Masukจิ๊ดริด เด็กน้อยตัวอวบ (ที่กำลังจะแหย่เท้าเข้าไปในเขตอ้วนอยู่ทุกขณะ) ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามจากคนสนิทรอบตัวว่าเป็นนางฟ้านำโชค แล้วเธอก็ชอบสมญานามนี้ของตัวเองมาก จิ๊ดริดเกิดมามีพ่อชื่อวรรณารีและแม่ชื่อวรรณารี ซึ่งเธอก็ไม่คิดว่ามันผิดปกติตรงไหนตราบใดที่ชีวิตตอนนี้มีความสุข แต่มาวันหนึ่งเธอก็ต้องแปลกใจที่จู่ ๆ ก็มีพ่อชื่อพีรายุโผล่เข้ามาเฉยเลย (แต่แม่ก็ยังชื่อวรรณารีนะ) เอาล่ะสิ ยุ่งแล้ว จะทำยังไงดีล่ะทีนี้ จะไม่ยุ่งได้อย่างไรในเมื่อแม่ไม่ยอมให้เธอมีพ่อชื่อพีรายุ ไม่เท่านั้นยังมีแม่มดใจร้ายและยาเสน่ห์เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เด็กหญิงจิ๊ดริดแบบเธอจะทำยังไงล่ะเนี่ย! ++ นิยายชายหญิง ++ feelgood ค่ะ จบดี ไม่มีดราม่า ไม่มีปมใด ๆ ++จะเป็นเรื่องเล่าแนวเด็ก ๆ คล้ายแนวนิทานเรื่องหนึ่ง ++ไม่มี NC
Lihat lebih banyakกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
เอ๊ะ??
ไม่ใช่สิ แค่ไม่กี่ปีเอง ไม่นานขนาดนั้น
อืม...แต่คิดอีกที ผ่านไปแค่หนึ่งวินาทีมันก็คืออดีตไม่ใช่หรือ ต้องเรียกกาลครั้งหนึ่งได้ หยวน ๆ
เอาล่ะ! เริ่มแล้วนะ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ในยามค่ำคืน ณ คฤหาสน์หรูใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำไปทั้งหลังแบบไม่กลัวค่าไฟ แต่สภาพอารมณ์ของผู้อยู่อาศัยในคฤหาสน์ตอนนี้กลับไม่ได้เย็นเหมือนสภาพแวดล้อมรอบตัวเลยสักนิด
“ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้น เรารู้จักกันมานานคุณก็น่าจะรู้นิสัยฉันดี ทำไมคุณเปลี่ยนไปแบบนี้คะพี เมื่อสองวันก่อนคุณยังบอกว่ารักฉันมากอยู่เลย แต่มาวันนี้กลับปรักปรำฉัน ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ” วรรณารีที่นั่งคุกเข่าสะอื้นไห้อยู่กับพื้นได้เอื้อมมือมากอดขาสามีเอาไว้แน่นและเงยหน้าที่มีแต่คราบน้ำตามองเขาอย่างเสียใจปานจะขาดใจตาย
พีรายุที่ใบหน้าดำคล้ำก้มลงมองภรรยาแววตาขุ่นและแฝงด้วยความรังเกียจอย่างสุดประมาณ เขากระตุกขาข้างที่โดนกอดออกอย่างแรงทำให้วรรณารีเสียจังหวะล้มกลิ้งกับพื้น
“โอ๊ย” วรรณารีอุทานด้วยความเจ็บ
“วรรณ” พีรายุหน้าเสีย แววตาตอนนี้กลับกลายเป็นเสียใจและรู้สึกผิดอย่างสุดประมาณแทน เขาทำท่าจะเข้าไปประคองภรรยา แต่โดนมือเรียวของหญิงสาวอีกคนหนึ่งรั้งเอาไว้เสียก่อน
“พีคะ” จินดาราเรียกชื่อและมองสบตาเขาด้วยแววตาดำลึกยากจะหยั่งถึง
พีรายุร่างกายกระตุกเมื่อเจอสัมผัสของจินดารา แววตาของเขาที่มองตรงไปยังวรรณารีเปลี่ยนเป็นประกายกร้าวอีกครั้ง
เขาใช้นิ้วชี้หน้าวรรณารี “ถ้าไม่ยอมบอกว่าเอาเครื่องเพชรประจำตระกูลฉันไปไว้ที่ไหน ขี้ขโมยแบบเธอก็อยู่ที่บ้านนี้ไม่ได้อีก เลือกเอาว่าจะยอมบอกหรือว่าให้ฉันไล่เธอออกไป”
วรรณารีเงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ในใจตอนนี้เหมือนมีหนามแหลมนับพันมารุมข่วนจนเจ็บปวดแทบปางตาย “ฉันไม่ได้ทำ” เธอเค้นเสียงผ่านไรฟัน
พีรายุสาวเท้าเข้าหาด้วยสีหน้าถมึงทึง สายตาที่มองมายังวรรณารีนั้นแข็งกระด้างไม่หลงเหลือความรักความเสน่หาเหมือนที่เคยเป็นอีก “งั้นเธอออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้ บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับคนสารเลว นิสัยน่าขยะแขยงแบบเธออีก ในเมื่อไม่ยอมบอกก็ไม่เป็นไร ฉันยกให้ ถือว่าเอาไปเป็นเงินเผาศพตอนตายของเธอก็แล้วกัน ออกไป๊! ออกไปก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจมาลากเธอเข้าคุก”
วรรณารีเหมือนโดนสายฟ้าฟาด เธอมองเขาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง “ทำไมคุณกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลใช้แต่อารมณ์แบบนี้ คุณเปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืนได้ยังไง” หลังพูดจบเธอก็สาดสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังไปยังจินดาราที่ยืนควงแขนพีรายุและทำหน้าเย้ยหยันอยู่ด้านข้าง
“เพราะเธอใช่ไหมที่เป่าหูคุณ เธอเป็นคนเล่าเรื่องใส่ร้ายฉันแล้วคุณก็เชื่อ ทำไมคุณเป็นแบบนี้ คุณลืมความรักนับสิบปีของเราไปหมดเพียงเพราะได้นอนกับผู้หญิงคนนี้แค่ครั้งเดียว คุณโดนผู้หญิงคนนี้วางยาหรือไง”
จินดาราที่ยืนอยู่ด้านข้างมองวรรณารีตาขวาง
ฉาด! ฉาด!
พีรายุตบหน้าวรรณารีอย่างแรง “ห้ามว่าเมียฉันเสีย ๆ หาย ๆ แบบนี้”
วรรณารีที่ล้มพังพาบอยู่กับพื้นใช้มือกุมแก้มอย่างตกใจและเสียใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พีรายุทำร้ายร่างกายเธอ
หญิงสาวโซเซลุกขึ้นยืนและมองหน้าสามีอย่างโกรธแค้น “ในเมื่อทำกันขนาดนี้ ชาตินี้อย่าได้หวังจะเจอกันอีก ฉันจะไม่มีวันอภัยให้คุณเลย”
วรรณารีวิ่งออกจากบ้านไปด้วยสภาพที่บอบช้ำทั้งกายและใจ
พีรายุทำท่ามึนงงอยู่ชั่วขณะ เขาสะบัดหน้าไปมาอยู่หลายทีเพื่อเรียกสติ กระทั่งเห็นแผ่นหลังของวรรณารีหายลับไปจากประตูรั้ว ชายหนุ่มจึงมีสีหน้าตื่นตกใจให้เห็น
เขาตะโกนเรียกเธอเสียงดังลั่น “วรรณ ผมขอโทษ กลับมาก่อน” แล้วตั้งท่าจะวิ่งตามออกไป
จินดารารีบวิ่งไปกระชากแขนของเขาไว้ “พีคะ อย่าตามไปค่ะ” เธอจิกเล็บไปที่แขนเขาจนจมลึกเข้าไปในเนื้อ
พีรายุกลับมามีสีหน้ามึนงงอีกครั้ง เขาหันมามองจินดารา จากแววตาที่มองมาคล้ายคนแปลกหน้าได้ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นรักและลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น “นี่ผมเป็นอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงสับสน
“คุณคงเหนื่อยเกินไปค่ะ ไปพักกับจินในห้องดีกว่านะคะ” จินดาราเข้าไปคลอเคลีย “นอนพักเยอะ ๆ คุณจะได้หายเหนื่อย”
ชายหนุ่มมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อม “ขอบใจนะที่รัก คุณดีกับผมที่สุด ผมรักคุณนะ” พีรายุใช้ทั้งสองมือลูบไล้ไปทั่วเรือนกายเย้ายวนของจินดาราอย่างลุ่มหลงจนเธอหัวเราะรื่น สองหนุ่มสาวพากันตระกองกอดเดินไปยังห้องนอนคล้ายไม่มีเหตุวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้นมาก่อน
-----
วรรณารีสะดุ้งตื่นในช่วงหัวรุ่งพร้อมกับอาการหอบถี่และเหงื่อผุดซึมเต็มตัวคล้ายกับเพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักมาก็ไม่ปาน
หญิงสาวค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอนอย่างลำบากก่อนจะกระเถิบไปนั่งพิงกำแพงห้องอย่างหมดเรี่ยวแรง
“ตื่นแล้วก็รีบลุก ตอนนี้ตีห้าแล้ว เดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแหบของหญิงสูงวัยดังขึ้นที่หน้าห้อง
วรรณารีตอบกลับไปเสียงเบา “ขอล้างหน้าแปรงฟันสิบนาทีนะป้า” ว่าแล้วเธอก็เดินไปคว้าอุปกรณ์ล้างหน้าที่ใส่ขันไว้ตรงมุมห้องและเดินออกไปหลังบ้านเพื่อชำระล้างตัวเอง
สายเห็นใบหน้าซีดเผือดอย่างคนที่นอนหลับไม่สนิทของเธอก็ได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะไปจัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเช่นกัน
ในช่วงเวลาหกโมงเช้าเช่นนี้อาจดูเช้าตรู่สำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ไม่ใช่สำหรับกลุ่มคนหลายสิบชีวิตที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางภูเขาขยะกองมหึมาของจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้คนหลายสิบคนเหล่านี้ต่างสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด รวมถึงใบหน้าของตนเองที่ปิดจนเกือบมิดเหลือแค่ดวงตาเท่านั้น
พวกเขาทั้งหลายต่างถือกระสอบฟางไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือไม้แหลมสำหรับคุ้ยเขี่ยบรรดาขยะที่ทับถมกันอยู่เพื่อหาสมบัติเอาไปขายแลกเศษเงินสำหรับประทังชีวิต
“ไหวหรือเปล่าวรรณ ท้องตั้งหกเดือนแล้ว วันนี้ก็ร้อนด้วย” เสียงถามอย่างเห็นใจดังขึ้นมาจากด้านข้าง
“ไหวพี่” วรรณารีหันใบหน้าที่มีแต่เหงื่อมาตอบสมร เพื่อนร่วมอาชีพที่ใจดีคนหนึ่ง
“เหงื่อเต็มเชียว เขาบอกคนท้องจะร้อนกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว ไปนั่งพักสักสิบนาทีเถอะ ให้เหงื่อแห้งก่อนแล้วค่อยมาทำต่อ วันนี้มีขยะมาลงเยอะยังไงก็ไม่มีคนแย่งไปหมดหรอก”
วรรณารีพยักหน้าน้อย ๆ เพราะรู้สึกถึงสภาพร่างกายที่เริ่มทนไม่ไหวเช่นกัน เธอหิ้วกระสอบฟางส่วนของตนขึ้นมาและปลีกตัวมานั่งพักที่ข้างพงหญ้าสูง ระหว่างนั่งพักสายตาเธอก็มองไปรอบ ๆ ภูเขาขยะที่กลายเป็นแหล่งรายได้แหล่งเดียวของเธออย่างสะท้อนใจไปด้วย
หญิงสาวมองนิ่งไปที่ภูเขาขยะเบื้องหน้า แต่ใจนั้นกลับเหม่อลอยคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน
เธอวิ่งออกจากบ้านที่เคยเป็นเรือนหอของตัวเองด้วยใจที่แตกสลาย
ระหว่างนั่งรถเมล์ไปอย่างไร้จุดหมาย สายตาก็เหลือบไปเห็นบึงขนาดใหญ่ข้างทาง เธอรีบลงจากรถและมุ่งไปที่บึงกว้างแห่งนั้นอย่างไม่ลังเล
ในเมื่อชีวิตนี้มันยากนักก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้ยุ่งยากอีกต่อไป!
ขณะที่ร่างกายกำลังจมมิดลงก้นบึงวรรณารีก็รู้สึกถึงแรงฉุดและกระชากร่างของเธอให้พ้นจากผิวน้ำ แม้จะดิ้นรนขัดขืนสักเพียงใดแต่ก็ไม่อาจทานแรงของคนที่ทำงานหนักมาโดยตลอดอย่างสายได้ เธอจึงโดนลากขึ้นบนบกและไปโรงพยาบาลอย่างไม่เต็มใจเลยสักนิด
แต่แล้วก็เหมือนโดนฟ้าผ่า ผลตรวจร่างกายของเธอนั้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
วรรณารีเรียกร้องให้เอาเด็กออกอย่างไม่ลังเล
ฉาด!
‘เวลาสนุก เธอกับผู้ชายก็สนุกกันสองคนโดยที่เด็กมันไม่ได้ร่วมรับรู้ด้วย แล้วพอมาเวลาแบบนี้กลับผลักให้เด็กมารับกรรมในสิ่งที่พ่อกับแม่ก่อไว้ มันใช้ได้ที่ไหน สำนึกความเป็นคนมีบ้างไหม ถึงตอนนี้เด็กมันจะโตแค่ถั่วเขียวแต่มันก็คือคนคนหนึ่ง เธอจะใจยักษ์ทำลายชีวิตคนคนหนึ่งไม่ให้เกิดมาได้ลงคอเชียวหรือ’
เพราะแรงตบและคำด่าของสายในวันนั้นทำให้วรรณารีสำนึกขึ้นได้ ใช่...เธอไม่ควรให้ลูกมารับกรรมแบบนี้
“แม่ขอโทษนะลูก แม่จะเลี้ยงดูหนูให้ดีที่สุด” วรรณารีก้มลงพูดกับครรภ์อายุหกเดือนของเธอ ขณะที่ดวงตายังคงหมองเศร้าอยู่ไม่รู้คลาย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือราคาถูกของตัวเองมาเปิดดูข่าวการรับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นของพีรายุครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยใจที่เจ็บแปลบ
“ในเมื่อคิดจะตัดใจแล้วต้องตัดให้ขาด ไม่อย่างนั้นเราเองนั่นแหละจะลำบาก” เสียงแหบพร่าของสายดังขึ้น
วรรณารีเหลียวมองสายที่เดินมานั่งอยู่ด้านข้างพร้อมกับใช้หมวกฟางโบกพัดใบหน้าเพื่อคลายร้อนให้กับตัวเองไปด้วย
สายเหลียวมามอง “นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว อะไรควรตัดก็ให้ตัด มัวแต่เอาใจไปพัวพันกับเรื่องที่ทำร้ายเรามันก็ยิ่งทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้น” สายนิ่งไปชั่วขณะก่อนพูดต่อ “ถ้าไม่อยากโดนคนมองว่าเป็นบ้าแบบฉันก็ให้รีบตัดใจ”
“เอาเวลามาใส่ใจเรื่องใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาดีกว่า” สายปรายตามองไปยังช่วงท้องที่เริ่มนูนอย่างเห็นได้ชัดของวรรณารีก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปยังภูเขาขยะที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
วรรณารีใช้มือลูบท้องของเธออย่างทะนุถนอม ใช่...เธอควรตัดขาดเรื่องเก่า ๆ ออกไปให้หมดเสียที แล้วมาทุ่มเทกับห่วงที่เธอรับมาอย่างเต็มใจห่วงนี้ดีกว่า
“ลุงพงศ์ ป้าลี ยายยี่สุ่น สวัสดีค่า” ที่รักทักทายเสียงดังตั้งแต่ยังไม่เข้าประตูรั้วพร้อมกับเสียงปั่นของจักรยานขึ้นสนิมคันโปรดดังเอี๊ยดอ๊าด“เข้ามาสิลูก มากินข้าวด้วยกัน” วนาลีร้องทักออกมา“จิ๊ดริดไม่กิน แต่จิ๊ดริดจะมาตักข้าวให้ทุกคน” ที่รักผู้ซึ่งรู้เวลากินข้าวของบ้านนี้ดีเหมือนบ้านของตัวเองเดินเข้ามาในบ้านอย่างเหนียมอายสมาชิกในบ้านทั้งสามคนต่างเหลียวมองกันอย่างข้องใจเมื่อเห็นท่าทีขมีขมันของที่รักยามตักข้าวใส่จานให้พวกเขาอยู่“เสียดายจังที่ช้างไม่อยู่ ไม่งั้นคงดีใจแน่ที่จิ๊ดริดตักข้าวให้แบบนี้” วนาลีโปรยยาหอม“จิ๊ดริดรู้ พี่ช้างไปทำงานที่มหา’ลัย พี่ผึ้งไปดูหนังกับพี่หนึ่ง”เมื่อตักข้าวเสร็จเธอก็เดินไปวางจานข้าวที่ตรงหน้าทั้งสามคนอย่างนิ่มนวล“กินข้าวให้อร่อยนะคะ จิ๊ดริดกลับแล้ว”“ไม่กินด้วยกันหรือลูก มีซี่โครงหมูย่างที่จิ๊ดริดชอบด้วยนะ” ยี่สุ่นรั้งเอาไว้ที่รักตาแลมองซี่โครงย่างสีน้ำตาลฉ่ำที่อยู่ด้านหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่น่าแปลกที่คราวนี้เด็กสาวใจแข็งกว่าที่คิด“ไม่กินค่ะ จิ๊ดริดตั้งใจมา
“จิ๊ดริดมาได้ยังไง แล้วเป็นอะไร ใครทำให้เจ็บ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเดือดร้อนที่รักชี้ไปที่เมธาวินอย่างไม่ลังเล คชาภัทรใช้สายตาพิฆาตมองไปยังตัวต้นเหตุในทันที ทำเอาคนถูกมองถึงกับทำอะไรไม่ถูก“นายรังแกอะไรจิ๊ดริด”“ยัยพลังช้างเนี่ยนะใครจะไปรังแกได้” เมธาวินเอ่ยอย่างร้อนตัวที่รักปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “เมฆว่าจิ๊ดริดตัวเหมือนช้าง”“เฮ้ย!” เมธาวินสะดุ้งสุดตัวกับข้อกล่าวหานี้ วันนั้นนอกจากได้รับสายตาคาดโทษไปจนตลอดชีวิตจากคชาภัทรแล้ว ยังได้รอยหยิกกลับบ้านไปด้วย จะจากใครที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่เนเน่ที่หยิกเขาจนลายพร้อยเนื่องจากไปแกล้งเพื่อนรักของเธอนั่นเองหลังจากกลับถึงบ้าน ที่รักยังคงอารมณ์ค้างนั่งหน้าบูดอยู่ตรงสวนหลังบ้าน พื้นที่นั่งเล่นส่วนตัวของเธอและพี่ ๆ ตั้งแต่เมื่อยังเด็ก โดยมีคชาภัทรนั่งยิ้ม ๆ มองอยู่ในมือของที่รักยังคงถือสายวัดไว้ เธอไล่วัดขนาดหลายส่วนในร่างกายทั้งแขนขาและเอว สีหน้าของเธอแสดงให้เห็นถึงความสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อเห็นตัวเลขที่วัดได้“จิ๊ดริดอ้วน” ใบหน้าเธอหงิกจนไม่อาจหงิกเพิ่มได้อีกคชาภัทรลอบยิ้
“ลูกเป็นคนจิตใจดีมาก ขอบคุณนะวรรณ คุณเลี้ยงลูกได้ดีจริง ๆ” พีรายุเอ่ยกับเธอหลังกลับมาจากส่งนิดาแล้ววรรณารีหันมายิ้มให้สามี “จิ๊ดริดแกเป็นเด็กจิตใจดีตั้งแต่เกิดค่ะ ถ้าไม่ได้แก ชีวิตฉันอาจไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็ได้”พีรายุรู้สึกผิดในใจ เขาเอื้อมมือไปสวมกอดเธอ “ผมขอโทษนะวรรณ เพราะผมคนเดียวทำให้คุณลำบากมาตั้งหลายปี”“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณเป็นแบบนั้นเพราะฤทธิ์ยา ฉันโกรธคุณไม่ลงหรอก” เธอตอบกลับยิ้ม ๆ“แต่คราวก่อนคุณไม่คิดแบบนี้นะ คุณยังว่าผมไม่ได้รักคุณจริงอยู่เลย บอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจให้โอกาสผม”วรรณารีใช้มือลูบใบหน้าคมของเขาจนทั่วพร้อมเผยยิ้มหวาน “เพราะคุณเอาชนะยามหาโลกาได้ด้วยตัวคุณเองโดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษของจิ๊ดริด ขอบคุณนะคะที่ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าคุณรักและมั่นคงต่อฉันจริง”ชายหนุ่มสวมกอดภรรยาเอาไว้แน่น “ผมก็ขอบคุณคุณเหมือนกันที่เข้าใจและเปิดโอกาสให้ผม ผมรักคุณนะครับ”“แล้วหนูล่ะ ไม่รักหนูเหรอ” ที่รักที่เดินมาหาทั้งคู่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ทวงถามหน้ามุ่ยคนเป็นพ่อและแม่หัวเราะร่วน
เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันต่อมา พีรายุได้มุ่งหน้าเข้าบริษัทในทันทีเพื่อสะสางปัญหาที่จินดาราสร้างไว้ทั้งเรื่องที่ร่วมมือกับเสี่ยทรงยศและจัดการพนักงานที่เป็นคนของจินดาราเพราะปัญหาสะสมมาหลายปี ทำให้พีรายุแทบจะกินนอนอยู่ที่บริษัทไม่กลับมาให้สองแม่ลูกเห็นหน้านานนับสัปดาห์ ทำเอาทั้งวรรณารีและที่รักต่างชะเง้อหาแววตาหมองไปตาม ๆ กัน“จิ๊ดริดคิดถึงพ่อ” เช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ที่รักกำลังละเลียดกินข้าวผัดอยู่ได้เอ่ยขึ้นเสียงอ่อยวรรณารีมองลูกอย่างเห็นใจ ในใจเธอนั้นยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกไม่ต่างจากลูกนัก นี่ก็เข้าวันที่เจ็ดแล้วที่พีรายุไม่ได้มาหาเธอและลูก มันยิ่งทำให้ความอึดอัดและความกังวลภายในใจมีมากขึ้นสายมองสองแม่ลูกที่นั่งซึมกะทืออยู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “คิดถึงก็ไปหาสิ บริษัทนั้นก็อยู่ไม่ไกลนี่”ที่รักตาเป็นประกายขึ้นมา “จิ๊ดริดไปหาพ่อได้ไหมแม่จ๋า” เธอถามวรรณารีอย่างตื่นเต้น“ได้สิ เตรียมของกินไปให้พ่อด้วยดีไหม พ่อคงไม่ได้กินอะไรดี ๆ มาหลายวันแล้ว” หากเป็นเมื่อก่อนวรรณารีไม