค์ชายเยี่ยนหยางแล้ว แต่คำพูดของจักรพรรดินีก่อนหน้านี้ยังดังก้องในหู
— “อยู่ในวังหลัง ไม่มีใครเป็นข้อยกเว้น” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋เสวี่ยอันเพื่อนสนิทในอดีต…ที่ไม่เหลือคำว่าสนิทอีกต่อไป นางยืนอยู่ไม่ไกล สายตามองหลิงอันอย่างประเมินค่า ปากยิ้มแต่แววตาเต็มไปด้วยความพึงใจแปลกประหลาด ราวกับกำลังคิดว่า ในที่สุด เจ้าก็กลับมาอยู่ตรงหน้าข้าอีกครั้ง แต่หลิงอันไม่หันไปมองนางรู้ดีว่าในวังแห่งนี้การนิ่งเฉย…คือการตอบโต้ที่คมที่สุด --- ในเวลาเดียวกันบนเนินหินสูงใกล้ลานฝึก เงาร่างสูงในชุดสีเข้มยืนทอดสายตามองลงมา หน้ากากเงินเรียบเย็นปิดบังใบหน้า แต่เสียงลมหายใจที่นิ่งหนักแน่นนั้น ไม่อาจปิดบังรัศมีได้ องค์ชายเยี่ยนหยางเขามาถึงที่นี่อย่างเงียบงัน ตั้งแต่ขันทีกระซิบรายงานว่า “ชายาเงียบถูกเรียกเข้าร่วมการคัดเลือก” ดวงตาคมกริบจับจ้องร่างบอบบางในชุดสีอ่อนที่ยืนอย่างสง่างามท่ามกลางสตรีนับสิบ หัวใจเขากระตุกเบาๆ นางไม่ควรต้องอยู่ตรงนั้น เสียงหัวหน้าฝึกดังขึ้น “เริ่มการทดสอบ—อ่านกิริยามารยาทและการเจรจา” หญิงสาวหลายคนเริ่มออกมาแสดงตัว เสียงอ่อนหวาน กิริยาสุภาพ แต่ไม่นาน…เสียงซุบซิบก็ค่อย ๆ ดังขึ้น “ได้ยินไหม…องค์ชายผู้สวมหน้ากากนั่นน่ะ” “เสียงเพราะมาก…ราวกับน้ำผึ้งเลย” “แต่ข้าได้ยินมาว่า หน้าตาอัปลักษณ์มาก ถึงต้องปิดหน้า” เสียงหัวเราะคิกคักปะปนกับความลังเล บางคนเชื่อบางคนกลับแอบมองด้วยดวงตาเป็นประกาย เยี่ยนหยางหลุบตาลงเล็กน้อยข่าวลือยังคงเป็นอาวุธที่ง่ายที่สุด แต่แล้ว—หลิงอันถูกเรียกชื่อนางก้าวออกมาช้าๆ ท่วงท่าสงบ นุ่มนวล แต่มั่นคงคำพูดที่หลุดจากริมฝีปากนั้น ไม่หวานเกิน ไม่แข็งกระด้าง แต่ชัดเจน สุภาพ และมีเหตุมีผล เยี่ยนหยางกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงนั้น…ภาพบางอย่างซ้อนทับในหัวเสียงเรียกแผ่วเบาในความทรงจำ “หลิงอัน…” หลิงอันไม่รู้เลยว่าบนที่สูงนั้น มีสายตาหนึ่งกำลังมองนางราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงนางผู้เดียว และในหมู่ผู้ฟังไป๋เสวี่ยอันเม้มปากแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าฝืนกลั้นไว้ ทำไม…เจ้ายังยืนอยู่ได้สง่างามเช่นนี้ ขณะเดียวกันเงาร่างในหน้ากากก็หันหลังเตรียมจากไป อีกไม่นาน…สนามรบจะรอเขาอยู่แต่ก่อนถึงวันนั้น เยี่ยนหยางรู้แน่ชัดแล้วว่าไม่ว่าใครจะวางแผนในวังหลัง ไม่ว่าใครจะเป็นศัตรู เขาจะไม่ปล่อยให้ “อันอัน”ต้องยืนเพียงลำพัง ค่ำคืนคลี่ตัวลงช้าๆ เหนือวังหลวง แสงโคมเรียงรายส่องทางเดินยาว เงาร่างในชุดคลุมสีเข้มยืนอยู่หลังแนวฉากไม้ไผ่ห่างจากลานฝึกกิริยามารยาทไม่ไกล หน้ากากสีเงินปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตาคมลึกนั้นไม่อาจปิดบังความรู้สึกที่สั่นไหวได้ เยี่ยนหยางยืนมองอยู่เงียบๆ เสียงซุบซิบของเหล่าหญิงสาวลอยมาเป็นระยะ “เสียงหวานขนาดนี้ เชื่อจริงหรือว่าหน้าตาอัปลักษณ์” “ข้าว่าข่าวลือเกินจริง…ดูรูปร่างแล้วคงไม่ธรรมดา” เขาไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นเลย สายตาของเขาจับจ้องอยู่เพียงร่างบางที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มสตรีนางหนึ่งเท่านั้น หลิงอันนางยืนหลังตรง สายตานิ่งสงบ กิริยาทุกท่วงท่าถูกต้องราวกับเคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ท่ามกลางสายตาจับผิดและความตั้งใจกลั่นแกล้งจากไป๋เสวี่ยอัน นางกลับรับมือด้วยความสุขุมจนอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายเสียหน้าอย่างแนบเนียน เยี่ยนหยางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ในสนามรบ เขาไม่เคยลังเล แต่ในวังหลัง…เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังแพ้อย่างเงียบงัน คืนนั้น หลังการฝึกสิ้นสุด หลิงอันเดินกลับตำหนักหลงเยว่ตามลำพัง แสงจันทร์ทอดยาวบนพื้นหิน นางถอนหายใจเบา ๆ เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ “อันอัน” เสียงเรียกนั้นทำให้นางชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงก่อนจะหันกลับไป เยี่ยนหยางยืนอยู่ใต้ต้นเหมย ชุดคลุมสีเข้มพริ้วตามแรงลม หน้ากากถูกถอดออกแล้ว สายตาที่มองมานั้นอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง “องค์ชาย…” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่ควรมาแถวนี้นะเจ้าคะ หากมีใครเห็น—” “ข้ารู้” เขาตอบทันที “แต่ข้าอดไม่ได้” คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้หลิงอันเงียบไป เยี่ยนหยางก้าวเข้ามาใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงเอื้อมมือถึง “พวกเขาบังคับเจ้าเข้าร่วมการคัดเลือก” เสียงเขาต่ำ “ข้าไม่ชอบ” หลิงอันยิ้มบางๆ “หม่อมฉันรับมือได้ค่ะ อย่ากังวลไปเลย” “ข้ากำลังจะออกศึก” เขาพูดช้าๆ “และสิ่งเดียวที่ทำให้ข้าไม่มั่นใจ…คือการทิ้งเจ้าไว้ที่นี่” ลมพัดดอกเหมยร่วงหนึ่งกลีบ หลิงอันเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะยกมือแตะชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ “องค์ชายเคยสอนหม่อมฉันว่า ในวังหลังต้องยิ้มและเก็บมีดไว้ในใจ” นางสบตาเขา “หม่อมฉันจะไม่เป็นฝ่ายแพ้แน่นอน” เยี่ยนหยางหัวเราะเบาๆ แต่แววตากลับร้าวลึก เขายื่นมือไปแตะศีรษะนางอย่างแผ่วเบา คล้ายกลัวว่าภาพตรงหน้าจะหายไป “หากข้ากลับมา” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่ออย่างหนักแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเจ้าอีก” หลิงอันไม่ได้ตอบ นางเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่หัวใจกลับหน่วงแน่นราวกับรู้ดีว่า ศึกครั้งนี้จะเปลี่ยนทุกอย่าง ทั้งสองยืนอยู่ใต้แสงจันทร์โดยไม่พูดอะไรอีก ความเงียบกลับอบอุ่นและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ก่อนจะแยกจากกัน เยี่ยนหยางเอื้อมมือไปทัดดอกเหมยเล็กๆ ไว้ข้างหูนางอย่างแผ่วเบา “รอข้า” เขาพูดเพียงคำเดียว หลิงอันยืนมองแผ่นหลังนั้นจนลับตาลมศึกยังไม่มาแต่หัวใจ…กลับเริ่มบาดเจ็บไปแล้ว ค่ำคืนค่อยๆ กลืนกินตำหนักหลงเยว่ เงาโคมไฟทอดยาวบนพื้นหินเย็น หลิงอันกลับมาถึงห้องของตน นางถอดเครื่องประดับออกช้าๆ ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง ใจยังไม่ยอมสงบภาพในหัวไม่ใช่ฉากคัดเลือก ไม่ใช่เสียงซุบซิบของหญิงสาวอื่น แต่เป็นเสียงหนึ่ง…ที่ดังขึ้นเบาๆ ใกล้หูในตอนบ่าย “อันอัน” หลิงอันหลับตา หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว ปกติองค์ชายเยี่ยนหยางไม่เคยเรียกนางเช่นนั้นไม่เคย…แม้แต่ครั้งเดียว มันไม่ใช่คำเรียกที่เหมาะสมในฐานะชายากับองค์ชายแต่มันกลับอบอุ่น ราวกับเรียกชื่อที่คุ้นเคยมานานแสนนาน “ทำไม…ถึงเรียกแบบนั้น” นางพึมพำกับตัวเอง ในหัวผุดภาพเขาในวันนี้—ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้ม หน้ากากบดบังใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้น…มองมาที่นางเพียงคนเดียว สายตาที่ไม่ได้มองในฐานะชายาขององค์ชาย แต่มองเหมือน…กลัวจะเสียไป หลิงอันกอดหมอนแน่นความรู้สึกแปลกประหลาดเอ่อขึ้นในอกทั้งหวาน ทั้งหน่วง และทั้งไม่เข้าใจ --- ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของตำหนักหลงเยว่ เยี่ยนหยางนั่งอยู่ในห้องหนังสือ แผนที่การรบยังวางเปิดอยู่ตรงหน้า แต่สายตาของเขาไม่ได้จดจ่อกับเส้นทางหรือกำลังพล ภาพของหลิงอันในชุดเรียบง่ายระหว่างการคัดเลือก ใบหน้าสงบนิ่งแต่แววตาไม่เคยยอมแพ้ วนเวียนในหัวไม่หยุด เขาเผลอเรียกชื่อนั้นออกไป…โดยไม่รู้ตัว “อันอัน…” เยี่ยนหยางชะงัก มือที่ถือพู่กันค้างกลางอากาศ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เขาไม่ควรจำได้ ไม่ควรรู้สึก ไม่ควรผูกพันลึกขนาดนี้ แต่ภาพหนึ่งก็แทรกเข้ามาในความคิด—หญิงสาวคนหนึ่งยืนหันหลังให้ ก่อนจะหันมายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนเสียงในความฝันกระซิบเรียกชื่อเขา…เฟิงเหยา…เยี่ยนหยางกำหมัดแน่นเขาลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดหน้าต่างลมกลางคืนพัดผ่าน แต่ไม่อาจดับความร้อนในอกได้ “ข้าจะปกป้องเจ้า” เขาพูดกับความว่างเปล่า น้ำเสียงต่ำ หนักแน่น และเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในสนามรบหรือในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม --- คืนเดียวกัน สองหัวใจต่างนอนไม่หลับ ต่างคิดถึงชื่อเดียวกัน โดยไม่รู้ว่า…ความทรงจำที่เชื่อมโยงกันนั้นกำลังจะถูกปลุกขึ้นทีละนิด ก่อนเสียงกลองศึกจะดังขึ้นจริงๆตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ
ค่ำคืนในตำหนักเงียบสงบตะเกียงน้ำมันส่องแสงอุ่นอ่อน ทอดเงาไหวบนผนัง หลิงอันนั่งพิงโต๊ะเตี้ย มือกุมถ้วยชาร้อน ส่วนเยี่ยนหยางยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองแสงไฟในวังหลวงที่เรียงรายราวหมู่ดาว“จากนี้เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องมันไหลไปเองแล้ว”เยี่ยนหยางพูดขึ้น เสียงเรียบ แต่ชัดเจน หลิงอันพยักหน้า“ใช่ ถ้าเราไม่เดินก่อน คนอื่นจะเดินแทนเรา”ทั้งสองไม่ใช้คำราชาศัพท์ไม่ใช้ตำแหน่งในยามที่อยู่กันสองคน พวกเขาคือ “ฉัน” กับ “เธอ” เหมือนโลกเดิมเยี่ยนหยางหันกลับมาสายตาไม่ใช่ขององค์ชายผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงอนาคต“จุดสำคัญมีสามคน”เขาพูดต่อ“พระพันปี จักรพรรดิ และจักรพรรดินี”หลิงอันยิ้มบาง“พระพันปีคือคนตัดสินบรรยากาศจักรพรรดิคือคนให้ผลลัพธ์จักรพรรดินี…คือคนพยายามบิดเกม”เยี่ยนหยางหัวเราะเบา ๆ“เธอสรุปได้ตรงมาก”เขานั่งลงตรงข้ามหลิงอัน วางมือบนโต๊ะสีหน้าจริงจังขึ้น“เราต้องทำให้ทั้งสามคน ‘เห็นภาพเดียวกัน’ไม่ใช่เชื่อใครแต่รู้สึกว่า…ทางนี้คือทางที่ปลอดภัยที่สุด”หลิงอันมองเขานิ่ง ๆ“งั้นเริ่มจากพระพันปี ฉันจะดูแลตรงนั้นเองส่วนจักรพรรดิ…นาย”เยี่ยนหยางพยักหน้า“จักรพรรดินี ปล่อยให้เวลาเป็นคนกั
ยามค่ำคืนในตำหนักเงียบสงัด แสงตะเกียงน้ำมันส่องวาบไหวสะท้อนม่านโปร่ง สีทองนวลละมุนไปทั่วห้อง หลิงอันนั่งขัดสมาธิบนเตียง มือกุมถ้วยชาร้อน ขณะที่เยี่ยนหยาง—หรือ เฟิงเหยา ในเวลาที่มีเพียงสองคน—เอนหลังพิงโต๊ะเตี้ย ปลดเสื้อคลุมออกอย่างสบายอารมณ์“ไป๋เสวี่ยอันเริ่มขยับแล้ว”หลิงอันพูดขึ้นเสียงเบา แต่แววตานิ่งจนผิดปกติ เฟิงเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเธอ“เธอแน่ใจ?”“แน่ใจ”หลิงอันวางถ้วยชาลง “นิยายช่วงนี้…ควรจะเป็นช่วงที่ฉันถูกกดหัวซ้ำ ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว”เฟิงเหยาหรี่ตา“เธอหมายความว่า…เธอก็เหมือนเธอ?”หลิงอันสูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้า“ไป๋เสวี่ยอัน ‘หลุดเข้ามา’ เหมือนฉัน แต่ต่างกันตรงที่—นางเชื่อว่านางยังเป็นตัวเอก”ความเงียบปกคลุมชั่วครู่มีเพียงเสียงตะเกียงแตกเปาะเบาๆ เฟิงเหยาลุกขึ้น เดินมานั่งตรงข้ามหลิงอัน ระยะห่างใกล้พอจะสัมผัสลมหายใจของกันและกัน“แล้วเธอแน่ใจไหม ว่าเธอไม่อยากปล่อยให้นางพลาดเอง?”หลิงอันส่ายหน้า“ไม่ได้…เฟิงเหยา ในชาติก่อนฉันตายเพราะความประมาท คิดว่าคนที่รู้เนื้อเรื่องจะไม่กล้าทำเกินบท”เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาจริงจัง“แต่ครั้งนี้ฉันจะไม่รอให้นางลงมือก่อน”เฟิงเห
ยามบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์อ่อนรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างกระทบโต๊ะไม้ในห้องทรงงานเยี่ยนหยางนั่งอ่านฎีกาอยู่เงียบ ๆ ปลายนิ้วพลิกกระดาษไปทีละแผ่น ทว่าใจกลับไม่อยู่กับตัวอักษรตรงหน้าสายตาของเขาเผลอเงยขึ้นนอกหน้าต่าง…กิ่งเหมยกิ่งหนึ่งกำลังผลิดอกสีขาวอมชมพูอ่อนสะท้อนแสงแดดอ่อนราวกับจะเตือนความทรงจำบางอย่างเขานิ่งไปครู่หนึ่งภาพหนึ่งผุดขึ้นมา—ภูเขาลูกเล็กทางทิศตะวันออก นอกเขตวังหลวง ครั้งหนึ่งเขาเคยไปสำรวจพื้นที่แถบนั้น ดอกเหมยบานสะพรั่งเต็มไหล่เขา เงียบสงบจนเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน“เหมยบานแล้ว…”เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาปิดหนังสือลงช้า ๆความคิดเดียวชัดเจนขึ้นมาในใจ—เขาอยากให้หลิงอันเห็น—ยามเย็น หลิงอันกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง ชายตามองตามตัวอักษรแต่หัวใจกลับว่างเปล่า จนกระทั่งบานประตูถูกเปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว“เยี่ยนหยาง?”นางเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ เขาเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าดูอ่อนโยนกว่าทุกวัน“เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้าจะพาเจ้าไปที่หนึ่ง”ยังไม่ทันที่หลิงอันจะได้ถามอะไร ร่างสูงก็โน้มลงมา อุ้มนางขึ้นอย่างมั่นคง หลิงอันร้องอุทานเบา ๆ ก่อนจะเผลอคว้าแขนเสื้อเขาไว้
เสียงกลองชัยจากหน้าประตูวังยังไม่ทันจาง ข่าวการกลับมาของกองทัพองค์ชายเยี่ยนหยางก็แพร่กระจายไปทั่วราวกับสายลมต้นเหมยในฤดูใบไม้ผลิ เร็วกว่ากำหนด…เร็วกว่าที่ใครคาดคิด ในตำหนักหลงเยว่ หลิงอันเพิ่งออกจากการคัดเลือกรอบสุดท้าย สีหน้าสงบนิ่งแม้ฝ่ามือจะเย็นเฉียบ นางรู้ผลแล้ว แต่ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ นางตั้งใจจะกลับตำหนัก ทว่าร่างหนึ่งกลับก้าวขวางทางไว้เสียก่อนไป๋เสวี่ยอัน“ได้ยินข่าวหรือยัง” เสียงนั้นแฝงรอยยิ้มเย็น “องค์ชายเยี่ยนหยางกลับมาแล้ว”หลิงอันชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตานิ่งสนิท “แล้วอย่างไร”ไป๋เสวี่ยอันหัวเราะเบา ๆ “ข้าแค่สงสัย… เมื่อองค์ชายกลับมา เห็นทีบางคนอาจจะหมดประโยชน์ ชายาที่ไม่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ จะยืนอยู่ตรงไหนกันนะ”ถ้อยคำเสียดแทง แต่หลิงอันกลับยืนนิ่ง ไม่ถอย ไม่โต้ เพียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบเกินคาด“ข้าอยู่ตรงไหน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าตัดสิน”ไป๋เสวี่ยอันกำลังจะเอ่ยต่อ ทว่าเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านหลัง ความกดดันแผ่ซ่านโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด หลิงอันหันกลับไปก่อน และหัวใจก็เต้นแรงในทันที ชุดเกราะยังไม่ถอดหมด ผ้าคลุมทัพสีเข้มพาดบ่า ร่างส
ยามสนธยา แสงอาทิตย์ยามใกล้ลับขอบฟ้าสาดลงบนค่ายทหารเป็นสีส้มหม่น เยี่ยนหยางนั่งอยู่ภายในกระโจมหลัก แผนที่สงครามกางอยู่ตรงหน้า ทว่าดวงตาคมกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเส้นทางหรือกำลังพล มือแกร่งคลี่ ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมย ออกมาอย่างทะนุถนอม ด้ายปักยังแน่น เรียงลวดลายไม่สม่ำเสมอนัก ราวกับมือที่ปักยังไม่ชำนาญ แต่กลับทำให้หัวใจเขาอ่อนยวบลงทุกครั้งที่มอง“…อันอัน…”เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัวข้างผ้าเช็ดหน้า คือ ปิ่นปักผมของเขาเอง ที่หลิงอันรับไว้ในวันออกศึก นางคงยังเก็บมันไว้ใกล้ตัว เช่นเดียวกับที่เขาเก็บของของนางไม่ห่างกาย“รายงาน!”เสียงทหารหน้ากระโจมดังขึ้น ทำให้เยี่ยนหยางเก็บของทั้งสองชิ้นใส่อกเสื้อก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“เข้ามา”ทหารสารวัตรคุกเข่าลง สีหน้าตึงเครียด“ข่าวจากแนวรบองค์ชายเยี่ยนหมิงพ่ะย่ะค่ะ… สถานการณ์ไม่สู้ดี ศัตรูตีโอบสองด้าน กองกำลังเริ่มแตก ขวัญทหารตกต่ำ”เยี่ยนหยางกำหมัดแน่น ภาพในความทรงจำเก่าๆ ซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม อุบัติเหตุ เลือด เสียงกรีดร้อง… และการสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเด็ดขาด“สั่งเคลื่อนทัพ”เสียงของเขานิ่ง







