ชายวัยกลางคนจำต้องหมุนกายเดินกลับไปยังประตูทางเข้าบริษัทด้วยความอับอาย
ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่ เมื่อไหร่ที่บริษัทนี้เป็นของฉันคอยดูสิว่าแกจะเป็นยังไง เขาลอบกำมือแน่นสีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
ซูหร่วนซีได้แต่มองตามแผ่นหลังของชายร่างท้วมอย่างชิงชัง (รอก่อนเถอะ ฉันจะจัดการแกทั้งครอบครัวให้สิ้นซาก)
“ซีซี” น้ำเสียงอ่อนโยนของคนเป็นปู่ขัดความคิดของหญิงสาวทำให้เธอละความสนใจจากชายคนนั้นซึ่งมีสถานะเป็นเพียงญาติสายรอง
“ค่ะ”
“หลานจำเสี่ยวชุนได้ไหม” จบคำของชายชรา ซูหร่วนซีจึงได้พิจารณาชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนผิวขาวดวงตาของเขาทอแววอ่อนโยนคล้ายคนในความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว
“พี่ชุน” เจ้าตัวส่งยิ้มเอ่ยทักออกมาอย่างสนิทสนม
“ครับ พี่นึกว่าน้องจะจำพี่ไม่ได้เสียแล้ว” ชายหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ฉันก็เกือบจำพี่ไม่ได้จริงนั่นแหละค่ะ ได้ข่าวล่าสุดก็ตอนที่พี่ไปเรียนต่อเมืองนอก ว่าแต่พี่กลับมานานหรือยังคะ คุณปู่ก็จริง ๆ เลย ไม่เห็นบอกหนูบ้างว่าพี่ชายกลับมาแล้ว” หญิงสาวพูดกับชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยกระเง้ากระงอดไปทางชายสูงวัยที่มองเธอสลับกับชายหนุ่มผู้เป็นลูกของทนายประจำตระกูลด้วยสายตาแห่งความสุข
“ไม่ใช่ว่าปู่บอกไปแล้วหรอกหรือ” คนเป็นปู่แก้ต่างให้ตัวเอง
“เหรอคะ ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเพราะฉันเองที่จำไม่ได้ ว่าแต่พี่ชุนกลับมาครั้งนี้ได้พาพี่สะใภ้มาให้ฉันด้วยหรือเปล่า” ใบหน้าของซูหร่วนซียังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“พี่กำลังจะแต่งในเดือนหน้านี่แล้วครับ” คำตอบของเขาทำให้ซูหร่วนซีห่อปากตาโต
“ฉันยังไม่ทันเห็นพี่สะใภ้เลย ทำไมพี่ไม่พาไปที่บ้านบ้างล่ะคะ” คนทั้งสามเดินไปพลางสนทนากันไปทำให้คนในตึกมองพวกเขาอย่างสนใจใคร่รู้
“พี่สาวรั่วนั่นคุณหนูใหญ่ซูเหรอคะ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย หล่อนสวยมากเลยนะ ว่าแต่ทำไมถึงดูสนิทสนมกับนายน้อยฝานจัง” หญิงสาวแผนกต้อนรับกระซิบกับเพื่อนสาวรุ่นพี่พร้อมตั้งข้อสังเกต
“ใช่แล้วละ และการที่คุณหนูกับนายน้อยฝานจะสนิทกันนั้นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก ทั้งนี้เป็นเพราะครอบครัวของคุณฝานกับท่านประธานสนิทกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ดังนั้นการที่ลูกหลานของสองครอบครัวสนิทกันจึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ” ผู้หญิงอีกคนที่ทำงานมานานตอบ
“เอ๋! ถ้าอย่างนี้จะเรียกได้ว่าคุณหนูใหญ่กับนายน้อยฝานเป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1]ได้ไหมคะ” หล่อนพูดไปพลางหัวเราะคิกคัก
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่คู่ในชีวิตจริงฉันว่าทั้งสองคนก็ดูเหมาะสมกันดีนะคะ” เสียงการสนทนาของประชาสัมพันธ์สาวทั้งสองหาได้เข้าหูของคนทั้งสามแต่อย่างใด
ภายในลิฟท์ส่วนตัวเฉพาะผู้นำ “ซีซี อยากเลือกเลขาด้วยตัวเองหรือครับ” ฝานชุนเฟิงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ค่ะ ฉันอยากลองทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง อย่างแรกก็เริ่มจากการเลือกคนนี่แหละ” เมื่อหญิงสาวยืนยันเช่นนี้ชายต่างวัยทั้งคู่ก็ไม่คิดค้านอันใดดังนั้นพวกเขาจึงพาหญิงสาวมายังห้องทำงานส่วนกลางแทนที่จะไปฝ่ายบุคคลโดยตรง
“แก ช่วยตั้งใจทำงานหน่อยไม่ได้เหรอ วัน ๆ จะเอาแต่นั่งหลับอย่างเดียวไม่ได้นะอาเย่” เสียงพูดอย่างเอือมระอาดังขึ้นจากแผนกไอที
“หัวหน้า ผมทำงานที่รับผิดชอบเสร็จแล้วนะครับ และเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า ที่สำคัญหัวหน้าก็ไม่ให้ผมหยุด หัวหน้าไม่รู้หรอกว่าผมได้นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องฝ่ารถติดเพื่อมาทำงานอีก แล้วอย่างนี้จะให้ผมงีบสักหน่อยไม่ได้หรือครับ” ชายหนุ่มผมเผ้าฟูฟ่องเอ่ยร้องขอความเป็นธรรมให้ตนเองพลางอ้าปากหาวทำให้คนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าแสดงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“แก ช่วยรักษาหน้าตาแผนกของเราหน่อยไม่ได้เหรอ หากว่าแกทำงานไม่ดีฉันคงเฉดหัวแกออกไปนานแล้ว” น้ำเสียงของชายร่างท้วมบ่งบอกถึงความหงุดหงิด
โดยไม่รู้ว่าได้มีคนกำลังยืนฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่อย่างสนใจ และพอซูหร่วนซีเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังควานหาแว่นตามาสวมเธอก็รู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย
(ชายคนนี้ไม่ใช่สวี่เย่หานหรอกหรือ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่บริษัทของฉันล่ะ จำได้ว่าชายหนุ่มคนนี้จากนี้อีกสามปีจะต้องเสียชีวิตจากโรงแรมประเทศเอ็มถล่ม และเขาไม่ใช่เป็นหนึ่งในสามเสือแห่งหลงเทียนกรุ๊ปหรอกหรือ)
หากถามว่าทำไมเธอถึงจำเรื่องของชายหนุ่มคนนั้นได้ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพราะวันนั้นเฉินมู่เจ๋อก็เดินทางไปประเทศเอ็มกับชู้ของเขา เมื่อมีข่าวโรงแรมดังของประเทศเอ็มถล่มเธอจึงวิ่งหาข่าวของเขาให้พล่านราวกับมดในกระทะร้อน ซึ่งในตอนนั้นเธอทั้งติดตามข่าวและสอบถามคนไปทั่วราวคนบ้าจึงสามารถพอจดจำได้บ้างถึงรายชื่อของคนเสียชีวิตและสูญหาย
“พี่ชุนคะ ฉันอยากให้คนนั้นมาทำงานด้วย” นิ้วเรียวสวยของซูหร่วนซีระบุไปทางชายหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิงโดยตรง
“น้องแน่ใจนะ แม้ว่าสวี่เย่หานจะเก่งมาก ทว่าเขามักจะทำงานตามอำเภอใจ บางทีหากไม่ถูกใจใครหมอนี่ก็ไม่ทำเสีย ดื้อ ๆ เพียงแต่ข้อเสียของเขามักมีน้อยกว่าข้อดีดังนั้นทางฝ่ายบุคคลจึงได้ทำเพียงตักเตือนเพียงเล็กน้อย”
“คนอย่างนี้หลานอยากได้จริงหรือ”
“ค่ะ” เมื่อคนเป็นหลานยืนยันเช่นนี้ซูจินกวงก็ไม่พูดอะไรอีก
“เสี่ยวชุนรบกวนเธอไปจัดการด้วยนะ”
“ครับ”
“ปู่คิดว่าหลานหาผู้ช่วยอีกสักคนเถอะ” คนเป็นปู่ไม่อยากให้หลานสาวมีคนสนิทเป็นชายหนุ่มเพราะอาจจะทำให้เกิดข้อครหา ดังนั้นจึงได้ถามออกมาซึ่งซูหร่วนซีเองก็เข้าใจเจตนานี้เป็นอย่างดีเช่นกัน
“ฉันเองก็คิดเหมือนคุณปู่ค่ะ” หล่อนตอบรับอย่างเชื่อฟังดังนั้นพวกเขาจึงได้เดินไปยังแผนกอื่น ๆ เป็นลำดับถัดไป
“ทำไมหลานไม่เลือกคนจบเลขานุการโดยตรงเลยล่ะ” ชายชราถามเมื่อหลานสาวหยุดยืนที่ฝ่ายวางแผนของบริษัท
“ปู่ก็รู้ว่าหนูชอบคิดไม่เหมือนใครนี่คะ อย่างพี่ชายชุนเองก็ไม่ได้จบเลขานุการเหมือนกันเขายังมาทำหน้าที่เลขาให้ปู่เลยดังนั้นปู่ไม่คิดว่าหนูเหมือนปู่หรอกหรือในเรื่องนี้” เมื่อถูกหลานสาวอ้อนเช่นนี้มีหรือซูจินกวงจะไม่คล้อยตาม
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจหลาน ว่าแต่หลานต้องการใครล่ะ”
“เธอคนนั้นค่ะ” นิ้วของซูหร่วนซีชี้ไปทางหญิงสาวผู้มีดวงตากลมโต
ผมยาวของหล่อนถูกมัดไว้หลวม ๆ การแต่งกายค่อนข้างเรียบง่ายทว่าใบหน้านั้นกลับชวนมองอยู่ในบางที ถึงกระนั้นก็ยังไม่สะดุดตา
“มีเหตุผลหรือเปล่า” คำถามของชายชราทำให้ได้รับรอยยิ้มบางเบาฉายชัดบนใบหน้าหลานสาวคนสวยเพียงเท่านั้น เมื่อหญิงสาวได้คนที่ตัวเองต้องการเธอก็เข้าลิฟท์ไปยังห้องทำงานของตนซึ่งอยู่ชั้นบนสุดชั้นเดียวกับคนเป็นปู่
ทันทีเมื่อประตูลิฟท์เปิดออกเธอก็เดินแยกไปทางขวา ทว่าซูหร่วนซีไม่คาดคิดว่าการมาเริ่มงานวันแรกจะเจอเข้ากับปัญหา เมื่อหน้าห้องของเธอมีเลขาสาวของญาติผู้พี่ซูเหวินบุตรชายของซูยวี่ผู้น่ารังเกียจ
“คุณหนูซู” แม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะยืนกล่าวทักทายเธอ แต่ด้วยท่าทางปากยิ้มตาไม่ยิ้มของหล่อนทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกขัดตาขึ้นมาครามครัน
“ไม่มีใครบอกเจ้านายเธอเหรอว่าฉันจะมาทำงานวันนี้ แล้วนี่คือห้องตำแหน่งของรองประธาน เจ้านายของเธอกล้ามานั่งได้ยังไง” พอหญิงสาวกล่าวจบเธอก็ก้าวเท้าเดินตรงไปใช้มือผลักประตูห้องบานใหญ่ทันที
การกระทำของหญิงสาวผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมทำให้เลขาสาวหน้าห้องใบหน้าเปลี่ยนสีเป็นซีดเผือด คนภายในห้องที่กำลังนัวเนียกันอยู่อย่างน่าไม่อายถึงกับผงะด้วยความตกใจ
“ที่นี่ห้องทำงานไม่ใช่โรงแรม” ซูหร่วนซีตวาดเสียงดัง
“เธอเข้ามาได้ยังไง” ชายหนุ่มในห้องเค้นเสียงถามพลางติดกระดุมเสื้อด้วยความรีบร้อน
“ที่นี่คือห้องทำงานของฉัน ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้” หญิงสาวนั่งเก้าอี้ไขว่ห้างอย่างถือตัว
“เหอะ! คนอย่างเธอที่วัน ๆ เอาแต่ไลล่าจับผู้ชายรู้จักทำงานด้วยอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงเยาะเย้ยดังขึ้นจากริมฝีปากของญาติสายรองทำให้ซูหร่วนซีพยายามข่มกลั้นโทสะอย่างหนัก
“คุณเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันนี่คะ ถึงขนาดเปลี่ยนห้องทำงานเป็นโรงแรมได้ ไม่รู้ว่าหากคุณปู่รู้เรื่องนี้จะว่ายังไงบ้าง” ซูหร่วนซีพูดไปพลางเล่นนิ้วของตนไปมาอย่างไม่ใส่ใจท่าทางของชายหนุ่มตรงหน้า
“เธอขู่ฉันเหรอ ไม่แน่ว่าบางทีปู่ของเธออาจจะลุกจากเตียงไม่ได้ใครจะรู้” คำพูดของชายคนนี้ได้ดังเข้าหูซูจินกวงที่กำลังเดินมาหาหลานสาวพอดิบพอดี
“นี่คือลูกชายของนายที่บอกว่าตลอดมาทุ่มเทให้กับบริษัทอย่างนั้นหรือซูยวี่” คำพูดของบุคคลที่สามทางด้านหลังทำให้ซูเหวินหันกลับไปมอง เข่าของเขาอ่อนนุ่มผิดกับท่าทางแข็งกระด้างเมื่อครู่ราวพลิกฝ่ามือ
“ไอ้ลูกเวร เมื่อคืนพ่อบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้แกยกห้องนี้ให้กับน้องสาว แล้วแกมาทำอะไรที่นี่อีกทั้งยังพูดจาไร้สาระอีก” ชายวัยกลางคนร่างท้วมปรี่เข้ามาหาคนเป็นลูกพร้อมกับลงมือทุบตีเขาอย่างไม่ไว้หน้า
“พ่อ ๆ เมื่อคืนผมเมาใครจะไปรู้เรื่องกันล่ะ อย่าตีผมเลย ผมเจ็บ”
เสียงปรบมือดังขึ้นจากหญิงสาวหนึ่งเดียวภายในนี้ “เลิกแสดงละครเถอะค่ะ แล้วอีกอย่างห้องนี้เป็นห้องทำงานของฉันอยู่ก่อนแล้ว และก็จำไม่ได้ว่าเคยอนุญาตให้ใครเข้ามานั่ง” คำพูดของซูหร่วนซีทำให้สองพ่อลูกหยุดการกระทำของตน
“หลานของฉันพูดถูกนะ ฉันเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเคยอนุญาตให้นายกับลูกขึ้นมาถึงชั้นนี้” คำพูดของซูหร่วนซียังไม่มีน้ำหนักเท่าคำพูดของซูจินกวงจึงทำให้สองพ่อลูกหลั่งเหงื่อเย็น