หลังจากพูดจบเธอก็เริ่มขยับเท้าออกเดินสำรวจรอบ ๆ มิติแห่งนี้ ทุกสิ่งดูสมบูรณ์แบบแต่ยังว่างเปล่า กลิ่นหญ้าสดลอยมาแตะจมูก ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังแปลงดินเปล่ากว้างใหญ่ที่รอให้ใครสักคนมาเติมเต็ม
“ไหหม่า ที่นี่มีอะไรบ้างนอกจากทุ่งหญ้าและแปลงดิน?” เธอถามพลางย่อตัวลงลูบดินที่ดูอุดมสมบูรณ์
“ที่นี่เป็นพื้นที่เริ่มต้น คุณสามารถปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือเก็บสะสมทรัพยากรต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถขยายพื้นที่ เพิ่มสิ่งปลูกสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อรองรับอนาคตที่คุณต้องการ”
ไหหม่าลอยวนรอบตัวเธอราวกับกำลังอธิบายให้เห็นภาพ “คุณสามารถควบคุมการเข้า-ออกมิติได้ด้วยการสัมผัส อัญมณีบนสร้อยคอของคุณ และไม่ต้องกังวลเวลาในโลกภายนอกจะหยุดลงเมื่อคุณอยู่ที่นี่”
“เวลา... หยุดลง? ดีขนาดนี้เลย” หรูอวี้เซียงย้อนถามอย่างตื่นเต้น “ถ้าอย่างนั้นคนบนรถไฟจะไม่รู้ว่าฉันหายไปใช่ไหม ฉันกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี”
“ถูกต้อง ระบบถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในโลกภายนอก เมื่อคุณออกจากมิติทุกอย่างจะเหมือนเดิม” ไหหม่าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อหรูอวี้เซียงได้ยินแบบนี้เธอจึงอยากทดลองพิสูจน์ดังนั้นจึงได้วางมือลงบนอัญมณีสีเขียวบนสร้อยคอ ฉับพลันแสงสีเขียวเรืองรองล้อมรอบตัวเธอ ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลงชั่วพริบตา
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอกลับมาอยู่บนที่นั่งเดิมในตู้รถไฟ ทิวทัศน์สีเขียวด้านนอกยังคงเคลื่อนผ่านไปเช่นเดิม
“นี่มันยอดเยี่ยมมาก” เธอพึมพำพลางมองไปรอบ ๆ ผู้โดยสารคนอื่นที่แต่ละคนยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม
เช่นบางคนกำลังอ่านหนังสือ บางคนนั่งหลับ หรือบางคนกำลังคุยกันเบา ๆ โดยไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต
คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย “ไม่มีใครเห็นแสงหรืออะไรผิดปกติเลย”
ไหหม่าปรากฏตัวอีกครั้งในรูปของม้าน้ำโปร่งแสง ลอยอยู่ใกล้สร้อยคอ “ผมบอกคุณแล้วว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการรบกวนสายตาของมนุษย์ทั่วไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณในมิติจะถูกซ่อนจากสายตาของคนภายนอก”
“ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนกับฉัน... หายไปจากโลกนี้ชั่วคราว” เธอพูดขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความไม่มั่นใจ
“ถูกต้อง เพราะสำหรับพวกเขาทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับก่อนที่คุณจะเข้าไปในมิติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อ๋อต่อไปนี้ผมขอแนะนำให้คุณสื่อสารกับผมทางความคิดจะได้ไม่ต้องมีใครมองว่าคุณแปลกอย่างในตอนนี้” คำพูดของม้าน้ำโปร่งแสงทำให้หรูอวี้เซียงเริ่มรู้สึกตัวก่อนที่เธอจะมองไปยังเพื่อนร่วมทางตรงหน้า
ชายหนุ่มในชุดลำลองธรรมดานั่งอยู่ด้านตรงข้าม ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งแต่ดวงตาคมกริบจับจ้องมายังเธอราวกับกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
ฉัน... ดูแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ? หรูอวี้เซียงคิดในใจ
คุณพูดคนเดียวตอนกลับมา เลยอาจทำให้เขาสงสัยเล็กน้อย ไหหม่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม
หรูอวี้เซียงเบิกตากว้าง ฉันพูดออกเสียงเหรอ!?
ใช่ แต่ไม่ต้องกังวล เขาอาจแค่คิดว่าคุณกำลังคุยโทรศัพท์หรือกำลังบ่นกับตัวเอง ไหหม่าพยายามปลอบ
หรูอวี้เซียงหันมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง เขายังคงมองมาด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังสร้อยคอของเธอที่โผล่ออกมาเล็กน้อยจากเสื้อ
เขากำลังมองสร้อยคอของฉัน หรูอวี้เซียงคิดในใจอย่างระแวง
ชายหนุ่มเหมือนจะรู้ว่าเธอสังเกต เขายิ้มบาง ๆ ก่อนพูดขึ้นเบา ๆ “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้ตั้งใจจะจ้อง แค่สร้อยคอคุณดูแปลกตาดี”
“ขอบคุณค่ะ” หรูอวี้เซียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บอารมณ์อันตื่นตระหนก ขณะดึงสร้อยกลับเข้าไปใต้เสื้อด้วยความระมัดระวัง
เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปสนใจสิ่งอื่น หรูอวี้เซียงจึงระบายลมหายใจออกมาอย่างเงียบ ๆ
ไหหม่า ทำไมฉันรู้สึกว่าเขาดูไม่ธรรมดาเลย? เธอถามขึ้นในความคิด
ผมไม่สามารถวิเคราะห์คนอื่นได้โดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ อย่าเพิ่งไว้ใจใครง่าย ๆ
หรูอวี้เซียงพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วย แม้จะรู้ว่าตัวเองยังไม่มีหลักฐานอะไร แต่ความระแวงยังคงอยู่ เธอหันไปมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกอีกครั้งแต่จิตใจกลับเริ่มวางแผนถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป
(ดันดับแรกฉันต้องหาเมล็ดพันธุ์ทุกอย่างที่กินได้ ต่อมาก็ต้องหาสัตว์นำไปเลี้ยงในมิติ ยังมีอะไรอีกนะ ลองปรึกษาไหหม่าก็แล้วกัน) หญิงสาวคิดโดยที่สายตายังมองวิวทิวทัศน์ที่เริ่มเข้าใกล้บ้านเกิดของตน
ไหหม่า นายได้ยินเสียงของฉันไหม หรูอวี้เซียงส่งเสียงเรียกม้าน้ำตัวน้อยผ่านความคิด
ได้ยินครับ คุณมีอะไรให้ช่วย? ไหหม่าตอบทันที
ฉันกำลังคิดเรื่องสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับมิติ ฉันควรเริ่มจากอะไรดี? เธอถามในขณะสายตามองวิวด้านนอกผ่านกระจก
เริ่มจากสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อนครับ เช่น เมล็ดพันธุ์อาหารหลัก ข้าวโพด ข้าว มันฝรั่ง ถั่ว และพืชผักที่ปลูกง่าย นอกจากนี้คุณควรหาสัตว์เลี้ยงที่ให้ประโยชน์ เช่น ไก่สำหรับไข่ วัวสำหรับให้นม หรือปลาเพื่อโปรตีน
ฟังดูดี แต่ถ้าฉันไม่มีเงินพอจะหาซื้อของทั้งหมดล่ะ? เธอถามออกมาอย่างกังวล เพราะตลอดเวลาหลายปีในมหาวิทยาลัยเธอทั้งขอทุนและทำงานทุกอย่างเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายโดยไม่อยากรบกวนเงินของย่า
ดังนั้นจึงทำให้หญิงสาวไม่รู้เลยว่าย่าของเธอนั้นนับว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในหมู่บ้านทั้งนี้อาจจะต้องโทษที่เธอคุยกับย่าไม่ถึงห้านาที
พอย่าถามถึงเรื่องเงินเธอก็มักจะบอกว่าย่าไม่ต้องห่วงค่ะ หนูดูแลตัวเองได้ ย่าเก็บเงินเอาไว้นะคะ ย่าอยากได้อะไรจะได้ไม่ลำบาก
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน
คุณไม่ต้องกังวล คุณสามารถเริ่มทีละเล็กละน้อยได้ ผมจะช่วยเพิ่มผลผลิตในมิติให้คุณจากการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ระบบมีฟังก์ชันเร่งการเติบโตและป้องกันศัตรูพืช แต่คุณต้องจัดการทรัพยากรด้วยตัวเอง
หรูอวี้เซียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ (ดี แบบนี้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องเวลามากนัก)
แล้วนอกจากอาหาร มีอะไรที่ฉันควรเตรียมอีกไหม? เธอถามต่อ
น้ำสะอาดและอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เครื่องมือทำสวน อุปกรณ์ทำความสะอาด และยาเบื้องต้น ลองหาแหล่งน้ำที่คุณสามารถดึงเข้ามาในมิติได้ น้ำคือสิ่งสำคัญที่สุดในระยะยาว
หรูอวี้เซียงจดทุกอย่างลงในหัว ขณะที่รถไฟเริ่มลดความเร็วลง เสียงล้อเหล็กเสียดสีดังครืดคราดเป็นสัญญาณว่ารถไฟใกล้จะถึงสถานีปลายทาง
เธอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ของท้องทะเลสีครามกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบเกาะเป๋าอันปรากฏขึ้น เส้นขอบฟ้าที่เชื่อมต่อกับท้องน้ำสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ บ้านเรือนกระจัดกระจายตามแนวเขาและต้นมะพร้าวที่ไหวตามแรงลมให้ความรู้สึกสงบและคุ้นเคย
สถานีเล็ก ๆ ที่สร้างจากไม้เก่าแก่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือบนเกาะเป๋าอัน มีผู้คนจำนวนหนึ่งรอรับญาติหรือมาส่งของ หรูอวี้เซียงมองไปยังแผ่นป้ายชื่อสถานี
“หยางเหวิน” ที่เขียนด้วยอักษรเรียบง่าย บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยเสียงคลื่นและกลิ่นอายทะเลที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน
“ถึงบ้านแล้ว...” หญิงสาวพึมพำออกมาเสียงเบา หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
เมื่อรถไฟหยุดนิ่ง เธอยืนขึ้นพร้อมสัมภาระที่พกติดตัวเพียงเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความหวัง หรูอวี้เซียงก้าวเท้าลงจากรถไฟมาบนชานชาลาไม้เล็ก ๆ ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับมาสู่จุดเริ่มต้น
สายลมอุ่น ๆ จากทะเลพัดผ่านใบหน้า เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งเป็นดั่งเสียงต้อนรับ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางกลับรู้สึกผ่อนคลาย
ทางดินเล็ก ๆ ที่ทอดยาวจากสถานีรถไฟไปยังหมู่บ้าน หยางเหวินล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่ หรูอวี้เซียงเดินไปตามทางด้วยความมั่นใจ เธอจดจำเส้นทางนี้ได้เป็นอย่างดีแม้จะห่างหายไปนานแต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ขณะที่เธอเดินผ่านบ้านหลังเล็ก ๆ ของเพื่อนบ้าน เสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นและหัวเราะกันดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ผู้ใหญ่บางคนกำลังขนผลไม้ขึ้นรถเข็นเพื่อเตรียมไปขายที่ตลาด
“เซียงเอ๋อร์?” เสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง
เธอหันกลับไปพบกับหญิงวัยกลางคนผิวคล้ำในชุดเสื้อตามแบบคนทำไร่ทำสวน
“ป้าหลิว!” หรูอวี้เซียงยิ้มกว้าง
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะลูก เห็นว่าทำงานในเมืองใหญ่ นี่กลับมาเยี่ยมบ้านอย่างนั้นเหรอ” หญิงวัยกลางคนถามพลางมองเธอด้วยแววตาอบอุ่น
“ค่ะ หนูกลับมาพักยาวเลยค่ะ คราวนี้ตั้งใจว่าจะอยู่กับย่าและช่วยงานที่บ้าน” หรูอวี้เซียงตอบตามตรงอย่างไม่ปิดบัง
“ดีแล้วล่ะ ย่าของลูกคงดีใจน่าดู ไปเถอะ ย่าแกน่าจะรออยู่”
หรูอวี้เซียงยิ้มรับอย่างอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้นหนูไปก่อนนะคะ เอาไว้พบกันใหม่ค่ะ”
หลังจากบอกลาป้าหลิว หรูอวี้เซียงเดินต่อไปตามทางดินเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของท้องทะเลที่ลอยมากับสายลม ความคิดในหัวของเธอยังคงหมุนวนถึงแผนการที่จะเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างดูเหมือนชัดเจนแต่ก็เต็มไปด้วยความท้าทาย