LOGIN“วรรณ...อยู่บ้านใช่ไหม”
“อยู่ค่ะคุณนาย” วรรณารีขานรับก่อนเปิดประตูออกมา
จะว่าไปคนที่ใจดีและจริงใจกับเธอนอกจากสายแล้วก็ยังมียี่สุ่น เจ้าของสวนผลไม้ที่เธอและสายขออาศัยอยู่ด้วยนั่นเอง
“ฉันเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดถึงรู้ว่าเธอคลอดลูกได้หลายวันแล้วก็เลยเอาขิงกับหัวปลีมาให้” ยี่สุ่นเอ่ยขึ้น
วรรณารียกมือไหว้และยื่นมือรับของจากยี่สุ่นอย่างไม่อิดออดด้วยรู้จักนิสัยใจคอของเธอดี หากเอ่ยปากจะให้สิ่งไหนหรืออะไรกับใคร ยี่สุ่นก็ไม่ต้องการได้ยินถ้อยคำปฏิเสธใด ๆ จากอีกฝั่ง
“เห็นว่าคลอดเองที่บ้านไม่ทันได้ไปโรงพยาบาล โชคดีมากนะที่ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่”
“ค่ะคุณนาย โชคดีที่ป้าสายมาเจอพอดี ไม่อย่างนั้นวรรณกับลูกก็คงแย่เหมือนกัน” วันคลอดนั้นเธอบังเอิญหกล้มอย่างแรงจนกระเทือนถึงลูกในท้อง ประจวบกับมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ไม่สามารถหารถเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลได้ สายเลยตัดสินใจทำคลอดด้วยตัวเอง
“สายเก่งเรื่องนี้อยู่แล้วนี่นะ...” ยี่สุ่นพูดทิ้งไว้เท่านั้นก็ไม่ได้สนใจขยายความต่ออีก เธอเดินเข้าไปในบ้านเพื่อไปสนทนากับสายต่อ ทิ้งให้วรรณารีนิ่วหน้ามองตามอยู่ด้านหลัง
-----
“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นเธอสดชื่นแบบนี้ รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่รกรุงรังเหมือนเก่า” ยี่สุ่นเอ่ยออกมาเมื่อเห็นสายหวีผมเรียบ ใส่เสื้อผ้าฝ้ายและผ้าถุงสีสบายตา ดูไม่เหมือนยายสายบ้าตามที่คนรอบข้างตั้งฉายาเหมือนเก่า
สายเหลือบมองแล้วทำท่าค้อนก่อนจะหันไปวางร่างเล็กของที่รักลงบนที่นอนซึ่งเตรียมไว้อยู่ด้านข้างอย่างเบามือ “เด็กนี่เอาแต่ใจจะตาย แค่ทำหน้านิ่วใส่หรือเห็นฉันผมเผ้ารุงรังก็เบะปากร้องโวยวายลั่นบ้าน ฉันทนหนวกหูไม่ไหวก็เท่านั้นเอง”
ยี่สุ่นหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า “แล้วไปรับลูกเขามาเลี้ยงให้เป็นภาระทำไมล่ะ”
สายได้แต่ค้อนตากลับ ท่าทางของทั้งคู่ดูคล้ายเพื่อนมากกว่าที่จะเป็นแค่ผู้ให้อาศัยและผู้ขออาศัยอย่างที่คนภายนอกมอง
“เห็นเธอมีชีวิตชีวาแบบนี้ฉันก็สบายใจ แม่หนูนี่สร้างบุญไว้โขเชียว เกิดมาได้ไม่เท่าไรก็ช่วยคนได้แล้วคนหนึ่ง”
สายเหลือบมองร่างเล็กที่กำลังนอนเล่นน้ำลายด้วยแววตาอ่อนโยน
“สดชื่นขึ้นแบบนี้ก็ดีแล้ว อะไรที่มันทุกข์ ๆ อะไรที่หนัก ๆ ก็โยนทิ้งให้หมด ชีวิตเราก็เหมือนนาฬิกาที่เปลี่ยนถ่านไม่ได้ ถ่านหมดวันไหนก็คือจบ ใช้ชีวิตให้สบายอกสบายใจดีกว่านะ ให้สมกับที่อุตส่าห์มีลมหายใจอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้”
สายยังคงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเงียบ ๆ แต่ในใจเธอกลับไม่เงียบอย่างท่าทาง เธอคิดถึงวันแรกที่เจอวรรณารีตรงบึงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปหลายกิโลเมตรในวันนั้นจนกระทั่งลากมาอยู่ด้วยกันในวันนี้
ตอนแรกสายยอมรับว่ารู้สึกหงุดหงิดในใจไม่น้อยที่เหมือนมีภาระแบบไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้น ตามประสาคนที่อยู่เพียงลำพังมาเป็นสิบ ๆ ปี โดยเฉพาะช่วงแรกที่วรรณารีอยู่ในอาการที่ไม่อาจทิ้งไว้เพียงลำพังได้
แต่พอใช้ชีวิตร่วมกันหลายเดือนเข้า ความหงุดหงิดกลับกลายเป็นความผูกพัน หลังจากที่วรรณารีสลัดอาการหมดอาลัยตายอยากทิ้ง เธอได้กลายเป็นคนที่ปรับตัวง่าย เข้าใจอะไรได้ง่าย ตัวสายเองเสียอีกที่ดูจะเข้าถึงได้ยากกว่า แต่ก็ไม่ได้ยากเหมือนก่อนที่วรรณารีจะเข้ามาในชีวิตเธอ
วรรณารีเป็นคนใส่ใจผู้คน เธอคอยดูแลสายอยู่เสมอทั้งในเรื่องการกินอยู่ รวมถึงสุขภาพร่างกายแบบรายวัน ความรู้สึกจากความผูกพันเหมือนคนร่วมบ้าน เหมือนคนรู้จัก ก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นเหมือนญาติแทน จวบจนกระทั่งมีที่รักออกมาอีกคนนั่นแหละ สายถึงรู้ว่าความรักที่ยายมีต่อหลานนั้นเป็นเช่นไร
เมื่อเห็นสายยังเงียบ ยี่สุ่นจึงพูดต่อ “ถึงเวลาที่เธอควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียทีนะ ชีวิตใหม่ที่มีแม่ตัวเล็กนี่กับวรรณอยู่ด้วย การที่คนแปลกหน้าสองคนได้มาเจอกัน ฉันเชื่อว่ามันเป็นพรหมลิขิตไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน”
“เออนี่ ฉันว่าจะชวนเธอและวรรณไปกราบพระธุดงค์ ท่านมาปักกลดในสวนฝั่งโน้นของฉันเมื่อเจ็ดวันก่อน พรุ่งนี้ก็จะธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว เห็นบรรดาคนงานที่ไร่บอกว่าท่านน่านับถือมาก ได้สนทนากับท่านทำให้ใจสงบลงเป็นกอง”
สายหันมามองด้วยความสนใจ
“เธอเป็นพวกที่ไม่ยอมเข้าวัดเลย ไหน ๆ ท่านก็มาโปรดถึงที่แล้วฉันว่าไปกราบเสียหน่อยเถอะ เอาบุญ”
วรรณารีสนใจที่จะไปด้วยเพราะที่รักตอนนี้ก็อายุได้เจ็ดวันแล้ว พอจะออกไปข้างนอกได้บ้าง และที่ที่จะไปก็แค่ชายสวนอีกฝั่งของบ้านยี่สุ่นเท่านั้น
เมื่อเดินไปถึงสถานที่ที่ปักกลด ยี่สุ่นและสายได้เข้าไปถวายเพลก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นสายก็ได้ถอยออกมานั่งกับวรรณารี ปล่อยให้ยี่สุ่นสนทนากับพระธุดงค์เพียงคนเดียว ส่วนตัวเองเลือกที่จะนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
พระธุดงค์รูปนี้อายุประมาณหกสิบปี ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง หน้าตาผ่องใสลักษณะคล้ายคนอิ่มบุญ ยิ่งได้นั่งฟัง ได้สนทนา ก็ยิ่งทำให้ทั้งสามคนเลื่อมใส ความสุขสงบได้เกิดขึ้นในใจของทั้งสามคนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ลูกสาวชื่ออะไรล่ะนั่น” จู่ ๆ หลวงพ่อก็หันมาถามวรรณารีที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น
วรรณารีก้มลงมองลูกอย่างตกใจไม่น้อย เด็กวัยเจ็ดวันผมยังไม่ขึ้น แล้วเสื้อผ้าที่ที่รักสวมก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิง แต่พระท่านกลับทักได้ถูกต้อง แล้วที่จำได้ ไม่มีใครหลุดปากบอกท่านเลยว่านี่คือเด็กผู้หญิง
“ชื่อจิ๊ดริดค่ะ ชื่อจริงที่รัก” วรรณารีตอบด้วยน้ำเสียงที่เลื่อมใสมากขึ้น
หลวงพ่อพยักหน้าและยิ้มน้อย ๆ พลางพิศมองสองแม่ลูกอยู่นานก่อนเอ่ย “จิ๊ดริด...เหมือนที่ใช้เรียกช้างเด็ก ชื่อดีนะ สมตัว แม่หนูนี่เกิดมาเพื่อเป็นแม่แปรก เป็นผู้นำช้างโขลง เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำความสุขและความสบายมาให้กับสมาชิกในโขลง ไม่ต้องห่วงนะ ชีวิตของคุณโยมทุกคนจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ ...”
คนเป็นแม่ย่อมต้องยิ้มชื่นอย่างที่สุดอยู่แล้วเมื่อได้ยินพรอันวิเศษที่เกี่ยวกับลูก แต่แล้วรอยยิ้มของเธอก็เจื่อนลงเมื่อได้ยินคำพูดต่อไปของหลวงพ่อ
“...แล้วครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในท้ายที่สุดนะ”
วรรณารีใบหน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างที่อุ้มลูกอยู่สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนพระท่านได้หันไปสนทนากับยี่สุ่นต่อและไม่ได้พูดอะไรกับวรรณารีอีกจนกระทั่งทั้งสามคนกราบลา
วรรณารีที่เดินอุ้มที่รักตามหลังสายและยี่สุ่นมานั้นยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไร เธอมือสั่นระริกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้
ยี่สุ่นที่พอจะรู้เรื่องราวความเป็นไปของวรรณารีมาบ้างจึงพอจะเข้าใจความคิดของหญิงสาว เธอเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม “ครอบครัวพร้อมหน้าต้องเป็นยายสาย แม่วรรณ และหลานจิ๊ดริดแน่ ๆ เลยว่าไหม”
วรรณารีมองและคิดตาม ไม่แน่...อาจจะหมายถึงแบบนั้นได้เหมือนกัน
“ไง...แม่หนู ชอบไหมที่พระท่านทักว่าเราเกิดมาเป็นดาวนำโชคน่ะ” ยี่สุ่นหันไปกระเซ้าเด็กหญิงที่นอนลืมตาแป๋วมองมายังเธอ
“แอะ...แอ...” เด็กหญิงส่งเสียงทักกลับพร้อมกับยิ้มตายิบหยี
“น่าเกลียดน่าชังจริงเชียว มิน่าเธอถึงติดหนึบไม่ยอมห่างแบบนี้” ยี่สุ่นหันมาคุยกับสาย
สายมองค้อน
“ให้ยายขอพรนางฟ้าตัวน้อยเป็นคนแรกดีไหมลูก” ยี่สุ่นหันมาพูดกับเด็กหญิงที่กำลังทำเสียงอืออาอย่างอ่อนโยน “ยายอยากขอพรให้ลูกสาวและครอบครัวกลับมาอยู่บ้านกับยาย หนูช่วยยายได้ไหม”
ที่รักยังคงจ้องยี่สุ่นตาแป๋ว ส่วนสายและวรรณารีต่างเหลียวไปมองยี่สุ่นอย่างเห็นใจ
“อา...อา...” เธอส่งเสียงพร้อมกับยื่นมือน้อยไปจับมือยี่สุ่นเอาไว้แน่น
“ดูสิ ดูแม่หนูทำ” ยี่สุ่นเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “หนูรู้เรื่องใช่ไหมลูก สมกับเป็นนางฟ้าตัวน้อยจริง ๆ”
ที่รักส่งยิ้มที่เห็นแต่ไรเหงือกมาให้สำหรับคำชมในครั้งนี้
แต่ไม่คิดเลยว่าคำขอของยี่สุ่นในวันนี้จะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอีกไม่กี่วันต่อมา
-----
“ครอบครัวลูกสาวฉันกำลังจะมาอยู่ด้วยในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว” ในอีกสามวันให้หลัง ยี่สุ่นได้เดินมาบอกสายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายอยู่เต็มหน้า ทำให้บุคลิกแข็งกระด้างของเธอดูนิ่มนวลขึ้นทันตา
เพราะความที่เป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว มีลูกหนึ่งคนที่ต้องคอยเลี้ยงดู แถมยังต้องดูแลสวนผลไม้นับร้อยไร่ด้วยตัวเอง ประสบการณ์ชีวิตที่มีได้เปลี่ยนบุคลิกเธอจากแม่บ้านธรรมดากลายเป็นผู้หญิงแกร่งและดุ เป็นที่ยำเกรงของผู้คนรอบข้าง
แต่กระนั้นเธอก็ยังมีความเหงาแฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะยามเมื่อลูกสาวแต่งงานออกเรือนไป นาน ๆ ครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมสักที
แต่พอมาวันนี้ได้ทราบว่าลูกสาวจะพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ด้วย เรื่องน่ายินดีแบบนี้ย่อมสร้างความดีใจให้กับยี่สุ่นอย่างที่สุด
“ลูกเขยฉันไม่ลงรอยกับพี่น้องเขา ตั้งแต่พ่อแม่เขาเสียไปก็มีปัญหากันมาตลอดเรื่องสมบัติบ้าอะไรพวกนั้นแหละ” ยี่สุ่นยังคงเล่าให้ฟังไม่หยุด “ทางฝั่งพ่อแม่ก็ไม่ทำพินัยกรรมอะไรไว้ พี่ชายเลยอาศัยความหัวหมอโยกย้ายทรัพย์สินทั้งหมดมาเป็นของตัวรวมถึงที่ดินของบ้านที่อยู่ตอนนี้ด้วย ลูกเขยฉันตั้งท่าจะฟ้องแต่พอดีเป็นช่วงที่กำลังจะตกงานกันทั้งผัวเมีย ลูกสาวฉันเห็นท่าไม่ดีเลยจะย้ายมาอยู่กับฉัน รอจัดการงานในบริษัทให้เรียบร้อยก่อนก็จะมากันทั้งหมด”
“ก็ดีนะ มาลงหลักปักฐานที่นี่ สวนจะได้มีคนช่วย” สายดีใจไปกับเธอด้วย
“ฉันก็บอกลูกอย่างนั้น ให้สองผัวเมียมารับช่วงต่อ ไม่ต้องไปสนใจทรัพย์สินขี้ปะติ๋วของฝั่งนั้นหรอก เดี๋ยวฉันยกสมบัติของฉันให้เอง”
“ทีนี้ก็จะไม่เหงาแล้วสิ”
ยี่สุ่นผงกศีรษะพร้อมรอยยิ้มกว้าง ขณะที่ดวงตานั้นมีน้ำเคลือบขึ้นมาจาง ๆ สะท้อนถึงอารมณ์ยินดีและชื่นบานอย่างที่สุดของเจ้าตัว
ยี่สุ่นเหลียวมองที่รักที่กำลังนอนอยู่ในอ้อมแขนของวรรณารีด้วยรอยยิ้มที่ยังคงไม่เลือนหายไปจากหน้า “สงสัยเพราะขอพรจากนางฟ้าน้อย ๆ คนนี้ในครั้งก่อนแน่ ทำให้ยายยี่สุ่นคนนี้สมหวังขึ้นมาได้”
วรรณารีก้มลงมองลูกสาวด้วยแววตาประหลาด
“ยายจะหาชุดสวย ๆ ให้หนูใส่หลาย ๆ ชุดเชียวแม่นางฟ้าของยาย” ยี่สุ่นพูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากบ้านของสายไป
“ป้าคะ หรือยายหนูของเราจะเป็นนางฟ้านำโชคจริง ๆ” วรรณารีถามออกมาอย่างข้องใจ
สายเหลียวมองแบบทั้งฉุนทั้งขัน “เพี้ยนหรือเปล่าแม่วรรณ พระท่านก็พูดอวยพรตามปกติเหมือนที่ทำกับเด็กทุกคน แล้วจะไปจริงจังอะไรกับคำพูดของคนแก่ที่กำลังดีใจมากคนหนึ่ง เธอมานั่งนี่ดีกว่า ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”
เมื่อวรรณารีเขยิบมานั่งใกล้ ๆ สายจึงพูดต่อ “ถ้าฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น เธอคิดว่ายังไง”
วรรณารีเลิกคิ้วมองอย่างตกใจ
เทียบกับความตกใจของวรรณารีแล้ว ทางฝั่งยี่สุ่นตกใจยิ่งกว่า เธอมาล้งเล้งกับสายทันทีที่ทราบเรื่อง แต่เมื่อทราบถึงสถานที่ที่สายจะย้ายไปและได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งของสาย เธอจึงไม่คิดคัดค้านในเรื่องนี้อีก ประโยคที่ว่านั้นก็คือสายคิดที่จะสร้างครอบครัวเล็ก ๆ เป็นของเธอเองแล้ว
“ลุงพงศ์ ป้าลี ยายยี่สุ่น สวัสดีค่า” ที่รักทักทายเสียงดังตั้งแต่ยังไม่เข้าประตูรั้วพร้อมกับเสียงปั่นของจักรยานขึ้นสนิมคันโปรดดังเอี๊ยดอ๊าด“เข้ามาสิลูก มากินข้าวด้วยกัน” วนาลีร้องทักออกมา“จิ๊ดริดไม่กิน แต่จิ๊ดริดจะมาตักข้าวให้ทุกคน” ที่รักผู้ซึ่งรู้เวลากินข้าวของบ้านนี้ดีเหมือนบ้านของตัวเองเดินเข้ามาในบ้านอย่างเหนียมอายสมาชิกในบ้านทั้งสามคนต่างเหลียวมองกันอย่างข้องใจเมื่อเห็นท่าทีขมีขมันของที่รักยามตักข้าวใส่จานให้พวกเขาอยู่“เสียดายจังที่ช้างไม่อยู่ ไม่งั้นคงดีใจแน่ที่จิ๊ดริดตักข้าวให้แบบนี้” วนาลีโปรยยาหอม“จิ๊ดริดรู้ พี่ช้างไปทำงานที่มหา’ลัย พี่ผึ้งไปดูหนังกับพี่หนึ่ง”เมื่อตักข้าวเสร็จเธอก็เดินไปวางจานข้าวที่ตรงหน้าทั้งสามคนอย่างนิ่มนวล“กินข้าวให้อร่อยนะคะ จิ๊ดริดกลับแล้ว”“ไม่กินด้วยกันหรือลูก มีซี่โครงหมูย่างที่จิ๊ดริดชอบด้วยนะ” ยี่สุ่นรั้งเอาไว้ที่รักตาแลมองซี่โครงย่างสีน้ำตาลฉ่ำที่อยู่ด้านหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่น่าแปลกที่คราวนี้เด็กสาวใจแข็งกว่าที่คิด“ไม่กินค่ะ จิ๊ดริดตั้งใจมา
“จิ๊ดริดมาได้ยังไง แล้วเป็นอะไร ใครทำให้เจ็บ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเดือดร้อนที่รักชี้ไปที่เมธาวินอย่างไม่ลังเล คชาภัทรใช้สายตาพิฆาตมองไปยังตัวต้นเหตุในทันที ทำเอาคนถูกมองถึงกับทำอะไรไม่ถูก“นายรังแกอะไรจิ๊ดริด”“ยัยพลังช้างเนี่ยนะใครจะไปรังแกได้” เมธาวินเอ่ยอย่างร้อนตัวที่รักปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “เมฆว่าจิ๊ดริดตัวเหมือนช้าง”“เฮ้ย!” เมธาวินสะดุ้งสุดตัวกับข้อกล่าวหานี้ วันนั้นนอกจากได้รับสายตาคาดโทษไปจนตลอดชีวิตจากคชาภัทรแล้ว ยังได้รอยหยิกกลับบ้านไปด้วย จะจากใครที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่เนเน่ที่หยิกเขาจนลายพร้อยเนื่องจากไปแกล้งเพื่อนรักของเธอนั่นเองหลังจากกลับถึงบ้าน ที่รักยังคงอารมณ์ค้างนั่งหน้าบูดอยู่ตรงสวนหลังบ้าน พื้นที่นั่งเล่นส่วนตัวของเธอและพี่ ๆ ตั้งแต่เมื่อยังเด็ก โดยมีคชาภัทรนั่งยิ้ม ๆ มองอยู่ในมือของที่รักยังคงถือสายวัดไว้ เธอไล่วัดขนาดหลายส่วนในร่างกายทั้งแขนขาและเอว สีหน้าของเธอแสดงให้เห็นถึงความสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อเห็นตัวเลขที่วัดได้“จิ๊ดริดอ้วน” ใบหน้าเธอหงิกจนไม่อาจหงิกเพิ่มได้อีกคชาภัทรลอบยิ้
“ลูกเป็นคนจิตใจดีมาก ขอบคุณนะวรรณ คุณเลี้ยงลูกได้ดีจริง ๆ” พีรายุเอ่ยกับเธอหลังกลับมาจากส่งนิดาแล้ววรรณารีหันมายิ้มให้สามี “จิ๊ดริดแกเป็นเด็กจิตใจดีตั้งแต่เกิดค่ะ ถ้าไม่ได้แก ชีวิตฉันอาจไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็ได้”พีรายุรู้สึกผิดในใจ เขาเอื้อมมือไปสวมกอดเธอ “ผมขอโทษนะวรรณ เพราะผมคนเดียวทำให้คุณลำบากมาตั้งหลายปี”“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณเป็นแบบนั้นเพราะฤทธิ์ยา ฉันโกรธคุณไม่ลงหรอก” เธอตอบกลับยิ้ม ๆ“แต่คราวก่อนคุณไม่คิดแบบนี้นะ คุณยังว่าผมไม่ได้รักคุณจริงอยู่เลย บอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจให้โอกาสผม”วรรณารีใช้มือลูบใบหน้าคมของเขาจนทั่วพร้อมเผยยิ้มหวาน “เพราะคุณเอาชนะยามหาโลกาได้ด้วยตัวคุณเองโดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษของจิ๊ดริด ขอบคุณนะคะที่ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าคุณรักและมั่นคงต่อฉันจริง”ชายหนุ่มสวมกอดภรรยาเอาไว้แน่น “ผมก็ขอบคุณคุณเหมือนกันที่เข้าใจและเปิดโอกาสให้ผม ผมรักคุณนะครับ”“แล้วหนูล่ะ ไม่รักหนูเหรอ” ที่รักที่เดินมาหาทั้งคู่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ทวงถามหน้ามุ่ยคนเป็นพ่อและแม่หัวเราะร่วน
เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันต่อมา พีรายุได้มุ่งหน้าเข้าบริษัทในทันทีเพื่อสะสางปัญหาที่จินดาราสร้างไว้ทั้งเรื่องที่ร่วมมือกับเสี่ยทรงยศและจัดการพนักงานที่เป็นคนของจินดาราเพราะปัญหาสะสมมาหลายปี ทำให้พีรายุแทบจะกินนอนอยู่ที่บริษัทไม่กลับมาให้สองแม่ลูกเห็นหน้านานนับสัปดาห์ ทำเอาทั้งวรรณารีและที่รักต่างชะเง้อหาแววตาหมองไปตาม ๆ กัน“จิ๊ดริดคิดถึงพ่อ” เช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ที่รักกำลังละเลียดกินข้าวผัดอยู่ได้เอ่ยขึ้นเสียงอ่อยวรรณารีมองลูกอย่างเห็นใจ ในใจเธอนั้นยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกไม่ต่างจากลูกนัก นี่ก็เข้าวันที่เจ็ดแล้วที่พีรายุไม่ได้มาหาเธอและลูก มันยิ่งทำให้ความอึดอัดและความกังวลภายในใจมีมากขึ้นสายมองสองแม่ลูกที่นั่งซึมกะทืออยู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “คิดถึงก็ไปหาสิ บริษัทนั้นก็อยู่ไม่ไกลนี่”ที่รักตาเป็นประกายขึ้นมา “จิ๊ดริดไปหาพ่อได้ไหมแม่จ๋า” เธอถามวรรณารีอย่างตื่นเต้น“ได้สิ เตรียมของกินไปให้พ่อด้วยดีไหม พ่อคงไม่ได้กินอะไรดี ๆ มาหลายวันแล้ว” หากเป็นเมื่อก่อนวรรณารีไม
วรรณารีรีบเดินเข้ามาหาลูก “คุณพ่อหายแล้ว พ่อจำทุกคนได้แล้ว” เธอบอกลูกอย่างดีใจ“เอ๋?” ที่รักอุทานออกมาและมองตรงไปยังพีรายุอย่างงุนงงพีรายุส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกและกางแขนกว้างขึ้น “จิ๊ดริดมาให้พ่อกอดหน่อยสิลูก พ่อคิดถึงลูกจัง”“เอ๊ะ?” ที่รักยังงุนงงอยู่ เธอมองแก้วฉี่ในมืออย่างสับสน “แล้วฉี่”“พ่อไม่ต้องใช้ฉี่แล้ว” วรรณารีเอ่ยยืนยันกับเธอ “จิ๊ดริดไปเก็บกระเป๋าก่อนลูก แม่จะไปบอกตำรวจข้างนอก เราจะได้พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลด้วยกัน” วรรณารีบอกลูกก่อนเดินออกไปนอกห้องด้วยอารมณ์ที่ปลอดโปร่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน“อ๋า?” ที่รักยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ฉี่ของตัวเองอย่างผิดหวัง เธอดีใจนะที่พ่อหายเป็นปกติ แต่ทำไมไม่เป็นปกติด้วยฉี่ของเธอล่ะ อารมณ์ของเธอตอนนี้ทั้งผิดหวังและดีใจผสมปนเปกันไปหมด แต่ที่แน่ ๆ รู้สึกพ่ายแพ้ยังไงก็ไม่รู้“โอว๋?” เธอชูแก้วใส่น้ำสีอำพันของตัวเองขึ้นสูงดูราวกับเทพีเสรีภาพก็ไม่ปาน แต่เป็นเทพีเสรีภาพที่ค่อนข้างอ้วนและทำใบหน้ายับย่นมากเป็นพิเศษ-----“เป็นยังไงบ้าง”
“ซี้ด...” จินดาราลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกถึงความโคลงเคลงของพื้นที่นอนอยู่ ร่างกายเธอในตอนนี้สัมผัสถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง“โอ๊ย” โดยเฉพาะช่วงลำคอของเธอที่ดูคล้ายจะหลุดออกมาเป็นท่อน ๆ เสียให้ได้“อย่าขยับ กระดูกคอคุณร้าว ขยับอีกนิดมีสิทธิ์ตายได้” เสียงแหบห้าวดังอยู่ข้างลำตัว เมื่อแลตามองก็พบว่าเป็นชายแปลกหน้าวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่สำคัญผู้ชายคนนี้อยู่ในชุดตำรวจแบบเต็มยศสีหน้าของจินดาราเผยถึงความตระหนกแบบสุดขีด เธอถอนสายตาจากตำรวจผู้นั้นแล้วกลอกตามองไปรอบตัวก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเปลพยาบาล มีกู้ภัยสองคนช่วยกันยกหัวท้าย ทั้งคู่กำลังช่วยกันพาเธอไปยังรถพยาบาลที่จอดรออยู่หน้าบ้านประกายตาของจินดาราเปลี่ยนเป็นเหี้ยมขึ้นมาเมื่อเห็นวรรณารีเดินอยู่ไม่ห่างจากนายตำรวจที่พูดเตือนเธอเมื่อครู่“นังวรรณ แกทำอะไรกับฉัน แกเรียกตำรวจมาใช่ไหม” จินดาราถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะหมดแรงวรรณารีเผยยิ้มหยัน “ในเมื่อมีเหตุฆ่ากันตายในบ้าน แจ้งตำรวจก็ถูกแล้ว”“แกอย่าใส่ความ ถ้ามีจริงฉันต้องรู้เรื่องสิ แกแกล้งหาเรื่องฉันใช่ไหม”