เสียงแผดร้องจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในหอพักเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ หรูอวี้เซียงสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอันน่าสะพรึง
เธอพยายามควานหามือถือที่วางอยู่ไม่ไกลด้วยความเคยชิน สายตาของเธอปะทะเข้ากับเพดานที่มีผ้ามุ้งปิดอยู่
“ไม่จริงหรอกมั้ง...” เธอพึมพำพลางหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ เมื่อเธอมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ไม่ใช่ความฝัน
เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือบางเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือเก่าที่จอมีรอยร้าวเล็กน้อย เมื่อปลดล็อกหน้าจอเธอเห็นสายที่ไม่ได้รับจากเพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่ง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอตัดสินใจกดรับ
“เซียงเซียง! กว่าจะรับสายฉันถือโทรศัพท์จนมือแทบหงิก เธอจะมาหรือเปล่า? ถ้าจะมาก็นั่งรถไฟตามหลังมา พวกเราขึ้นมากันหมดแล้ว!” เสียงปลายสายบ่นกระหน่ำโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูด
หรูอวี้เซียงยิ้มเยาะกับตัวเอง เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันคงไม่ไปแล้ว ฝากบอกจางเหลียนฮวาด้วยว่าขอบคุณสำหรับความหวังดีอันจอมปลอมของเธอ”
หรูอวี้เซียงกดตัดสายก่อนที่ปลายนิ้วจะกดบล็อกหมายเลขทั้งหมดของคนกลุ่มนั้น ความสงบกลับมาสู่ห้องอีกครั้ง ขณะที่หรูอวี้เซียงนั่งนิ่งรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ครั้งนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกเธอใช้ฉันเหมือนทาสอีกแล้ว”
ภายในบ้านไม้เก่าแก่ในหมู่บ้านหยางเหวิน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฮัวอวี้หลินรีบรับสาย เมื่อได้ยินเสียงหลานสาวที่คุ้นเคย หญิงชราก็ใจชื้นขึ้นทันที
“เซียงเอ๋อร์! ย่าไม่ได้ยินเสียงหลานนานมากแล้ว ย่าคิดถึงจนแทบจะไปหาหลานที่เมืองหลวงแล้วรู้หรือเปล่า”
“ย่าคะ... เป็นย่าจริง ๆ ใช่ไหม” หรูอวี้เซียงพูดพลางกลั้นน้ำตา ความคิดถึงที่ถูกกักเก็บมานานหลั่งไหลออกมาท่วมท้น
“เป็นอะไรไปลูก ทำไมถึงร้องไห้แบบนี้” น้ำเสียงของย่าฉายแววห่วงใย
“หนูคิดถึงย่าค่ะ หนูจะกลับบ้าน... กลับไปหาย่าวันนี้เลย” หรูอวี้เซียงตอบด้วยความหนักแน่น
ฮัวอวี้หลินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา ในขณะเดียวกันขอบตาของเธอพลันร้อนขึ้น
“จริงเหรอ! หลานพูดจริงนะ ไม่ใช่หลอกย่าใช่ไหม”
“จริงสิคะ ย่าคะหนูอยากกลับไปทำสวนกับย่า หนูอยากเริ่มต้นใหม่”
เสียงของหรูอวี้เซียงเต็มไปด้วยความตั้งใจที่ฮัวอวี้หลินสัมผัสได้ หญิงชราหยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้งด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด
“เด็กโง่เอ๊ย... จะกลับมาจริง ๆ ใช่ไหม ย่าก็คิดถึงหลานทุกวันเหมือนกัน แต่ถ้าหลานเหนื่อยนักจะพักแค่ช่วงสั้น ๆ ก่อนก็ได้นะ บ้านเรายังมีที่นอนมีที่ให้หลานพักเสมอ” ฮัวอวี้หลินคิดว่าหลานสาวคงมีปัญหาจึงอยากกลับมาจึงเอ่ยออกมาเช่นนี้
“ไม่ค่ะย่า ครั้งนี้หนูจะกลับไปอยู่บ้านกับย่าจริง ๆ หนูจะไม่ไปไหนอีกแล้ว หนูจะอยู่กับย่าตลอดไป” น้ำเสียงของเธอหนักแน่นน้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาหยดลงมาที่ร่องแก้ม หรูอวี้เซียงใช้หลังมือเช็ดมันออกอย่างลวก ๆ
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่ฮัวอวี้หลินจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“กลับมาบ้านเรานะหลาน ย่าจะรอ...ย่า จะทำอาหารโปรดของหลานเอาไว้ให้ แล้วเราจะกินด้วยกัน ย่าจะไม่ถามว่าหลานเจออะไรมาบ้าง ขอแค่หลานกลับมาก็พอ”
“ค่ะย่า หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย รถไฟเที่ยวเย็นน่าจะทันถึงบ้านตอนเช้า”
“เดินทางปลอดภัยนะลูก ถ้าไม่มีเงินค่ารถบอกย่า ย่าจะฝากใครสักคนไปส่งให้” ฮัวอวี้หลินกล่าวอวยพรจากหัวใจด้วยความรู้สึกยินดี
หรูอวี้เซียงหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “ไม่ต้องหรอกค่ะย่า หนูยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง เดี๋ยวเจอกันนะคะ”
เสียงหัวเราะของหญิงชราที่เต็มไปด้วยความสุขดังแว่วมาตามสาย “จ้ะ ย่าจะรอนะ”
หลังจากวางสาย หรูอวี้เซียงมองโทรศัพท์ในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มือของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
“ครั้งนี้ ฉันจะไม่ให้ย่าผิดหวังอีกแล้ว...” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มเก็บของจำเป็นที่มีอยู่ในหอพักเพียงน้อยนิด นอกจากเสื้อผ้าไม่กี่ชุดก็หนังสือเล่มโปรด และกล่องไม้เล็ก ๆ ที่แม่เคยให้มา
เมื่อเก็บของเสร็จเธอมองไปรอบ ๆ ห้องที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ห้องเล็ก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความฝันของเธอแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความทรงจำที่เธอไม่อยากจดจำอีก
“ลาก่อน...” เธอเอ่ยเบา ๆ ราวกับบอกลาชีวิตเดิม ก่อนจะปิดประตูห้องและออกเดินทางเพื่อกลับบ้าน
ภายในตู้รถไฟขบวนสายชนบท หรูอวี้เซียงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทิวทัศน์สีเขียวของทุ่งนาและภูเขาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็วตามการเคลื่อนที่ของรถไฟ
หญิงสาวพิงศีรษะกับบานกระจกหน้าต่าง สายตาจับจ้องออกไปไกล ในมือของเธอถือสร้อยคอที่แม่มอบให้ก่อนเสียชีวิต สร้อยที่มีจี้อัญมณีสีเขียวแปลกตาซึ่งเธอมักพกติดตัวไว้เสมอ
“ครั้งนี้...” เธอพึมพำเบา ๆ สายตาจับจ้องไปยังจี้ในมือ “ฉันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อปกป้องย่าและสร้างอนาคตที่ฉันเลือกเอง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรฉันจะไม่ย่อท้อ...แม่คะ คุณช่วยเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ”
ในขณะที่เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ทันใดนั้นอัญมณีในจี้พลันเปล่งประกายแสงสีเขียวเรืองรองที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น หรูอวี้เซียงสะดุ้งเฮือก
มือของเธอเกือบปล่อยจี้หลุดลงพื้น แต่แสงนั้นกลับค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเหนืออัญมณีกลายเป็นรูปร่างของม้าน้ำตัวเล็กโปร่งแสงลอยอยู่กลางอากาศ
“ยินดีที่ได้พบคุณผู้ถูกเลือก” เสียงของม้าน้ำโปร่งแสงดังขึ้นในหัวของเธอ
หรูอวี้เซียงเบิกตากว้าง เธอมองรอบตัวเพื่อดูว่ามีใครในรถไฟเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าผู้โดยสารคนอื่นจะไม่รู้เรื่องราวอะไร
“ใคร... ใครพูด?” เธอกระซิบถามเสียงเบา
ม้าน้ำโปร่งแสงลอยวนรอบสร้อยคอก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ผมคือระบบช่วยชีวิตในวันสิ้นโลก เป็นทั้งผู้พิทักษ์และผู้แนะแนวของคุณ คุณสามารถเรียกผมว่าไหหม่า
“ไหหม่า?” เธอพึมพำชื่อที่แปลว่าม้าน้ำ พลางมองรูปร่างของมันอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ใช่ ผมถูกฝังอยู่ในอัญมณีของสร้อยคอที่แม่ของคุณมอบให้ สร้อยนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับธรรมดาแต่มันคือกุญแจสู่มิติพิเศษที่เป็นของคุณ
“มิติพิเศษ?” คิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากัน “หมายความว่าไง?”
ม้าน้ำโปร่งแสงโค้งหัวเล็ก ๆ คล้ายพยักหน้า มิติพิเศษคือพื้นที่ส่วนตัวที่คุณสามารถใช้เพื่อเก็บสะสมทรัพยากร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และพัฒนาสิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก มันถูกสร้างขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ และตอนนี้ได้พร้อมสำหรับการเปิดใช้งานแล้ว
“แม่ของฉันเคยรู้เรื่องนี้ไหม?” หรูอวี้เซียงถามเสียงเบา
แม่ของคุณไม่รู้ถึงรายละเอียดทั้งหมด แต่เธอได้รับสร้อยนี้มาเพื่อปกป้องคุณ เธอรู้ว่ามันสำคัญต่ออนาคตของคุณและเลือกที่จะมอบมันให้ในเวลาที่เหมาะสม
หรูอวี้เซียงกำสร้อยในมือแน่น น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตา “แม่... ขอบคุณนะคะ”
ผู้ถูกเลือกคุณพร้อมหรือยังที่จะสำรวจมิติของคุณ? ไหหม่าถามเสียงนุ่ม
หรูอวี้เซียงสูดหายใจลึก เธอเช็ดน้ำตาออกแล้วพยักหน้า “พร้อมแล้ว พาฉันไปเลย”
ทันใดนั้นแสงจากจี้ในสร้อยก็ส่องสว่างจ้า หรูอวี้เซียงรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าสู่สถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ และเมื่อเธอได้เข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้
หญิงสาวก็พบกับพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าใส แสงแดดอ่อน ๆ และลมพัดเบา ๆ รอบตัวเธอมีทุ่งหญ้าและแปลงดินเปล่าที่เหมือนรอให้ใครสักคนมาสร้างสิ่งต่าง ๆ
ที่นี่คือมิติพิเศษของคุณ คุณสามารถใช้มันเพื่อสร้างทุกสิ่งที่คุณต้องการสำหรับอนาคต ไหหม่าลอยวนรอบตัวเธอพร้อมกับอธิบายออกมาอย่างเนิบช้า
หรูอวี้เซียงยืนมองไปรอบ ๆ ด้วยความตกตะลึง ในใจของเธอเริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“ถ้ามีสิ่งนี้ ฉันจะปกป้องย่าและคนในหมู่บ้านได้แน่...” เธอพูดกับตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความสุขและความมุ่งมั่น