Masukในตำหนักขององค์ชายตะวัน—เยี่ยนหมิงบรรยากาศยามค่ำคืนกลับตึงเครียดยิ่งกว่ากลางวัน ถ้วยชาถูกวางทิ้งไว้จนเย็นชืด เยี่ยนหมิงยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดด้านนอก ดวงตาแข็งกร้าวฉายแววหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด
“ทุกอย่างเหมือนจะไม่เป็นใจเสียจริง…” ตั้งแต่ข่าวลือเรื่องหลิงอันยังมีชีวิตอยู่แพร่ออกมา ตั้งแต่เยี่ยนหยางเริ่มปรากฏตัวต่อหน้าขุนนางอย่างเปิดเผยตั้งแต่เสด็จพ่อเอ่ยถึง “ศึก” และ “ผลงาน” เป็นเงื่อนไขเลือกคู่ แผนที่เคยคิดว่าคุมได้…กลับเริ่มหลุดมือทีละน้อย “ฝ่าบาทเริ่มมองเยี่ยนหยางต่างไป” เยี่ยนหมิงกำหมัดแน่น “หากปล่อยไว้อย่างนี้…ข้าจะเสียทุกอย่าง” เงาร่างของเขาถูกแสงโคมสะท้อนยาวเหยียด ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานแต่ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร—คืนนี้ยังไม่มีคำตอบ --- ขณะเดียวกัน ที่ ตำหนักหลงเยว่ แสงโคมในห้องหนังสือยังสว่างอยู่แม้ยามดึก เยี่ยนหยาง นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ เต็มไปด้วยแผนที่ เส้นทางเดินทัพ และบันทึกการศึกจากอดีต เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ศึกยังมาไม่ถึง…แต่เขารู้ดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรบเพื่อแผ่นดิน หากเป็นการรบเพื่อ “อนาคต” เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นหน้าประตู “องค์ชาย…ยังไม่นอนหรือเจ้าคะ” เยี่ยนหยางเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็น หลิงอัน ยืนอยู่ในชุดนอนเรียบง่าย ผมยาวปล่อยสยาย ดวงตาฉายแววเป็นห่วง “ข้ารบกวนเจ้าหรือไม่” นางถามเบา ๆ “ไม่เลย” น้ำเสียงเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “เข้ามาเถิด” หลิงอันก้าวเข้าไปใกล้ สายตาเธอเหลือบมองแผนที่บนโต๊ะอย่างเคยชินภาพเช่นนี้…ชวนให้หัวใจเธอสั่นไหว —ชาติก่อน เธออ่านนิยายสงคราม นิยายการเมืองมากมายรู้ดีว่าเส้นทางแบบใดคือกับดักรู้ว่าศึกใด “ชนะด้วยแผน” ไม่ใช่ด้วยกำลัง “องค์ชายกำลังคิดเรื่องศึกใช่หรือไม่เจ้าคะ” “อืม” เขาพยักหน้า “เส้นทางนี้ดูเหมือนปลอดภัย แต่ข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจ” หลิงอันลังเลเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปชี้จุดหนึ่งบนแผนที่ “ถ้าเป็นหม่อมฉัน…จะไม่เลือกเส้นนี้ค่ะ” เยี่ยนหยางชะงักดวงตาคมหันมามองนางอย่างประเมิน “เพราะเหตุใด” “เพราะเส้นทางนี้เหมาะแก่การซุ่มโจมตี แม้ดูโล่ง แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้ก่อน…” นางเว้นคำเล็กน้อย “จะกลายเป็นกับดักทันที” ความเงียบปกคลุมเยี่ยนหยางมองนางนิ่ง…นานกว่าปกติ “เจ้า…รู้เรื่องการศึกมากกว่าที่ควรจะรู้” น้ำเสียงเขาไม่แข็ง แต่แฝงความสงสัย หลิงอันยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบอย่างสุขุม “หม่อมฉันเป็นบุตรขุนนาง แม้ยศไม่สูง แต่ก็เคยอ่านตำรามาบ้างเจ้าค่ะ ได้ยินผู้ใหญ่สนทนากันเสมอ” คำตอบนั้น “พอรับได้” แต่ดวงตาของเยี่ยนหยางกลับจับจ้องนางราวกับจะมองทะลุถึงใจ เขาเอื้อมมือไปดึงนางให้นั่งลงข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ “ไม่ว่าเจ้าจะรู้จากที่ใด…ข้าดีใจที่เจ้าคิดเพื่อข้า” หลิงอันใจเต้นแรงใกล้เกินไป…ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน “องค์ชายไม่กลัวหรือเจ้าคะ” นางถามเสียงแผ่ว “ว่าหม่อมฉันจะคิดผิด” “หากเป็นเจ้า…” เขายิ้มอ่อน “ข้ายอมเสี่ยง” คำพูดนั้นทำให้นางเผลอก้มหน้าแต่เยี่ยนหยางกลับเอื้อมมือมาแตะปลายนิ้วเธอเบา ๆ “ไปพักเถิด” เขาพูดอย่างอ่อนโยน “ข้าจะไม่โหมงานคืนนี้แล้ว” หลิงอันพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแต่ก่อนออกจากห้อง—เธอหันกลับมา “องค์ชาย…” “อืม?” “ไม่ว่าจะเป็นศึกหรือวังหลัง…หม่อมฉันจะอยู่ข้างท่าน” เยี่ยนหยางมองตามแผ่นหลังนั้นหัวใจอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนใต้แสงโคมยามดึกแผนการศึกยังไม่เสร็จแต่ในใจเขา—มีคำตอบหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นทุกที ยามเช้า หมอกบางยังคลออยู่เหนือหลังคาตำหนักหลงเยว่ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนขันทีคนสนิทของเยี่ยนหยางจะโค้งคำนับต่ำ “ทูลองค์ชาย มีสารจากวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนหยางเงยหน้าจากโต๊ะ เขารับแผ่นสารมาเปิดอ่านเพียงครู่เดียว แววตาที่เคยสงบนิ่งกลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด หลิงอันซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล สังเกตสีหน้าเขาได้ทันที “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ” เยี่ยนหยางวางสารลงช้า ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “จักรพรรดิ…และมเหสี” คำว่า มเหสี ถูกเน้นเสียงอย่างจงใจ “ส่งสารไปยังตระกูลขุนนางที่มีบุตรสาว ให้เตรียมส่งเข้าวัง เพื่อคัดเลือกชายาให้ข้าและเยี่ยนหมิง” หลิงอันนิ่งไปชั่วครู่ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “แล้ว…มีตระกูลใดบ้างเจ้าคะ” “หลายตระกูล” เขาตอบ ก่อนเงยตามองนางตรง ๆ “หนึ่งในนั้น คือตระกูลของเพื่อนสนิทเจ้า” คำพูดนั้นทำให้หลิงอันมือเย็นวาบนางรู้ดี…รู้ดีเกินไปว่าเพื่อนผู้นั้นคิดอะไรอยู่ “เดิมที” เยี่ยนหยางพูดต่อ น้ำเสียงต่ำลง “ตามแผนของวังหลัง คนที่ควรถูกส่งมาเป็นชายาของข้า…ไม่ใช่เจ้า” หลิงอันเงยหน้าขึ้นทันที “หมายความว่า…ท่านรู้...” “หมายความว่า” เขามองนางไม่กะพริบตา “ข้ารู้ตั้งแต่แรกตระกูลนั้นควรเป็นฝ่ายส่งบุตรสาวมา แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนเป็นเจ้า” ความเงียบปกคลุมระหว่างทั้งสองหลิงอันเข้าใจในวินาทีนั้น—ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแต่เป็น การแทนที่ “องค์ชาย…คิดว่าพวกเขาจะทำอะไรต่อไป” นางถามเสียงเบา เยี่ยนหยางยื่นมือมาวางทับหลังมือของนางบนโต๊ะ การกระทำเรียบง่าย แต่หนักแน่น “ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอะไร ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าโดนดึงเข้าไปเป็นหมากอีก” หลิงอันสบตาเขา ใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม “แต่ถ้ามีงานเลือกคู่จริง ๆ …องค์ชายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้” “ใช่” เขายอมรับตรง ๆ “แต่การเลือก…อยู่ที่ข้า” นิ้วหัวแม่มือของเยี่ยนหยางขยับลูบหลังมือนางแผ่วเบา ราวกับปลอบใจโดยไม่ต้องใช้คำพูดหลิงอันหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย นางรีบก้มหน้าหลบสายตา “องค์ชายไม่กลัวหรือเจ้าคะ” “กลัวอะไร” “กลัวว่าหม่อมฉัน…จะกลายเป็นจุดอ่อน” เยี่ยนหยางยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่หลิงอันไม่ค่อยได้เห็น “ข้าไม่เคยคิดว่าจุดอ่อนคือสิ่งที่ต้องตัดทิ้ง” เขาโน้มตัวเข้าใกล้อีกนิด เสียงต่ำลงจนมีเพียงนางได้ยิน “บางครั้ง จุดอ่อน…คือเหตุผลที่ทำให้เราชนะ” หลิงอันหัวใจสั่นไหว นางไม่รู้ตัวเลยว่าเยี่ยนหยางมองนางด้วยสายตาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ใช่แค่ชายาที่ถูกส่งมาแต่เป็น คนที่เขาเลือกจะปกป้อง นอกตำหนัก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดลงบนสวนดอกเหมยอย่างเงียบงันขณะที่ในวังหลัง—กระแสเลือกคู่เริ่มขยับและชื่อของ “หลิงอัน” ก็กำลังจะถูกพูดถึงอีกครั้ง…ในฐานะผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ท้องพระโรงยามสายเงียบสงัด เสียงฝีเท้าขันทีสะท้อนบนพื้นหินอ่อนเมื่อองค์ชายทั้งสองก้าวเข้าไปพร้อมกัน เยี่ยนหยางอยู่ด้านซ้าย สีหน้าเรียบนิ่ง สุขุมดังเดิม ส่วนเยี่ยนหมิงยืนอยู่ด้านขวา แววตาฉาบด้วยความไม่พอใจและตึงเครียดที่ปิดไม่มิด จักรพรรดิประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร สายพระเนตรกวาดมองบุตรชายทั้งสอง ก่อนจะตรัสเสียงหนัก “เรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ เพราะอยากฟังความคืบหน้าเรื่องการวางแผนศึกกับแคว้นเหนือ” เยี่ยนหมิงเป็นฝ่ายก้าวออกมาก่อน เขาคำนับแล้วเริ่มกราบทูล แต่คำพูดกลับติดขัด รายละเอียดคลุมเครือ แผนการยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก จักรพรรดิขมวดพระขนง สีพระพักตร์เคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ “พอแล้ว” เสียงตรัสตัดบทอย่างไม่พอพระทัย “ช่วงหลังเจ้าดูจะวอกแวกมากเกินไป แผนรบเช่นนี้ หากออกศึกจริงจะเอาชีวิตทหารไปทิ้งเปล่า ๆ” เยี่ยนหมิงหน้าซีด ริมฝีปากเม้มแน่น แต่ไม่กล้าโต้แย้ง จักรพรรดิหันพระเนตรไปทางเยี่ยนหยาง “แล้วเจ้าเล่า มีความเห็นอย่างไร” เยี่ยนหยางก้าวออกมาอย่างสงบ คุกเข่าคำนับ ก่อนกราบทูลด้วยน้ำเสียงมั่นคง เขาอธิบายภาพรวมของเส้นทางลำเลียง เสบียง จุดตั้งค่าย และการรับมือศัตรูอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ชัดเจนและรัดกุม จักรพรรดิฟังเงียบ ๆ ก่อนจะพยักพระพักตร์ช้า ๆ “อย่างน้อย…เจ้าก็ยังไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” คำตรัสนั้นเหมือนมีดบาง ๆ กรีดลงกลางใจเยี่ยนหมิง เขากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว “กลับไปปรับแผนให้ดีกว่านี้” จักรพรรดิตรัสสั่งเสียงเย็น “หากใครทำผลงานไม่ได้ ก็อย่าหวังจะได้สิทธิ์เลือกก่อน” สิ้นรับสั่ง ทั้งสององค์ชายคำนับแล้วถอยออกจากท้องพระโรง --- เมื่อกลับถึงตำหนักหลงเยว่ เยี่ยนหยางเพิ่งจะถอดเสื้อคลุมออก ก็เห็นหลิงอันยืนรออยู่ด้านใน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เข้าเฝ้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” นางถามเสียงเบา เยี่ยนหยางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย แต่จากนี้…คงไม่อาจประมาทได้” หลิงอันพยักหน้า นางเดินเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว “หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายทำได้ดีแล้วนะเจ้าคะ” คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้เยี่ยนหยางชะงัก เขามองนางด้วยสายตานิ่งลึก ราวกับพยายามจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ “หลิงอัน” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “หากวันหนึ่งข้าต้องออกศึกจริง…เจ้าจะกลัวหรือไม่” นางส่ายหน้าเบา ๆ แต่ดวงตากลับจริงจัง “กลัวเจ้าค่ะ…แต่หม่อมฉันเชื่อในองค์ชาย” เยี่ยนหยางยื่นมือออกมา ลูบศีรษะนางอย่างแผ่วเบา การกระทำนั้นอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นของผู้ที่คนทั้งวังกล่าวขานว่าเย็นชา “ข้าจะกลับมา” เขาพูดชัดเจน “ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะกลับมาหาเจ้า” หลิงอันยิ้ม ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่หัวใจกลับอุ่นอย่างประหลาด ภายนอกตำหนัก ท้องฟ้าเริ่มครึ้มราวกับลางบอกเหตุ ขณะเดียวกัน ในเงามืดของวังหลวง แผนการบางอย่างก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง—ทั้งเรื่องศึก…และเรื่องการเลือกคู่ ที่จะเปลี่ยนชะตาของทุกคนไปตลอดกาลเสียงกลองพิธีดังขึ้นก้องวังหลวง เช้าวันนี้ ลานพิธีแน่นขนัดไปด้วยขุนนาง ราชวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วแคว้น นี่คือวันอภิเษกขององค์ชายทั้งสองก่อนพิธี — คู่เยี่ยนหมิงไป๋เสวี่ยอันยืนอยู่ข้างเยี่ยนหมิง นางแต่งกายสมฐานะพระชายา สีหน้าเรียบแต่แววตามั่นใจ“อีกไม่นาน หม่อมฉันก็จะเป็นชายาของพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว”นางเอ่ยเสียงต่ำ แฝงความหมาย“ต่อไป เราควรช่วยกันวางแผนเรื่องในวังหลังบ้างนะเพคะ”เยี่ยนหมิงปรายตามองนางแววตานั้นเย็นจัด…และคมกริบ“เจ้าอย่าคิดไกลเกินฐานะ”ไป๋เสวี่ยอันชะงัก “หม่อมฉันหมายความว่า—”“เจ้าคือผู้ถูกเลือกเพราะ เหมาะสม ไม่ใช่เพราะข้าต้องการ”เสียงเขาเรียบ แต่คำพูดกลับร้ายกาจ“อย่าสำคัญตัวผิด”ใบหน้าของไป๋เสวี่ยอันซีดลงทันที มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่น“พระองค์ตรัสเช่นนี้…หมายความว่าอย่างไร”เยี่ยนหมิงก้มลงเล็กน้อย กระซิบใกล้หูอย่างไม่เกรงใจ“หมายความว่า ต่อให้เจ้าเป็นชายาของข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนหญิงที่ข้ารัก”ดวงตาของไป๋เสวี่ยอันสั่นไหว ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่า”เสียงนางแข็งขึ้น“พระองค์อย่าลืมว่า หากไม่มีหม่อมฉัน
องค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ
ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั
ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่
หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก
ตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ







