Short
ลิขิตรักใต้เมฆา

ลิขิตรักใต้เมฆา

Oleh:  ดาวตกTamat
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
20Bab
180Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ทันทีที่งานเลี้ยงในวังใกล้จบ ข่าวที่แม่ทัพเผยทุ่มเงินมหาศาลประมูลนางโลมอันดับหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว เหล่าขุนนางและแขกที่มาร่วมงานต่างพากันหันมองท่านหญิงเจียเหอหยุนชี ผู้ใดเล่าไม่รู้ว่านางเป็นหญิงขี้หึงตัวแม่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่งกับเผยอี้มาห้าปี คนหนึ่งเที่ยวโปรยเสน่ห์ไปทั่ว อีกคนบุกไปอาละวาดถึงหอนางโลม เรื่องตลกขบขันที่พวกเขาก่อแทบจะกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักหลังมื้ออาหารของคนทั้งเมืองหลวงไปแล้ว “ท่านหญิงเจ้าคะ...” สาวใช้คนสนิทรีบเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกดเสียงให้ต่ำลง“จะให้บ่าวพาองครักษ์ไปเชิญท่านแม่ทัพกลับมาตอนนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงของหยุนชีราบเรียบ “ไม่ต้อง เงินพันตำลึงทองพอกับค่าตัวนางหรือไม่? หากไม่พอส่งไปเพิ่มอีก ให้เบิกจากบัญชีส่วนตัวของข้า”สาวใช้ถึงกับอึ้งตะลึงไป ผู้คนทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยงก็ตกตะลึงเช่นกัน จากนั้นเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจก็ดังขึ้นทันที “นางพูดว่ากระไรนะ? ส่งเงินไปให้งั้นรึ? ไม่ใช่สั่งให้องครักษ์ไปลากตัวรองแม่ทัพเผยกลับมาหรอกหรือ?” “ได้ยินว่าคราวก่อนที่ท่านแม่ทัพเผยไปดื่มเหล้ากับนางโลม นางถึงกับถือกระบี่บุกขึ้นหอนางโลม ท่านแม่ทัพเผยต้องนอนรักษาตัวอยู่ตั้งหลายวัน คราวนี้เหตุใดจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้?”“นั่นสิ คราวงานเทศกาลโคมไฟยิ่งร้ายกาจกว่านี้ เรือสำราญตั้งสามลำ ถูกนางเผาวอดไม่เหลือชิ้นดี”“ทุกครั้งรองแม่ทัพเผยจะถูกทางวังหลวงลงทัณฑ์ แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า วันต่อมาเขาก็ยังคงไปนอนเคล้านารีหลับนอนในหอนางโลมอยู่ดี”“เฮ้อ หรือว่าในที่สุดนางจะตระหนักได้แล้วว่าทำเช่นนี้ไม่อาจรั้งใจบุรุษไว้ได้ จึงเตรียมจะแสร้งทำตัวเป็นภรรยาที่ดีและมารดาผู้ประเสริฐแล้ว?”เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ลอยเข้าหูของหยุนชีอย่างชัดเจน

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1

แต่นางกลับทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน สีหน้ายังคงเรียบเฉย

ทุกคนต่างคิดว่า เป็นเพราะนางใช้วิธีอาละวาดรั้งตัวเผยอี้ไว้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนแผนการใหม่

ทว่าผ่านมาห้าปีแล้ว นางเหนื่อยล้าแล้วจริงๆ

หลังจากงานเลี้ยงในวังเลิกรา นางไม่ได้รีบร้อนกลับจวน แต่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แทน

ภายในห้องอักษร ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นนางเดินเข้ามาก็ทรงทอดถอนพระทัยก่อน

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เรื่องราวเช่นนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน

พระองค์ลงทัณฑ์ เผยอี้ยอมรับโทษ ทว่าหลังจากนั้นกลับยิ่งได้ใจและทำตัวเหลวแหลกหนักกว่าเดิม

หยุนชีร้องทุกข์ พระองค์ทรงปลอบ วนเวียนเช่นนี้ไม่จบสิ้น

“ข้ารู้แล้ว เจ้าเด็กเผยอี้นั่นก่อเรื่องอีกแล้ว ข้าจะมีราชโองการลงทัณฑ์ตีสามสิบไม้ประเดี๋ยวนี้ แล้วให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนอีกสองวัน”

หยุนชีส่ายหน้า ก่อนค่อยๆ คุกเข่าลง

“เสด็จลุง คราวนี้หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อฟ้องร้องเพ็ดทูลเพคะ”

หม่อมฉันมาเพื่อทูลขอหนังสือหย่าขาด”

ฮ่องเต้ทรงชะงักไป พระองค์ทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้นว่า

“ปีนั้นตอนเจ้าปักปิ่น มีบุรุษมากมายในเมืองหลวงมาทูลขอแต่งงาน แต่ในบรรดาผู้คนมากมายเหล่านั้น เจ้ากลับเลือกเผยอี้”

“ชาติตระกูลของเขาก็ไม่ได้สูงส่งที่สุด ทั้งยังต้องอยู่ประจำการที่ชายแดนตั้งหลายปี เดิมทีข้าไม่อนุญาต เป็นเพราะเจ้าบอกว่ามีใจรักมั่นต่อเขามานานแล้ว ข้าถึงได้ยอมพยักหน้ารับ”

“ทว่าหลังจากแต่งงานได้ไม่กี่วัน เขากลับเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเหล่าหญิงงาม เหยียบย่ำเกียรติและศักดิ์ศรีของเจ้ายับเยิน! ข้าอยากจะประทานหนังสือหย่าสามีให้ตั้งกี่ครั้งกี่หน ก็เป็นเจ้าเองที่ร้องไห้มาอ้อนวอนขอไว้... ยามนี้ เจ้าตัดใจยอมปล่อยมือแล้วจริงๆ รึ?”

หยุนชีน้อมกราบลงกับพื้นอย่างนอบน้อมและลึกซึ้ง

“ขอบพระทัยเสด็จลุงที่ทรงตามใจและเอ็นดูหยุนชีมาตลอดหลายปีนี้เพคะ”

“คำว่ารักหม่อมฉันได้ลิ้มลองมันแล้ว รสชาติของมัน... ก็แค่นั้น ยามนี้ หม่อมฉันไม่ต้องการมันอีกแล้วเพคะ”

“จริงหรือ?”

“จริงแท้แน่นอนเพคะ”

ฮ่องเต้ทรงทอดถอนพระทัยด้วยความโล่งอก

“ดีแล้ว เจ้าคิดตกได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว ข้าอยากจะให้เจ้าหย่าขาดกับเขาตั้งนานแล้ว ช่วงนี้ใกล้สิ้นปีพู่กันหลวงถูกผนึกเก็บไว้ชั่วคราว รอให้ผ่านพ้นเทศกาลโคมไฟไปก่อน ข้าจะออกราชโองการให้ทันที”

หยุนชีก้มศีรษะขอบพระทัย ก่อนหมุนตัวจากไป

เมื่อเดินพ้นประตูวังออกมา หลิวหลีสาวใช้คนสนิทก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้น

“ท่านหญิง ท่านทุ่มเทเพื่อท่านแม่ทัพไปตั้งมากมายเพียงนั้น ทั้งเอาสินเดิมไปช่วยกองทัพของเขา ควบม้าฝ่าพายุหิมะเป็นพันลี้เพื่อนำเสบียงไปส่งให้เขา แม้แต่ตอนเขาถูกพิษ ท่านก็ยังใช้โลหิตตนเองเป็นตัวยา จะปล่อยผ่านเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ?”

หยุนชีเหม่อมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มหม่น น้ำเสียงยังเรียบเฉย

“ไม่ปล่อยไป แล้วข้าจะทำอย่างไรได้อีก?”

ไม่มีผู้ใดรู้ ว่านางรักเผยอี้จนถอนตัวไม่ขึ้นมานานแล้ว แต่เขาปฏิเสธนางนับร้อยครั้ง

ภายหลังที่เขามาสู่ขอ ก็เพราะน้องสาวบุญธรรมของเขาป่วยหนัก จำเป็นต้องใช้ยาเม็ดโสมม่วงต่อชีวิตซึ่งเป็นของวิเศษที่มีเฉพาะในวังหลวงเพื่อยื้อชีวิตไว้

และยานั้น ฮ่องเต้ก็ได้พระราชทานมอบให้แก่นางไปตั้งนานแล้ว

ดังนั้น เขาจึงใช้การแต่งงานครั้งนี้มาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับนาง

นางมอบยาให้ และเขาก็แต่งงานกับนางตามคำมั่นสัญญา

ทว่าหลังจากแต่งงานได้เพียงสามวัน น้องสาวบุญธรรมของเขากลับสิ้นใจตายอย่างกะทันหัน

คำวินิจฉัยของหมอหลวงระบุว่า ในยาเม็ดนั้นมีสมุนไพรตัวหนึ่งที่ขัดกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยผสมอยู่ ช่วงแรกที่กินยาดูเหมือนอาการจะดีขึ้น ทว่าความจริงแล้วมันกลับเร่งพิษให้ซึมลึกเข้าสู่ปอดและอวัยวะภายใน จนหมดหนทางเยียวยา

คำพูดทุกคำล้วนแต่บอกเป็นนัยว่า ยาที่นางมอบให้ในตอนนั้นคือยาปลอม

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กหนุ่มผู้เคยสง่างามควบม้าคนเดิมก็ได้ตายจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเกลียดชองที่เขามีต่อนาง

เขาเริ่มเที่ยวเตร่ตามหอนางโลมและย่านเริงรมย์ทุกค่ำคืน บีบคั้นจนทำให้นางกลายเป็นหญิงปากร้ายไร้เหตุผลที่คนทั้งเมืองหลวงรู้จักดี

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการแก้แค้นของเขาทั้งสิ้น

เมื่อนางกลับมาถึงจวน พ่อบ้านก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ท่านหญิง ท่านแม่ทัพเผยกำลังรอท่านอยู่ที่ห้องโถงรับรองขอรับ คนที่มาพร้อมกันด้วยก็คือ... หลิวชิงชิง นางโลมอันดับหนึ่งจากหอจ้าวเยว่มาด้วยขอรับ”

หยุนชีชะงักไปเล็กน้อย หลายปีมานี้ไม่ว่าเผยอี้จะก่อเรื่องอย่างไร ก็ไม่เคยพาผู้หญิงกลับจวน

นางผู้นี้เป็นคนแรก

นางยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าประตู ก็ได้ยินเสียงดีดพิณผีผาพร้อมกับเสียงหัวเราะอันออดอ้อนอ่อนหวานของสตรีดังแว่วมา

ภาพที่เห็นคือหลิวชิงชินางโลมอันดับหนึ่งผู้นั้นกำลังโอบอุ้มผีผาแล้วเอียงกายอิงแอบอยู่ข้างกายเผยอี้พร้อมดีดร้อง ส่วนเผยอี้กำลังบรรจงปักดอกไม้ดอกเล็กๆ ลงบนมวยผมของนาง

สตรีผู้นี้ช่างเหมือนกับน้องสาวบุญธรรมของเขามากที่สุดจริงๆ

เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา เสียงผีผาก็หยุดลงในทันที

เผยอี้ปรายตามองมาแวบหนึ่ง “ตัวขัดความสำราญมาแล้ว”

เขาขยับตัวนั่งตัวตรง สบสายตากับหยุนชีพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา

“ว่ามาสิ คราวนี้เจ้าไปทูลขอพระเมตตาอะไรจากในวังมาให้ข้าอีกเล่า? จะเป็นโทษโบยแส้หรือให้ไปคุกเข่าที่หน้าประตูวัง?”

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาทำตัวเหลวไหล ฮ่องเต้จะทรงออกหน้าหนุนหลังให้นางเสมอ โทษทัณฑ์ก็รับมาแล้ว โบยตีก็โดนมาแล้ว

ทว่าเขากลับยินดีที่จะรับโทษเพราะสตรีในหอนางโลม ยังดีกว่าจะหันมามองนางสักครั้ง

หลิวชิงชิงซบอิงอยู่ข้างกายเผยอี้ ยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ

“ที่แท้ท่านหญิงก็ทรงทำตัวเป็นเด็กๆ เช่นนี้เอง พอไม่ได้ดั่งใจก็ต้องไปฟ้องร้องต่อฮ่องเต้ เพียงแต่ว่าหัวใจของบุรุษ มิใช่ว่าจะใช้หัวคิดเช่นนี้รั้งเอาไว้ได้หรอกนะเจ้าคะ...”

สิ้นเสียงคำพูดไม่ทันขาดคำ เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นมา

แส้เหล็กทองดำฟาดลงตรงปลายเท้าของหลิวชิงชิงอย่างแรง ทำให้นางตกใจจนกรีดร้องแล้วมุดตัวหนีเข้าไปในอ้อมอกของเผยอี้

เผยอี้โอบกอดปกป้องหลิวชิงชิงเอาไว้ในอ้อมอกแล้วระเบิดโทสะออกมาด้วยความโกรธจัด

“หยุนชี! เจ้ามีเรื่องอะไรก็ให้มาลงที่ข้า อย่าได้เอาความอิจฉาริษยามาพาลใส่ชิงชิง!”

“ข้าจะบอกเจ้าไว้เลยนะ วันนี้ต่อให้พระองค์จะลงทัณฑ์ข้าอย่างไร ข้าก็จะรับนางเป็นอนุให้ได้ หากเจ้ายังฉลาดพอก็อย่าได้คิดมาขัดขวาง!”

หยุนชีค่อยๆ ม้วนเก็บแส้กลับมา สายตาปรายมองไปทางหลิวชิงชิง น้ำเสียงยังคงราบเรียบ

“แส้เมื่อครู่นี้ ถือเป็นการสั่งสอนเรื่องกฎระเบียบให้แก่เจ้า ฮ่องเต้คือประมุขแห่งใต้หล้า จะยอมให้เจ้าวิพากษ์วิจารณ์ตามใจได้อย่างไร? หากวันหน้ายังกล้าสามหาวเช่นนี้อีก แส้ในครั้งต่อไปคงต้องฟาดลงบนตัวเจ้าแล้ว”

นางเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเผยอี้

“ส่วนเรื่องที่ท่านจะรับอนุ ตามสบายเถิด”

“หลิวหลี สั่งคนให้ไปจัดเตรียมเรือนทิงหลันที่อยู่ใกล้กับเรือนหลักที่สุดให้เรียบร้อย เพื่อให้แม่นางหลิวเข้าไปพักอาศัย”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
20 Bab
บทที่ 1
แต่นางกลับทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน สีหน้ายังคงเรียบเฉย ทุกคนต่างคิดว่า เป็นเพราะนางใช้วิธีอาละวาดรั้งตัวเผยอี้ไว้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนแผนการใหม่ทว่าผ่านมาห้าปีแล้ว นางเหนื่อยล้าแล้วจริงๆหลังจากงานเลี้ยงในวังเลิกรา นางไม่ได้รีบร้อนกลับจวน แต่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แทน ภายในห้องอักษร ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นนางเดินเข้ามาก็ทรงทอดถอนพระทัยก่อนตลอดห้าปีที่ผ่านมา เรื่องราวเช่นนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนพระองค์ลงทัณฑ์ เผยอี้ยอมรับโทษ ทว่าหลังจากนั้นกลับยิ่งได้ใจและทำตัวเหลวแหลกหนักกว่าเดิมหยุนชีร้องทุกข์ พระองค์ทรงปลอบ วนเวียนเช่นนี้ไม่จบสิ้น“ข้ารู้แล้ว เจ้าเด็กเผยอี้นั่นก่อเรื่องอีกแล้ว ข้าจะมีราชโองการลงทัณฑ์ตีสามสิบไม้ประเดี๋ยวนี้ แล้วให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนอีกสองวัน” หยุนชีส่ายหน้า ก่อนค่อยๆ คุกเข่าลง “เสด็จลุง คราวนี้หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อฟ้องร้องเพ็ดทูลเพคะ”หม่อมฉันมาเพื่อทูลขอหนังสือหย่าขาด”ฮ่องเต้ทรงชะงักไป พระองค์ทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้นว่า“ปีนั้นตอนเจ้าปักปิ่น มีบุรุษมากมายในเมืองหลวงมาทูลขอแต่งงาน แต่ในบรรดาผู้คนมากมายเหล่านั้น เจ้ากลับเลือกเผย
Baca selengkapnya
บทที่ 2
หลังจากหยุนชีสั่งความเสร็จ นางก็ไม่หันไปมองคนทั้งสองที่ตระกองกอดกันอีก หมุนตัวเดินจากไปทันทีเผยอี้จ้องมองแผ่นหลังของนางที่เดินจากไปอย่างไม่คิดอาลัยอาวรณ์ พลันบังเกิดความรู้สึกแปลกขึ้นมานางไม่ยอมอาละวาดงั้นรึ? กระทั่งโทสะสักเศษเสี้ยวก็ไม่มีเลยหรืออย่างไร?หลิวหลีรีบเดินตามหยุนชีกลับมาถึงเรือนหลัก ในที่สุดก็เก็บงำความอัดอั้นไว้ไม่ไหว“ท่านหญิง! เรือนทิงหลันอยู่ติดกับห้องอักษรของท่านแม่ทัพเลยนะเจ้าคะ เดิมเป็นที่อยู่ของแม่นางฉู่ฉู่ น้องสาวบุญธรรมของท่านแม่ทัพนะเจ้าคะ! จะให้นางโลมคนนั้นเข้าไปอยู่จริงหรือเจ้าคะ?” หยุนชีปลดผ้าคลุมออก สีหน้ายังคงเฉยชา“เขาพาหลิวชิงชิงกลับมา สิ่งที่ต้องการก็คือแค่เปิดหน้าต่างแล้วได้เห็นใบหน้านั้นมิใช่หรือ? ข้าก็แค่สงเคราะห์ให้เขา”เขาใช้เวลาถึงห้าปีตามหาตัวตายตัวแทนของเผยฉุ่ยฉุ่ย ยามนี้ได้สมดั่งใจปรารถนาแล้ว นางจะยื่นมือเข้าไปขัดขวางให้ได้อะไรขึ้นมาราวครึ่งชั่วยามต่อมา สาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความลนลาน“ท่านหญิง แย่แล้วเจ้าค่ะ! ตอนที่แม่นางหลิวอพยพข้าวของเข้าเรือนทิงหลัน นางไม่ระวังทำป้ายวิญญาณของแม่นางฉู่ฉู่ในห้องพระเล็กตกลง
Baca selengkapnya
บทที่ 3
ยามที่นางเกิด มารดาก็เสียชีวิตเพราะคลอดยากครั้นอายุได้สิบขวบ บิดาผู้รับสมญานามว่า ท่านอ๋องเทพสงครามก็จากโลกนี้ไปอีกคนในวันนั้นผู้คนพากันหลั่งไหลมาร่วมไว้อาลัยไม่ขาดสาย ต่างเอ่ยปลอบให้นางทำใจและรักษาตัว พร้อมทอดถอนใจสงสารชะตาของนาง นางคุกเข่าอยู่ในศาลวิญญาณอย่างเลื่อนลอยและไม่รู้จะทำเช่นไร และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเผยอี้ เขาเดินทางมาพร้อมกับคนในครอบครัว ทว่าหลังจากจุดธูปเคารพศพเสร็จแล้วเขากลับไม่ได้จากไป แต่เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้านางเขาล้วงมือเอาน้ำตาลกวนออกมาส่งให้นาง ทว่าอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเค้นคำพูดแห้งแล้งออกมาได้“เจ้า... อย่าได้โศกเศร้าจนเกินไปเลย ท่านอ๋องเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า เขาจะคอยเฝ้ามองและปกป้องเจ้าจากบนสรวงสวรรค์ตลอดไป”ในตอนนั้น แววตาของเขาสะอาดบริสุทธิ์ แฝงด้วยความจริงใจอันซื่อๆ ต่อมาแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือยกทัพมาเข้ารุกรานอีกครั้ง เผยอี้ในวัยเพียงสิบหกปีก็ใจกล้าทูลขออาสาออกรบ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือไว้ได้สำเร็จไม่ปล่อยให้หยาดเหงื่อแรงกายชั่วชีวิตของบิดานาง และชีวิตของเหล่าทหารกล้าใต้ผู้บังคับบัญชาต้องสูญ
Baca selengkapnya
บทที่ 4
หลิวชิงชิงเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา นางอุทานออกมาเกินจริง“ตายจริง! ที่แท้กล่องใบนี้กลับซุกซ่อนภาพวาดของท่านแม่ทัพไว้มากมายถึงเพียงนี้... ท่านพี่ช่างมีรักมั่นลึกซึ้งต่อท่านแม่ทัพเหลือเกินเจ้าค่ะ”เผยอี้นิ่งค้างไป เขามองภาพวาดที่มีลายเส้นอันประณีตเหล่านั้นบนพื้น ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา“หยุนชี เจ้ารักข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ยังไม่ทันได้แต่งงานกัน เจ้าก็ไม่คิดจะรักษากิริยาของกุลสตรีเอาไว้บ้างเลยหรือ?” “มายามนี้ยังจะมาแย่งเศษขยะพวกนี้กับชิงชิงอีก”หยุนชีไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้ ทำเพียงก้มลงเก็บรวบรวมม้วนภาพวาดที่กระจัดกระจายขึ้นมาสายตาของนางกวาดมองใบหน้าของเผยอี้ ใบหน้านั้นยังคงเหมือนในภาพวาดทุกประการ ทว่ากลับไม่อาจทำให้นางรู้สึกเช่นเดิมได้อีกแล้ว วินาทีต่อมา นางก็โยนม้วนภาพวาดทั้งหมดนั้นลงไปในเตาถ่านอย่างไม่ลังเล“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!” สีหน้าของเผยอี้เปลี่ยนไปในฉับพลันเปลวเพลิงแผดเผากลืนกินกระดาษเซวียนในพริบตา เงาร่างของแม่ทัพหนุ่มน้อยในภาพค่อยๆ กลายเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางแสงไฟ หยุนชีเฝ้ามองภาพวาดเหล่านั้นถูกเผาทำลาย ใบหน้าของนางเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ“เป็นเศษขยะจริงๆ
Baca selengkapnya
บทที่ 5
ชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นล้อมจวนแม่ทัพเอาไว้ ภายในจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นหน้าหนาว หยุนชียืนนิ่งอยู่หลังบานประตู สีหน้าหมองลงเล็กน้อย ขณะที่เสียงฝีเท้าของเผยอี้ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง“ดูเรื่องดีๆ ที่เจ้าก่อไว้สิ!” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดรำคาญใจออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง“เพื่อสร้างชื่อว่าเป็นสตรีแสนดี ถึงกับต้องตั้งโรงทานแจกเสื้อผ้า บัดนี้กลับสร้างความวุ่นวายใหญ่โต”หยุนชีเงยหน้าขึ้น สายตาสงบนิ่ง “เรื่องราวยังไม่ทันสืบสวนให้กระจ่าง ท่านก็ปรักปรำว่าเป็นความผิดของข้าแล้วรึ?”“หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร!” เผยอี้ตวาดขัดเสียงแข็ง“ยามนี้ลือกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว เจ้ายังจะมาโต้กลับอีก!”“ในเมื่อท่านแม่ทัพเผยปักใจเชื่อว่าเป็นบาปกรรมของข้า เช่นนั้นก็จัดการง่ายนิดเดียว” หยุนชีเดินสวนผ่านเขาไป ก่อนสั่งให้คนเปิดประตูใหญ่ทันที“ก็ส่งเรื่องให้ศาลต้าหลี่ซื่อเป็นผู้สืบสวนเสีย ถูกผิดอย่างไร ย่อมมีความยุติธรรม”“หากเป็นความผิดของข้าจริง ข้าจะไม่ปัดความรับผิดชอบเด็ดขาด!” เมื่อกลุ่มชาวบ้านเห็นท่าทีที่ไม่ยอมถอยและไม่ยอมก้มหัวของนาง ต่างก็พากันเงียบเสียงลงมีบา
Baca selengkapnya
บทที่ 6
ยามที่หยุนชีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นวันเทศกาลโคมไฟแล้ว หลิวหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ท่านหญิง ท่านสลบไปถึงสามวันเต็มๆ... ทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่เจ้าค่ะ” หยุนชีรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ บาดแผลที่หน้าผากและความเจ็บที่หัวเข่าคอยย้ำเตือนทุกสิ่งก่อนที่นางจะหมดสติ ในตอนนั้นเอง บานประตูก็ถูกผลักออกเบาๆ ร่างของคนผู้หนึ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเดินเข้ามา เขาคือเผยอี้ในมือของเขาถือโคมไฟกระต่ายอันแสนประณีตมาด้วยดวงหนึ่ง"ฟื้นแล้วรึ?" เขาเดินมาที่ข้างเตียง วางโคมไฟดอกไม้ไว้ที่หัวเตียง น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยากยิ่ง "เป็นอย่างไรบ้าง?"หยุนชีจ้องมองเขา ในใจไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆ มีเพียงความแปลกใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมา เผยอี้ไม่เคยแสดงสีหน้าดีๆ ให้นางเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียวเขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากราวกับเพิ่งตัดสินใจได้ "โรคระบาดหาตัวยาที่ตรงกับโรคเจอแล้ว บัดนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว""เรื่องนั้นข้าเองก็สืบจนกระจ่างแล้ว... เป็นฝีมือของชิงชิง วันนั้นนางเสียหน้าในโรงทาน เลยอาละวาดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ” “นางยังไม่รู้ความ เป็นเพียงทำไปเพราะอารมณ์เ
Baca selengkapnya
บทที่ 7
วันแรกที่ย้ายกลับมายังจวนท่านหญิง หยุนชีถูกปลุกด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากนอกหน้าต่าง เหล่าบ่าวไพร่เดินกันอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่นกเขาที่แขวนอยู่ใต้ระเบียงก็ยังร้องเสียงใสเป็นพิเศษ หลิวหลียกน้ำอุ่นเข้ามาพร้อมยิ้มจนตาหยี"ท่านหญิงตื่นแล้วหรือเจ้าคะ? ห้องครัวเตรียมขนมซานเย่าไส้พุทราจีนของโปรดของท่านไว้ให้แล้ว ทั้งยังมีรังนกที่เพิ่งตุ๋นเสร็จใหม่ๆ อีกด้วยเจ้าค่ะ""จริงด้วยเจ้าค่ะ คนเฝ้าประตูบอกว่า ตั้งแต่เช้ามีเถ้าแก่จากหลายร้านส่งนามบัตรเข้ามา บอกว่าผ้าและเครื่องประดับที่ท่านสั่งไว้ก่อนปีใหม่มาถึงแล้ว ถามว่าท่านหญิงจะสะดวกไปดูเมื่อใดเจ้าคะ!”หยุนชีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองตัวเองในกระจกที่ดูมีสีหน้าเปล่งปลั่งขึ้น จนรู้สึกเหมือนฝัน เพียงแค่ย้ายออกจากสถานที่แห่งนั้นมาได้แค่แค่วันเดียว ราวกับได้เปลี่ยนเป็นคนละโลกกลิ่นอายชีวิตที่เป็นของตัวนางเองอย่างแท้จริงที่ห่างหายไปนานเช่นนี้ ทำให้เส้นชีพจรหัวใจที่ตึงเครียดมาตลอดห้าปีของนางได้ผ่อนคลายลงเสียทีฮ่องเต้ทรงออกราชโองการด้วยพระองค์เอง ประกาศชัดเจนว่าข่าวลือเรื่องโรคระบาดสืบทราบความจริงแน่ชัดแล้ว ไม่มีคว
Baca selengkapnya
บทที่ 8
รถม้าแล่นเข้าสู่ถนนที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวง เสียงผู้คนดังอึกทึก หลิวชิงชิงเอนกายซบอิงอยู่ข้างกายเผยอี้ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน"ท่านแม่ทัพ ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ที่พาชิงชิงไปสวดมนต์ขอพร ในใจของชิงชิงถึงได้รู้สึกสงบลงบ้างแล้วเจ้าค่ะ"เผยอี้ขานรับ "อืม" อย่างใจลอย สายตากวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วขมวดม้วนเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ผู้อพยพเริ่มแยกย้าย ตลาดถนนกลับมาคึกคักดังเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยของหยุนชีในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าก็มีเสียงความเคลื่อนไหวขนานใหญ่ดังขึ้นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินออกมาจากโรงทานที่เพิ่งจะซ่อมแซมเสร็จสตรีที่เดินนำหน้ามานั้น สวมชุดวังหลวงสีเรียบหรู รูปร่างสูงสง่า ถ้าไม่ใช่หยุนชีแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้อีก?ทว่าสิ่งที่ทำให้โลหิตในกายของเขาพุ่งขึ้นทันทีคือ ข้างกายนางกลับมีบุรุษหนุ่มหน้าตาและบุคลิกแตกต่างกันสามสี่คนรายล้อมอยู่!บางคนกางร่มกันหิมะให้นาง บางคนก้มหน้าพูดคุยกับนางเสียงเบา และยังมีคนถือสมุดยืนรอสีหน้าของเผยอี้หม่นลงทันที เขาไม่แม้แต่จะรอให้รถม้าจ
Baca selengkapnya
บทที่ 9
เผยอี้ราวกับถูกตะปูตอกตรึงไว้กับที่ โลหิตในกายสูบฉีดหนีหายจนใบหน้าซีดเผือด จ้องมองหยุนชีอย่างไม่ยากจะเชื่อทว่าหยุนชีกลับไม่มองพวกเขาอีก นางหันหลังกลับแล้วเอ่ยกับเหวินอวี้เจาว่า"ใต้เท้าเหวิน พวกเราไปกันเถิด ยังมีโรงทานอีกหลายแห่งต้องตรวจตรา” "พ่ะย่ะค่ะ เชิญท่านหญิง"เหวินอวี้เจาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย ก่อนขยับตัวหลีกทางให้นาง ยามที่ดวงตาจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์นั้นกวาดผ่านเผยอี้ เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบังเมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เสียงอึกทึกก็ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง หยุนชีชะลอฝีเท้า แล้วหันไปมองเหวินอวี้เจาที่เดินข้างกายอย่างสบายอารมณ์ "ใต้เท้าเหวิน""พ่ะย่ะค่ะ?" เหวินอวี้เจาขานรับพลางเอียงศีรษะลงเล็กน้อย"ด้วยฐานะผู้ตรวจการแห่งสำนักตูชาหยวนของท่านในยามนี้ เหตุใดต้องมาเข้าร่วมตลกขบขันกับเสด็จลุง ยอมเสียเวลาตั้งหลายวันมาอยู่ข้างกายข้าเช่นนี้ด้วย?"หยุนชีเอ่ยถามออกไปตรงๆนางไม่เชื่อหรอกว่า เสด็จลุงจะยอมให้ขุนนางหนุ่มผู้กุมอำนาจสำคัญในราชสำนักละทิ้งราชการแผ่นดิน เพียงเพื่อส่งมาสร้างความสำราญใจให้แก่ตัวนางเท่านั้นเหวินอวี้เจาหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความนิ่ง
Baca selengkapnya
บทที่ 10
เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ราชสำนักทั้งตำหนักก็แตกตื่น ไม่เคยมีมาก่อนที่ตระกูลขุนนาง โดยเฉพาะท่านหญิงแห่งราชวงศ์ เป็นผู้ลั่นกลองร้องทุกข์ให้แก่คนยากไร้มาก่อน!ผู้คนนับไม่ถ้วนคิดว่านางเสียสติ ลดคุณค่าตัวเอง และไม่รักษากฎกุลสตรี แต่ฮ่องเต้กลับทรงเห็นชอบ และมีรับสั่งให้สอบสวนอย่างละเอียด ในเวลาต่อมา คดีทุจริตสอบขุนนางถูกเปิดโปง ขุนนางหลายสิบชีวิตต้องหลุดจากตำแหน่ง และมีการจัดอันดับผลคะแนนสอบกันใหม่อีกครั้งเหวินอวี้เจามองนาง ราวกับทะลุผ่านกาลเวลา เห็นเด็กสาวในวันนั้นที่ยอมเผชิญพายุแทนผู้ยากไร้ทั่วหล้า “เขาเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับกระหม่อม ทั้งยังเป็นสหายสนิท หากมิใช่เพราะท่านหญิงเข้ามาฉุดรั้ง ยอมคุกเข่า และยื่นเรื่องร้องเรียนให้ในวันนั้น ป่านนี้หยาดโลหิตของเขาคงนองบันไดหยกไปเสร็จแล้ว และพวกกระหม่อมที่เป็นศิษย์ตระกูลยากจน ก็คงจะหัวใจแตกสลายดับสูญไปด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"ทันใดนั้นเขาก็ยกชายเสื้อขึ้น ถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วคารวะนางอย่างจริงจัง “คารวะนี้ มิใช่ในฐานะขุนนาง แต่ในนามของผู้ยากไร้ทั่วหล้า ขอบคุณท่านหญิง ที่ในวันนั้นปลุกผู้คนให้ตื่นรู้ และจุดประกายไฟแห่งความหวังเอาไว้พะย่ะค่ะ"
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status