Share

5. แม่แปรก

last update Tanggal publikasi: 2025-08-16 17:23:18

“วรรณ...อยู่บ้านใช่ไหม”

“อยู่ค่ะคุณนาย” วรรณารีขานรับก่อนเปิดประตูออกมา

จะว่าไปคนที่ใจดีและจริงใจกับเธอนอกจากสายแล้วก็ยังมียี่สุ่น เจ้าของสวนผลไม้ที่เธอและสายขออาศัยอยู่ด้วยนั่นเอง

“ฉันเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดถึงรู้ว่าเธอคลอดลูกได้หลายวันแล้วก็เลยเอาขิงกับหัวปลีมาให้” ยี่สุ่นเอ่ยขึ้น

วรรณารียกมือไหว้และยื่นมือรับของจากยี่สุ่นอย่างไม่อิดออดด้วยรู้จักนิสัยใจคอของเธอดี หากเอ่ยปากจะให้สิ่งไหนหรืออะไรกับใคร ยี่สุ่นก็ไม่ต้องการได้ยินถ้อยคำปฏิเสธใด ๆ จากอีกฝั่ง

“เห็นว่าคลอดเองที่บ้านไม่ทันได้ไปโรงพยาบาล โชคดีมากนะที่ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่”

“ค่ะคุณนาย โชคดีที่ป้าสายมาเจอพอดี ไม่อย่างนั้นวรรณกับลูกก็คงแย่เหมือนกัน” วันคลอดนั้นเธอบังเอิญหกล้มอย่างแรงจนกระเทือนถึงลูกในท้อง ประจวบกับมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ไม่สามารถหารถเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลได้ สายเลยตัดสินใจทำคลอดด้วยตัวเอง

“สายเก่งเรื่องนี้อยู่แล้วนี่นะ...” ยี่สุ่นพูดทิ้งไว้เท่านั้นก็ไม่ได้สนใจขยายความต่ออีก เธอเดินเข้าไปในบ้านเพื่อไปสนทนากับสายต่อ ทิ้งให้วรรณารีนิ่วหน้ามองตามอยู่ด้านหลัง

-----

“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นเธอสดชื่นแบบนี้ รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่รกรุงรังเหมือนเก่า” ยี่สุ่นเอ่ยออกมาเมื่อเห็นสายหวีผมเรียบ ใส่เสื้อผ้าฝ้ายและผ้าถุงสีสบายตา ดูไม่เหมือนยายสายบ้าตามที่คนรอบข้างตั้งฉายาเหมือนเก่า

สายเหลือบมองแล้วทำท่าค้อนก่อนจะหันไปวางร่างเล็กของที่รักลงบนที่นอนซึ่งเตรียมไว้อยู่ด้านข้างอย่างเบามือ “เด็กนี่เอาแต่ใจจะตาย แค่ทำหน้านิ่วใส่หรือเห็นฉันผมเผ้ารุงรังก็เบะปากร้องโวยวายลั่นบ้าน ฉันทนหนวกหูไม่ไหวก็เท่านั้นเอง”

ยี่สุ่นหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า “แล้วไปรับลูกเขามาเลี้ยงให้เป็นภาระทำไมล่ะ”

สายได้แต่ค้อนตากลับ ท่าทางของทั้งคู่ดูคล้ายเพื่อนมากกว่าที่จะเป็นแค่ผู้ให้อาศัยและผู้ขออาศัยอย่างที่คนภายนอกมอง

“เห็นเธอมีชีวิตชีวาแบบนี้ฉันก็สบายใจ แม่หนูนี่สร้างบุญไว้โขเชียว เกิดมาได้ไม่เท่าไรก็ช่วยคนได้แล้วคนหนึ่ง”

สายเหลือบมองร่างเล็กที่กำลังนอนเล่นน้ำลายด้วยแววตาอ่อนโยน

“สดชื่นขึ้นแบบนี้ก็ดีแล้ว อะไรที่มันทุกข์ ๆ อะไรที่หนัก ๆ ก็โยนทิ้งให้หมด ชีวิตเราก็เหมือนนาฬิกาที่เปลี่ยนถ่านไม่ได้ ถ่านหมดวันไหนก็คือจบ ใช้ชีวิตให้สบายอกสบายใจดีกว่านะ ให้สมกับที่อุตส่าห์มีลมหายใจอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้”

สายยังคงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเงียบ ๆ แต่ในใจเธอกลับไม่เงียบอย่างท่าทาง เธอคิดถึงวันแรกที่เจอวรรณารีตรงบึงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปหลายกิโลเมตรในวันนั้นจนกระทั่งลากมาอยู่ด้วยกันในวันนี้

ตอนแรกสายยอมรับว่ารู้สึกหงุดหงิดในใจไม่น้อยที่เหมือนมีภาระแบบไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้น ตามประสาคนที่อยู่เพียงลำพังมาเป็นสิบ ๆ ปี โดยเฉพาะช่วงแรกที่วรรณารีอยู่ในอาการที่ไม่อาจทิ้งไว้เพียงลำพังได้

แต่พอใช้ชีวิตร่วมกันหลายเดือนเข้า ความหงุดหงิดกลับกลายเป็นความผูกพัน หลังจากที่วรรณารีสลัดอาการหมดอาลัยตายอยากทิ้ง เธอได้กลายเป็นคนที่ปรับตัวง่าย เข้าใจอะไรได้ง่าย ตัวสายเองเสียอีกที่ดูจะเข้าถึงได้ยากกว่า แต่ก็ไม่ได้ยากเหมือนก่อนที่วรรณารีจะเข้ามาในชีวิตเธอ

วรรณารีเป็นคนใส่ใจผู้คน เธอคอยดูแลสายอยู่เสมอทั้งในเรื่องการกินอยู่ รวมถึงสุขภาพร่างกายแบบรายวัน ความรู้สึกจากความผูกพันเหมือนคนร่วมบ้าน เหมือนคนรู้จัก ก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นเหมือนญาติแทน จวบจนกระทั่งมีที่รักออกมาอีกคนนั่นแหละ สายถึงรู้ว่าความรักที่ยายมีต่อหลานนั้นเป็นเช่นไร

เมื่อเห็นสายยังเงียบ ยี่สุ่นจึงพูดต่อ “ถึงเวลาที่เธอควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียทีนะ ชีวิตใหม่ที่มีแม่ตัวเล็กนี่กับวรรณอยู่ด้วย การที่คนแปลกหน้าสองคนได้มาเจอกัน ฉันเชื่อว่ามันเป็นพรหมลิขิตไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน”

“เออนี่ ฉันว่าจะชวนเธอและวรรณไปกราบพระธุดงค์ ท่านมาปักกลดในสวนฝั่งโน้นของฉันเมื่อเจ็ดวันก่อน พรุ่งนี้ก็จะธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว เห็นบรรดาคนงานที่ไร่บอกว่าท่านน่านับถือมาก ได้สนทนากับท่านทำให้ใจสงบลงเป็นกอง”

สายหันมามองด้วยความสนใจ

“เธอเป็นพวกที่ไม่ยอมเข้าวัดเลย ไหน ๆ ท่านก็มาโปรดถึงที่แล้วฉันว่าไปกราบเสียหน่อยเถอะ เอาบุญ”

วรรณารีสนใจที่จะไปด้วยเพราะที่รักตอนนี้ก็อายุได้เจ็ดวันแล้ว พอจะออกไปข้างนอกได้บ้าง และที่ที่จะไปก็แค่ชายสวนอีกฝั่งของบ้านยี่สุ่นเท่านั้น

เมื่อเดินไปถึงสถานที่ที่ปักกลด ยี่สุ่นและสายได้เข้าไปถวายเพลก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นสายก็ได้ถอยออกมานั่งกับวรรณารี ปล่อยให้ยี่สุ่นสนทนากับพระธุดงค์เพียงคนเดียว ส่วนตัวเองเลือกที่จะนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น

พระธุดงค์รูปนี้อายุประมาณหกสิบปี ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง หน้าตาผ่องใสลักษณะคล้ายคนอิ่มบุญ ยิ่งได้นั่งฟัง ได้สนทนา ก็ยิ่งทำให้ทั้งสามคนเลื่อมใส ความสุขสงบได้เกิดขึ้นในใจของทั้งสามคนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ลูกสาวชื่ออะไรล่ะนั่น” จู่ ๆ หลวงพ่อก็หันมาถามวรรณารีที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น

วรรณารีก้มลงมองลูกอย่างตกใจไม่น้อย เด็กวัยเจ็ดวันผมยังไม่ขึ้น แล้วเสื้อผ้าที่ที่รักสวมก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิง แต่พระท่านกลับทักได้ถูกต้อง แล้วที่จำได้ ไม่มีใครหลุดปากบอกท่านเลยว่านี่คือเด็กผู้หญิง

“ชื่อจิ๊ดริดค่ะ ชื่อจริงที่รัก” วรรณารีตอบด้วยน้ำเสียงที่เลื่อมใสมากขึ้น

หลวงพ่อพยักหน้าและยิ้มน้อย ๆ พลางพิศมองสองแม่ลูกอยู่นานก่อนเอ่ย “จิ๊ดริด...เหมือนที่ใช้เรียกช้างเด็ก ชื่อดีนะ สมตัว แม่หนูนี่เกิดมาเพื่อเป็นแม่แปรก เป็นผู้นำช้างโขลง เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำความสุขและความสบายมาให้กับสมาชิกในโขลง ไม่ต้องห่วงนะ ชีวิตของคุณโยมทุกคนจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ ...”

คนเป็นแม่ย่อมต้องยิ้มชื่นอย่างที่สุดอยู่แล้วเมื่อได้ยินพรอันวิเศษที่เกี่ยวกับลูก แต่แล้วรอยยิ้มของเธอก็เจื่อนลงเมื่อได้ยินคำพูดต่อไปของหลวงพ่อ

“...แล้วครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในท้ายที่สุดนะ”

วรรณารีใบหน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างที่อุ้มลูกอยู่สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนพระท่านได้หันไปสนทนากับยี่สุ่นต่อและไม่ได้พูดอะไรกับวรรณารีอีกจนกระทั่งทั้งสามคนกราบลา

วรรณารีที่เดินอุ้มที่รักตามหลังสายและยี่สุ่นมานั้นยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไร เธอมือสั่นระริกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้

ยี่สุ่นที่พอจะรู้เรื่องราวความเป็นไปของวรรณารีมาบ้างจึงพอจะเข้าใจความคิดของหญิงสาว เธอเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม “ครอบครัวพร้อมหน้าต้องเป็นยายสาย แม่วรรณ และหลานจิ๊ดริดแน่ ๆ เลยว่าไหม”

วรรณารีมองและคิดตาม ไม่แน่...อาจจะหมายถึงแบบนั้นได้เหมือนกัน

“ไง...แม่หนู ชอบไหมที่พระท่านทักว่าเราเกิดมาเป็นดาวนำโชคน่ะ” ยี่สุ่นหันไปกระเซ้าเด็กหญิงที่นอนลืมตาแป๋วมองมายังเธอ

“แอะ...แอ...” เด็กหญิงส่งเสียงทักกลับพร้อมกับยิ้มตายิบหยี

“น่าเกลียดน่าชังจริงเชียว มิน่าเธอถึงติดหนึบไม่ยอมห่างแบบนี้” ยี่สุ่นหันมาคุยกับสาย

สายมองค้อน

“ให้ยายขอพรนางฟ้าตัวน้อยเป็นคนแรกดีไหมลูก” ยี่สุ่นหันมาพูดกับเด็กหญิงที่กำลังทำเสียงอืออาอย่างอ่อนโยน “ยายอยากขอพรให้ลูกสาวและครอบครัวกลับมาอยู่บ้านกับยาย หนูช่วยยายได้ไหม”

ที่รักยังคงจ้องยี่สุ่นตาแป๋ว ส่วนสายและวรรณารีต่างเหลียวไปมองยี่สุ่นอย่างเห็นใจ

“อา...อา...” เธอส่งเสียงพร้อมกับยื่นมือน้อยไปจับมือยี่สุ่นเอาไว้แน่น

“ดูสิ ดูแม่หนูทำ” ยี่สุ่นเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “หนูรู้เรื่องใช่ไหมลูก สมกับเป็นนางฟ้าตัวน้อยจริง ๆ”

ที่รักส่งยิ้มที่เห็นแต่ไรเหงือกมาให้สำหรับคำชมในครั้งนี้

แต่ไม่คิดเลยว่าคำขอของยี่สุ่นในวันนี้จะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอีกไม่กี่วันต่อมา

-----

“ครอบครัวลูกสาวฉันกำลังจะมาอยู่ด้วยในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว” ในอีกสามวันให้หลัง ยี่สุ่นได้เดินมาบอกสายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายอยู่เต็มหน้า ทำให้บุคลิกแข็งกระด้างของเธอดูนิ่มนวลขึ้นทันตา

เพราะความที่เป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว มีลูกหนึ่งคนที่ต้องคอยเลี้ยงดู แถมยังต้องดูแลสวนผลไม้นับร้อยไร่ด้วยตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตที่มีได้เปลี่ยนบุคลิกเธอจากแม่บ้านธรรมดากลายเป็นผู้หญิงแกร่งและดุ เป็นที่ยำเกรงของผู้คนรอบข้าง

แต่กระนั้นเธอก็ยังมีความเหงาแฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะยามเมื่อลูกสาวแต่งงานออกเรือนไป นาน ๆ ครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมสักที

แต่พอมาวันนี้ได้ทราบว่าลูกสาวจะพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ด้วย เรื่องน่ายินดีแบบนี้ย่อมสร้างความดีใจให้กับยี่สุ่นอย่างที่สุด

“ลูกเขยฉันไม่ลงรอยกับพี่น้องเขา ตั้งแต่พ่อแม่เขาเสียไปก็มีปัญหากันมาตลอดเรื่องสมบัติบ้าอะไรพวกนั้นแหละ” ยี่สุ่นยังคงเล่าให้ฟังไม่หยุด “ทางฝั่งพ่อแม่ก็ไม่ทำพินัยกรรมอะไรไว้ พี่ชายเลยอาศัยความหัวหมอโยกย้ายทรัพย์สินทั้งหมดมาเป็นของตัวรวมถึงที่ดินของบ้านที่อยู่ตอนนี้ด้วย ลูกเขยฉันตั้งท่าจะฟ้องแต่พอดีเป็นช่วงที่กำลังจะตกงานกันทั้งผัวเมีย ลูกสาวฉันเห็นท่าไม่ดีเลยจะย้ายมาอยู่กับฉัน รอจัดการงานในบริษัทให้เรียบร้อยก่อนก็จะมากันทั้งหมด”

“ก็ดีนะ มาลงหลักปักฐานที่นี่ สวนจะได้มีคนช่วย” สายดีใจไปกับเธอด้วย

“ฉันก็บอกลูกอย่างนั้น ให้สองผัวเมียมารับช่วงต่อ ไม่ต้องไปสนใจทรัพย์สินขี้ปะติ๋วของฝั่งนั้นหรอก เดี๋ยวฉันยกสมบัติของฉันให้เอง”

“ทีนี้ก็จะไม่เหงาแล้วสิ”

ยี่สุ่นผงกศีรษะพร้อมรอยยิ้มกว้าง ขณะที่ดวงตานั้นมีน้ำเคลือบขึ้นมาจาง ๆ สะท้อนถึงอารมณ์ยินดีและชื่นบานอย่างที่สุดของเจ้าตัว

ยี่สุ่นเหลียวมองที่รักที่กำลังนอนอยู่ในอ้อมแขนของวรรณารีด้วยรอยยิ้มที่ยังคงไม่เลือนหายไปจากหน้า “สงสัยเพราะขอพรจากนางฟ้าน้อย ๆ คนนี้ในครั้งก่อนแน่ ทำให้ยายยี่สุ่นคนนี้สมหวังขึ้นมาได้”

วรรณารีก้มลงมองลูกสาวด้วยแววตาประหลาด

“ยายจะหาชุดสวย ๆ ให้หนูใส่หลาย ๆ ชุดเชียวแม่นางฟ้าของยาย” ยี่สุ่นพูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากบ้านของสายไป

“ป้าคะ หรือยายหนูของเราจะเป็นนางฟ้านำโชคจริง ๆ” วรรณารีถามออกมาอย่างข้องใจ

สายเหลียวมองแบบทั้งฉุนทั้งขัน “เพี้ยนหรือเปล่าแม่วรรณ พระท่านก็พูดอวยพรตามปกติเหมือนที่ทำกับเด็กทุกคน แล้วจะไปจริงจังอะไรกับคำพูดของคนแก่ที่กำลังดีใจมากคนหนึ่ง เธอมานั่งนี่ดีกว่า ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”

เมื่อวรรณารีเขยิบมานั่งใกล้ ๆ สายจึงพูดต่อ “ถ้าฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น เธอคิดว่ายังไง”

วรรณารีเลิกคิ้วมองอย่างตกใจ

เทียบกับความตกใจของวรรณารีแล้ว ทางฝั่งยี่สุ่นตกใจยิ่งกว่า เธอมาล้งเล้งกับสายทันทีที่ทราบเรื่อง แต่เมื่อทราบถึงสถานที่ที่สายจะย้ายไปและได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งของสาย เธอจึงไม่คิดคัดค้านในเรื่องนี้อีก ประโยคที่ว่านั้นก็คือสายคิดที่จะสร้างครอบครัวเล็ก ๆ เป็นของเธอเองแล้ว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จิ๊ดริดที่รัก   99. บทอวสาน

    “ลุงพงศ์ ป้าลี ยายยี่สุ่น สวัสดีค่า” ที่รักทักทายเสียงดังตั้งแต่ยังไม่เข้าประตูรั้วพร้อมกับเสียงปั่นของจักรยานขึ้นสนิมคันโปรดดังเอี๊ยดอ๊าด“เข้ามาสิลูก มากินข้าวด้วยกัน” วนาลีร้องทักออกมา“จิ๊ดริดไม่กิน แต่จิ๊ดริดจะมาตักข้าวให้ทุกคน” ที่รักผู้ซึ่งรู้เวลากินข้าวของบ้านนี้ดีเหมือนบ้านของตัวเองเดินเข้ามาในบ้านอย่างเหนียมอายสมาชิกในบ้านทั้งสามคนต่างเหลียวมองกันอย่างข้องใจเมื่อเห็นท่าทีขมีขมันของที่รักยามตักข้าวใส่จานให้พวกเขาอยู่“เสียดายจังที่ช้างไม่อยู่ ไม่งั้นคงดีใจแน่ที่จิ๊ดริดตักข้าวให้แบบนี้” วนาลีโปรยยาหอม“จิ๊ดริดรู้ พี่ช้างไปทำงานที่มหา’ลัย พี่ผึ้งไปดูหนังกับพี่หนึ่ง”เมื่อตักข้าวเสร็จเธอก็เดินไปวางจานข้าวที่ตรงหน้าทั้งสามคนอย่างนิ่มนวล“กินข้าวให้อร่อยนะคะ จิ๊ดริดกลับแล้ว”“ไม่กินด้วยกันหรือลูก มีซี่โครงหมูย่างที่จิ๊ดริดชอบด้วยนะ” ยี่สุ่นรั้งเอาไว้ที่รักตาแลมองซี่โครงย่างสีน้ำตาลฉ่ำที่อยู่ด้านหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่น่าแปลกที่คราวนี้เด็กสาวใจแข็งกว่าที่คิด“ไม่กินค่ะ จิ๊ดริดตั้งใจมา

  • จิ๊ดริดที่รัก   98. ความรักของจิ๊ดริด

    “จิ๊ดริดมาได้ยังไง แล้วเป็นอะไร ใครทำให้เจ็บ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเดือดร้อนที่รักชี้ไปที่เมธาวินอย่างไม่ลังเล คชาภัทรใช้สายตาพิฆาตมองไปยังตัวต้นเหตุในทันที ทำเอาคนถูกมองถึงกับทำอะไรไม่ถูก“นายรังแกอะไรจิ๊ดริด”“ยัยพลังช้างเนี่ยนะใครจะไปรังแกได้” เมธาวินเอ่ยอย่างร้อนตัวที่รักปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “เมฆว่าจิ๊ดริดตัวเหมือนช้าง”“เฮ้ย!” เมธาวินสะดุ้งสุดตัวกับข้อกล่าวหานี้ วันนั้นนอกจากได้รับสายตาคาดโทษไปจนตลอดชีวิตจากคชาภัทรแล้ว ยังได้รอยหยิกกลับบ้านไปด้วย จะจากใครที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่เนเน่ที่หยิกเขาจนลายพร้อยเนื่องจากไปแกล้งเพื่อนรักของเธอนั่นเองหลังจากกลับถึงบ้าน ที่รักยังคงอารมณ์ค้างนั่งหน้าบูดอยู่ตรงสวนหลังบ้าน พื้นที่นั่งเล่นส่วนตัวของเธอและพี่ ๆ ตั้งแต่เมื่อยังเด็ก โดยมีคชาภัทรนั่งยิ้ม ๆ มองอยู่ในมือของที่รักยังคงถือสายวัดไว้ เธอไล่วัดขนาดหลายส่วนในร่างกายทั้งแขนขาและเอว สีหน้าของเธอแสดงให้เห็นถึงความสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อเห็นตัวเลขที่วัดได้“จิ๊ดริดอ้วน” ใบหน้าเธอหงิกจนไม่อาจหงิกเพิ่มได้อีกคชาภัทรลอบยิ้

  • จิ๊ดริดที่รัก   97. จิ๊ดริดเป็นสาวแล้ว

    “ลูกเป็นคนจิตใจดีมาก ขอบคุณนะวรรณ คุณเลี้ยงลูกได้ดีจริง ๆ” พีรายุเอ่ยกับเธอหลังกลับมาจากส่งนิดาแล้ววรรณารีหันมายิ้มให้สามี “จิ๊ดริดแกเป็นเด็กจิตใจดีตั้งแต่เกิดค่ะ ถ้าไม่ได้แก ชีวิตฉันอาจไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็ได้”พีรายุรู้สึกผิดในใจ เขาเอื้อมมือไปสวมกอดเธอ “ผมขอโทษนะวรรณ เพราะผมคนเดียวทำให้คุณลำบากมาตั้งหลายปี”“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณเป็นแบบนั้นเพราะฤทธิ์ยา ฉันโกรธคุณไม่ลงหรอก” เธอตอบกลับยิ้ม ๆ“แต่คราวก่อนคุณไม่คิดแบบนี้นะ คุณยังว่าผมไม่ได้รักคุณจริงอยู่เลย บอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจให้โอกาสผม”วรรณารีใช้มือลูบใบหน้าคมของเขาจนทั่วพร้อมเผยยิ้มหวาน “เพราะคุณเอาชนะยามหาโลกาได้ด้วยตัวคุณเองโดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษของจิ๊ดริด ขอบคุณนะคะที่ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าคุณรักและมั่นคงต่อฉันจริง”ชายหนุ่มสวมกอดภรรยาเอาไว้แน่น “ผมก็ขอบคุณคุณเหมือนกันที่เข้าใจและเปิดโอกาสให้ผม ผมรักคุณนะครับ”“แล้วหนูล่ะ ไม่รักหนูเหรอ” ที่รักที่เดินมาหาทั้งคู่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ทวงถามหน้ามุ่ยคนเป็นพ่อและแม่หัวเราะร่วน

  • จิ๊ดริดที่รัก   96. ไปหาพ่อที่ทำงาน

    เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันต่อมา พีรายุได้มุ่งหน้าเข้าบริษัทในทันทีเพื่อสะสางปัญหาที่จินดาราสร้างไว้ทั้งเรื่องที่ร่วมมือกับเสี่ยทรงยศและจัดการพนักงานที่เป็นคนของจินดาราเพราะปัญหาสะสมมาหลายปี ทำให้พีรายุแทบจะกินนอนอยู่ที่บริษัทไม่กลับมาให้สองแม่ลูกเห็นหน้านานนับสัปดาห์ ทำเอาทั้งวรรณารีและที่รักต่างชะเง้อหาแววตาหมองไปตาม ๆ กัน“จิ๊ดริดคิดถึงพ่อ” เช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ที่รักกำลังละเลียดกินข้าวผัดอยู่ได้เอ่ยขึ้นเสียงอ่อยวรรณารีมองลูกอย่างเห็นใจ ในใจเธอนั้นยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกไม่ต่างจากลูกนัก นี่ก็เข้าวันที่เจ็ดแล้วที่พีรายุไม่ได้มาหาเธอและลูก มันยิ่งทำให้ความอึดอัดและความกังวลภายในใจมีมากขึ้นสายมองสองแม่ลูกที่นั่งซึมกะทืออยู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “คิดถึงก็ไปหาสิ บริษัทนั้นก็อยู่ไม่ไกลนี่”ที่รักตาเป็นประกายขึ้นมา “จิ๊ดริดไปหาพ่อได้ไหมแม่จ๋า” เธอถามวรรณารีอย่างตื่นเต้น“ได้สิ เตรียมของกินไปให้พ่อด้วยดีไหม พ่อคงไม่ได้กินอะไรดี ๆ มาหลายวันแล้ว” หากเป็นเมื่อก่อนวรรณารีไม

  • จิ๊ดริดที่รัก   95. จิ๊ดริดอยากใช้ฉี่ช่วยพ่อ 2

    วรรณารีรีบเดินเข้ามาหาลูก “คุณพ่อหายแล้ว พ่อจำทุกคนได้แล้ว” เธอบอกลูกอย่างดีใจ“เอ๋?” ที่รักอุทานออกมาและมองตรงไปยังพีรายุอย่างงุนงงพีรายุส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกและกางแขนกว้างขึ้น “จิ๊ดริดมาให้พ่อกอดหน่อยสิลูก พ่อคิดถึงลูกจัง”“เอ๊ะ?” ที่รักยังงุนงงอยู่ เธอมองแก้วฉี่ในมืออย่างสับสน “แล้วฉี่”“พ่อไม่ต้องใช้ฉี่แล้ว” วรรณารีเอ่ยยืนยันกับเธอ “จิ๊ดริดไปเก็บกระเป๋าก่อนลูก แม่จะไปบอกตำรวจข้างนอก เราจะได้พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลด้วยกัน” วรรณารีบอกลูกก่อนเดินออกไปนอกห้องด้วยอารมณ์ที่ปลอดโปร่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน“อ๋า?” ที่รักยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ฉี่ของตัวเองอย่างผิดหวัง เธอดีใจนะที่พ่อหายเป็นปกติ แต่ทำไมไม่เป็นปกติด้วยฉี่ของเธอล่ะ อารมณ์ของเธอตอนนี้ทั้งผิดหวังและดีใจผสมปนเปกันไปหมด แต่ที่แน่ ๆ รู้สึกพ่ายแพ้ยังไงก็ไม่รู้“โอว๋?” เธอชูแก้วใส่น้ำสีอำพันของตัวเองขึ้นสูงดูราวกับเทพีเสรีภาพก็ไม่ปาน แต่เป็นเทพีเสรีภาพที่ค่อนข้างอ้วนและทำใบหน้ายับย่นมากเป็นพิเศษ-----“เป็นยังไงบ้าง”

  • จิ๊ดริดที่รัก   94. จิ๊ดริดอยากใช้ฉี่ช่วยพ่อ 1

    “ซี้ด...” จินดาราลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกถึงความโคลงเคลงของพื้นที่นอนอยู่ ร่างกายเธอในตอนนี้สัมผัสถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง“โอ๊ย” โดยเฉพาะช่วงลำคอของเธอที่ดูคล้ายจะหลุดออกมาเป็นท่อน ๆ เสียให้ได้“อย่าขยับ กระดูกคอคุณร้าว ขยับอีกนิดมีสิทธิ์ตายได้” เสียงแหบห้าวดังอยู่ข้างลำตัว เมื่อแลตามองก็พบว่าเป็นชายแปลกหน้าวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่สำคัญผู้ชายคนนี้อยู่ในชุดตำรวจแบบเต็มยศสีหน้าของจินดาราเผยถึงความตระหนกแบบสุดขีด เธอถอนสายตาจากตำรวจผู้นั้นแล้วกลอกตามองไปรอบตัวก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเปลพยาบาล มีกู้ภัยสองคนช่วยกันยกหัวท้าย ทั้งคู่กำลังช่วยกันพาเธอไปยังรถพยาบาลที่จอดรออยู่หน้าบ้านประกายตาของจินดาราเปลี่ยนเป็นเหี้ยมขึ้นมาเมื่อเห็นวรรณารีเดินอยู่ไม่ห่างจากนายตำรวจที่พูดเตือนเธอเมื่อครู่“นังวรรณ แกทำอะไรกับฉัน แกเรียกตำรวจมาใช่ไหม” จินดาราถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะหมดแรงวรรณารีเผยยิ้มหยัน “ในเมื่อมีเหตุฆ่ากันตายในบ้าน แจ้งตำรวจก็ถูกแล้ว”“แกอย่าใส่ความ ถ้ามีจริงฉันต้องรู้เรื่องสิ แกแกล้งหาเรื่องฉันใช่ไหม”

  • จิ๊ดริดที่รัก   93. เหตุร้ายคลี่คลาย

    วรรณารีฝืนไม่ถอยหนีและพูดเรียกสติเขาอีกรอบอย่างมีความหวังพีรายุจ้องนิ่งมาที่วรรณารี ประกายตาตอนนี้เหมือนกำลังรำลึกอะไรบางอย่างอยู่“แม่จ๋า ถอยออกมา” ที่รักตะโกนเรียกอย่างเป็นห่วงเพราะเสียงนี้ทำให้พีรายุต้องเหลียวไปมองอีกครั้ง เขาเห็นที่รักซึ่งยืนร้องไห้จนตา

  • จิ๊ดริดที่รัก   92. พีรายุสับสน

    พีรายุกำลังยืนทำหน้าน่ากลัวอยู่ข้างเตียงพร้อมกับปืนที่อลิสราเตะกระเด็นไปก่อนหน้าเขาเหวี่ยงปลายกระบอกปืนหันไปมาอย่างตัดสินใจไม่ถูกว่าจะจ่อไปที่ใครดีจินดาราที่ถูกมัดอยู่บนพื้นได้เผยยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง “ยิงนังเด็กผู้หญิงอ้วนคนนี้ก่อน เด็กนี่มันทำร้ายเมียคุณ มันต

  • จิ๊ดริดที่รัก   91. จิ๊ดริดและพี่ ๆ เข้าไปช่วยพ่อ 3

    “ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะวรรณารี” จินดาราก้าวเข้ามาในห้องด้วยมาดนางพญา ดวงตาที่จับจ้องมายังวรรณารีนั้นดำลึกยากจะหยั่ง มือขวาถือปืนสั้นมาด้วยหนึ่งกระบอกวรรณารีถอยหลังกรูด สายตาจับจ้องไปที่ปืนในมือของจินดาราอย่างหวาดระแวง“จินจ๋า ผมกลัว ไล่ผู้หญิงค

  • จิ๊ดริดที่รัก   88. จิ๊ดริดจะไปช่วยพ่อ 2

    “จินจ๋า คุณหายไปไหนมา ผมคิดถึงรู้ไหม” พีรายุที่ยังคงนอนงัวเงียอยู่บนเตียงได้เอ่ยปากขึ้นมาอย่างดีใจเมื่อเห็นจินดาราคนถูกร้องทักลอบกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เธอฝืนยิ้มให้เขา “จินออกไปหากับข้าวอร่อย ๆ ให้คุณไงคะ ช่วงจินไม่อยู่ คุณเป็นยังไงบ้างเอ่ย”“เบื่อจะตายอยู่แล้ว ออก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status