Share

บทที่ 7

“น้องสาว ไม่ทราบว่าคุณนายว่าอย่างไรบ้าง” แม้ว่าในใจของโม่โฉวจะทราบคำตอบดีอยู่แล้วก็ตาม กระนั้นนางก็ยังถามออกไปด้วยความคาดหวัง

“ไม่ใช่ว่าเธอรู้อยู่แล้วหรอกหรือ ผิงกั่วของเธอมีมากน้อยแค่ไหนล่ะ คุณนายบอกว่าให้ซื้อทั้งหมด” น้ำเสียงของแม่บ้านกล่างอย่างหมั่นไส้ยามเมื่อเห็นท่าทางของหญิงวัยเดียวกัน

“ฉันก็ไม่รู้หรอก เราไม่ได้ชั่งมา” โม่โฉวยิ้มแห้งในขณะตอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็นำมาชั่งซะ” จบคำของหัวหน้าแม่บ้าน บรรดาสาวใช้ต่างก็รีบกระวีกระวาดเดินเข้าไปรับผลผิงกั่วจากสองแม่ลูก

ใช้เวลาเพียงไม่นานผิงกั่วทั้งสองตะกร้าก็หมดลง “ทั้งหมดห้าสิบชั่งพอดิบพอดี คิดเป็นเงินทั้งหมดก็สองร้อยหยวน เธอพอใจหรือไม่”

นางโม่กับซานไห่คล้ายสติหลุดจึงทำให้คนทั้งสองยังนิ่งอยู่กับที่โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้

“นี่เธอได้ยินที่ฉันพูดไหม” แม่บ้านนำมือแตะไปยังบ่าของโม่โฉวถามขึ้นน้ำเสียงดังจากเดิมเล็กน้อย

“ห๊ะ! เอ่อ นะ..น้องสาวว่าอะไรนะ” นางโม่สะดุ้งถามขึ้นอย่างตกใจ “ฉันบอกว่าทั้งหมดห้าสิบชั่งคิดเป็นเงินสองร้อยหยวนหล่อนพอใจไหม” หัวหน้าแม่บ้านเน้นเสียงทีละคำ

“พะ...พอใจจ้ะ ฉันพอใจมากเลยขอบคุณน้องสาวและคุณนายมาก ๆ เลยนะจ๊ะ” นางโม่กล่าวประจบด้วยรอยยิ้มทั้งปากและตา

“ก็เท่านั้นให้ฉันเรียกตั้งนาน นี่เงินหล่อนลองนับดูก่อน” หัวหน้าแม่บ้านส่งธนบัตรหลายใบให้กับนางโม่

เวลาผ่านไปพักใหญ่หลังจากสองแม่ลูกเดินออกมาจากบ้านของท่านเทศมนตรี ทั้งซานไห่และนางโม่ก็ยังคงรู้สึกอยู่ในความฝันทั้งนี้ทั้งนั้นคนทั้งคู่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้จับเงินมากถึงสองร้อยหยวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

“อยากตายหรือไง เดินเหม่ออะไรไม่ดูทาง” เสียงด่าทอ ของคนขี่จักรยานทำให้คนทั้งสองคืนสติ

“แม่ครับ พวกเราออกจากบ้านยังไม่ถึงครึ่งวันเลยก็ได้เงินมามากถึงสองร้อยหยวนเลยนะครับ นี่ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลย” ซานไห่กระซิบข้างหูมารดาเสียงเบา

“เงินจำนวนนี้เป็นของหลานรักของฉัน ไม่ใช่ของพวกเราดังนั้นแม่จะเก็บเอาไว้ให้เป่าเป้ย ก่อนอื่นแม่จะไปซื้อผ้าก่อนรวมถึงอาหารบำรุงให้หลานและขนมให้กับหลานทั้งห้าคนด้วยแกคงไม่ว่าอะไรนะ”

“ผมจะว่าอะไรได้ล่ะครับ แต่เรื่องผ้าไม่ใช่ว่าที่บ้านมีอยู่ตั้งหลายผืนแล้วหรอกหรือ” ซานไห่พูดขึ้นพลางถามออกมาอย่างสงสัย

“แกนี่ เรียนมาก็ตั้งสูง แค่นี้ก็คิดไม่ได้ เขาเรียกว่าซื้อเพื่อบังหน้าเข้าใจไหม หากไม่ซื้อผ้าใหม่กลับไปบ้างคนอื่น ๆ จะต้องมีคำถามกับเราเป็นแน่ ส่วนเรื่องเงินแม่ก็จะเอาเจ้าใหญ่มาอ้าง”

“แม่ฉลาดที่สุดเลยครับ”

“หากฉันไม่ฉลาดจะเลี้ยงพวกแกมาได้ยังไง เอาละแกรีบไปทำงานเถอะ แม่ก็จะไปสหกรณ์การค้าเหมือนกัน”

สองแม่ลูกจึงได้เดินไปกันคนละทิศ นางโม่ก้าวเท้าฉับ ๆ อย่างคล่องแคล่วมุ่งหน้าไปทางเหนือ ซานไห่มุ่งหน้าลงใต้

ในระหว่างทางเมื่อนางมองเห็นร้านขายเนื้อนางก็แวะเข้าไปซื้อเนื้อติดกระดูกเพื่อจะนำไปต้มกับถั่วลิสงบำรุงทั้งลูกและหลานก่อนที่จะเดินเข้าไปยังร้านค้าสหกรณ์

และเมื่อได้สิ่งของที่ต้องการครบถ้วน โม่โฉวจึงได้เดินมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านและโชคดีก็เป็นของเธออีกครั้งเมื่อเห็นรถไถของหน่วยผลิตจอดอยู่ห่างจากตนไม่ไกล

“อาลู่จะเข้าหมู่บ้านหรือยัง ป้าขอกลับไปด้วยได้หรือเปล่า”

“อ้าวป้าโม่เองหรือครับ ผมกำลังจะกลับอยู่พอดี หัวหน้าให้ออกมาเติมน้ำมันและซื้อน้ำมันกลับไปเพิ่ม ว่าแต่ป้าเข้าเมืองมาทำอะไรแต่เช้า อีกทั้งยังมีข้าวของเต็มตะกร้าด้วย” ชายหนุ่ม นามลู่หมิงถามขึ้นอย่างใคร่รู้ตามประสาคนขี้สงสัย

“ป้ามาขึ้นเงินที่ไปรษณีย์ก็เลยแวะซื้อข้าวของกลับบ้าน” โม่โฉวตอบพลางขึ้นไปนั่งบนรถ

“อ๋อ จะว่าไปพี่ใหญ่กู้ก็หายออกจากบ้านไปตั้งนานแล้วนะครับ เมื่อไหร่เขาจะได้กลับมา” การที่ลู่หมิงถามแบบนี้เพราะเจ้าตัวคิดว่าเงินดังกล่าวเป็นของกู้อี้พี่ชายที่อายุห่างจากตน

“ป้าเองก็ไม่รู้ เพียงแต่รู้ว่าเขาปลอดภัยดีป้าเองก็ดีใจมากแล้ว”

คนทั้งสองสนทนากันได้อีกเพียงเล็กน้อย เพราะรถไถค่อนข้างเสียงดังกลบเสียงพูดอีกทั้งลมก็แรงมากด้วย

การนั่งรถไถกลับทำให้นางโม่ประหยัดเวลาไปมากทีเดียว “นี่ค่ารถนะ ขอบใจมาก” โม่โฉวส่งเงินให้กับชายหนุ่มหลังจากลงจากรถ

จากนั้นนางก็สะพายตะกร้าหวายที่ซ้อนกันอยู่เดินตรงกลับบ้านอย่างเร่งรีบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะเธอเป็นห่วงหลานทั้งสี่คนโดยเฉพาะเป่าเป้ยที่มีน้ำหนักในใจมากกว่าหลานคนอื่น

เมื่อหญิงวัยกลางคนมองเห็นหลังคาบ้านของตนเธอก็ถอนใจออกมาพลางรีบสาวเท้าเดินไปด้านหน้าโดยไม่หยุดพัก

“ต้าซวน ย่ากลับมาแล้ว” โม่โฉวตะโกนพร้อมกับยกมือตบประตูหน้าบ้าน

ซีซวนเป็นผู้เดินมาเปิดประตู “ย่ากลับมาแล้ว ทำไมกลับมาเร็วจัง” หลานชายถามขึ้นสีหน้าแสดงความสงสัย โม่โฉว ยกมือหยาบกร้านลูบหัวของหลานชายอย่างเอ็นดู

“ย่าขายหมดแล้วก็กลับมาเร็วนะสิ ย่ามีขนมมาฝากด้วยนะ เอาไว้ค่อยเอาไปแบ่งให้กับน้องและเหมาเหมา”

“จริงหรือครับ ย่าใจดีที่สุดเลย” ซีซวนย้อนถามด้วยดวงตาเป็นประกาย “ย่าเคยโกหกหรือไง เป่าเป้ยเป็นยังไงบ้าง”

สองย่าหลานพูดคุยกันในขณะเดินเข้ามาด้านใน “น้องสาวเป็นเด็กดีมาก” ซีซวนตอบตามตรง

“แล้วเป่าเป้ยได้กินนมไปหรือยัง” ผู้เป็นย่าถามออกมาอีก

ซีซวนส่ายใบหน้าไปมา เนื่องจากตั้งแต่แม่ไปทำงานเขากับพี่ชายน้องชายก็ยังไม่ได้ยินเสียงร้องของเป่าเป้ยเลยสักแอะ

“ถ้าอย่างนั้นย่าเอาของไปเก็บก่อน จากนั้นค่อยไปดูเธอหากว่าหิวจะได้พาไปให้แม่ของหลานให้นม” โม่โฉวพูดพลางเดินเข้าไปในห้องโถงของบ้าน จากนั้นก็หยิบลูกอมตรากระต่ายขาวที่ตนซื้อมาเพื่อจะนำมาให้หลานชายคนละสามเม็ด

ช่วงสายของวัน ย่ากับหลานหลังจากที่ฟางซินได้กินนมจากอกของมารดาจนอิ่มย่าก็ได้พาเธอกับพี่ชายทั้งสามคนเดินขึ้นภูเขา

“หลานทั้งสามคนช่วยกันเก็บฟืนอยู่ตรงนี้นะ ย่าจะเดินไปเก็บผักป่าตรงนั้นยอดกำลังสวยทีเดียว”

“ครับ” เด็กชายสามคนตอบรับออกมาพร้อมกัน เด็ก ๆ ต่างช่วยกันเก็บฟืนใส่ตะกร้าของตนกันอย่างตั้งใจ

“เป่าเป้ย หลานห้ามทำอะไรแปลก ๆ นะลูก เพราะว่าอาจมีคนมาเห็นได้” โม่โฉวพูดกับหลานสาวผู้มองตนตาแป๋วซึ่งอยู่ในห่อผ้าด้านหน้าที่เจ้าตัวผูกติดกับหน้าอก ฟางซินส่งเสียงอื้ออ้ารับคำ

“หลานของย่าทั้งน่ารักและฉลาดจริง ๆ กลับไปหลังจากย่าทำอาหารให้แม่ของหลานเสร็จย่าจะตัดเสื้อให้นะ”

ฟางซินส่งยิ้มหวานส่งเสียงตอบรับออกมาอีกอย่างเข้าใจ โม่โฉวยกยิ้มกว้างในขณะที่มือโน้มกิ่งของผักป่าเพื่อจะเก็บได้สะดวก

“ยอดสวย ๆ ก็อยู่สูงเสียเหลือเกิน” จบคำของหญิงวัยกลางคนปุ๊บ กิ่งไม้ที่มียอดผักป่าอ่อนสีเขียวสดก็โน้มตัวลงมาตรงหน้าของโม่โฉว

“นะ..นี่” นางโม่ อุทานพลางกวาดตามองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากหลานสาวนางก็ผ่อนคลายลง “เจ้านี่นะยังหัวเราะได้อีก” โม่โฉวพูดเชิงตำหนิออกมาอย่างไม่จริงไม่จังก่อนที่สองมือจะรีบเก็บผักป่าอย่างรวดเร็ว

ย่ากับหลานใช้เวลาอยู่บนภูเขาไม่นานก็พากันเดินกลับบ้าน เพราะนางโม่จะต้องมาทำอาหารให้ลูกสะใภ้ทั้งสองของตน

ช่วงบ่ายของวัน เมื่อเด็กทั้งสี่หลับนางโม่จึงได้มาตัดผ้าและลงมือเย็บเสื้อให้กับหลานทั้งหกคน โดยเริ่มจากเจ้าตัวเล็กเป่าเป้ยก่อน

เวลาผ่านไปจนเย็นเสียงสัญญาณบอกเวลาเลิกงานก็ดังขึ้น เมื่อลี่จินเดินใกล้จะถึงเรือนก็เห็นว่าควันไฟสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในบ้านเธอจึงรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น

ซีซวนผู้กำลังนั่งขีดเขียนบนพื้นดินเมื่อเห็นว่าใครเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืนเอามือปัดฝุ่นเช่นเดียวกับ ซีห่าว ซานเหมา

“แม่/อาสะใภ้” เด็กทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกัน

ลี่จินทำเพียงยิ้มให้กับพวกเขาก่อนเดินเข้าไปดูบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มทำปากขมุบขมิบ “น้องไม่ร้องหิวนมหรือ”

“หิวครับ แต่ย่ามีนมผงมาก็เลยนำมาชงให้น้องกิน” คำตอบของต้าซวนทำให้ลี่จินสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าแม่สามีเอานมผงมาจากไหน “ถ้าอย่างนั้นลูกดูน้องกันก่อนนะแม่จะเข้าไปช่วยย่าในครัว”

“ครับ” ทั้งสามรับคำพร้อมกัน

“แม่คะ มีอะไรให้ฉันช่วยบ้าง” ลี่จินถามขึ้นเมื่อเห็นแม่สามีกำลังยืนอยู่หน้าเตา “อาจินกลับมาแล้วหรือ ไปล้างไม้ล้างมือให้นมเป่าเป้ยหรือยัง วันนี้แม่เย็บเสื้อผ้าให้หลานเพลินก็เลยต้องชงนมผงให้เป่าเป้ยกินไปก่อนหนึ่งมื้อ” นางโม่ละใบหน้าจากน้ำแกงกระดูกหมูหันมาพูดกับลูกสะใภ้

“เจ้าตัวเล็กหลับค่ะ ฉันก็เลยจะเข้ามาช่วยแม่”

“ยังหลับอยู่สินะ เด็กคนนี้ไม่ร้องโยเยเหมือนเด็กคนอื่นเลย อีกทั้งยังเลี้ยงง่ายกว่าหลานของฉันทั้งหมดด้วย

วันนี้แม่ไปขายผิงกั่วได้มาสองร้อยหยวนนะ แบ่งซื้อผ้ากับเนื้อติดกระดูกและถั่วลิสงรวมถึงผ้าไปเหลือหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าหยวนเธอเก็บเอาไว้ให้ดีล่ะ”

“มะ...แม่ว่าอะไรนะคะสองร้อยหยวนอย่างนั้นหรือ” ลี่จิน ย้อนถามเสียงดังอย่างลืมตัวและเมื่อเจ้าตัวนึกขึ้นได้จึงได้รีบนำมือปิดปาก

“ใช่ เงินจำนวนนี้จำเอาไว้ว่าเป็นของเป่าเป้ยเธอจะต้องแยกเอาไว้ต่างหากเข้าใจไหม” โม่โฉวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉันรู้แล้วค่ะ จะเก็บให้ดีเลย” ลี่จินรับคำสีหน้าหนักแน่น

กลิ่นหอมของน้ำแกงกระดูกหมูกับถั่วลิสงทำให้เด็ก ๆ ทั้งสี่รู้สึกหิวโดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กฟางซิน “แอ้ แอ้ แอ้” น้ำเสียงเล็ก ๆ ร้องขึ้นสามครั้ง

“น้องสาวหิวอย่างนั้นหรือรอก่อนนะพี่รองจะไปบอกแม่ให้” ซีห่าวนำมือตบกางเกงเพื่อไล่ฝุ่นวิ่งมาหลังจากได้ยินเสียงร้องของคนเป็นน้อง

“แอ้” คนในห่อผ้าร้องตอบพร้อมกับของเหลวที่เจ้าตัวปลดปล่อยออกมาด้วย “พี่ใหญ่น้องฉี่” ซีห่าวตะโกนบอกพี่ชายที่กำลังสอนเหมาเหมาเขียนตัวอักษรตามที่ต้าโถวสอนมา

“รู้แล้ว เดี๋ยวพี่ไปล้างมือก่อนจะเอาผ้ามาเปลี่ยนให้น้อง อาห่าวดูน้องไปก่อนล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น พี่จะไปตามอาสะใภ้มาให้นะ” ซานเหมาอาสาหลังจากเจ้าตัวลุกขึ้นยืน “อืม”

เด็กทั้งสามคนต่างช่วยกันดูแลน้องน้อยเป็นอย่างดี เหตุการณ์ผ่านไปจนกระทั่งฟางซินอายุครบสามเดือน ซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เด็กหญิงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางกา
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 202

    รถยนต์ของบ้านเจิ้งวิ่งมาตามถนนสายหลักจนกระทั่งเริ่มออกห่างจากบริเวณกลางเมือง มู่เฉินเป็นคนขับรถตามคำบอกของอี้ถงจนกระทั่งรถของพวกเขาหยุดลงตรงหน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง อี้ถงเปิดประตูลงจากรถโดยมีฟางซินคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง “ไปกันเถอะ” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก แม้ว

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 201

    “ขอบใจนะ” “เป่าเป้ย พี่จะพาคนพวกนี้ไปสถานีตำรวจนะ สหายของน้องพอจะเดินไหวไหม” ฟางซินมองข้อเท้าของอี้ถงก่อนที่จะส่ายหน้าหลังได้ยินคำถามจากมู่เฉิน ทั้งสามหนุ่มมองหน้ากันก่อนที่ชุนเทียนจะเป็นฝ่ายไปดูอาการข้อเท้าของหล่อน “ผมอุ้มคุณเอง” คนร่างสูงพูดพร้อมกับช้อนหญิงสาวร่

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 200

    ระหว่างที่มู่เฉินกำลังขี่จักรยานพ่วงฟางซินมาตามถนนในมหาวิทยาลัย “เป่าเป้ย” หนานเสิ่นผู้กำลังขี่จักรยานตามติดมาด้วยชุนเทียนตะโกนเรียกเธอเสียงดัง เด็กสาวหันไปมองทางต้นเสียง คนเป็นพี่จึงเร่งขี่จักรยานมาเทียบข้างคนเป็นน้อง “น้องจะไปไหน” ปากถามทว่าสายตากลับมองไปทาง

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 199

    “หันมา” ฟางซินหันไปถามเสียงก็พบเข้ากับผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเช็ดลงมาบนปากของตน เธอผงะไปเล็กน้อย “เอ่อ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ พี่ส่งผ้าให้ฉันเช็ดเองก็ได้” ใบหน้าของคนพูดแดงเรื่อ “เช็ดเองจะมองเห็นได้ยังไง อายเหรอ” ดวงตาของมู่เฉินพราวระยับ ยิ่งทำให้ฟางซินรู้สึกคล้ายกับจะเป็นไข้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status