“คุณลุง พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ” น้ำเสียงแหลมสูงจากผู้มาใหม่ทำให้คนภายในห้องพากันมองหล่อนเป็นทางเดียว
“ที่รัก คุณอย่ามาทำให้เสียเรื่อง หากลุงกวงเกิดเข้าใจผิดผมขึ้นมาจะทำยังไง” ซูยวี่รีบเดินเข้าไปจับมือภรรยาของตนแสร้งห้ามปราม
“คุณก็เป็นแบบนี้ทุกที มีใครในเทียนไห่ไม่รู้บ้างว่าคุณทำงานหนักขนาดไหนตลอดเวลาสามปีนับตั้งแต่คุณลุงป่วย” หญิงวัยกลางคนกล่าวเจือเสียงสะอื้นพลางบีบน้ำตา
แปะ ๆ เสียงปรบมือดังขึ้นท่ามกลางเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหญิงวัยกลางคน
“อาสะใภ้นี่น่าจะไปเล่นละครนะคะ ไม่สิ พวกคุณทั้งครอบครัวนี่แหละ ฉันคิดว่าหากเปลี่ยนอาชีพรับรองว่ารางวัลการแสดงดีเด่นย่อมไม่หนีไปไหน”
“มันจะมากไปแล้วนะ ซูหร่วนซีเธอพูดแบบนี้กับแม่ฉันหมายความว่ายังไง” เสียงตวาดแหวดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างเล็กใบหน้าราวตุ๊กตาทว่าก็ยังด้อยกว่าหญิงสาวเจ้าของชื่อที่เธอตวาดทำให้ทุกคนหันไปตามต้นเสียง
“เสี่ยวฮวา อย่าว่าพี่สาว” คนเป็นแม่รีบเอ่ยห้ามทั้งน้ำตายังคลอหน่วย “แต่แม่คะ หล่อนไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่คนอย่างนี้หนูนับเป็นพี่ไม่ลงหรอก”
ซูหร่วนซีอยากกรอกตามองบน และก่อนที่หล่อนจะตอบโต้คำพูดของญาติผู้น้อง “ที่นี่คึกคักดีนะครับ” เสียงพูดไม่รู้สึกรู้สาดังขึ้นจากผู้มาใหม่ได้เรียกสายตาของคนภายในห้องอีกครั้ง
“แกเป็นใคร” เสียงแหวของหญิงสาวผู้ไม่สมกับหน้าตาทำให้สวี่เย่หานขยับขาแว่นมองหล่อนอย่างไม่อยากเชื่อหู
“น้องเล็กพูดไว้ไม่มีผิด คนเราจะดูแต่เปลือกไม่ได้จริง ๆ”
“กรี๊ด! แกหมายความว่ายังไง”
สวี่เย่หานรีบยกมืออุดหูของตนทั้งสองข้างทันที
“หยุด!! ที่นี่ไม่ใช่ตลาดสดนะ ซูยวี่นี่คือลูกสาวที่แกบอกว่าภูมิใจนักภูมิใจหนาอย่างนั้นหรือ” ซูจินกวงเริ่มหมดความอดทนตวาดเสียงดัง
“ลุงกวง เสี่ยวเหลียนเป็นเด็กดีจริง ๆ นะครับ เพียงแต่หล่อนถูกคนชั้นต่ำนี่ดูถูกก่อน” ซูยวี่รีบเข้าข้างคนเป็นลูก อีกทั้งยังยกนิ้วชี้หน้าชายหนุ่มสวมแว่นด้วยแววตาแห่งความโกรธ
“ฉันยังไม่ได้ยินว่าคนของฉันจะพูดอะไรไม่ดีเลย คุณปู่ล่ะคะได้ยินอะไรหรือเปล่า” หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องเริ่มรู้สึกหมดความอดทนกอดอกพูดขึ้นเสียงเรียบดวงตาของหล่อนมองครอบครัวสายรองราวมดปลวก
“คนของเธอ ถึงว่านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้นถึงได้ไร้มารยาทพอกัน” ซูเหวินกล่าวเสียงเยาะ
“โอ๊ะ! ตายจริง คุณหมายถึงตัวเองหรือคะ เพราะคนมีมารยาทเขาจะต้องรู้ว่าที่ไหนคือที่ของตนไม่ใช่ว่าจะถือโอกาสชุบมือเปิบหยิบฉวยของคนอื่นเอาหน้าด้าน ๆ” ซูหร่วนซียกมือปิดปากกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มหยัน
“แก!! ว่าใคร ฉันชุบมือเปิบอะไรของใครเมื่อไร ใคร ๆ ในเทียนไห่ต่างก็รู้ว่าฉันซูเหวินกับครอบครัวต่างทุ่มเททำงานมากขนาดไหน ดีกว่าแกที่วัน ๆ จ้องจะจับแต่ผู้ชาย” เสียงเผี๊ยะ! ดังขึ้น ทำให้คนที่ได้ยินอดจะสูดปากไม่ได้ด้วยรู้สึกเจ็บใบหน้าแทนชายหนุ่มปากไม่มีหูรูด
“คุณลุง! จำเป็นต้องลงมือกับลูกชายของผมเลยหรือครับ” ซูยวี่โกรธจนใบหน้าแดงก่ำถามเสียงกร้าว
“ใครใช้ให้ลูกของนายมาดูถูกหลานสาวของฉัน แล้วอีกอย่างพวกนายเพิ่งจะเข้ามาดูบริษัทได้เพียงสามปีจะนับประสาอะไรกับฉันที่เป็นผู้ก่อตั้งเทียนไห่กับพ่อของซีซี
หากว่าลูกชายของฉันไม่ตายนายกับลูกจะได้มีวันนี้ยังนั้นเหรอ ซูยวี่ฉันขอเตือนนายเอาไว้นะ เรื่องของนายมีความเป็นมาอย่างไรตัวเองย่อมรู้ดีที่สุด
และนับจากวันนี้ไปหากพวกเธอพ่อแม่ลูกยังไม่อยู่ในที่ของตัวเองอีกก็อย่าหาว่าฉันซูจินกวงโหดเหี้ยม” ชายชรากล่าวเสียงดังอย่างไม่ไว้หน้าครอบครัวของน้องชายตามสายเลือดผู้มักจะสร้างปัญหาอยู่เป็นนิจ
ซูหร่วนซีรู้สึกตื่นตะลึงเป็นอย่างมากเมื่อเห็นการกระทำของคนเป็นปู่ ทั้งนี้เป็นเพราะชาติที่แล้วหากจำไม่ผิดปู่มักจะไว้ใจและให้การช่วยเหลือครอบครัวของซูยวี่เป็นอย่างมาก
(ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นหรือว่าเป็นเพราะฉันได้ย้อนกลับมาจึงทำให้เกิดผลกระทบแบบนี้ เอาเถอะแต่ถึงยังไงก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะในชาตินี้คุณปู่จะได้ระมัดระวังตัวจากครอบครัวนี้)
ในขณะที่ซูหร่วนซีกำลังครุ่นคิด เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนที่กำลังมองหล่อนอย่างพินิจพิเคราะห์
ในตอนนี้ครอบครัวสายรองไม่อาจจะทนอยู่ภายในห้องนี้ได้อีก ดังนั้นทั้งสี่คนจึงกำลังจะล่าถอยออกไปเพื่อตั้งหลักกลับมาใหม่ทว่าดูเหมือนโชคจะยังเข้าข้างพวกเขาอยู่
ใบหน้าของซูยวี่แปรเปลี่ยนหลังจากรับโทรศัพท์มือถือของตน “คุณลุง ขอยินดีด้วยนะครับ หลานสาวคนดีของคุณกำลังสร้างเรื่องใหญ่ให้กับบริษัทเราแล้ว”
ไม่ต้องรอให้ซูจินกวงรู้สึกสงสัยนานโทรศัพท์มือถือของฝานชุนเฟิงก็ดังขึ้น “ได้ ฉันจะรีบบอกนายท่านเดี๋ยวนี้” ใบหน้าและน้ำเสียงของชายหนุ่มก็หาได้สู้ดีเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น”
“นายก็บอกไปสิว่ากลุ่มของฮัวกรุ๊ปขอถอนหุ้นจากกิจการเดินเรือของพวกเรา”
ร่างกายของซูจินกวงซวนเซ “คุณปู่” ซูหร่วนซีรีบเข้าไปประคองชายชราทันทีด้วยความตกใจ เมื่อซูจินกวงนั่งลงเรียบร้อยเจ้าตัวก็พึมพำออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เป็นไปไม่ได้”
“จะยังมีอะไรเป็นไปไม่ได้อีกล่ะครับ จะว่าไปแม้ว่าฮัวกรุ๊ปจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าเทียนไห่ แต่ถ้าหากว่าเฉินกรุ๊ปยื่นมือเข้าไปข้องเกี่ยวก็ไม่แน่ว่าอาจจะผงาดขึ้นมาเทียบเราก็ได้” น้ำเสียงของคนพูดแฝงไว้ด้วยความสะใจ
“แกพูดแบบนี้ ดูเหมือนว่าแกจะดีใจที่เห็นเทียนไห่เกิดปัญหา”
ซูยวี่ผงะไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าวของชายชรา “ผมจะคิดยังงั้นได้ยังไงล่ะครับ เรื่องนี้ทำไมคุณลุงไม่โทษหลานสาวคนโปรดล่ะครับ”
“ซีซีเกี่ยวอะไรด้วย”
ซูหร่วนซีรู้สึกซาบซึ้งระคนรู้สึกผิดที่เธอเคยหลงผิด “คุณปู่คะ เรื่องนี้ฉันจะแก้ปัญหาเอง”
“ซีซีเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของหลาน” ชายชรายังกล่าวไม่ทันจบประโยคก็ถูกเสียงหนึ่งกล่าวแทรกขึ้น
“หล่อนจะไม่ผิดได้ยังไงล่ะครับ เพราะถ้าหากน้องสาวแต่งงานกับนายน้อยตระกูลเฉินพวกเราคงไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์นี้หรอก” ซูเหวินอดจะโพล่งออกมาไม่ได้
“แกอย่าพูดมาก” ซูจินกวงตวาดใส่หลานชายสายรองทันที
“คุณลุงก็เข้าข้างหล่อนตลอด ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าฮัวกรุ๊ปเป็นอะไรกับแม่ของนายน้อยเฉินในตอนนั้น หากว่าซีซีไม่ยื่นข้อเสนอแบบนั้นออกไปก่อน คุณลุงไม่คิดเหรอคะว่าฮัวกรุ๊ปอาจจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือญาติผู้น้องของตนไปแล้ว” หญิงวัยกลางคนกอดอกกล่าวออกมาอย่างถือไพ่เหนือกว่า
“คุณอาสะใภ้นี่รู้ดีจังเลยนะคะ ฉันจะบอกอะไรให้แม้ว่าฮัวกรุ๊ปจะมีหุ้นส่วนในบริษัทเรา ทว่าเขาก็ไม่ได้มีเงินหมุนเวียนมากขนาดถึงห้าพันล้านหรอกนะคะ ไม่อย่างนั้นเฉินกรุ๊ปจะปล่อยให้ตัวเองจนตรอกจนต้องขายตัวเองหรอกหรือ”
“ซูหร่วนซี เธอว่าใครขายตัวเอง” น้ำเสียงของคนที่ซูหร่วนซีไม่เคยลืมดังกึกก้องดวงตาของเขาคล้ายมีเปลวเพลิงกองเล็กสุมอยู่ด้านใน
มือของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลากำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนก่อนจะชี้นิ้วตรงไปทางหญิงสาวที่เคยวิ่งตามตัวเองมานานหลายปี
“คุณมาที่นี่ทำไม” ซูหร่วนซีเค้นเสียงถามสายตาของหล่อนจ้องกลับเขาอย่างแค้นเคืองไม่ต่างกัน
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” เขาตอบก่อนจะเดินเข้ามาทำความเคารพซูจินกวงทั้งที่ไม่อยากทำก่อนจะหันไปกล่าวทักทายกับซูยวี่และครอบครัวด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
หลังจากเฉินมู่เจ๋อทักทายครอบครัวสายรองเจ้าตัวก็เอ่ยเข้าวัตถุประสงค์ของตนที่เหยียบย่างเข้ามายังบริษัทแห่งนี้ และเขาก็ต้องรู้สึกผิดหวังที่ไม่เห็นปฏิกิริยาของชายชราเป็นอย่างที่ตนคิด
“เสี่ยวฝานทำตามที่เขาต้องการจากนั้นก็หาน้ำใส่เกลือมาราดหน้าบริษัทของเราด้วย” คำพูดไม่ไว้หน้าของชายชราทำให้ใบหน้าของผู้มาเยือนแสดงออกมาไม่น่ามอง
“ทำไม แปลกใจหรือ พวกเธอคิดว่าเทียนไห่ของฉันเป็นอะไร นึกหรือว่าเพียงแค่ถอนหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์จะทำให้ฉันสะเทือนได้”
“ปู่ใหญ่ ผมว่าปู่เลิกเสแสร้งเถอะครับ เมื่อสักครู่ไม่ใช่คุณปู่แทบจะยืนไม่อยู่หรอกหรือ” ซูจินกวงหรี่ตามองใบหน้าของคนพูดราวกับว่าเจ้าของประโยคนี้เป็นเพียงหมู่โง่ตัวหนึ่ง
“ฉันจะเสแสร้งหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับแก อีกอย่างเมื่อไหร่พวกแกจะไปให้พ้น ๆ หน้าของฉัน” ซูจินกวงโบกมือพลางเอ่ยไล่คนทั้งครอบครัวสายรองนี้อีกครั้ง
“ได้ ผมจะรอดูว่าคุณลุงจะให้คำตอบกับคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นคนอื่นยังไง” หลังกล่าวจบซูยวี่ก็พาครอบครัวของตนหมุนกายเดินออกจากห้องแห่งนี้อย่างอารมณ์ดี
“ผู้ช่วยสวี่ ผู้ช่วยตง ฉันรบกวนคุณทั้งสองช่วยจัดการเปลี่ยนของในห้องทำงานให้ฉันใหม่ทั้งหมดด้วยนะคะ ฉันรู้สึกว่าห้องนี้สกปรกเกินไป”
เมื่อหัวเรือใหญ่อย่างปู่ของตนยังไม่สะทกสะท้าน ซูหร่วนซีจึงคิดว่าชายชราย่อมมีวิธีรับมือ ดังนั้นก่อนที่คนพวกนั้นจะจากไปหญิงสาวจึงได้จงใจตะโกนออกมาเสียงดัง
“ครับ/ค่ะ คุณหนูใหญ่” คล้อยหลังผู้ช่วยหนุ่มสาวของซูหร่วนซีเดินจากไป ฝานชุนเฟิงก็ได้นำเอกสารที่คนเป็นนายต้องการเข้ามา
“พวกเราจะจัดการให้เร็วที่สุดและฉันหวังว่าต่อไปนี้นายอย่าได้มาตอแยกับหลานสาวของฉันอีก และการที่หลานของฉันพูดว่านายขายตัวเองนั้นฉันว่าประโยคนี้ก็ไม่ผิดนะ”
“ผมขอตัว” เฉินมู่เจ๋อกำมัดของตนแน่นผุดลุกจากเก้าอี้หันหลังเดินจากไปพร้อมเลขาของตนทันที
ในที่สุดความเงียบก็ได้กลับคืนสู่ห้องทำงานของหญิงสาวอีกครั้ง “ซีซี หลานสามารถรับมือได้ไหม” คำถามของชายชราที่กำลังเอามือไพล่หลัง ใบหน้ามองออกไปนอกกระจกสูงถามหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“ไหวค่ะ คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันจะนำพาเทียนไห่ไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน”
ซูจินกวงหมุนกายกลับมาสายตาของเขาฉายแววอ่อนโยนยามมองหลานสาวเพียงคนเดียว
“ปู่จะรอวันนั้น”