Short
จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก

จันทร์กระจ่างดั่งแก้วผลึก

By:  เหอเย่Completed
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
25Chapters
0views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

ซูหวู่เป็นโฉมงามอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองหลวง ทรวงอกอวบอิ่ม เอวคอดกิ่ว รูปโฉมงดงามล่มเมือง ท่วงท่าเย้ายวนชวนหลงใหล หลังจากบิดามารดาด่วนจากไป นางก็พาน้องสาวที่ป่วยหนักไปพึ่งพิงท่านป้าของนาง ท่านป้าสั่งงานนางผ่านประตูเรือนชั้นใน “อาหวู่ ญาติผู้พี่ของเจ้าไร้ซึ่งกิเลสตระเตรียมจะปลงผมออกบวช ทว่าจวนกั๋วกงของเราจะไร้ผู้สืบสกุลไม่ได้เด็ดขาด” “เจ้ารูปงามนัก รูปร่างยิ่งเป็นเลิศ อย่าว่าแต่บุรุษเลย ต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ได้เห็นก็ยังต้องหวั่นไหว เจ้าจงไปดึงเขากลับมาสู่ทางโลกเสีย หากเจ้าทำสำเร็จ จวนกั๋วกงจะรับผิดชอบค่ายาของน้องสาวเจ้าไปตลอดชีวิต” หัวใจของนางสั่นสะท้าน เพราะนางไม่เพียงต้องการยาเพื่อช่วยชีวิตน้องสาว แต่นางยัง… แอบรักเขามาตลอดสิบปีเต็ม

View More

Chapter 1

บทที่ 1

ตลอดหนึ่งปีหลังจากนั้น นางงัดเอาทุกกลเม็ดที่มีออกมาใช้จนหมดสิ้น

ตอนที่เขาอ่านคัมภีร์ก็ “เผลอ” ปล่อยให้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเผยไหล่เนียน ตอนที่เขาอาบน้ำก็ “พลัดหลง” เข้าไปในบ่อน้ำพุร้อน ตอนที่เขานั่งสมาธิก็ใช้ทรวงอกนุ่มหยุ่นแนบชิดแผ่นหลังของเขาพร้อมเป่าลมหายใจหอมกรุ่น…

ทว่าสีหน้าของเขากลับราบเรียบเย็นชาประดุจพระพุทธองค์ที่เข้าฌานไปแล้วจริงๆ ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

จวบจนกระทั่งคืนก่อนที่เขาจะตัดสินใจออกบวชอย่างเป็นทางการ

นางอับอายจนถึงขีดสุด และสิ้นหวังจนถึงขีดสุด ในที่สุดก็ยอมเปลื้องผ้าออกจนหมดสิ้น แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มอันหนาวเหน็บของเขา

เมื่อเขากลับมาและเลิกผ้าห่มขึ้น เห็นเรือนร่างขาวผ่องทอดกายอยู่ แววตาของเขากลับไร้ซึ่งความตกตะลึง ไร้ซึ่งตัณหาราคะ มีเพียงความผิดหวังอันเย็นเยียบและ… ความรังเกียจจางๆ

เขากล่าวว่า “ซูหวู่ ทำเรื่องพรรค์นี้ ไม่รู้สึกไร้ค่าบ้างหรือ?”

คำพูดประโยคนั้นราวกับมีดน้ำแข็งที่แทงทะลุศักดิ์ศรีทั้งหมดและความรักความหลงใหลตลอดสิบปีของนางจนยับเยิน

นางคว้าเสื้อผ้ามาห่อหุ้มร่างกายอย่างทุลักทุเลแล้ววิ่งหนีกลับห้อง ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปทั้งคืน

ทว่าวันรุ่งขึ้น เขากลับไม่ได้ออกบวช

เพราะเขาได้พบกับบุตรสาวภรรยาเอกของอัครเสนาบดีกู้ คุณหนูในตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อม สง่างาม และมีวาจาไพเราะอ่อนหวาน

เขาเพียงแค่มองนางแวบเดียว ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ในทางโลกยังมีความสุขที่แท้จริง”

ท่านป้าโกรธจัดจนปาถ้วยชาทิ้ง ชี้หน้านางแล้วด่าทอ “นังตัวไร้ประโยชน์! ผ่านไปเป็นปี แค่แก้ผ้าให้ดูยังยั่วผู้ชายไม่ได้สักคน แต่คุณหนูกู้แค่มองตาก็สำเร็จแล้ว! ส่วนค่ายาของน้องสาวเจ้าก็เลิกหวังไปได้เลย ปล่อยให้ตายๆ ไปซะเถอะ!”

นางร้องไห้จนตาแดงก่ำ ในตอนที่กำลังเข้าตาจน ก็มีคนหยิบยื่นทางรอดมาให้นาง…

นั่นคือการแต่งงานแก้เคล็ดกับพญายมหน้าตายอย่างท่านแม่ทัพใหญ่เว่ย

ผู้ซึ่งมีผลงานการรบโดดเด่น แต่กลับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไปนานนับเดือน และถูกหมอหลวงฟันธงว่าอาจจะกลายเป็น “คนตายที่ยังมีลมหายใจ” ซึ่งไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกเลย

ตระกูลเว่ยกล่าวว่า ขอเพียงนางยอมแต่งงาน พวกเขาจะมอบสินสอดก้อนโตที่สุดให้ ซึ่งมากพอที่จะกว้านซื้อยาล้ำค่าทั่วทั้งใต้หล้า มาต่อชีวิตให้น้องสาวของนางไปตลอดกาล

เบื้องหน้าคือใบหน้าซีดเซียวและลมหายใจรวยรินของน้องสาว ส่วนเบื้องหลังคือสายตาเย็นชาของท่านป้าและความรังเกียจของญาติผู้พี่

ซูหวู่เงยหน้าขึ้น กลั้นก้อนสะอื้นในลำคอ แล้วตอบรับเสียงแผ่ว “ตกลง ข้าจะแต่ง”

……

หลังจากกำหนดวันมงคลสมรสเรียบร้อยแล้ว ซูหวู่ก็เดินออกมาจากจวนแม่ทัพ บังเอิญเดินผ่านร้านขนมชื่อดังแห่งหนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวชอบกินขนมเปี๊ยะอัลมอนด์ของร้านนี้มากที่สุด จึงคิดจะเข้าไปซื้อสักหน่อย

แต่คิดไม่ถึงว่า ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหาร ก็ต้องมาเจอกับเซี่ยอวิ๋นกุยที่กำลังพากู้ว่านเซิงมาทานอาหารพอดี

เมื่อเซี่ยอวิ๋นกุยเห็นนาง คิ้วกระบี่รูปงามก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น

สาวใช้ข้างกายกู้ว่านเซิงรีบเปิดฉากพูดขึ้นทันที ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป ทว่าพอดีให้คนรอบข้างได้ยิน “คุณหนู นี่คือญาติผู้น้องแห่งจวนกั๋วกงที่คอยยั่วยวนซื่อจื่อใช่หรือไม่เจ้าคะ? ถึงจะเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง แต่พฤติกรรมช่างเหลวแหลกเกินไปหน่อย วันๆ เอาแต่เกาะติดซื่อจื่อ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ยังจะตามตอแยมาถึงที่นี่อีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าซื่อจื่อตกหลุมรักคุณหนูตั้งแต่แรกพบ และสองตระกูลก็ใกล้จะหารือเรื่องงานแต่งกันอยู่รอมร่อ ช่าง… หน้าไม่อายจริงๆ”

กู้ว่านเซิงเอ่ยดุสาวใช้เบาๆ “ปากมาก”

จากนั้นก็หันไปทางซูหวู่ด้วยรอยยิ้มที่เหมาะสม “แม่นางซู เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย หากเจ้ามีเรื่องจะพูดคุยกับอวิ๋นกุย ข้าขอตัวหลบไปก่อนก็ได้”

ซูหวู่มองกิ่งทองใบหยกคู่ตรงหน้า ในใจเจ็บปวดรวดร้าว ทว่าใบหน้ากลับพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง “คุณหนูกู้เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ตามตอแยญาติผู้พี่มาถึงที่นี่ ที่มาครั้งนี้ก็เพียงแค่จะมาซื้อขนมที่น้องสาวชอบกินเท่านั้น พวกท่านวางใจได้เลย จากนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่มาตามตอแยญาติผู้พี่อีกแล้ว”

เซี่ยอวิ๋นกุยได้ยินดังนั้น นัยน์ตาลึกล้ำก็ตวัดมองนาง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้นางถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างกะทันหัน

ทว่าสาวใช้คนนั้นกลับไม่ยอมรามือ “พูดจาฟังดูดีนักนะ! หากเจ้าไม่ได้ชอบซื่อจื่อของเรา แล้วเหตุใดที่เอวของเจ้าถึงยังห้อยหยกของซื่อจื่ออยู่อีก? สตรีบริสุทธิ์ผุดผ่องในเมืองหลวงคนไหนเขาใจกล้าหน้าด้านแบบเจ้าบ้าง นอกจากพฤติกรรมจะไม่สำรวมแล้ว ยังจะพกของใช้ส่วนตัวของบุรุษเดินกร่างไปทั่วถนนอีก!”

ซูหวู่ก้มหน้าลง ถึงเพิ่งพบว่าด้วยความรีบร้อน นางดันเผลอหยิบเอาหยกมันแกะที่เซี่ยอวิ๋นกุยทำตกไว้เมื่อปีที่แล้ว และนางก็แอบเก็บซ่อนไว้มาห้อยติดตัว

นางหัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง ก่อนจะยื่นมือไปปลดหยกออกแล้วส่งคืนให้เซี่ยอวิ๋นกุย น้ำเสียงเย็นชา “ก่อนหน้านี้ข้าทำตัวไม่เหมาะสม หยกชิ้นนี้ ขอส่งคืนเจ้าของเดิม ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว”

เซี่ยอวิ๋นกุยรับหยกที่ยังมีไออุ่นจากตัวนางมา จ้องมองนางนิ่งๆ อยู่นาน กว่าจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าคิดได้ก็ดีแล้ว เป็นสตรีควรจะรู้จักรักนวลสงวนตัว อย่าได้ทำตัวเหมือนเมื่อก่อนอีก ต่อไปนี้ พวกเราก็เป็นเพียงแค่ลูกพี่ลูกน้องกันเท่านั้น”

ซูหวู่พยักหน้า หันหลังเตรียมจะจากไป

แต่กู้ว่านเซิงกลับก้าวมาข้างหน้าแล้วดึงนางไว้ น้ำเสียงสนิทสนม “น้องซู เวลานี้เจ้าเองก็คงจะยังไม่ได้ทานข้าวใช่หรือไม่ สู้รั้งอยู่ทานด้วยกันก่อนดีไหม ทานเสร็จจะได้เอาขนมกลับไปพอดี”

ซูหวู่ไม่อยากร่วมโต๊ะกับพวกเขา ทว่าเพิ่งจะอ้าปากปฏิเสธ เซี่ยอวิ๋นกุยก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเด็ดขาดไม่อนุญาตให้โต้แย้ง “นั่งลงเถอะ อย่าทำให้ว่านเซิงต้องหมดสนุก”

ซูหวู่กำแขนเสื้อแน่น ท้ายที่สุดก็ยอมนั่งลงอย่างเงียบๆ

ระหว่างมื้ออาหาร เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นกับตาตัวเองว่าเซี่ยอวิ๋นกุยปฏิบัติต่อกู้ว่านเซิงเช่นไร

ปกติเขาเป็นคนเย็นชา สงวนคำพูดดั่งทองคำ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ว่านเซิง เขากลับสามารถพูดคุยหยอกล้อกับนางได้อย่างเป็นธรรมชาติ มุมปากประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนในแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

เขารักความสะอาดเข้าขั้นรุนแรง ไม่เคยแตะต้องจ้วงชามหรืออาหารที่คนอื่นแตะต้องแล้ว ทว่าตอนที่กู้ว่านเซิงยื่นขนมที่ตัวเองชิมไปแล้วคำหนึ่งและรู้สึกว่ามันหวานเลี่ยนไปมาจ่อที่ริมฝีปากเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เขากลับก้มหน้าลงเล็กน้อยและยอมกินจากมือของนางโดยดี

หัวใจของซูหวู่ปวดหนึบ ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ นับไม่ถ้วนทิ่มแทง

ที่แท้ท่าทางของเขาในยามที่ก้าวลงมาจากแท่นบูชาและแปดเปื้อนกลิ่นอายควันไฟทางโลก ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

เพียงแต่… คนคนนั้นไม่ใช่นาง

ตอนนั้นเอง กู้ว่านเซิงก็มองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พลางเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “ทิวทัศน์ทะเลสาบและภูเขาช่างงดงามถึงเพียงนี้ หากมีเสียงพิณคลอเคลียไปด้วย คงจะดีไม่น้อย”

สาวใช้ของนางรีบรับลูกคอทันที “ได้ยินมาว่าฝีมือการดีดพิณของซื่อจื่อล้ำเลิศนัก เพลงหนึ่งมีค่าดั่งทองพันตำลึงเชียวนะเจ้าคะ! หากซื่อจื่อยอมดีดพิณให้คุณหนูฟังสักเพลงก็คงจะดีสิ!”

กู้ว่านเซิงปรายตามองสาวใช้อย่างตำหนิ “อย่าพูดจาเหลวไหล! อวิ๋นกุยจะมายอมดีดพิณในสถานที่แบบนี้ง่ายๆ ได้อย่างไร?”

ทว่าวินาทีต่อมา เซี่ยอวิ๋นกุยกลับสั่งคนรับใช้ทันที “ไปเอาพิณของข้ามา”

กู้ว่านเซิงทำทีเป็นตกใจ รีบเอ่ยว่า “อวิ๋นกุย หากไม่ชอบก็อย่าฝืนเลย…”

เซี่ยอวิ๋นกุยมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน “ดีดพิณให้เจ้าฟัง ไม่นับว่าฝืนใจเลยสักนิด”

เสียงพิณดังกังวาน ไหลรื่นราวกับสายน้ำที่พรั่งพรู ผู้คนที่อยู่ชั้นล่างเมื่อได้ยินเสียงต่างก็พากันซุบซิบนินทา

“นี่ไม่ใช่เสียงพิณของซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงหรอกหรือ? ปีนั้นแม้แต่ฝ่าบาทอยากจะฟังเขายังไม่ยอมดีดให้ฟังเลย!”

“รีบดูสิ! คุณหนูกู้ก็อยู่ด้วย! ต้องเป็นการเอาใจหญิงงามแน่ๆ!”

“จิ๊ๆ ก่อนหน้านี้แม่นางซูหวู่จะงัดมารยามายั่วแทบตายก็ไม่มีประโยชน์ ที่แท้พระแท้ก็โปรดเฉพาะคนมีวาสนาต่อกันนี่เอง…”

เสียงซุบซิบนินทาเหล่านี้บาดหูของซูหวู่ราวกับคมมีด

ในขณะที่นางกำลังเจ็บปวดเจียนตาย จู่ๆ ก็มีกลุ่มนักฆ่าปิดหน้าถือดาบบุกเข้ามา เป้าหมายพุ่งตรงไปที่เซี่ยอวิ๋นกุย!

เซี่ยอวิ๋นกุยดึงกู้ว่านเซิงไปหลบด้านหลังของตนเองเป็นคนแรก ก่อนจะเข้าปะทะกับกลุ่มนักฆ่าทันที

ซูหวู่ที่ไม่มีใครเหลียวแล ทำได้เพียงแค่หลบมุมอย่างตื่นตระหนกตกใจ

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย นักฆ่าคนหนึ่งถูกเซี่ยอวิ๋นกุยเตะกระเด็น และพุ่งตรงมาชนซูหวู่เข้าอย่างจัง!

แรงกระแทกมหาศาลพาร่างของนางพุ่งทะลุหน้าต่าง ร่วงหล่นจากชั้นสองลงมาอย่างแรง!

“กรี๊ดดดด”

ความเจ็บปวดแสนสาหัสแผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา เบื้องหน้ากลายเป็นสีเลือด

ในสายตาที่พร่ามัว นางเห็นเซี่ยอวิ๋นกุยอุ้มกู้ว่านเซิงเดินลงมาชั้นล่างด้วยท่วงท่าสง่างาม กู้ว่านเซิงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเขา พลางกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง

“อวิ๋นกุย… น้องซูก็ตกลงมาเหมือนกัน ข้าแค่มีรอยขีดข่วนนิดหน่อย ท่านรีบไปดูนางเถอะ…”

ซูหวู่พยายามจะยกมือขึ้น แต่กลับขยับตัวไม่ได้เลย

จากนั้น นางก็ได้ยินเสียงอันเย็นชาของเขา ดังแว่วมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล “นางดวงแข็ง ไม่ตายง่ายๆ หรอก ว่านเซิง เจ้าตกใจแย่แล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับจวน”

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
25 Chapters
บทที่ 1
ตลอดหนึ่งปีหลังจากนั้น นางงัดเอาทุกกลเม็ดที่มีออกมาใช้จนหมดสิ้นตอนที่เขาอ่านคัมภีร์ก็ “เผลอ” ปล่อยให้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเผยไหล่เนียน ตอนที่เขาอาบน้ำก็ “พลัดหลง” เข้าไปในบ่อน้ำพุร้อน ตอนที่เขานั่งสมาธิก็ใช้ทรวงอกนุ่มหยุ่นแนบชิดแผ่นหลังของเขาพร้อมเป่าลมหายใจหอมกรุ่น…ทว่าสีหน้าของเขากลับราบเรียบเย็นชาประดุจพระพุทธองค์ที่เข้าฌานไปแล้วจริงๆ ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยจวบจนกระทั่งคืนก่อนที่เขาจะตัดสินใจออกบวชอย่างเป็นทางการนางอับอายจนถึงขีดสุด และสิ้นหวังจนถึงขีดสุด ในที่สุดก็ยอมเปลื้องผ้าออกจนหมดสิ้น แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มอันหนาวเหน็บของเขาเมื่อเขากลับมาและเลิกผ้าห่มขึ้น เห็นเรือนร่างขาวผ่องทอดกายอยู่ แววตาของเขากลับไร้ซึ่งความตกตะลึง ไร้ซึ่งตัณหาราคะ มีเพียงความผิดหวังอันเย็นเยียบและ… ความรังเกียจจางๆเขากล่าวว่า “ซูหวู่ ทำเรื่องพรรค์นี้ ไม่รู้สึกไร้ค่าบ้างหรือ?”คำพูดประโยคนั้นราวกับมีดน้ำแข็งที่แทงทะลุศักดิ์ศรีทั้งหมดและความรักความหลงใหลตลอดสิบปีของนางจนยับเยินนางคว้าเสื้อผ้ามาห่อหุ้มร่างกายอย่างทุลักทุเลแล้ววิ่งหนีกลับห้อง ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปทั้งคืนทว่าวันรุ่งขึ้น เขากลับไม่ได
Read more
บทที่ 2
ดวงแข็ง… ไม่ตายง่ายๆ หรอก…ที่แท้ในสายตาเขา ความเป็นตายของนางช่างไร้ค่าถึงเพียงนี้ก่อนที่สติจะดับวูบจมดิ่งสู่ความมืดมิด นางเห็นเพียงแผ่นหลังของเขาที่อุ้มกู้ว่านเซิงเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหยุดพักสายตาที่นางเลยสักนิดเมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองอยู่ในเรือนเล็กอันหนาวเหน็บและเงียบเหงาของตนเองสาวใช้ในจวนยืนตีหน้าตึงอยู่ข้างเตียง พอเห็นนางฟื้นก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นจมูก “คุณหนูญาติผู้น้อง ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ! ซื่อจื่อจิตใจเมตตา อุตส่าห์เชิญท่านหมอมาตรวจ แถมยังส่งข้ามาคอยปรนนิบัติอีก เห็นแก่ที่ซื่อจื่อดีต่อท่านขนาดนี้ ท่านก็หัดเจียมตัวซะบ้าง อย่าได้ไปตามตอแยเขาอีกเลย! คุณหนูกู้ต่างหากคือคนในดวงใจของซื่อจื่อ ท่านทำตัวแบบนี้ นอกจากจะขายหน้าตัวเองแล้ว ยังทำให้สตรีอย่างพวกเราต้องพลอยอับอายไปด้วย!”ซูหวู่ต้องอาศัยใบบุญผู้อื่น แม้แต่สาวใช้ยังกล้าข่มเหงรังแกนางนางไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงยกถ้วยยาน้ำสีดำขลับข้างเตียงขึ้นมาดื่มจนหมดรวดเดียว รสขมฝาดเฝื่อนแผ่ซ่านจากปลายลิ้นลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ“ดื่มยาหมดแล้ว ไม่รบกวนให้เจ้ามาคอยปรนนิบัติหรอก เชิญกลับไปเถอะ” น้ำเสียงของนางแหบพ
Read more
บทที่ 3
วันงานเลี้ยงชมดอกเหมย ภายในรถม้าแม้จะกว้างขวาง ทว่ากลับชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเซี่ยอวิ๋นกุยคอยดูแลเอาใจใส่กู้ว่านเซิงอย่างทะนุถนอมตลอดทาง ทั้งช่วยกระชับเสื้อคลุมให้ ยื่นเตาผิงพกพาให้ ราวกับว่าซูหวู่เป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตนเมื่อมาถึงจวนองค์หญิง เขายิ่งพาตัวกู้ว่านเซิงกลืนหายเข้าไปในฝูงชน แล้วทิ้งซูหวู่ไว้ตามลำพังตรงมุมหนึ่งอย่างไม่ไยดีซูหวู่เดินไปหามุมที่ลับตาคนที่สุดแล้วนั่งลงอย่างเงียบๆ เหม่อมองคู่กิ่งทองใบหยกอยู่ไกลๆ รู้สึกเพียงว่าความครึกครื้นรอบกายช่างห่างไกลจากตัวนางเหลือเกินนางนั่งอยู่ครู่หนึ่ง อาการปวดหนึบที่หน้าอกก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จึงคิดจะลุกไปเดินเล่นสูดอากาศแถวส่วนลึกของป่าดอกเหมยสักหน่อยเพิ่งจะเดินมาถึงระเบียงทางเดินอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง กลุ่มคุณหนูสวมเสื้อผ้าหรูหราก็พากันกรูกรูเข้ามาขวางทางนางเอาไว้ซูหวู่จำสตรีที่เป็นหัวโจกได้ นางคือบุตรสาวของรองเจ้ากรมลี่ช่าง ในงานเลี้ยงวันก่อนๆ คู่หมั้นของนางมักจะแอบลอบมองซูหวู่อยู่บ่อยครั้ง“แหม ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงของเรานี่เอง” หญิงคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางกวาดสายตามอ
Read more
บทที่ 4
นางยังไม่ทันตั้งตัว เซี่ยอวิ๋นกุยก็พุ่งพรวดเข้ามาว่องไวปานลูกธนูหลุดจากแล่ง ทะยานลงไปในทะเลสาบแล้วช่วยกู้ว่านเซิงขึ้นมา!“ว่านเซิง! เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยอวิ๋นกุยโอบกอดกู้ว่านเซิงที่ตัวสั่นเทาและไอไม่หยุด พลางเอ่ยถามด้วยความร้อนใจกู้ว่านเซิงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมอกเขา น้ำตาคลอเบ้า ชี้มือไปทางซูหวู่พร้อมกับเอ่ยเสียงแผ่ว “อวิ๋นกุย อย่าไปโทษน้องซูเลย… นางอาจจะแค่มองข้าขัดหูขัดตาชั่ววูบ… ก็เลยผลักข้า…”เซี่ยอวิ๋นกุยบันดาลโทสะขึ้นมาในพริบตา สายตาคมกริบดุจคมดาบตวัดมองไปที่ซูหวู่ “ซูหวู่! ว่านเซิงหวังดีช่วยแก้ต่างให้เจ้า พาเจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทายา แต่เจ้ากลับเนรคุณ ผลักนางตกน้ำ! จิตใจของเจ้ากลายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”ซูหวู่ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่นางมองท่าทางเสแสร้งอ่อนแอของกู้ว่านเซิง แล้วมองสบตาเซี่ยอวิ๋นกุยที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและรังเกียจเดียดฉันท์ หัวใจราวกับถูกฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ“ข้าไม่ได้ทำ!” นางรีบเอ่ยแก้ต่าง เสียงแหลมปรี๊ดขึ้นด้วยความตกใจและน้อยเนื้อต่ำใจ “นางตกลงไปเองต่างหาก…”“หุบปาก!” เซี่ยอวิ๋นกุยตวาดลั่นแทรกขึ้นมา แว
Read more
บทที่ 5
ซูหวู่หลุบตาลง น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “หมอหลวงให้ข้ายกยาเข้ามาส่ง”นางวางถ้วยยาลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วหันหลังเตรียมจะเดินจากไปทว่า หางตาของนางกลับเหลือบไปเห็นเซี่ยอวิ๋นกุยที่บาดเจ็บสาหัสจนท่อนแขนสั่นเทา ถึงขั้นไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกถ้วยยาขึ้นมาได้เขาขมวดคิ้วแน่น หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามไรผม เห็นได้ชัดว่ากำลังอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสซูหวู่ชะงักฝีเท้า แม้หัวใจจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ไม่อาจทำใจจืดใจดำมองข้ามไปได้ลงคอนางสูดลมหายใจเข้าลึก หมุนตัวเดินกลับมา ยกถ้วยยาขึ้น ใช้ช้อนตักยา แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากซีดเซียวของเขาอย่างระมัดระวังทว่าตัวนางเองก็เพิ่งจะฟื้นไข้มาหมาดๆ มือไม้จึงอ่อนแรงไร้กำลัง ตอนที่ป้อนยาข้อมือเกิดสั่นขึ้นมา น้ำยาสีน้ำตาลเข้มกว่าครึ่งค่อนถ้วยจึงหกเลอะเทอะ เปรอะเปื้อนเสื้อตัวในสีขาวสะอาดของเซี่ยอวิ๋นกุยเซี่ยอวิ๋นกุยเป็นคนรักความสะอาดเข้าขั้นรุนแรง เขาจึงยิ่งขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม แววตาฉายแววไม่พอใจพาดผ่านวูบหนึ่งทันทีซูหวู่ตกใจวาบ รีบวางถ้วยยาลงแล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาหมายจะช่วยเช็ดให
Read more
บทที่ 6
หลังจากนั้น ซูหวู่ก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องราวกับคนไร้ตัวตนจนกระทั่งถึงวันคล้ายวันเกิดของเซี่ยอวิ๋นกุย ภายในจวนมีการจัดงานเลี้ยง นางจึงจำใจต้องปรากฏตัวอีกครั้งตอนที่มอบของขวัญ กู้ว่านเซิงมอบเพียงถุงหอมที่ฝีมือปักผ้าธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง แถมด้านในยังบรรจุเครื่องหอมกลิ่นฉุนจัดที่ปกติแล้วเซี่ยอวิ๋นกุยไม่ชอบเลยสักนิด ทว่าเซี่ยอวิ๋นกุยกลับรับมันมาอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มจริงใจปรากฏชัดเจนในแววตา ซ้ำยังมอบป้ายอายุยืนที่ส่องประกายแวววาวนวลตาเป็นของกำนัลตอบแทนให้กู้ว่านเซิงตรงนั้นเลย!แขกเหรื่อทั้งงานต่างตกตะลึง!เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การจะขอป้ายอายุยืนจากวัดฮู่กั๋วนี้ ผู้ขอพรจะต้องยอมลดอายุขัยของตนเองลงสิบปีถึงจะขอมาได้!กู้ว่านเซิงเองก็ตกใจจนต้องยกมือขึ้นทาบริมฝีปาก “อวิ๋นกุย วันนี้เป็นวันเกิดท่าน ทำไมถึงมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้ข้าล่ะ”เซี่ยอวิ๋นกุยจ้องมองนาง น้ำเสียงชัดเจนและเปี่ยมไปด้วยความรักลึกซึ้ง “เพราะนี่คือคำอธิษฐานของข้า ข้ายินดีลดอายุขัยของตนเองสิบปี เพื่อแลกให้เจ้ามีอายุยืนยาวนับร้อยปี มีความสุขและปลอดภัย”ซูหวู่ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง เมื่อได้ฟังคำสาบานอันสั่นคลอนหัวใจนี้ หัวใจของนางก
Read more
บทที่ 7
เซี่ยอวิ๋นกุยเบือนหน้าหนี น้ำเสียงราบเรียบ “ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นญาติผู้น้องของข้า ข้าไม่อาจทนดูเจ้าตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ที่ไม่ได้ลงไปช่วยเจ้าทันที ข้อแรกคือไม่อยากหักหน้าท่านแม่ต่อหน้าธารกำนัล ข้อสองคือ… หวังว่าเจ้าจะได้บทเรียนจากเรื่องนี้ หวังว่าวันหน้าเจ้าจะรู้จักรักนวลสงวนตัว อย่าได้ทำเรื่องผิดพลาดอีก มิเช่นนั้นวันข้างหน้าจะไม่มีใครกล้าแต่งกับเจ้า”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แล้วเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ “และในใจของข้า ก็มีเพียงว่านเซิงคนเดียวเท่านั้น”ซูหวู่เจ็บปวดรวดร้าวที่หัวใจ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงได้มั่นใจปานนั้น “ทำไม… ทำไมท่านถึงได้ชอบนางขนาดนั้น?”เซี่ยอวิ๋นกุยเบือนหน้าหนี ทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล น้ำเสียงเลื่อนลอยทว่าหนักแน่น “ชอบก็คือชอบ จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ?”ซูหวู่หลับตาลง ไม่เอ่ยคำใดอีกความรู้สึกที่หัวใจแตกสลายจนตายด้าน คงไม่ต่างอะไรกับตอนนี้แล้ว“ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว ก็พักผ่อนรักษาตัวให้ดีเถอะ”เซี่ยอวิ๋นกุยทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ แล้วลุกขึ้นเดินจากไปหลายวันหลังจากนั้น ซูหวู่ก็พักฟื้นรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในห้องเงียบๆจนกระทั
Read more
บทที่ 8
เกี้ยวเจ้าสาวสั่นคลอนไปมาท่ามกลางเสียงปี่ซัวน่าและเสียงประทัดที่ดังกึกก้องภายนอกเกี้ยว คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวเมืองหลวงที่มีต่องานมงคลสมรสแก้เคล็ดระหว่าง “โฉมงามอันดับหนึ่ง” ที่ต้องลดตัวลงมาแต่งให้กับ “คนตายที่ยังมีลมหายใจ” บ้างก็ถอนหายใจด้วยความเวทนา บ้างก็เย้ยหยัน บ้างก็อยากรู้อยากเห็นทว่าภายในเกี้ยวกลับเงียบสงัดราวกับป่าช้าซูหวู่นั่งตัวตรงอยู่ท่ามกลางสีแดงสดบาดตา มงกุฎหงส์และชุดคลุมไหล่ที่หนักอึ้งบนศีรษะกดทับจนลำคอของนางปวดร้าวไปหมด เบื้องหน้าคือผ้าคลุมหน้าสีแดงที่ปิดทึบจนลมแทบพัดไม่ผ่านนางไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า นั่งฟังเสียงอึกทึกครึกโครมภายนอก รู้สึกเพียงว่าเสียงเหล่านั้นช่างห่างไกลราวกับดังมาจากอีกโลกหนึ่งหัวใจของนางเปรียบเสมือนบ่อน้ำที่เหือดแห้ง ไม่อาจกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นได้อีกต่อไปนางเผลอยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วลูบไล้แผ่วเบาไปตามรอยแผลบนข้อมือที่ถูกเชือกหยาบๆ บาดจนถลอก ซ้ำยังถูกสภาพแวดล้อมอันอับชื้นในคุกหลวงกัดกร่อนจนเริ่มเปื่อยเน่า ความเจ็บปวดแล่นปลาบเข้ามาจางๆทว่าความเจ็บปวดนี้ กลับทำให้นางรู้สึกถึงความมีชีวิตอยู่จริงในรูปแบบที่บิดเบ
Read more
บทที่ 9
จวนเจิ้นกั๋วกง ภายในเรือนกุยอวิ๋นเซี่ยอวิ๋นกุยนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ เบื้องหน้ามีเอกสารราชการสำคัญกางแผ่ไว้ มือถือพู่กันหมึกแดงค้างไว้ ทว่าเนิ่นนานก็ยังไม่ได้จรดปลายพู่กันลงไปเสียที เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จิตใจว้าวุ่นไม่สงบความรู้สึกโหวงเหวงในใจอย่างบอกไม่ถูกวนเวียนอยู่รอบตัวเขาดูเหมือนจะ… เงียบเกินไปแล้วความเคยชินเป็นเรื่องที่น่ากลัว ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะปั้นหน้าเย็นชาใส่ หรือเอ่ยปากตำหนิขับไล่ไสส่งอย่างไร ร่างของใครบางคนก็มักจะหาข้ออ้างต่างๆ นานามาปรากฏตัวให้เขาเห็นอยู่ในสายตาเสมอ ไม่ว่าจะเอาขนมมาส่ง มาขอคำชี้แนะ หรือแม้แต่แค่แอบมองเขาอยู่ไกลๆดวงตาคู่นั้นที่มักจะเอ่อล้นไปด้วยความรักใคร่หลงใหลและความน้อยเนื้อต่ำใจ ช่างเกาะติดหนึบราวกับตังเมจนทำให้เขารู้สึกรำคาญทว่าตอนนี้ เวลาล่วงเลยผ่านไปทั้งวัน นอกเรือนกลับเงียบสงัด ร่างที่เคยทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจร่างนั้น กลับไม่ปรากฏตัวมาให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว“อวิ๋นกุย” เสียงอ่อนโยนของกู้ว่านเซิงดังขึ้นที่หน้าประตู นางประคองชามน้ำแกงโสมที่เพิ่งตุ๋นเสร็จใหม่ๆ เดินนวยนาดเข้ามา “งานยุ่งแค่ไหนก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะ ถ้
Read more
บทที่ 10
วันคืนในจวนแม่ทัพสงบสุขอย่างคาดไม่ถึงแม้ตระกูลเว่ยจะเป็นตระกูลทหาร แต่กฎระเบียบกลับไม่ได้จุกจิกเข้มงวดเหมือนจวนกั๋วกงพวกบ่าวรับใช้เห็นว่านางแต่งเข้ามาเพื่อแก้เคล็ด อีกทั้งยังเห็นนางทำตัวเงียบสงบเจียมเนื้อเจียมตัวทุกวัน คอยดูแลท่านแม่ทัพอย่างเอาใจใส่ พวกเขาจึงให้ความเคารพนางตามสมควรฮูหยินผู้เฒ่ามาเยี่ยมอยู่สองสามครั้ง เห็นนางมีกิริยามารยาทหนักแน่น แววตาใสกระจ่าง ไม่ได้ดูเหลวไหลเหมือนในข่าวลือ ก็พยักหน้าแอบชื่นชมอยู่ในใจ สั่งการให้บ่าวรับใช้คอยปรนนิบัตินางให้ดี เรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินล้วนไม่เคยขาดแคลนชีวิตประจำวันของซูหวู่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่งรุ่งสางตื่นนอน สิ่งแรกที่ทำคือตรวจสอบอาการของเว่ยเจิง เช็ดตัวให้เขา ขยับแขนขาให้เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบช่วงสาย นางจะนั่งอยู่ข้างเตียง อ่านตำราพิชัยสงครามหรือบันทึกการเดินทางให้เขาฟังเบาๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบและอ่อนโยนช่วงบ่าย นางจะใช้เวลาอยู่นานในการนวดกดจุดให้เขา ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนรู้มาจากหมอทหารชรา ว่ากันว่ามีประโยชน์ต่อการคลายเส้นเอ็นและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต พลบค่ำ นางจะไปเยี่ยมน้องสาวซูหนิงที่เรือนเล็กอันเงียบ
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status