Share

บทที่ 6

ฟางซินนอนหลับไปนานมากจนกระทั่งได้ยินเสียงของผู้เป็นพ่อเจ้าตัวจึงได้ลืมตาตื่น

“ลูกรักตื่นแล้วหรือ เสี่ยวซวนช่วยเอาผ้าชุบน้ำมาให้แม่หน่อยลูก” ลี่จินตะโกนบอกบุตรชายที่นั่งขีดเขียนตัวอักษรอยู่ด้านนอก “ครับ” เด็กชายปัดฝุ่นในมือพลางลุกขึ้นยืน

ใช้เวลาเพียงไม่นานเจ้าตัวก็วิ่งกลับมาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นมีผ้าสีขาวผืนนุ่มพาดอยู่ด้านบน “เสี่ยวซวนของแม่เก่งมาก” คำชมของมารดาทำให้เด็กชายบิดมืออย่างเก้อเขิน

ลี่จินยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนให้ท่าทางของบุตรชายคนโตในขณะที่นางบิดผ้าในมือเพื่อจะเช็ดหน้าให้บุตรสาว

และยังไม่ทันที่ใบหน้าจะเรียบร้อยมือของเธอก็เปียกพร้อมกับเสียงร้องหนึ่งครั้งของคนในอ้อมแขน “ไม่ทันแล้วลูกรัก” ผู้เป็นแม่สัพยอก

ฟางซินแสดงสีหน้าอย่างจนใจออกมาซึ่งสีหน้าหลาก หลายของคนตัวเล็กทำให้ลี่จินมองด้วยความตื่นตะลึง

(ลูกของฉันรู้ความมากขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ) เจ้าตัวคิดในขณะลุกขึ้นวางห่อผ้าของลูกน้อยลงบนเตียง “แม่ ผมช่วย” ซีซวนกล่าวอาสา

แม่กับลูกชายต่างช่วยกันเปลี่ยนผ้าให้คนตัวเล็กที่ทำตัวนิ่งด้วยความรู้สึกกระดากอาย

ในขณะเดียวกันทางห้องโถงของตัวบ้าน ในเวลานี้มีเพียงซานไห่นั่งอยู่กับซีห่าว นางโม่จึงได้นำผลผิงกั่วออกมาให้บุตรชายคนเล็กดู

“แม่กล้าซื้อผลไม้ราคาแพงแบบนี้มากินเพื่อฉลองให้ผมที่ได้ทำงานในโรงงานเลยหรือครับ แล้วพี่รองล่ะแม่ได้ให้เขาไปหรือยัง” บุตรชายคนที่สามกล่าวหยอกเย้ามารดาออกมาในขณะที่หั่นผลผิงกั่วแบ่งเป็นสองส่วน

“แม่ให้เสี่ยวเหมานำไปแล้วสามผล แต่แม่จะบอกแกว่าแม่ไม่ได้ซื้อ” นางโม่ยังพูดไม่ทันจบเสียงตะโกนจากบุตรคนรองดังขึ้นเสียก่อน

“อาไห่ แม่ครับ” ซีห่าวเป็นผู้วิ่งไปเปิดประตู “ลุงรอง” “เสี่ยวห่าว พ่อกับย่าล่ะ” เอ๋อกั๋วยกมือลูบหัวหลานชายในขณะถามถึงผู้ที่ตนต้องการพบ “อยู่ในห้องโถงครับ”

เอ๋อกั๋วจึงได้เดินตามหลานชายเข้าไปพร้อมกับผลผิงกั๋วในมือสองลูก เนื่องจากอีกผลนั้นเขาได้แบ่งคนละครึ่งให้ลูกชายคนโตกับคนรองส่วนเมียรักกับตนนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากกินเพียงแต่เขาสองคนคิดว่ามันมีราคาแพงมากเกินไปต่างหาก

“แก เสียงดังอะไรแล้วนี่มาทำไม จะมืดแล้วได้กินข้าวมาหรือยัง จะกินด้วยกันที่นี่ไหม” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นอย่างสงสัย

“ผมจะเอาผิงกั่วมาคืนครับ แม่ราคาผลไม้ชนิดนี้แพงอยู่นะผมไม่กล้ารับไว้เยอะหรอกเอาไว้ให้น้องสะใภ้กินเถอะจะได้มีน้ำนมให้เป่าเป้ย” เอ๋อกั๋วพูดพลางวางผลผิงกั่วสีแดงลูกใหญ่ลงบนโต๊ะแม้ว่าเจ้าตัวจะอยากลิ้มลองรสชาติของมันมากขนาดไหนก็ตามแต่ก็ทำใจกินไม่ลง

“แกเอาไปเถอะ แม่แบ่งเอาไว้แล้ว” คำพูดของแม่ได้นำพาความสงสัยระคนใคร่รู้มาให้กับบุตรทั้งสองเป็นอย่างมาก

“มีคนรู้จักของพ่อแกมาเยี่ยม อย่าถามให้มากรีบกลับไปกินข้าวซะหากมืดจะเปลืองเทียนไขเอานะหรือจะกินที่นี่ก็ได้” นางโม่บอกปัดเพราะเรื่องนี้นางไม่คิดจะบอกลูกชายคนรอง

แม้ว่าหลานคนที่สามจะรู้เรื่องแล้วก็ตามแต่นางเชื่อมั่นในตัวของซานเหมาว่าไม่มีทางพูดเรื่องของฟางซินออกไปอย่างแน่นอน

“เป็นอย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะ” เอ๋อกั๋วพยักหน้าอย่างเข้าใจและได้หยิบผลผิงกั่วขึ้นมาใส่มืออีกครั้ง

“แล้วไม่กินข้าวที่นี่อย่างนั้นหรือ” คนเป็นแม่ถามออกมา เมื่อเห็นว่าลูกชายได้หยิบผลไม้ใส่มือของตน “ไม่ละครับ ผมกลับไปกินที่บ้านดีกว่าเพราะแม่ก็แบ่งให้ตั้งเยอะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ”

ตลอดเวลาที่แม่กับพี่ชายคนรองสนทนากันซานไห่ทำเพียงนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ด้วยความสงสัย ส่วนบุตรชายของตนนั้นก็นั่งอ้าปากหาวอยู่ข้างตนนั่นเอง เมื่อเอ๋อกั๋วหันหลังเตรียมจากไป “เสี่ยวห่าวตามลุงไปปิดประตูบ้านด้วย” เด็กชายเจ้าของชื่อจึงได้เด้งตัวออกจากม้านั่ง

ในระหว่างที่ทั้งสองคนเดินออกมาเอ๋อกั๋วก็ไม่ได้ถามสิ่งใดกับหลานชายอีกเนื่องจากเจ้าตัวนั้นเชื่อคำพูดของมารดาอย่างสนิทใจ

คล้อยหลังพี่คนรองกับบุตรชายจากไปซานไห่จึงได้หันหน้ามาทางผู้เป็นแม่ด้วยสายตามีคำถาม “เอาไว้ให้อาจินออกมาก่อนแม่จะเล่าทีเดียว”

ในระหว่างรอภรรยาซานไห่จึงได้ลุกเดินเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหารเย็นออกมาโดยมีบุตรชายคนรองตามไปช่วย “เสี่ยวหาว วันนี้มีคนมาบ้านของเราหรือ”

“ย่าไม่ให้พูด” คำตอบของเด็กชายยิ่งทำให้ซานไห่สงสัยมากกว่าเดิมและต้องตกใจเมื่อสายตามองเห็นผลผิงกั่วมากมายในตะกร้าหวายที่มีถึงสอง “ลูกรัก นะ..นั่นใช่ผลผิงกั่วไหม”

“ครับ พ่อรีบออกไปกันเถอะผมหิว” ซีห่าวพยักหน้าก่อนพูดขึ้นเสียงอ่อย “ลูกไม่คิดบอกพ่อหน่อยหรือว่าผลไม้ชนิดนี้มาจากไหน” ซานไห่กล่าวตัดพ้อ “ย่าบอกว่าจะจัดการเอง” เด็กชาย ยึดคำพูดของย่าเป็นหลัก

“เฮ้อ! รอย่าก็ได้” ซานไห่จนใจที่ไม่อาจสามารถล้วงคำพูดจากปากของบุตรชายคนรองได้

ในตอนนี้ลี่จินกับซีซวนได้เดินออกมาแล้วโดยมีเป่าเป้ยในอ้อมแขนของตน “นั่งลงเถอะ วางเป่าเป้ยลงบนเก้าอี้ตัวนั้นก็ได้เธอไม่ร้องหรอก” โม่โฉวบอกลูกสะใภ้

“ค่ะ แต่เธอจะไม่ดิ้นจนตกลงมาใช่ไหมคะ” ลี่จินยังคงกังวล แต่เมื่อฟางซินได้ยินคำพูดนี้เจ้าตัวก็ส่ายหน้าไปมาส่งเสียงร้องแอ้แอ้

“หลานของย่าฉลาดขนาดนี้ หล่อนไม่เป็นอะไรหรอก” โม่โฉวไม่วายกล่าวชมหลานตัวเล็ก

“แม่ซื้อปลามาด้วยหรือครับ วันนี้ช่างเป็นวันดีของผม จริง ๆ” ซานไห่พูดขึ้นหลังจากซดแกงปลาต้มเผ็ดลงคอ

“เปล่า เอาไว้แกกับเมียกินกันอิ่มแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”

“ครับ” แม้ซานไห่อยากรู้ใจจะขาดแต่ถ้าแม่ไม่พูดออกมาเองก็ไม่มีใครสามารถทำให้นางอ้าปากได้

ดังนั้นเจ้าตัวจึงพุ้ยข้าวเข้าปากต่อไปอีกทั้งยังซดน้ำแกงปลาอย่างมีความสุขอีกด้วย

และหลังจากกินอิ่ม ทั้งลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ยังได้กินผิงกั่วอีกคนละครึ่งผล “มื้อนี้ช่างเป็นอะไรที่ดีที่สุดเลยครับแม่” ซานไห่พูดพลางยกมือลูบท้องของตนที่ดูเหมือนจะนูนออกมาเล็กน้อย

ส่วนเด็กชายทั้งสองกับลี่จินก็กินอิ่มและมีความสุขเช่นกัน “อิ่มกันแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นแกสองคนฟังสิ่งที่แม่จะพูดให้ดี ๆ นะ หลังจากฟังจบหากอยากรู้อะไรค่อยถาม”

“ครับ/ค่ะ” ทั้งสองคนตอบรับพร้อมกัน

ดังนั้นโม่โฉวจึงได้เล่าเรื่องอันน่าอัศจรรย์นี้ออกมาทั้งหมดอย่างละเอียดโดยมีสองบุตรชายฝาแฝดช่วยยืนยันคำพูดของย่าอย่างแข็งขัน

“มะ....ไม่ใช่ว่าแม่คิดไปเองหรอกนะครับจะเป็นไปได้ อยะ..” ซานไห่ยังพูดไม่ทันจบประโยค

ซีห่าวก็ส่งเสียงเรียกพ่ออย่างตื่นเต้นแม้ว่าเจ้าตัวจะเห็นตอนปลากระโดดขึ้นมาจากลำธารแล้วหนึ่งครั้งก็ตาม “พ่อ! ดูนั่น” ซานไห่หันหน้าไปตามต้นเสียงแล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้าง

“แม่ ผมฝันว่าบ้านเรามีผ้ามากมาย” จบคำพูดนี้เสียงเพี๊ยะก็ดังขึ้นจากฝีมือของมารดาที่ตีเข้ายังต้นแขนของบุตรชาย

“เจ็บไหม” ซานไห่พยักหน้า “เจ็บ ก็แสดงว่าผมไม่ได้ฝัน” ซานไห่พูดราวคนละเมอ

ในขณะนี้เจ้าตัวได้เดินไปยังผ้าสีน้ำเงิน สีดำ สีขาวและยังมีพื้นรองเท้าอีกหลายขนาด

โดยที่เจ้าตัวไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นผิดกับลี่จินที่ยกมือขึ้นปิดปากน้ำตาไหลออกมาราวทำนบแตก

“แม่ร้องไห้ทำไม” ซีซวนถามแม่ด้วยความตกใจ “แม่กลัว” นางโม่ไม่เข้าใจคำพูดของลูกสะใภ้จึงได้ถามขึ้น “กลัวอะไร”

“แม่คะ เป่าเป้ยจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม เพราะฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่ายิ่งเด็กคนนั้นมีความวิเศษมากขนาดไหนเจ้าตัวจะอายุสั้น ฉะ...ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น” ลี่จินปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“ไม่ได้นะ ถ้าอย่างนั้นของพวกนี้ผมไม่ต้องการ แค่ขอให้ลูกสาวอยู่กับเราจนเติบใหญ่ก็พอ” ซานไห่เองก็พลอยเป็นไปด้วย

“ผม/ผม ก็ไม่เอา น้องจะต้องอยู่กับเรา” เมื่อเห็นน้ำตาของแม่ท่าทางร้อนใจของพ่อเด็กชายทั้งสองก็เบะปากร้องไห้ออกมาบ้าง

“เหลวไหล แม่เชื่อว่าจะต้องไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แกทั้งหมดหยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ หากมีคนได้ยินเรื่องของเป่าเป้ยนี่แหละหลานของฉันจะอายุสั้น” นางโม่ตวาดขึ้นเสียงดังแม้ในใจออกจะหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

สี่คนพ่อแม่ลูกหยุดเสียงสะอื้นของตนลงกระนั้นก็ยังคงมีน้ำตาไหลอาบหน้า “ที่ฉันพูดเรื่องนี้เพราะอยากให้แกช่วยกันปกป้องลูก เพราะถึงยังไงเป่าเป้ยก็เป็นสายเลือดของแกโดยตรงเข้าใจหรือไม่”

“ครับ/ค่ะ แต่แม่คะ ลูกของฉันจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ลี่จินยังคงกังวล นางโม่แม้จะหวาดกลัวแต่ถ้าหากนางแสดงความอ่อนแอออกมาลูกสะใภ้กับบุตรชายคนเล็กคงได้สติแตกเป็นแน่

“เรื่องนี้ต้องถามกับเจ้าตัว”

“แม่หมายถึงให้ถามกับเป่าเป้ยหรือครับ แต่เธอยังพูดไม่ได้” ซานไห่แย้งก่อนที่เขาจะโดนสายตาพิฆาตของมารดา

“แกนี่ยังไม่รู้จักความฉลาดของหลานสาวฉันนะสิ ช่างเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง” คำพูดนี้เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงทรวงของคนเป็นลูกยิ่งนัก

หญิงวัยกลางคนเดินไปอุ้มคนตัวเล็กที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้ตน “เป่าเป้ย การที่หลานเสกของออกมาแบบนี้จะไม่ทำให้หลานอายุสั้นใช่ไหม” คำถามของโม่โฉวทำให้คนตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ

“แม่ครับ ไม่เห็นว่าเธอจะตอบอะไรเลย”

“แกมันไม่ได้เรื่อง ลูกกะพริบตาอยู่ไม่เห็นหรือ” นางโม่ หันไปกล่าวตำหนิบุตรชายอีกครั้ง “เป่าเป้ยลูกรักช่วยพ่อด้วย หนูบอกพ่อได้ไหมครับว่าการที่ลูกทำแบบนี้จะไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง”

ฟางซินแย้มยิ้มหวานจนน้ำลายไหลย้อยลงมาจนเลอะขอบปาก “เสี่ยวซวนหาผ้าเช็ดหน้ามาให้ย่าที”

ซีซวนรีบวิ่งเข้าไปในห้องหาผ้าเช็ดหน้ามาส่งให้คน เป็นย่าโดยที่เจ้าตัวกลับใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำหูน้ำตาอย่างลวก ๆ เช่นเดียวกับน้องชายคนรอง

“เป่าเป้ยคนดีของแม่หากลูกเป็นอันตรายแม่ก็ไม่ต้องการของเหล่านี้ ลูกจงเอากลับไปเถอะ” ลี่จินพูดออกมาบ้างยามสบตากลมโตของบุตรสาว

ฟางซินอบอุ่นในหัวใจที่คนในครอบครัวของตนไม่มีความโลภ อีกทั้งยังเป็นห่วงตนมากอีกด้วย “แอ้ แอ้”

ฟางซินรู้สึกหงุดหงิดตัวเองเป็นอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงได้ส่งเสียงหัวเราะออกมาแทนเพื่อเป็นการยืนยันว่าทุกคนไม่ต้องห่วง เมื่อทุกคนได้ยินเสียงหัวเราะของคนตัวเล็กจึงได้พอสบายใจขึ้นมาก่อนที่โม่โฉวจะไล่ให้พวกเขาไปนอน

“หลานไม่เป็นอะไรหรอก คืนนี้ดึกมากแล้วแยกกันไปพักผ่อนเถอะส่วนสิ่งของพวกนี้แม่จะเก็บเอาไว้ก่อน

อ๋อวันพรุ่งอาจินไม่ต้องไปลงแปลงนานะให้อยู่เลี้ยงเป่าเป้ย เพราะแม่จะนำผลผิงกั่วไปขาย”

“หากฉันไม่ไป พี่สะใภ้รองจะไม่สงสัยหรือคะ” แม้ว่าหยูเซียนจะไม่ใช่คนช่างพูดแต่เธอก็อดกังวลไม่ได้

“เอายังไงดี” นางโม่รู้สึกลังเลเพราะนางเองก็กลัวว่าสะใภ้รองจะคิดมากเหมือนกัน

“ย่าครับ ผมดูน้องได้” ซีซวนรีบพูดโดยมีซีห่าวพยักหน้าราวไก่จิกข้าวสารว่าตนเองก็อยู่กับน้องสาวได้เหมือนกัน

“เอาอย่างนั้นหรือ” หญิงวัยกลางคนมองใบหน้าของหลานชายสองคนถามย้ำ

“ครับ เป่าเป้ยไม่เคยโยเยเหมือนน้องสาวของเสี่ยวพั่งเลย เวลาหิวก็ร้องสามครั้งตามที่ย่าบอกตลอด อย่างเวลาถ่ายหนัก ถ่ายเบาก็เหมือนกันผมเลี้ยงได้” ซีซวนกล่าวชมน้องสาวอย่างเอ็นดู

“ใช่ครับ น้องสาวของเราดีที่สุดผมจะช่วยพี่ใหญ่เลี้ยงเอง” ซีห่าวยืนยันอีกเสียง

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ วันพรุ่งแม่จะรีบออกเดินทางแต่เช้าเพราะไม่อยากให้คนเห็นของในตะกร้า ตอนนี้พวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอนเถอะเป่าเป้ยอ้าปากหาวหลายรอบแล้ว” จบคำของโม่โฉวทุกคนก็แยกย้ายกันอย่างเชื่อฟัง

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ไปพร้อมผมเลยก็แล้วกันผมจะแบกตะกร้าให้เอง” ซานไห่พูดขึ้นเนื่องจากผิงกั่วที่ตนเห็นนั้นน่าจะมีน้ำหนักไม่น้อย

“อืม ว่าแต่แกกับเจ้ารองไปเริ่มงานวันแรกเป็นยังไงบ้าง” นางโม่ถามลูกชายออกมาหลังจากนึกขึ้นได้

“ก็ปกติดีครับ ของผมได้เงิน25 หยวนต่อเดือน ส่วนของพี่รอง20 หยวนเพราะอยู่แต่ในโรงงาน”

“ก็นับว่าดีทีเดียว เงินแกก็เอามาให้แม่ห้าหยวนนอกนั้นให้อาจินเก็บไว้ทั้งหมด” สิ้นคำพูดของโม่โฉวลี่จินก็ส่งเสียงค้านออกมา

“จะได้ยังไงล่ะคะ ฉันควรจะให้แม่เก็บทั้งหมดไม่ใช่หรือ”

โม่โฉวส่ายหน้าไปมาให้กับลูกสะใภ้ “ไม่ได้ ตอนนี้แกสองคนแต่งงานกันแล้วอีกทั้งยังมีลูกตั้งสามคน ปีหน้าต้าซวนกับ เสี่ยวห่าวต้องเข้าโรงเรียนเรื่องเงินแม่จะไม่ยุ่ง เธอต้องรู้จักจดและเก็บเอาเอง”

“แม่คะ ฉัน” ลี่จินรู้สึกลังเล เนื่องจากเธอไม่คิดว่าแม่สามีของตนจะดีมากถึงเพียงนี้ “เอาตามนี้แหละ แต่แม่ขอแนะนำว่าเธอต้องแบ่งให้อาไห่ถือเงินด้วยนะเพราะเขาทำงานข้างนอกจะไร้เงินติดตัวไม่ได้”

“ฉันทราบแล้วค่ะ” ลี่จินตอบรับอย่างเชื่อฟัง

“ผมขอแค่เดือนละสามหยวนก็พอครับ ข้าวในโรงงานมีให้กินราคาไม่แพง” ซานไห่พูดออกมาโดยไม่คิดอะไรมากเพราะเขาไว้ใจเมียว่าเธอจะดูแลเงินได้ดีมากกว่าตัวเอง

ส่วนบ้านรองนั้นแม้ว่าจะแยกบ้านแต่เอ๋อกั๋วก็ต้องการแบ่งเงินให้แม่ของตนเพราะเวลามีอาหารอะไรแม่ก็มักจะนำมาให้ครอบครัวของเขาอยู่เสมอ “ผมจะให้แม่ห้าหยวนนะ คุณจะว่าอะไรไหม”

“ดีแล้วค่ะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอกแต่ว่ามันจะน้อยไปหรือเปล่า” หยูเซียนถามอย่างกังวล “ไม่น้อยหรอก คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมรู้จักแม่ดี” เอ๋อกั๋วกล่าวอย่างมั่นใจ

เช้ามืดวันต่อมาฟ้ายังไม่ทันสว่าง ซานไห่ที่มีตะกร้าผิงกั่วแบกทั้งด้านหน้าด้านหลังก็มาเรียกพี่ชายคนรอง “พี่รอง วันนี้ผมออกไปก่อนนะพอดีจะรีบไปตรวจสินค้า”

“ได้สิ แกเดินทางระวังล่ะยังมืดอยู่เลย” เอ๋อกั๋วตะโกนกลับมาจากด้านในเนื่องจากเจ้าตัวเพิ่งตื่น

“ครับ” ซานไห่จึงได้เดินเท้าเข้าตัวอำเภอกับมารดาตามลำพังโดยในมือของแม่ได้ถือเทียนไขสูงยี่สิบเซนมีกระดาษรองน้ำตาเทียนเดินนำหน้า “แม่ครับ ผิงกั่วมากขนาดนี้จะเอาไปขายที่ไหน”

“แกตามแม่มาเถอะ แล้วจะรู้เอง” คำพูดแฝงเลศนัยของมารดาทำให้ซานไห่จำต้องเดินตามไปเงียบ ๆ

การเดินเท้าเข้าเมืองใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว กระนั้นสองแม่ลูกก็ไม่ปริปากบ่น เมื่อถึงในเมืองฟ้าก็สว่างพอดี “แกไปตรอกทางทิศตะวันออกกับแม่ที่นั่นมีแต่บ้านของคนมีเงินดีกว่าเราจะไปวางขายในตลาด”

“เขาจะไม่ไล่เราออกมาหรือครับ” ซานไห่กังวล

“ไม่หรอก แม่พูดกับหลานสาวมาแล้วว่าขอให้ขายของได้อย่างราบรื่นรับรองมีแต่ได้ไม่มีเสีย” นางโม่ตบอกของตนพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

เมื่อแม่พูดยืนยันหนักแน่นมีหรือคนเป็นลูกจะไม่ทำตาม ซานไห่จึงเดินตามแม่ของตนไปติด ๆ

จนกระทั่งถึงหน้าลานบ้านหลังหนึ่งที่ดูกว้างขวางใหญ่โต ซึ่งกำลังมีคนเดินเข้าออกกันให้วุ่นวาย โม่โฉวจึงได้เดินเข้าไปทางหญิงวัยเดียวกับตน

“น้องสาวคนสวย” ปากของนางโม่หวานล้ำราวน้ำผึ้งเนื่องจากหญิงคนนั้นดูแก่กว่าตนอย่างเห็นได้ชัดจนซานไห่ต้องมองใบหน้าของแม่สลับกับหญิงคนนั้นด้วยสีหน้าฉงน

“เธอเป็นใคร” น้ำเสียงของคนพูดค่อนข้างถือตัว

“ฉันมาจากหมู่บ้านชนบทค่ะ คือว่าพอดีที่บ้านมีผลผิงกั่วสุกเร็วก็เลยเอามาขาย น้องสาวสนใจจะดูหรือไม่”

“ผิงกั่วอย่างนั้นหรือหล่อนคงไม่ได้กล่าววาจาชุ่ย ๆ หรอกนะนี่เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ผลิมาได้เดือนกว่าจะมีผลไม้ที่ว่าได้ยังไง” หญิงคนนั้นกล่าวอย่างระแวง

“ฉันจะหยิบออกมาให้ดูจ้ะ” นางโม่ไม่พูดเปล่านางจึงได้หยิบผลผิงกั่วที่มีขนาดใหญ่เท่ากันออกมาสองลูก

“น้องสาวลองชิมได้นะหากไม่หวานฉันไม่คิดเงิน” นางโม่ ยังคงชวนเชื่อต่อไป “ไม่คิดเงินจริงนะ เธอจะหลอกลวงไม่ได้นะที่นี่เป็นบ้านของท่านเทศมนตรีเมือง” หญิงคนนั้นขู่

“ไม่หลอกจ้า ฉันนำมีดมาด้วย ลองชิมได้เลย” นางโม่ถือคติตีเหล็กต้องตีตอนร้อนดั่งนั้นนางจึงหั่นผลผิงกั่วทันที

กลิ่นอันหอมหวานของผลไม้ลอยเข้านาสิกของหัวหน้าแม่บ้านทำให้หล่อนกลืนน้ำลายลงคอหลายอึกก่อนที่จะรับชิ้นผลไม้มาจากมือของนางโม่

“หวานกรอบอร่อยมาก หล่อนขายยังไงฉันจะไปรายงานคุณนายให้” หญิงคนนั้นรีบถามออกมาทันทีเนื่องจากเย็นนี้ที่บ้านจะมีงานเลี้ยง หากคุณนายได้ผลไม้ราคาแพงขึ้นโต๊ะรับรองว่าเธอก็จะได้เงินพิเศษไปด้วย

“ชั่งละสี่หยวนค่ะ อ๊ะ! น้องสาวอย่าคิดว่าแพงเลยนะ น้องสาวก็ได้กินแล้วนี่รสชาติของมันอร่อยขนาดไหนคงไม่ต้องให้ฉันบอกหรอกใช่หรือไม่

เอาอย่างนี้ก็แล้วกันผลนี้ฉันยกให้เพื่อให้น้องเอาไปให้คุณนายชิมส่วนผลนี้ในเมื่อน้องสาวได้ลิ้มลองไปแล้ว

ฉันก็ยกให้เป็นสินน้ำใจก็แล้วกัน” โม่โฉวกล่าวอย่างใจป้ำ มีหรือว่าหัวหน้าแม่บ้านจะปฏิเสธ

“ได้ หล่อนรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ” หัวหน้าแม่บ้านรับผิงกั่วทั้งสองลูกเดินสาวเท้าเข้าไปด้านในอย่างรีบร้อน

“แม่ครับ ผิงกั่วของเราหนักกี่ชั่งแม่รู้หรือ” ซานไห่ถามออกมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ “แม่ไม่รู้ แต่คนที่นี่รู้แกคิดว่าบ้านหลังใหญ่เช่นนี้จะไม่มีตราชั่งหรือ” ไม่ผิดจากที่นางโม่คาดการณ์

เพราะในตอนนี้หัวหน้าแม่บ้านได้เดินนำสาวใช้ออกมาอีกสามคนและยังมีตราชั่งอยู่ในมือด้วย “แม่ยอดเยี่ยมที่สุด” ซานไห่กล่าวชมแม่น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status