ช่วงสายภายในวันเดียวกันเสียงเคาะประตูหน้าห้องของสองสาวก็ดังขึ้น เข่อซิงจึงได้เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อเธอได้รับข้อความแจ้งเตือนมาจากบุคคลดังกล่าว
“คุณหนูโม่” น้ำเสียงสุภาพดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวในชุดสูททำงานสีเทากางเกงขายาวสีเดียวกันกล่าวทักทายพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
รองเท้าส้นสูงสีดำความสูงน่าจะไม่ต่ำกว่าแปดเซนที่เจ้าตัวสวมกอปรกับใบหน้าเรียบเฉยภายใต้แว่นไร้กรอบทำให้เจ้าตัวดูเป็นคนเจ้าระเบียบและน่าเกรงขาม
“พี่จิ้ง” เจ้าของชื่อทักทายตอบกลับหญิงสาวอย่างเป็นกันเองแลดูสนิทสนม ก่อนที่หล่อนจะผายมือเชิญให้หญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาภายในห้อง
ไต้จิ้งอี๋กวาดตามองรอบห้องก่อนจะไปหยุดอยู่บนเตียงนอนที่ดูยับย่นทั้งสองฝั่งด้วยความประหลาดใจ แต่แล้วเพียงไม่นานเธอก็มองเห็นคนผู้ที่อยู่กับเจ้านายของตนเดินออกมาจากห้องน้ำ
“คุณหนูซู” หญิงสาวเป็นฝ่ายทักทายคนอายุน้อยกว่าออกมาก่อนอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะพี่จิ้ง” หร่วนซีทักทายหญิงสาวอย่างเป็นกันเองเช่นกันเนื่องจากผู้หญิงตรงหน้าเข้าทำงานกับบริษัทเครือโม่มาตั้งแต่หลังฝึกงานซึ่งค่อนข้างคุ้นเคยกับเธอและเข่อซิง
“เชิญนั่งก่อนสิคะ” ซูหร่วนซีผายมือเชิญผู้ที่มักมีใบหน้าเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจด้วยรอยยิ้ม
“พี่จิ้งอยากดื่มอะไรไหมคะ ฉันจะสั่งให้” เข่อซิงถามผู้มาใหม่หลังจากนั่งลงเรียบร้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการตัวเองเรียบร้อยมาแล้ว ว่าแต่คุณหนูต้องการไปคุยเรื่องสัญญากับทางกองถ่ายเลยหรือไม่คะ” หญิงสาวปฏิเสธก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องงาน
“ไปกันเลยก็ได้ค่ะ ฉันกับซีซีเองก็จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน” คุณหนูโม่พูดขึ้นอย่างตื่นเต้นทั้งนี้เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะเป็นผู้ประสานงานด้วยตัวเอง
“ใจเย็น ๆ เธอมีคนเก่งอย่างพี่จิ้งอยู่ทั้งคนรับรองทุกอย่างผ่านไปได้ดีแน่” ซูหร่วนซีกระซิบข้างหูเพื่อนสาวเสียงเบา
“อืม แต่มันก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้อ่ะ” เข่อซิงพูดเสียงเบาไม่ต่างกัน คุณหนูใหญ่ตระกูลซูจึงบีบมือให้กำลังใจเพื่อน จนกระทั่งลิฟต์โดยสารของหญิงสาวทั้งสามเคลื่อนตัวลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง
ในขณะที่ซีซีกำลังจะเดินไปกับเพื่อนเสียงโทรศัพท์เครื่องสวยในกระเป๋าก็ดังขึ้น “เธอไปก่อนนะเดี๋ยวฉันตามไป” สาวงามชูมือถือในขณะกล่าวเพื่อให้เพื่อนของตนรับรู้หลังจากรับโทรศัพท์และแยกตัวออกมาเสียงแหบแห้งของปลายสายก็ดังขึ้น
“เสี่ยวซีหลานอยู่ที่ไหน แม่บ้านบอกว่าหลานออกไปตั้งแต่บ่ายเมื่อวานกับซิงเอ๋อร์” ผู้เป็นปู่ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
เนื่องจากเขาเพิ่งเห็นข่าวเกี่ยวกับเด็กคนนั้น จึงกลัวว่าหลานของตนจะคิดมากจึงได้โทรมาหาอย่างร้อนใจหลังจากที่ลงมาชั้นล่างแล้วไม่เห็นหน้าค่าตาของคนปลายสาย
“คุณปู่ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ตอนนี้หนูอยู่เมืองจีค่ะ ช่วงเย็นหนูก็กลับไปแล้วค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี อีกอย่างวันพรุ่งนี้หนูพร้อมจะไปทำงานที่บริษัทตามที่คุณปู่ต้องการด้วย จริงสิคะ เอาไว้พบกันนะคะ สวัสดีค่ะ” หร่วนซีพูดไปยิ้มไปในขณะตอบคำถามของปู่ผู้ชราที่รักและเป็นห่วงตน
โดยไม่รู้ว่าได้มีสายตาคมคู่หนึ่งมองเธอทุกอริยาบทด้วยรอยยิ้มอันหายากที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นจากชายหนุ่มคนนี้
“เจ้าสามยิ้มอะไร” คำพูดแฝงแววหยอกเย้าพร้อมกับสายตาแสดงความสอดรู้นั้นทำให้ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวริมฝีปากแดงปรายตามองเขาก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้านิ่งตามเดิม
“ไม่มีอะไร พวกเราไปกันเถอะ” เขาปฏิเสธอย่างเย็นชาซึ่งคนที่อยู่ด้วยกันก็คุ้นชินกับนิสัยเช่นนี้ไปนานแล้ว
หลังจากคุยโทรศัพท์กับปู่ผู้เป็นที่รักจบลงหญิงสาวก็เดินไปหาเพื่อนสนิทซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่ตนพักอยู่ ในตอนนี้และเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ปลีกตัวออกมาเดินเล่น ซึ่งห่างจากโรงแรมนี้ไปไม่มากเป็นที่ถ่ายทำของกองถ่ายในวันนี้
ซูหร่วนซีเดินทอดน่องไปตามริมทางเท้าอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองจีอย่างเชื่องช้าด้วยรอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้า ไม่ว่าใครที่ได้เห็นหญิงสาวต่างก็พากันชี้ชวนมองเธออย่างสนใจ แต่เธอก็หาได้สนใจใครไม่จนกระทั่งมาถึงสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์รักย้อนยุคที่กำลังจะโด่งดังเป็นพลุแตกในอนาคต
ในขณะที่หญิงสาวกำลังสอดส่ายสายตามองรอบด้านอย่างให้ความสนใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเด็กสาวสองคนกล่าวทักเธอด้วยท่าทางประหม่าอย่างเขินอาย
“ขอโทษนะคะ พี่ได้เป็นดาราหรือเปล่าคะ พี่สวยมากเลย” เด็กหญิงวัยมัธยมปลายถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตื่นเต้น
“ขอโทษนะที่ต้องทำให้น้องผิดหวังแล้ว พี่ไม่ใช่ดาราจ้ะ” ซีซีโบกมือยกยิ้มปฏิเสธออกไปอย่างเขินอายไม่แพ้กันแม้จะรู้ว่าตนสวยมากแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาทักตัวเองแบบนี้
“ไม่ผิดหวังหรอกค่ะ เพราะพี่สวยมากเลย หนูขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ” หนึ่งในสองพูดขึ้นโดยมีเด็กหญิงอีกคนพยักหน้ายืนยันอย่างเห็นพ้อง
“ได้สิจ๊ะ” ซีซีพูดขึ้นอย่างเต็มใจ
หลังจากที่เด็กทั้งสองได้รูปจนพอใจแล้วเธอก็หันมาขอบคุณพี่สาวคนสวยผู้ใจดี
“พี่คะ จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอช่องทางการติดตามด้วย” เด็กหญิงผู้ที่ขอถ่ายรูปพูดขึ้นอย่างคาดหวัง
“ได้สิ เอามือถือของน้องมาสิ พี่จะใส่ไอดีให้” ซูหร่วนซีไม่ปฏิเสธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานที่บริษัทของเจ้าตัวในอนาคตก็จะต้องออกสื่อมากขึ้นอยู่ดี
“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันจะทักหานะคะพี่สาว” เด็กสาวใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตายิ้มร่าพูดขึ้นอย่างดีใจก่อนจะโบกมือลา ซึ่งซูหร่วนซีเองก็ยิ้มโบกมือลาเธอเช่นกัน คล้อยหลังเด็กสองคนนั้นจากไปซูหร่วนซีก็เดินไปทางด้านหน้าตามเดิม
“ซีซี!” น้ำเสียงหวานใสของคุณหนูโม่ตะโกนเรียกพร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางหล่อน
“เป็นยังไงบ้างมีอะไรติดขัดตรงไหนหรือเปล่า” เจ้าของชื่อถามเพื่อนสาวอย่างเป็นห่วงเกรงว่าเพื่อนจะตื่นเต้นจนเสียเรื่อง
“เรียบร้อยดี จากนี้ฉันจะเป็นผู้เข้ามาดูแลงานตรงนี้เองอย่างเต็มตัว” โม่เข่อซิงยิ้มกว้างบอกเพื่อนสาวจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้างของเจ้าตัว
“ยินดีด้วย ว่าแต่ท่านประธานโม่จะเลี้ยงอาหารอะไรผู้แนะนำคนนี้ดี” ซูหร่วนซีถือโอกาสแสร้งหยอกเย้าเพื่อนสาวผู้น่ารัก
“ฉันยังไม่ได้เป็นประธานเลยนะ ไม่เหมือนคุณหนูใหญ่ตระกูลซูที่อายุยังน้อยก็ได้เป็นรองประธานแล้ว” โม่เข่อซิงสัพยอกกลับก่อนที่ทั้งสองสาวจะส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลังจากพักกองพระเอกของเรื่องหรือก็คือเยว่หลวนคุนจึงได้เดินเข้ามาหาหญิงสาวทั้งสามคน
“ซีซี น้องจะกลับเมื่อไหร่หรือว่าจะกลับพร้อมพี่ดี” ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลารูปร่างค่อนข้างผอมกว่าคนปกติเล็กน้อยกระนั้นเขาก็ยังดูดีเอ่ยถามผู้เป็นน้องอย่างเป็นห่วง
“ฉันจะกลับตอนเย็นค่ะ พรุ่งนี้จะต้องเข้าบริษัท รับปากคุณปู่เอาไว้แล้วว่าจะกลับไปทำงาน หากพี่ชายจะทิ้งงานและกลับด้วยกันน้องก็ยินดีนะคะ” น้ำเสียงของเจ้าตัวแฝงไปด้วยความหยอกเย้าต่อผู้เป็นพี่ซึ่งผิดจากซูหร่วนซีคนเดิม
“ทิ้งได้นะ ถ้าหากว่าน้องจะยอมจ่ายค่าเสียหายให้พี่” ผู้เป็นพี่ยอมรับมุกที่คนเป็นน้องส่งมาทำให้ซูหร่วนซีแสดงใบหน้าเหลอหลา
“พี่ทำงานต่อไปเถอะค่ะ เรื่องค่าเสียหายไม่เท่ากับน้องจะโดนคนแถวนี้โกรธ” ซีซีปรายตามองเพื่อนสาวหลังได้ยินคำกล่าวของพี่ชาย
“ฮ่า ๆ พี่ล้อเล่นนะครับ ว่าแต่ซิงเอ๋อร์คิดดีแล้วเหรอที่ยอมลงทุนกับหนังเรื่องนี้เพราะมันค่อนข้างใช้เงินจำนวนมากทีเดียวนะ อีกอย่างพี่เองก็ไม่รู้ว่าผลตอบแทนจะดีหรือเปล่าด้วย”
หลังจากสนทนากับผู้เป็นน้องจบชายหนุ่มผู้รู้เรื่องการลงทุนมาจากผู้กำกับจึงได้เอ่ยถามหญิงสาวข้างกายน้องสาวอย่างเป็นห่วงแม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะไม่แย่ก็ตาม
“พี่เยว่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม” เข่อซิงตอบพร้อมกับยืดอกของตนขึ้นสูง
“หากซิงเอ๋อร์มั่นใจแบบนี้พี่จะทำให้เต็มที่จะไม่ทำให้ประธานโม่ต้องผิดหวังอย่างเด็ดขาด” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ทำให้โม่เข่อซิงได้แต่มองเขาจนตาลอยแม้กระทั่งชายหนุ่มเดินจากไปไกลแล้วก็ตาม
“ซิงซิง” ซีซีตะโกนเรียกเพื่อนสาวข้างหูของเจ้าตัวจนเจ้าของชื่อสะดุ้ง “ห๊ะ! มีอะไรเหรอ” ใบหน้าเหลอหลาของคุณหนูโม่ทำให้ซูหร่วนซีได้แต่กลอกตาขาวมองบน
“เป็นเอามากนะเธอ ฉันว่านะบอกออกไปเลยดีไหม ฉันไม่รังเกียจที่จะมีเธอเป็นพี่สะใภ้นะ” ซีซีกล่าวแซวทำให้สองแก้มขาวของเพื่อนสนิทเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ
“ไม่เอา รอให้ถึงวันที่ฉันทนไม่ไหวก่อนก็แล้วกันเมื่อนั้นค่อยบอก” คุณหนูตระกูลโม่บิดมือของตนไปมากล่าวด้วยความอาย
เช้าวันต่อมาซูหร่วนซีตื่นขึ้นตามนาฬิกาชีวิตของตนจากความเคยชินในชาติก่อนเนื่องจากเธอมักจะตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารให้ชายชั่วคนนั้นอยู่เสมอ
หลังจากหญิงสาวจัดการตนเองเรียบร้อยเธอก็ก้าวเท้าลงมาตามขั้นบันไดเมื่อสายตามองเห็นผู้เป็นปู่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยชุดทำงาน คุณหนูซูจึงเลิกคิ้วเรียวสวยที่ตกแต่งไว้อย่างดีก่อนที่จะเอ่ยปากถามชายชราในขณะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้าม
“คุณปู่จะไปไหนคะ” คำถามของหลานสาวทำให้ใบหน้าของซูจินกวงเงยหน้าขึ้นมอง
“ก็ไปทำงานกับหลานยังไงล่ะ วันนี้หลานจะเข้าบริษัทปู่จะไม่ไปได้ยังไง” เสียงแหบแห้งของชายชราทำให้ซูหร่วนซีอุ่นวาบขึ้นในอก
“คุณปู่เป็นห่วงฉันหรือคะ”
ชายชรารีบกลบเกลื่อนอาการของตน “รีบกินข้าวเถอะ ไปสายวันแรกจะไม่ดีนะ” เสือเฒ่าแห่งเทียนไห่แสร้งพูดเสียงเข้มพร้อมกับตีหน้าขึงขังทั้งที่ภายในอกรู้สึกพอใจกับสิ่งที่หลานสาวกล่าว
“รับทราบค่ะท่านประธาน” หญิงสาวทำท่าจริงจังจากนั้นเธอก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าเช่นเดียวกัน
“ไปกับปู่แล้วกันนะ เอาไว้ปู่ค่อยซื้อรถให้ใหม่” ผู้สูงวัยพูดขึ้นเมื่อรถประจำตำแหน่งของตนจอดรออยู่หน้าตึก
“ได้สิคะ ท่านประธานว่ายังไงหนูก็ว่าตามนั้นแหละค่า” ผู้เป็นหลานแสร้งลากเสียงยาวพร้อมกับเดินนำแขนเข้าไปคล้องแขนของผู้เป็นปู่
“ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวได้สายกันพอดี” เสียงแหบพร่าของชายชราพูดขึ้นเชิงตำหนิ ทว่าแววตาของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความสุขที่ถูกหลานสาวเอาใจ
เมื่อรถของประธานในเครือเทียนไห่จอดหน้าประตูทางเข้าของบริษัท หลังจากคนขับรถลงมาเปิดประตู สายตาอันเฉียบขาดกับกลิ่นอายอันเข้มงวดก็ฉายออกมาจากชายชราผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทแห่งนี้
“สวัสดีครับท่านประธาน” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามาประจบประแจงเขาทันที
ซึ่งซูหร่วนซีจำได้ไม่ลืมว่าชายคนนี้น่ารังเกียจมากขนาดไหน อีกทั้งยังทำอะไรลงไปบ้างกับบริษัทอันเป็นชีวิตของปู่ตน
“ทำไมทุกคนไม่ไปทำงานมายืนตรงนี้เพื่ออะไร” น้ำเสียงของชายชรากล่าวตำหนิผู้ที่หวังประจบตนอย่างไม่ไว้หน้า
“เอ่อ..คือเรื่องนี้เป็นความคิดของผมเองครับเมื่อเห็นว่าท่านมาทำงานได้ก็เลยให้ทุกคนออกมาต้อนรับ” ชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวน้ำเสียงติดขัดใบหน้าเหยเก
“แค่ฉันกับหลานมาทำงานจะมาต้อนรับทำไม รีบกลับไปทำงานกันได้แล้ว ส่วนเสี่ยวชุนอยู่ก่อน” ชายชราโบกมือพลางพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเขาเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องการให้ใครมาต้อนรับก่อนจะเอ่ยให้เลขาคนสนิทของตนอยู่รอ ทว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็ยังคงอาศัยความหน้าหนาไม่ยอมเดินจากไป
“ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือซูยวี่ ฉันบอกให้ไปทำงาน!” น้ำเสียงของซูจินกวงเข้มขึ้นจนเจ้าของชื่อสะดุ้ง
“ครับ! ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ว่าแต่หลานซีซีไม่ไปด้วยอย่างนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดพลางหันไปถามหญิงสาวผู้แต่งกายเรียบร้อยที่ยืนอยู่ข้างชายชราซึ่งเป็นญาติสายหลัก
“เรื่องของเสี่ยวซีฉันจะจัดการเอง แกไปทำงานของตัวเองเถอะ” ซูจินกวงบอกปัดพลางเอ่ยปากไล่เขาอีกครั้ง