مشاركة

บทที่ 4

ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องตากันนิ่งงันมองกันไปกันมาอยู่พักใหญ่ ปลากริมพยายามขยี้ตาตัวเองซ้ำ ๆ แต่ภาพหญิงงามในชุดไทยสีเขียวตองก็ยังคงชัดเจนอยู่ตรงหน้า...ชัดเจนเกินไปและโปร่งแสงเกินไป!

วินาทีที่เธอยอมรับกับตัวเองว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้นหาใช่คนธรรมดา ขนแขนของปลากริมรวมถึงแผ่นหลังต่างพากันชูชันขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สัญชาตญาณความกลัวในร่างเด็กวัยหกขวบพุ่งขึ้นถึงขีดสุด!

ด้วยความที่ตกใจกลัวจึงทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีด พละกำลังทั้งหมดที่มีถูกเค้นออกมา เด็กหญิงร่างผอมจึงได้อุ้มน้องชายตัวเล็กกว่าไม่เท่าไหร่ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทุลักทุเล ปั้นขลิบที่กำลังยืนดูดนิ้วอยู่ดี ๆ ก็ตกใจที่ตัวลอยหวือ

ยังไม่ทันที่เด็กชายจะทันได้ตั้งตัว คนเป็นพี่ก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งแทบจะสะดุดขาตัวเองไปหลายครั้งมุ่งหน้ากลับไปยังตัวบ้านที่แม่กำลังจัดเตรียมขนมลงในกระจาดสานเพื่อจะนำขนมไปขายพอดี

"แม่จ๋า! แม่!"

บัวที่กำลังบรรจงเรียงขนมต้มอยู่หันมามองลูกสาวด้วยความแปลกใจ ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นปลากริมหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาทางเธอ

"แม่จ๋า! บ้านเรามีผี!" ปลากริมตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน พลางชี้นิ้วมือสั่น ๆ กลับไปยังทิศทางของดงกล้วย

ทางด้านแม่นางตานีที่ยังยืนสงบนิ่งอยู่ตรงที่เดิมถึงกับ หน้าเหวอไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำประกาศของเด็กน้อย

ผีหรือ? ข้าไม่ใช่ผีธรรมดานะ! ข้าเป็นนางตานีผู้สูงศักดิ์ อย่าเอาข้าไปเปรียบกับสัมภเวสีเร่ร่อนแถวนี้สิหนูน้อย !เสียงหวานใสแต่แฝงความไม่พอใจเล็ก ๆ ดังขึ้นในหัวของปลากริม

"อะไรนะลูก...ผีเผอที่ไหนกัน" บัวย้อนด้วยความตกใจ พลางวางกระจาดลงแล้วเดินมาลูบหัวลูกสาว

"กลางวันแสก ๆ ตาฝาดไปหรือเปล่า" ทว่ายังไม่ทันที่ปลากริมจะตอบความกับแม่ของตน เสียงหวานใสเย็นก็ดังขึ้นมาให้เธอได้ยินอีก

แล้วเจ้าก็ไม่ต้องกลัวข้าด้วย ข้าอยู่ที่นี่มานานแสนนานแล้ว ไม่เคยคิดร้ายกับใคร เสียงในหัวยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

ปลากริมที่กำลังจะอธิบายให้แม่ฟังถึงกับชะงัก...เดี๋ยวนะ เสียงนี้มัน...มาจากไหน? เธอหันขวับกลับไปมองทางดงกล้วย แต่ก็ไม่เห็นปากของหญิงงามคนนั้นขยับเลยสักนิด

ว่าแต่...ทำไมหนูเพิ่งจะมาเห็นข้าได้ล่ะวันนี้? ปกติมองทีไรก็ทะลุร่างข้าไปทุกที

ปลากริมกะพริบตาปริบ ๆ หันไปมองแม่ที หันไปมองในทิศทางของผีสาวที นี่มันเรื่องอะไรกัน! ไม่ใช่แค่ทะลุมิติมาพร้อมมิติส่วนตัว แต่เธอยังเจอผีที่พูดคุยกับเธอได้อีกเหรอเนี่ย! และดูเหมือนว่า...เธอจะเจอผีช่างจ้อเข้าแล้ว!

เพราะบัดนี้วิญญาณของนางตานียังตามมาไม่ห่าง นางลอยตัวมายืนอยู่ด้านข้างของแม่ซึ่งมองไม่เห็นแล้วพูดกับ ปลากริมต่อในความคิดหรือทางจิตใต้สำนึกของเด็กหญิงก็สุดจะรู้

นี่ ๆ ไม่ต้องทำหน้าเหมือนเห็นของแปลกขนาดนั้นก็ได้ ข้าเหงานะ อยู่คนเดียวมาตั้งนานคุยกับต้นไม้ใบหญ้าจนเบื่อแล้ว

"ปลากริม...เป็นอะไรไปลูก ทำไมเงียบไป" บัวเขย่าตัวลูกสาวเบา ๆ

คุยกับข้าหน่อยสิ แล้วข้าจะให้รางวัล...ข้ามีประโยชน์มากเลยนะจะบอกให้ นางตานีเริ่มเสนอข้อแลกเปลี่ยน

ข้ารู้ว่าเจ้ากับน้องหิว ข้าหากล้วยน้ำว้าสุก ๆ หอม ๆ ให้กินได้นะ หรือถ้าอยากได้เงิน จะเอาใบตองงาม ๆ ของข้าไปขายแลกเงิน ข้าก็ทำให้ได้เหมือนกัน ขอแค่เจ้าคุยกับข้าบ้างก็พอ

ปลากริมนิ่งอึ้งไปอย่างสมบูรณ์ เธอกำลังถูกแม่จับตัว ถามด้วยความเป็นห่วง ขณะเดียวกันก็มีเสียงผีสาวใบหน้าสวยมายื่นข้อเสนอต่อรองเรื่องกล้วยกับใบตองใส่หัวไม่หยุด...

ชีวิตใหม่ในพระนครยุค 2500 ของเธอ...ดูท่าจะวุ่นวายกว่าที่จินตนาการไว้เยอะเลย!

"แม่จ๋า! นะ....หนูไม่เป็นไรแล้ว" วิญญาณผู้ใหญ่ในร่างเด็กรีบแก้ตัวเพราะทนความรบเร้าของผีสาวไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่กลัวก็กลัว แต่หากยังไม่พูดคุยกับหล่อนเห็นทีว่าผีสาวน่าจะไม่ไปไหน

"หนูไม่เป็นไรแน่นะลูก" บัวยังคงถามอย่างกังวล อีกทั้งยังยกหลังมืออังหน้าผากของเธอด้วย

"แน่จ้ะ แม่จ๋าไม่แน่ว่าหนูอาจจะหิวจนตาลาย" พอลูกบอกว่าหิวบัวก็ยกมือทาบอก เพราะตัวเองมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดขนมเลยละเลยลูกทั้งสองคนไป

"แม่ขอโทษนะลูก เอาอย่างนี้แม่ไปต้มไข่ให้ก็แล้วกัน หนูกับน้องแบ่งกันกินคนละครึ่งนะ เอาไว้แม่ขายขนมกลับมาแม่จะซื้อหมูมาทำกับข้าวเพิ่มให้"

ปลากริมกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นแรงไม่หายเรื่องของผีสาว แต่ว่าภาพของไข่ต้มเพียงลูกเดียวที่ต้องแบ่งครึ่งกับน้องชาย...มันช่างขมขื่นในความรู้สึกแทนที่เรื่องของผีไปเลย

แม้ในชาติที่แล้วเธอจะเคยกินดีอยู่ดี แต่ตอนนี้เธอคือเด็กหญิงตัวเล็กในครอบครัวหาเช้ากินค่ำกลางพระนครปี 2500...จะเรียกร้องอะไรได้อีก

แค่ไข่ใบเดียว...ยังต้องเฉือนครึ่ง ยังไม่ทันที่ปลากริมจะได้เอ่ยคำใดออกไป เสียงฝีเท้าหนัก ๆ อันคุ้นเคยก็ดังมาจากทางประตูรั้วหน้าบ้าน

"กลับมาแล้ว!"

เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าจากความเหนื่อยล้าดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของพ่อจะปรากฏตัวในชุดเสื้อเชิ้ตตัวค่อนข้างเก่าสีน้ำเงินซีดแขนยาวที่ม้วนขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงขาก๊วยเปื้อนโคลน

มือซ้ายของเขาหิ้วตาข่ายเส้นหวายที่ภายในเต็มไปด้วยปลาช่อนตัวเขื่อง ปลาหมอไทย และปลาตะเพียนสองสามตัวที่ยังคงดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่

"พ่อ!" ปลากริมอุทานออกมาแผ่วเบา ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างมีความหวัง บัวเองก็หันไปยิ้มโล่งอกเมื่อเห็นอาการของลูกที่ดูจะเป็นปกติ เธอรีบเข้าไปช่วยรับตาข่ายปลามาจากสามี

"หายไปนานเลยพี่สิงห์ กลับมาก็ได้ปลามาเต็มเชียว ไปลงอวนที่ไหนมาจ๊ะ?"

"ตรงท้ายสวนอาตี๋น่ะ น้ำมันขังอยู่นาน ปลาเข้าไปเยอะ ไม่ต้องดำน้ำให้เมื่อยเลย แค่ล้อมอวนไว้ก็ได้มาเต็มมือ" สิงห์ตอบเสียงเรียบแต่ในน้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่วันนี้เขายังพอหาอาหารมาเลี้ยงลูกเมียได้

ปลากริมมองพ่อที่กลับมาพร้อมอาหารมื้อใหญ่ตาเป็นประกาย แต่ในขณะเดียวกันก้อนความขมขื่นก้อนใหม่ก็แล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอยามเมื่อนึกถึงเรื่องที่แม่เพิ่งจะพูดออกมา แต่ตอนนี้เห็นทีว่าเธอคงจะได้มีเนื้อกินแล้ว และยังไม่ต้องให้แม่ซื้อหมูกลับมาทำกับข้าวอีกด้วย

"เดี๋ยวพ่อทอดปลาให้กินนะลูก" เสียงของพ่อยังคงดังอยู่ แต่สำหรับปลากริมแล้วกลับรู้สึกเหมือนเสียงนั้นถูกกลบด้วยเสียงหวานใสที่แทรกเข้ามาในความคิดของเธอโดยตรง

เห็นไหมล่ะ...ข้าบอกแล้วว่าข้าพอจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง แต่ถ้าอยากได้มากกว่านี้ เจ้าต้องคุยกับข้าก่อนนะ หนูน้อย

นางตานี...ผีสาวจอมต่อรองยังคงไม่ไปไหนอีกทั้งยังพูดเหมือนกับว่าที่พ่อหาปลามาได้เป็นความดีความชอบของเธออีกด้วย

ปลากริมกลืนน้ำลายฝืดลงคออีกครั้งและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงในหัว แล้วหลบสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขเรื่องเมนูปลาสำหรับมื้อเย็น

"หนู...หนูจะไปล้างมือก่อนนะจ๊ะ..."

เธอพูดเสียงเบาแล้วรีบเดินเลี่ยงไปยังตุ่มน้ำดินเผาข้างบ้าน ดวงตาเหลือบมองไปยังดงกล้วยอีกครั้งอย่างระแวดระวัง ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง

พี่สาว เรามาคุยกันหน่อยดีไหม จบคำในความคิดไม่ถึงอึดใจ ร่างโปร่งแสงของแม่ตานีสาวที่ลอยตามมาก็พลันโผล่ออกมาตรงหน้าของเด็กหญิงในระยะประชิด!

กลิ่นหอมเย็น ๆ ของดอกกล้วยลอยมาปะทะจมูก พร้อมกับใบหน้างดงามที่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

"ว้าย!"

ปลากริมเกือบจะส่งเสียงกรี๊ดออกมาดังลั่น แต่เดชะบุญหล่อนยกมือเล็กทั้งสองข้างปิดปากเอาไว้เสียก่อนทันควัน! หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดชีวิต

หลังจากผ่านไปอึดใจใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้หัวใจวายตายไปจริง ๆ ความตกใจก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนโมโห เด็กหญิงตัวน้อยลดมือลงจากปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองผีสาวตรงหน้า

ปลากริมส่งค้อนให้นางตานีตาเขียวปั้ด หน้าผากเล็กย่นเข้าหากัน พลางบ่นเสียงกระซิบลอดไรฟัน

"จะมาก็มาดี ๆ สิ! รู้ไหมว่าคนเขาตกใจ! เล่นโผล่มาแบบนี้เกิดหัวใจวายตายขึ้นมาทำไง"

แม่นางตานีที่กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนถึงกับชะงักค้างไป เมื่อได้ยินคำพูดของคนตัวเล็ก หล่อนกะพริบตาปริบ ๆ มองเด็กหญิงตรงหน้าที่แทนที่จะกลัวจนตัวสั่นกลับกำลังยืนเท้าสะเอว ต่อว่านางฉอด ๆ

เอ่อ...ขะ...ข้าขอโทษที ก็เจ้าเรียกข้านี่นา ข้าก็นึกว่าเจ้าอยากเจอเร็ว ๆ นางตานีตอบกลับผ่านทางจิต เสียงหวานของเธอนั้นฟังดูงุนงงและรู้สึกผิดไม่น้อย

"อยากเจอเร็ว ๆ ไม่ได้หมายความว่าให้โผล่มาแบบนี้!" ปลากริมยังคงต่อว่าเสียงเข้ม นี่ถ้าเธอเป็นโรคหัวใจคงได้ตายซ้ำสองไปแล้ว

เอาละ ๆ ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะค่อย ๆ ปรากฏตัวก็แล้วกันนะหนูน้อย นางตานีรีบยอมแพ้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง แล้ว...ที่เจ้าเรียกข้าเมื่อกี้ ว่าจะคุยกัน...

ปลากริมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ เอาเถอะ อย่างน้อยผีตนนี้ก็ดูจะคุยกันรู้เรื่อง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

"ก็เรื่องข้อเสนอของพี่สาวนั่นแหละ ไหนว่ามาสิว่าจะช่วยอะไรฉันได้บ้าง แล้วต้องการอะไรเป็นการตอบแทน" ปลากริมเริ่มเข้าเรื่องทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม

ดวงตาของแม่นางตานีเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเด็กน้อยเปิดการเจรจา

ง่ายมากเลย! ข้าเหงา...เจ้าแค่คุยกับข้าบ้าง เล่นกับข้าบ้างก็พอ ส่วนเรื่องช่วยเหลือน่ะ...นางยิ้มกว้าง กล้วยเครือนั้นน่ะ เดี๋ยวข้าจะเสกให้มันสุกหอมหวานได้ในพริบตา หรือถ้าอยากได้เงิน ข้าจะช่วยให้ใบตองของข้าเขียวสดทนทานกว่าใคร เอาไปขายที่ตลาดได้ราคางามก็ยังได้

ปลากริมนิ่งอึ้งไปกับข้อเสนอที่ดูจะง่ายเกินไป เธอมองผีสาวช่างจ้อที่กำลังเสนอโปรโมชั่นอย่างแข็งขัน แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ...ชีวิตใหม่ของเธอช่างมีเรื่องให้ต้องรับมือเยอะเกินไปแล้ว

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 171

    คำตอบที่ชัดเจนนั้น...คือการยืนยันอย่างสมบูรณ์ว่าลูกสาวของเธอได้มองเห็นแม่นางตานีกับแม่นางกวัก สองสหายต่างภพของตัวเอง ภายในค่ำคืนนั้น...หลังจากที่ส่งลูก ๆ เข้านอนเรียบร้อย...ปลากริมก็ได้ตัดสินใจเล่าความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอให้เทวากรผู้เป็นสามีฟังเป็นครั้งแรก... ยกเว้นเรื่

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 170

    หลายปีต่อมา...ในคืนวันศุกร์ที่แสนคึกคักใจกลางย่านพระอาทิตย์...แสงไฟนีออนสีน้ำเงินนวลสาดส่องลงบนป้ายชื่อร้านที่ออกแบบอย่างมีรสนิยม... "พระอาทิตย์ บลูส์" (Phra Athit Blues) นี่คือไพรเวทแจ๊สคลับที่หรูหราและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดในพระนคร และเจ้าของคลับแห่งนี้ก็คือสองหนุ่มโสดที่เนื้อหอม

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 169

    "ต้องได้สิ!" ข้าวเหนียวตอบอย่างหนักแน่น แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกไม่ต่างกัน "นายอย่าลืมสิว่าการทำธุรกิจมันไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ นายก็เห็นแล้วจากตัวอย่างของทั้งพ่อครูและแม่ครู ไหนจะปลากริมกับพี่เขยของนายอีก" คำพูดนี้ได้ทำให้ปั้นขลิบมีไฟขึ้นมาอีกครั้ง "พี่พูดถูก ผมจะมาท้อง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้"

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 168

    หลังจากที่สองสหายคู่ซี้อย่างข้าวเหนียวและปั้นขลิบ...ที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋...ได้เดินทางกลับมาถึงพระนครหลังจากไปทำหน้าที่อาสา พวกเขาก็ได้รับวันหยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่ และเมื่อสองหนุ่มโสด...โปรไฟล์ดี...ผู้มีพลังงานล้นเหลือได้กลับคืนสู่เมืองหลวง...ค่ำคืนแห่งความสนุกสนาน

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 167

    สิ้นเสียงตะโกนของลูกน้อง...เสียงปืนกลก็ดังขึ้นจากแนวป่ารกทึบ! พวกเขาถูกซุ่มโจมตี! "หมอบลง! หาที่กำบัง!" เพชรตะโกนสั่งการอย่างไม่ตื่นตระหนก เขายิงต่อสู้เพื่อคุ้มกันให้ลูกน้องได้เข้าที่กำบังอย่างปลอดภัย...ทักษะการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไวราวกับเงาที่เขาได้มาจากมวยไชยา...ได้ถูกนำมาปรับใ

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 166

    หลังจากเรื่องราวภายในครอบครัวผ่านพ้นมาได้ด้วยดีครอบครัวใหญ่แห่งบ้านสิงหราชก็ได้เติบโตและงอกงามขึ้นอย่างมีความสุข มะตูมและนีรนาถมีทายาทชายคนแรกเป็นโซ่ทองคล้องใจ ส่วนปลากริมและเทวากรก็มีลูกสาวตัวน้อยที่น่ารักน่าชัง... ค่ำคืนหนึ่งบนโต๊ะอาหารที่แสนอบอุ่นและคึกคักของบ้านสิงหราช เพ

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 77

    "และอนาคต...ก็กำลังยืนอยู่ตรงนี้" คำพูดนั้นทำให้เชฟสมศักดิ์หน้าซีดเผือด "ขอบคุณสำหรับที่ทำงานหนักมาตลอด...คุณไปรับเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ฝ่ายบัญชีได้เลย" คำตัดสินที่เด็ดขาดและเยือกเย็นของท่านเจ้าสัวทำให้เชฟสมศักดิ์ถึงกับทรุด! เขาไม่เคยคิดเลยว่าการเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีครั้งนี้

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 76

    อาจารย์เชฟสมศักดิ์เดินนำปลากริมลึกเข้าไปในส่วนครัวหลักที่โอ่อ่าและเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดของยุคนี้ เขาไม่ได้พาเธอไปดูวัตถุดิบธรรมดาแต่กลับเดินไปหยุดที่สเตชั่นครัวร้อนของตัวเอง ที่ซึ่งมีเป็ดย่างตัวหนึ่งที่เพิ่งนำออกจากเตาอบมาวางพักไว้อย่างสวยงาม และหนังของมันเป็นสีน้ำตาลทองแลดูน่ากิน

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 75

    ในขณะที่หน้าร้านกำลังโกลาหลอยู่นั้นเอง...ทางด้านสิงห์ที่พาลูกศิษย์ทั้งหมดไปวิ่งและฝึกท่าพื้นฐานที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ ก็ได้เดินทางกลับมาถึงพอดี แต่ภาพที่พวกเขาเห็นอยู่ไกล ๆ คือกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังมุงออกันอยู่ที่หน้าร้านของตน ทำให้หัวใจของทุกคนกระตุกวูบ! "เกิดเรื่องอะไรขึ้น!"

  • ฉันนี่แหละนักเลงขนมหวาน "ฟันน้ำนม" แห่งพระนครยุค 2500   บทที่ 72

    เช้าของวันถัดมา...ก่อนที่แสงแรกของวันจะมาเยือน ครัวของบ้านสิงหราชที่นางเลิ้งก็สว่างไสวไปด้วยแสงตะเกียง แม้ว่าที่นี่จะมีไฟฟ้าใช้แล้วก็ตามแต่เพื่อความประหยัดไฟ ทุกคนจึงได้เลือกจุดตะเกียงแทน ภายในครัวตอนนี้กำลังคึกคักทีเดียว และเมื่อปลากริมเดินลงมาจากชั้นบนเธอก็เห็นแม่กับตาสรและยายเมี้ยนที่

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status