Compartir

บทที่ 4

Autor: เหอเย่
นางยังไม่ทันตั้งตัว เซี่ยอวิ๋นกุยก็พุ่งพรวดเข้ามาว่องไวปานลูกธนูหลุดจากแล่ง ทะยานลงไปในทะเลสาบแล้วช่วยกู้ว่านเซิงขึ้นมา!

“ว่านเซิง! เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยอวิ๋นกุยโอบกอดกู้ว่านเซิงที่ตัวสั่นเทาและไอไม่หยุด พลางเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ

กู้ว่านเซิงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมอกเขา น้ำตาคลอเบ้า ชี้มือไปทางซูหวู่พร้อมกับเอ่ยเสียงแผ่ว “อวิ๋นกุย อย่าไปโทษน้องซูเลย… นางอาจจะแค่มองข้าขัดหูขัดตาชั่ววูบ… ก็เลยผลักข้า…”

เซี่ยอวิ๋นกุยบันดาลโทสะขึ้นมาในพริบตา สายตาคมกริบดุจคมดาบตวัดมองไปที่ซูหวู่ “ซูหวู่! ว่านเซิงหวังดีช่วยแก้ต่างให้เจ้า พาเจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทายา แต่เจ้ากลับเนรคุณ ผลักนางตกน้ำ! จิตใจของเจ้ากลายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

ซูหวู่ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่

นางมองท่าทางเสแสร้งอ่อนแอของกู้ว่านเซิง แล้วมองสบตาเซี่ยอวิ๋นกุยที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและรังเกียจเดียดฉันท์ หัวใจราวกับถูกฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ

“ข้าไม่ได้ทำ!” นางรีบเอ่ยแก้ต่าง เสียงแหลมปรี๊ดขึ้นด้วยความตกใจและน้อยเนื้อต่ำใจ “นางตกลงไปเองต่างหาก…”

“หุบปาก!” เซี่ยอวิ๋นกุยตวาดลั่นแทรกขึ้นมา แววตาเย็นชาเสียดกระดูก “คนเห็นกันตั้งมากมาย เจ้ายังคิดจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อีกรึ!”

“เมื่อก่อนข้าคิดว่าเจ้าแค่เป็นพวกหน้าไม่อาย ทำตัวเหลวแหลก แต่ตอนนี้ดูท่า เจ้าจะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตนัก! ต่อหน้าผู้คนมากมาย เจ้ายากล้าลงมืออำมหิตกับว่านเซิงถึงเพียงนี้ หากวันหน้านางแต่งเข้ามาในจวน จะยังมีวันสงบสุขอีกหรือ! วันนี้หากไม่ลงโทษให้หลาบจำ จะดับความโกรธเคืองของผู้คน และจะชดเชยความน้อยเนื้อต่ำใจของว่านเซิงได้อย่างไร!”

เขาตวาดเรียกคนรับใช้ น้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ “พาญาติผู้น้องกลับไปจวนกั๋วกง ขังไว้ในศาลบรรพชน ให้คุกเข่าสำนึกผิดหนึ่งวันหนึ่งคืน ห้ามส่งข้าวส่งน้ำ! หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามใครปล่อยตัวนางออกมาเด็ดขาด!”

พูดจบ เขาก็ช้อนตัวอุ้มกู้ว่านเซิงขึ้น แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

ซูหวู่คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนตลอดทั้งคืน

ความหนาวเหน็บราวกับเข็มเล่มเล็กๆ แทรกซึมจากรอยแยกของแผ่นหินทะลุเข้าสู่หัวเข่า ทิ่มแทงลึกถึงกระดูก

บาดแผลที่หางคิ้วตกสะเก็ดแล้ว แต่กลับถูกเลือดที่ซึมออกมาใหม่ทำให้เปียกชื้น เหนียวเหนอะหนะติดกับเส้นผมที่หลุดลุ่ย

นางทั้งหนาวทั้งหิว อาการวิงเวียนโจมตีเป็นระลอก ทว่าข้างหูกลับมีเสียงเย็นชาของเซี่ยอวิ๋นกุยดังก้องซ้ำไปซ้ำมา

“จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต… ต้องลงโทษให้หลาบจำ…”

สิบปีแล้ว

วันแห่งฤดูใบไม้ผลิเมื่อสิบปีก่อน นางสวมชุดสีพื้นมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนกั๋วกง เด็กๆ จากสายรองในจวนรังแกนาง แย่งปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียวที่ท่านย่าทิ้งไว้ให้ไป

เป็นเซี่ยอวิ๋นกุยที่เข้าไปขวางเด็กพวกนั้น ทวงปิ่นหยกคืนมา แล้ววางกลับคืนใส่มือนางอย่างแผ่วเบา

“ไม่ต้องกลัว” ตอนนั้นเขาบอกเอาไว้ แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่มันกลับทำให้นางสามารถไขว่คว้าความอบอุ่นสายหนึ่งไว้ได้ท่ามกลางความอ้างว้างอันไร้ขอบเขต

เพียงเพราะความอบอุ่นสายนั้น นางจึงเฝ้าแอบมองเขาด้วยความเทิดทูนมาตลอดสิบปี

ดังนั้นตอนที่ท่านป้าเสนอข้อเรียกร้องอันน่าอดสูนั้น ภายในใจของนางนอกจากความอับอายแล้ว กลับยังมีความหวังลมๆ แล้งๆ ราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

บางที หากได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันทุกเช้าค่ำ เขาอาจจะมองเห็นนางบ้างกระมัง?

หนึ่งปีมานี้ นางยอมทิ้งความรักนวลสงวนตัวจนหมดสิ้น งัดเอาทุกวิธีที่คิดออกประเคนเข้าไป แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสายตาที่เย็นชาขึ้นเรื่อยๆ กับคำวิจารณ์ว่า “ไร้ค่า” เท่านั้น

จนกระทั่งกู้ว่านเซิงปรากฏตัวขึ้น

นางถึงเพิ่งจะรู้ความจริงว่า ที่แท้เขาไม่ได้เป็นคนเย็นชามาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ความอ่อนโยนเปี่ยมรักของเขานั้น ไม่เคยนึกอยากจะเจียดมาเผื่อแผ่ให้นางเลยต่างหาก

ตอนที่ถูกปล่อยตัวออกมา นางก็มีไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนจี๋ไปหมดแล้ว

นางพยายามแข็งใจบอกให้สาวใช้ไปตามหมอ แต่สาวใช้กลับถ่มน้ำลายใส่ “ถุย! หมอทุกคนถูกซื่อจื่อตามไปตรวจดูอาการคุณหนูกู้หมดแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน คุณหนูกู้จะตกน้ำได้ยังไง ถ้าทนไหวก็ถือว่าดวงแข็ง ถ้าทนไม่ไหวก็ตายๆ ไปซะ จะได้จบเรื่อง!”

นางหลับตาลง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันแสนขื่นขม

นั่นสิ ชะตาชีวิตของนาง ไม่เคยมีค่าอะไรอยู่แล้ว

นางฝืนสังขารลุกขึ้น คุ้ยหากากยาที่เหลือจากตอนที่บาดเจ็บครั้งก่อน

เตาไฟเย็นเฉียบ นางลากสังขารอันป่วยไข้ ก่อไฟด้วยตัวเอง ต้มน้ำยาอันขมปร่าที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้นออกมา แล้วค่อยๆ กลืนลงคอไปทีละอึก

ลำคอราวกับถูกกระดาษทรายถู ทุกครั้งที่กลืนล้วนเจือไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แต่นางรู้ดีว่า นางจะตายไม่ได้ น้องสาวยังรอนางอยู่

ทนทรมานอยู่หลายวัน ในที่สุดไข้ก็ลดลง แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนแอ แต่ก็พอจะลงจากเตียงมาเดินเหินได้แล้ว

สิ่งแรกที่นางทำคือการไปเยี่ยมน้องสาว

น้องสาวถูกจัดให้อยู่ในมุมที่ห่างไกลที่สุดของจวน ในกระท่อมหลังเล็กที่แทบจะไม่เห็นแสงตะวันตลอดทั้งปี

ท่านป้ากลัวว่าไอโรคของน้องสาวจะไปติดคนอื่น จึงแทบไม่อนุญาตให้ใครไปเยี่ยมเลย

เมื่อผลักประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดบานนั้นเข้าไป กลิ่นยาฉุนกึกผสมกับกลิ่นอับชื้นก็ลอยมากระทบจมูกทันที

ซูหนิง ผู้เป็นน้องสาวผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ร่างกายเล็กจ้อยจมลึกเข้าไปในกองผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะโปร่งใส เมื่อเห็นซูหวู่เดินเข้ามา นางพยายามจะฝืนยิ้มให้ แต่กลับกระตุ้นให้ออกอาการไออย่างรุนแรง

“พี่หญิง…” ซูหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรวยริน “เป็นความผิดข้าเอง… ที่เป็นตัวถ่วงพี่… ถ้าข้าตายไป… ด้วยรูปร่างหน้าตาของพี่หญิง จะต้องแต่งงานกับสามีที่ดีได้แน่ๆ… พี่ก็จะได้... หลุดพ้นเสียที…”

น้ำตาของซูหวู่ทะลักออกมาในชั่วพริบตา นางรีบก้าวเข้าไปกุมมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบของน้องสาวไว้แน่น “หนิงเอ๋อร์ ห้ามพูดจาเหลวไหลนะ! พี่ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรไปเด็ดขาด! พี่มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป... พี่ก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกัน”

นางไม่กล้าบอกน้องสาวเรื่องที่นางกำลังจะแต่งงานแก้เคล็ด ได้แต่ฝืนยิ้มปลอบใจ “เจ้าวางใจเถอะ พี่หาวิธีได้แล้ว ต่อไปค่ายาของเจ้าจะไม่ขาดตกบกพร่อง ชีวิตของพวกเรา... จะต้องดีขึ้นแน่ๆ”

เมื่อเดินออกมาจากห้องน้องสาว ซูหวู่รู้สึกเหมือนมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ในอก ระหว่างที่เดินผ่าน “เรือนกุยอวิ๋น” ซึ่งเป็นที่พักของเซี่ยอวิ๋นกุย นางก็ได้ยินบ่าวรับใช้ชายหลายคนกำลังซุบซิบกันอยู่ที่ระเบียงทางเดิน

“ได้ยินข่าวหรือยัง เพื่อจะช่วยคุณหนูกู้ ซื่อจื่อถึงกับถูกม้าพยศเหยียบจนกระดูกหน้าอกหักเลยนะ! ตอนที่หามกลับมาเลือดท่วมตัวไปหมด ตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติเลย!”

“สวรรค์! ซื่อจื่อดีต่อคุณหนูกู้ขนาดนี้… ไม่มีอะไรจะพูดเลยจริงๆ!”

“เอ๊ะ? พวกเจ้าดูนั่นสิ นั่นมันญาติผู้น้องไม่ใช่หรือ แปลกแฮะ เมื่อก่อนซื่อจื่อแค่ไอคอกแคกทีเดียวนางก็ตื่นตูมจะแย่ แต่วันนี้ทำไม…”

“เหอะ คงจะเป็นลูกไม้ใหม่ แสร้งทำเป็นปล่อยเพื่อหวังจับให้อยู่หมัดละมั้ง…”

ซูหวู่ไม่ได้หยุดเดิน ทำราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

ขณะที่นางกำลังจะเดินอ้อมเรือนกลับไปยังที่พักของตัวเอง กลับถูกหมอหลวงที่กำลังรีบร้อนดึงตัวไว้

หมอหลวงเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นสาวใช้ในเรือน จึงยัดถ้วยยาที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ ใส่มือนาง “เร็วเข้า! ยกยานี้เข้าไปให้ซื่อจื่อดื่ม ถ้าเย็นแล้วเดี๋ยวสรรพคุณยาจะลดลง! ข้าต้องรีบไปต้มยาหม้อต่อไปอีก!”

พูดจบ หมอหลวงก็เดินจากไปอย่างรีบร้อน

ซูหวู่มองถ้วยยาอุ่นๆ ในมือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจยกมันเดินเข้าไปด้านใน

เซี่ยอวิ๋นกุยที่นอนอยู่บนเตียงหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา เขาก็ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความเคยชิน น้ำเสียงแฝงความแหบพร่าและห่างเหิน

“เจ้ามาทำไม?”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 25

    วันเวลาผันผ่าน ความสงบสุขอบอวลอยู่ทุกค่ำคืนความรู้สึกระหว่างซูหวู่กับเว่ยเจิง หลังจากผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการ ก็ยิ่งลึกซึ้งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเว่ยเจิงไม่ใช่คนพูดเก่ง ทว่าความรักของเขากลับถ่ายทอดออกมาในทุกรายละเอียดเขาจะจำของโปรดที่นางชอบได้ จะคอยหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้ยามที่นางนั่งอ่านหนังสือดึกดื่น จะตั้งใจรับฟังความคิดเห็นของนางที่มีต่อเรื่องต่างๆ ในจวน และจะปกป้องนางอย่างไม่ปิดบังต่อหน้าผู้คน เขามอบความเคารพ ความไว้วางใจ และความรักอันไม่เคยมีมาก่อนให้กับนาง ภายในจวนแม่ทัพ นางไม่ใช่หญิงสาวผู้อาศัยใต้ชายคาใครอีกต่อไป ไม่ใช่คุณหนูญาติผู้น้องที่ต้องคอยประจบเอาอกเอาใจ แต่เป็นนายหญิงผู้สง่างามและได้รับความเคารพอย่างเต็มภาคภูมิหนึ่งปีต่อมา ซูหวู่ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิงคู่นึ่งอย่างราบรื่นเด็กชายหน้าตาคล้ายเว่ยเจิงราวกับพิมพ์เดียวกัน ระหว่างคิ้วแฝงความองอาจห้าวหาญ ส่วนเด็กหญิงสืบทอดความงดงามมาจากมารดา ดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาหยกบรรยากาศในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความครึกครื้นชื่นบาน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอุ้มหลานชายหลานสาว ยิ้มจนหุบปากไม่ได้เว่ยเจิงมองดูภรรยาที่แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่เต็มไป

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 24

    พูดจบ ศีรษะของเขาก็เอียงพับลงไป และหมดสติไปอย่างสนิทซูหวู่มองใบหน้าที่ไร้สีเลือดของเขา รับรู้ถึงลมหายใจที่ค่อยๆ อ่อนแรงลง ความรู้สึกภายในใจสับสนปนเปถึงขีดสุดมีความตกใจ มีความหวาดกลัว มีความรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่าส่วนใหญ่แล้วกลับเป็นความรู้สึกหนักอึ้ง เป็นภาระที่นางแบกรับเอาไว้ไม่ไหวนางหลับตาลง รีบสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดแล้วดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็วนางออกคำสั่งกับบ่าวรับไพร่ที่กำลังตื่นตกใจ “เร็วเข้า! หามท่านซื่อจื่อขึ้นรถม้า! กลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้! ไปเชิญหมอหลวงที่เก่งที่สุดมา! เร็วเข้า!”น้ำเสียงของนางทั้งมั่นคงและทรงพลัง แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่ยอมให้ผู้ใดปฏิเสธผู้คนราวกับพบหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงรีบทำตามคำสั่งนั้นทันทีเมื่อกลับมาถึงในเมือง จวนเจิ้นกั๋วกงก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เมื่อทราบข่าว หมอหลวงวินิจฉัยว่าแผลธนูนั้นลึกมาก อีกทั้งหัวลูกศรยังอาบยาพิษร้ายแรง สถานการณ์จึงวิกฤตถึงขีดสุด เซี่ยอวิ๋นกุยมีไข้สูงไม่ยอมลด มีท่าทีจะเสียชีวิตอยู่หลายครั้งทุกๆ วัน ซูหวู่จะส่งคนคอยสอบถามอาการบาดเจ็บ พร้อมกับจัดส่งสมุนไพรแก้พิษชั้นดีไปให้ แต่ตัวนางเอง...

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 23

    ศึกสงครามทางเหนือตึงเครียด ไฟสงครามลุกโชนไปทั่วทุกสารทิศ ภายในจวนแม่ทัพ ชีวิตของซูหวู่ดำเนินไปอย่างสงบสุขและเปี่ยมด้วยความหมายนางจัดการดูแลกิจการงานภายในจวนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่แทนเว่ยเจิงในการปรนนิบัติผู้ใหญ่และปลอบขวัญบ่าวไพร่ ยามว่างก็จะไปอยู่เป็นเพื่อนซูหนิงน้องสาวที่อาการดีวันดีคืน หรือไม่ก็ศึกษาตำราแพทย์ หวังว่าจะพอมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงรักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเว่ยเจิงได้บนใบหน้าของนางเริ่มมีเลือดฝาด ความสงบเยือกเย็นและมั่นคงระหว่างคิ้วขับเน้นให้เธอดูงดงามสะพรั่งในแบบของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล แตกต่างจากความเยาว์วัยในอดีตอย่างสิ้นเชิงหลังจากที่เซี่ยอวิ๋นกุยผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสำนึกผิดและการคลุ้มคลั่งอันเจ็บปวดรวดร้าวมาได้ ในที่สุดเขาก็ตกอยู่ในความสิ้นหวังราวน้ำนิ่งสนิทเขาไม่กล้าคาดหวังให้ซูหวู่อภัยให้อีกต่อไป และไม่กล้าแม้แต่จะปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เพราะกลัวจะเห็นความเย็นชาอย่างไร้เยื่อใยในแววตานั้น ซึ่งมันบาดลึกยิ่งกว่าความเกลียดชังเสียอีก เขาเปลี่ยนความเจ็บปวดและความสำนึกผิดทั้งหมดให้กลายเป็นความเงียบงันและการปกป้องคุ้มครองใ

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 22

    หลังพักฟื้นร่างกายอยู่ที่เรือนตากอากาศนานนับเดือน ร่างกายของเว่ยเจิงก็ฟื้นตัวไปกว่าครึ่ง แม้จะยังไม่เทียบเท่าช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด แต่ก็ไม่มีอาการน่าเป็นห่วงแล้วสถานการณ์ในราชสำนักแปรปรวนดั่งเมฆหมอก จู่ๆ ทางชายแดนเหนือก็ส่งสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วน ชนเผ่าเร่ร่อนควบม้าเหล็กบุกรุกรานชายแดน ตีแตกติดต่อกันหลายเมือง สถานการณ์วิกฤตยิ่งนักฮ่องเต้มีรับสั่งเรียกตัวเว่ยเจิงเข้าเฝ้ากลางดึก ท้องพระโรงจินหลวน แม้สีหน้าของเว่ยเจิงจะยังเจือร่องรอยความเจ็บป่วยอยู่บ้าง ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรง สายตาดุจประกายเพลิงแน่วแน่“ท่านแม่ทัพเว่ย ร่างกายของเจ้า…” ฮ่องเต้ฉายแววกังวลพระทัยเว่ยเจิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง น้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง “ฝ่าบาท กระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด ถือเป็นหน้าที่ที่กระหม่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้! ขอฝ่าบาททรงโปรดอนุญาตให้กระหม่อมนำทัพออกศึก ขับไล่พวกนอกด่าน ทวงคืนผืนแผ่นดินกลับมาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”ฮ่องเต้ทรงพระสำราญยิ่ง ทรงแต่งตั้งให้เว่ยเจิงเป็นมหาแม่ทัพปราบเหนือ ควบคุมกองกำลังทั้งสาม พร้อมออกเดินทางทันทีในวันนั้นเมื่อข่าวคราวแพร่สะพัดกลับมาถึงจวนแม่ทัพ ภายในจวนต

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 21

    ทว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เซี่ยอวิ๋นกุยได้นำผลการสืบสวนไปรายงานต่อบิดามารดาและราชสำนักความผิดของกู้ว่านเซิงที่วางแผนใส่ร้ายซูหวู่ผู้เป็นฮูหยินตราตั้ง อีกทั้งยังหลอกลวงเบื้องสูง มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ซัดกระหน่ำไปทั่วฮ่องเต้กริ้วจัด มีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดตระกูลกู้จึงพลอยร่างแหไปด้วยและล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว กู้ว่านเซิงถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ลดขั้นเป็นสามัญชน และถูกตัดสินเนรเทศให้ไปรับโทษไกลถึงพันลี้บุตรสาวอัครเสนาบดีผู้เคยสูงส่งเหนือใคร ในท้ายที่สุดก็ต้องมาล้มป่วยและตายตกอยู่ระหว่างทางเนรเทศอันแสนรันทด จุดจบช่างน่าเวทนายิ่งนักส่วนเซี่ยอวิ๋นกุย ก็กลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวง โทษฐานที่มองคนไม่ออก ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกผู้คนลอบเยาะเย้ยถากถางความจริงกระจ่างแจ้ง สัญญาหมั้นหมายถูกยกเลิก ทว่าเซี่ยอวิ๋นกุยกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม เพราะเขาได้ตระหนักถึงความโง่เขลาของตนเองและการสูญเสียซูหวู่ไปอย่างแท้จริง เขาจึงยิ่งจมดิ่งลงสู่ความทุกข์ทรมานและความสิ้นหวังที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมเขาเอาแต่ยืมสุราดับทุก

  • จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก   บทที่ 20

    จนกระทั่งสูญเสียไปอย่างสมบูรณ์ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ความรักอันลึกซึ้งที่เขาเคยโยนทิ้งราวกับรองเท้าขาดๆ ฝังรากลึกลงไปในกระดูกของเขาตั้งนานแล้ว!ทว่าเขา กลับโง่เขลาถึงเพียงนี้!ความสำนึกเสียใจและการตื่นรู้ที่ยิ่งใหญ่ราวกับเปลวเพลิงพิษที่แผดเผาสติสัมปชัญญะของเซี่ยอวิ๋นกุย เขาเริ่มทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ซูหวู่ต้องทนรับความอัปยศ ยิ่งคิด ข้อสงสัยก็ยิ่งมีมากขึ้นเบื้องหลังความอ่อนโยนและดีงามที่ดูเหมือนจะไร้ที่ติของกู้ว่านเซิง คล้ายกับมีร่องรอยของการซ่อนเร้นแผนการและความจงใจอยู่เสมอเขาใช้กองกำลังของจวนเจิ้นกั๋วกง เริ่มสืบสวนกู้ว่านเซิงอย่างลับๆเบาะแสแรกที่พบคือ สาวใช้ที่ชี้หน้าปรักปรำว่าซูหวู่เป็นคนผลักกู้ว่านเซิงตกน้ำในงานเลี้ยงชมดอกเหมย คนของเซี่ยอวิ๋นกุยใช้ความพยายามอย่างหนัก จนกระทั่งไปพบสาวใช้ผู้นี้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเรือนตากอากาศอันห่างไกล ซึ่งว่ากันว่าได้รับความเมตตาให้ออกจากจวนไปแล้ว แต่กลับเกือบจะถูกฆ่าปิดปากภายใต้การทรมานเพื่อรีดเค้นความจริง สาวใช้ก็สติแตกและยอมรับสารภาพความจริงออกมา“เป็น... เป็นคุณ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status