Share

บทที่ 8

หน้าที่ทำการคอมมูนในตอนนี้ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมายืนออกันเพื่อรับงานที่หัวหน้าหน่วยจะทำการแจกจ่าย

เสียงพูดคุยดังขึ้นราวนกกระจอกแตกรังจนกระทั่งดวงตาของพวกเขาเห็นหญิงวัยกลางคนที่เดินอุ้มห่ออะไรบางอย่างในอ้อมแขนตามติดมาด้วยเด็กชายตัวเล็กรูปร่างผอมบางไม่แตกต่างจากเด็กในหมู่บ้านคนอื่น

“อัยโย่! ฉันก็นึกว่าใครที่แท้ก็คนป่วยใกล้ตายนี่เอง” ผู้พูดเป็นหญิงวัยเดียวกันกับเมิ่งหลิง

(ป้าคนนี้ปากไม่ดีเลยแหะ) หรูฟู่ซิงคิดอย่างไม่สบอารมณ์

‘เจ้านาย ให้ผมสั่งสอนหล่อนดีไหม’ เป๋าเอ๋อร์ผู้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงคนตัวเล็กถามขึ้นเพราะเจ้าตัวเองก็ไม่ชอบคนแบบนี้เหมือนกัน

‘รอก่อน’

เมิ่งหลิงทำเพียงปรายตามองหล่อน ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากออกมาลอย ๆ “กลิ่นอะไรเน่า ๆ ลอยมาก็ไม่รู้เหม็นจะตายอยู่แล้ว”

“แก! หมายความว่ายังไง” ผู้หญิงคนนั้นเต้นผ่างถามออกมาเสียงดัง

“หืม? เธอเดือดร้อนอะไรไม่ทราบแม่โก่วซุน”

ในขณะที่หญิงคนนี้กำลังจะตอบโต้ออกมาอีก เสียงของหัวหน้าหน่วยก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

“เอาละ ทุกคนฟังผมจะจ่ายงานให้แล้วนะ” หัวหน้าหน่วยคอมมูนได้แจกงานตามความเหมาะสมให้กับคนที่มาลงชื่อจนครบและเมื่อเขาเห็นนางเมิ่งกับหลานชายเจ้าตัวก็เกิดความสงสัย

“สหายเมิ่ง คุณเองก็มารับงานเหรอ แต่ผมได้ข่าวมาว่าคุณป่วยหนักถ้าอย่างนั้นพักให้หายก่อนดีกว่าไหม” การถามเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาเป็นห่วงแต่ทว่างานในช่วงนี้มีไม่มาก

“เปล่าค่ะ ฉันจะมาแจ้งผู้ใหญ่บ้านเรื่องขอเพิ่มชื่อสมาชิกใหม่” คำพูดของเธอยิ่งนำพาความงุนงงมาให้ทั้งหัวหน้าหน่วยและผู้ใหญ่บ้านเป็นอย่างมาก

“หมายความว่ายังไง” เซี่ยฉางอันถามด้วยความสงสัย

“คือว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ” เมิ่งหลิงได้พูดถึงความเป็นมาของหรูฟู่ซิงจากที่คิดเอาไว้ออกมา

“ในเมื่อเธอกับเสี่ยวจื่อไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นผมจะเพิ่มชื่อของอ้ายอ้ายเข้าในทะเบียนบ้านให้ก็แล้วกัน จะว่าไปเด็กคนนี้ก็ช่างอาภัพเหลือเกิน”

เมิ่งหลิงทำเพียงส่งยิ้มบางออกมาโดยไม่พูดอะไรเพิ่มและเมื่อเธอได้รับสมุดกระดาษที่ทำการเพิ่มชื่อของหลานสาวหล่อนก็แค่กล่าวออกมาสั้น ๆ

“ขอบคุณผู้ใหญ่เซี่ยมากค่ะ”

หลังจากจัดการเรื่องเรียบร้อยหล่อนก็พาหลานทั้งสองเดินกลับบ้านทว่าในระหว่างทางเธอก็โดนขวางเอาไว้

“นางหวัง หล่อนมาขวางฉันทำไม”

“ถุย! ฉันได้ยินมาว่าเมื่อวานลูกของแกไม่ไปทำงานก็เลยทำให้อาซุนของฉันได้รับความลำบากดังนั้นแกเป็นแม่จึงต้องชดใช้” ผู้พูดแสดงท่าทางคุกคามอย่างหาเรื่อง

“งานที่ลูกชายของหล่อนทำเกี่ยวอะไรกับฉัน อีกอย่างหากเขาไม่อยากทำก็สามารถบอกหัวหน้าหม่าก็ได้นี่” เมิ่งหลิงโต้

“แกก็รู้ว่าอาซุนเป็นคนดีเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก”

เมิ่งหลิงฟังแล้วอยากกลอกตามองบน “เป็นคนดี เหอะ! หล่อนใช้ตาข้างไหนมองหากว่าเขาเป็นคนดีเมื่อวานคงไม่ไปหาเรื่องอาจื่อถึงบ้านหรอก”

เมื่อนางหวังได้ยินเมิ่งหลิงพูดออกมาแบบนี้ใบหน้าของหล่อนก็ไม่น่าชม

“พูดถึงเรื่องนี้ เมื่อวานไอ้หลานตัวแสบของหล่อนทำอะไร” น้ำเสียงของเธอตะคอกจนเด็กทั้งสองต่างตกใจ

“แกกำลังทำให้หลานของฉันตกใจนะ อีกอย่างเสี่ยวเฉินตัวแค่นี้จะไปทำอะไรลูกแกที่ตัวโตอย่างกับวัวกับควายได้ล่ะ”

หวังซิงปรี่เข้ามาหมายจะทำร้ายคนตรงหน้าทว่าเท้าของเธอเหมือนมีอะไรขวางไว้จึงทำให้หล่อนสะดุด ร่างของเธอซวนเซเมิ่งหลิงเห็นท่าไม่ดีกลัวผู้หญิงคนนี้จะล้มมาทางตนและหลานชาย

“เสี่ยวเฉินหลบ!”

จบคำพูดของเธอร่างของนางหวังก็หน้าคะมำลงกับพื้นดินประจวบเหมาะว่าอาจจะเป็นคราวเคราะห์ของคนปากเสีย

“นางหวังฉันว่าแกรีบไปล้างหน้าเถอะนั่นขี้วัวเลยนะ แถมยังสดใหม่อีกด้วย” เมิ่งหลิงพูดขึ้นอย่างรังเกียจก่อนที่นางจะรีบพาหลาน ๆ กลับบ้าน

‘พี่ชาย คุณรีบเอามืออุดหู’ เสี่ยวเฉินรีบทำตามที่น้องสาวบอกทันที หากว่าเขาช้าอีกนิดเด็กชายจะต้องได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวนกอปรกับสารพัดคำหยาบที่พ่นออกมาจากปากของนางหวังอย่างแน่นอน

เมื่อสามคนย่าหลานกลับถึงบ้านพวกเขาก็พบว่าบ้านของตนมีร่องรอยของการถูกรื้อค้น

‘เจ้านาย บ้านเรามีโจรขึ้น’ เป๋าเอ๋อร์รีบสื่อสารบอกคนตัวเล็กในห่อผ้า

‘โจร! ใครมันกล้า ว่าแต่มันได้อะไรไปไหม’ หรูฟู่ซิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ

‘ที่นอนหมอนมุ้งที่ผมเพิ่งเอาออกมา นอกนั้นไม่มีอะไรหายโชคดีที่พ่อของเจ้านายรอบคอบซ่อนของกินของใช้อย่างอื่นไว้ไม่งั้นเห็นทีคงจะไม่มีอะไรเหลือ’

‘มันเป็นใคร เธอรู้ไหม’

ในระหว่างที่ระบบสมบัติกับเด็กหญิงสนทนากันเท้าของนางเมิ่งก็วิ่งเข้าไปภายในตัวบ้านอย่างรีบร้อน

“หมดกัน หลานรัก ย่าขอโทษย่าผิดเองที่ทำให้หลานไร้ที่นอน” นางพูดขึ้นด้วยความเศร้าระคนเจ็บใจ

‘ย่าไม่ต้องร้อง หนูรู้ว่าใครเอาไปพวกเราสามารถไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านได้ หลักฐานพวกนั้นยังอยู่ที่บ้านของเขา’

เมื่อนางเมิ่งได้ยินเช่นนี้ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พาหลานทั้งสองออกจากบ้านเพื่อกลับมายังคอมมูนอีกครั้ง

“ผู้ใหญ่บ้านเซี่ย! หัวหน้าหม่า! พวกคุณต้องช่วยฉันนะคะ” เธอพูดพลางหลั่งน้ำตา

“สหายเมิ่งใจเย็นลงก่อน มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมคุณต้องร้องไห้หรือว่าอาจื่อเป็นอะไร”

“ลูกของฉันสบายดี แต่บ้านของฉันต่างหากที่เป็น” เมิ่งหลิงคิ้วกระตุกที่ผู้ใหญ่บ้านแช่งลูกของตนก่อนที่จะรีบพูดออกมา

“โจร!! สหายเรื่องนี้คุณเอามาพูดมั่วซั่วไม่ได้นะครับ” หัวหน้าหม่าพูดออกมาอย่างกังวลระคนไม่พอใจเพราะหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านที่เขาดูแลจะให้เขาตอบกับผู้ว่าประจำมณฑลได้อย่างไร

“คุณคิดว่าฉันจะกล้าเอาเรื่องใหญ่เช่นนี้มาล้อเล่นหรือคะ หากไม่เชื่อพวกคุณก็ไปตรวจดูที่บ้านฉันได้เลย” เมื่อนางเมิ่งพูดออกมาแบบนี้พวกเขาจะนิ่งเฉยได้อย่างไร

ดังนั้นชายวัยกลางคนทั้งสามจึงได้พากันมาดูที่บ้านของนางเมิ่งซึ่งเป็นผู้เสียหายทันที

“รอยเท้านี้เป็นของผู้ชายไม่ผิดแน่” ผู้ใหญ่เซี่ยพูดเมื่อเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ที่เป็นเพียงเท้าเปล่า

“ผู้ใหญ่ จะใช่ของหรูจื่อหรือเปล่า” หัวหน้าหม่าถาม

“ไม่ใช่หรอกครับ อาจื่อมีปัญหาการเดินแต่รอยเท้าพวกนี้ล้วนเป็นคนปกติ”

“ถ้าอย่างนั้นมีแค่รอยเท้าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นขโมย” ผู้ช่วยของหม่าหาวหมิงพูดออกมาอย่างหนักใจ

“ฉันรู้” เมิ่งหลิงโพล่งออกมาทันที

“ใคร” คนทั้งสามต่างถามออกมาพร้อมกัน

และในตอนนี้พวกเขาทั้งหกรวมเด็กอีกสองจึงได้มายืนอยู่หน้าบ้านแบบเดียวกันกับนางเมิ่งและคนทั้งหมดในหมู่บ้านเพียงแต่ด้านหน้าจะมีเลขที่บ้านติดเอาไว้

“โก่วซุน! นายออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงของเซี่ยฉางอันดังขึ้นอย่างดุดันจึงทำให้เจ้าของชื่อเกิดความหวาดระแวง

(ไม่มีอะไร ผู้ใหญ่บ้านอาจจะมาตามไปทำงาน แกจะตื่นเต้นทำไม) เจ้าตัวพยายามคิดเข้าข้างตนหลังจากไปทำผิดมา ชายหนุ่มร่างผอมใบหน้าตอบคางเหล็กแหลมราวกับจิ้งจอกเดินออกมาจากด้านใน

“ผู้ใหญ่ มาหาผมทำไม” เขาถามแต่พอเห็นว่ามีใครมากับชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยน

“ช่วงสายของวันนี้แกอยู่ที่ไหน” ผู้ใหญ่บ้านยิงคำถามทันที

“ผมก็อยู่บ้านสิครับ ผมไม่สบายจะไปที่ไหนได้” เขาแสร้งไอตอบโดยก้มหน้าหลบตา

“สหายโก่วซุน หากนายอยู่แต่ในบ้านแล้วทำไมเท้าของคุณถึงได้เต็มไปด้วยดินโคลนกันล่ะ” เมื่อหัวหน้าหม่าถามออกมาแบบนี้ใบหน้าของชายหนุ่มก็เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดพรายในสมองกำลังคิดหาข้อแก้ตัวอย่างเร็วจี๋

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 177

    เพียงไม่นานหลังจากนั้นซุนชิงก็จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางครอบครัวที่รักเธอและเธอเองก็รักทุกคนมากที่สุด ซึ่งในตอนนี้ผู้อาวุโสที่สุดทั้งบ้านเหลือเพียงเมิ่งหลิงคนเดียวหญิงชราผมขาวโพลนดวงตาเริ่มขุ่นมัวตามวัยแต่กระนั้นใบหน้าของเธอก็ยังคงสดใสอิ่มเอิบ เมิ่งหลิงเป็นคนโชคดีมากเธอไม่ได้มีโรคประจำตัวเฉกเช่นคนวัยเด

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 176

    เสียงหัวเราะของทารกตัวน้อยยังคงดังก้องไปทั่วบ้านตระกูลจ้าว ความสดใสของชีวิตใหม่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวัง แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศในบ้านกลับแฝงด้วยความเศร้าจากการที่หยูเทียนเจี๋ยชายชราผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในตระกูลหรู กำลังเผชิญกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตหยูเทียนเจี๋ยเจ็บออด ๆ แอด ๆ มาหลายเดือน

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 175

    “ย่ารู้อะไรเกี่ยวกับพี่ทุกอย่างนั่นแหละค่ะ” อ้ายอ้ายหัวเราะในช่วงเวลานั้นเหมียวเหมี่ยวที่ต้องเข้ามาวัดไข้ของเขาเธอชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องราวของย่า ครอบครัวนี้ช่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก ต่างจากชีวิตเธอที่ต้องย้ายมาอยู่ในที่ใหม่และไม่มีใครให้ปรึกษาสายตาของเธอเหลือบมองไปยังต้าโถวที่พูดถึงย

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 174

    เสียงฝีเท้าดังสะท้อนในโถงทางเดินขาวสะอาดในโรงพยาบาลของกองทัพ ต้าโถวนั่งพิงหมอนบนเตียงผู้ป่วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเคย แม้บาดแผลตามร่างกายจะยังสร้างความเจ็บปวดแต่แววตาคมของเขาก็ไม่ได้แสดงอาการอ่อนแอออกมาเสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างของเหมียวเหมี่ยว พยาบาลสาวหน้าใหม่ที่เดินเข้ามา ท่าทีของเธอรีบร้อนเ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 173

    หลังจากการแต่งงานของอ้ายอ้ายและหลานฉีผ่านไปได้ครบหนึ่งปี ชีวิตคู่ของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขและความรักที่มั่นคง อ้ายอ้ายตัดสินใจวางแผนการเดินทางพิเศษครั้งนี้เพื่อตอบแทนครอบครัวเธอต้องการให้ปู่กับย่า รวมถึงสมาชิกทุกคนได้พักผ่อนและสัมผัสกับความสงบสุขของทะเลในประเทศไทย อีกทั้งยังถือโอกาสนี้เป็นการฮันน

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 172

    หลานฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้าใช้เวลาชั่วครู่ประเมินสถานการณ์ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“พวกเรายังต้องค้นหาต่อ แม้มันจะเสี่ยงแต่ผมเชื่อว่าเธอยังรอพวกเราอยู่”ต้าโถวที่ยืนอยู่ข้างเขาพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันไม่มีวันทิ้งน้องสาวไว้แน่นอน ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม”หลังจากพูดคุยกับผู้รอดชีวิต ทีมของหลานฉีได้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 10

    “ย่าจ๋า เอาข้าวไปให้พ่อกับแม่กันเถอะ“ ปากเล็ก ๆ ของเด็กน้อยในห่อผ้าขมุบขมิบ“ย่าเข้าใจแล้วลูก” เมิ่งหลิงที่ยังคงคิดไม่ตกกับสิ่งที่เพิ่งเจอตอบรับหลานสาวเสียงแผ่วเจ้านาย ผมรู้สึกว่าย่าดูอารมณ์ไม่ดีนะอืม ฉันเองก็รู้ แต่เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เธอค่อย ๆ คิดผมอยากสั่งสอนหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นเหลือเกิน เ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 9

    “ผู้ใหญ่บ้าน! หัวหน้าหน่วย! พวกคุณมาทำอะไรที่บ้านของฉัน” เสียงของนางหวังดังขึ้นทางด้านหลังในสภาพตัวเปียก “สหายหวัง คุณไปทำอะไรมาทำไม..” เซี่ยฉางอันชี้นิ้วของตนถามขึ้นอย่างสังสัยส่วนหม่าหาวหวังกับซ่งจือเทียนต่างกำลังยกนิ้วบีบจมูกของตน “กลิ่นเหม็นนี่มันอะไรกัน แล้วมาจากไหน” น้ำเสียงของซ่งจือเทียนดังข

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 7

    ภายในบ้านดินผสมอิฐหลังน้อยที่ตอนนี้กำลังสว่างด้วยแสงตะเกียงจ้าวพายุ“หิวหรือลูก” จ้าวเหยาถามลูกสาวตัวเล็กที่กำลังทำปากขมุบขมิบ“แอ๊” (แม่จ๋า ให้พี่ชายกินนมผงด้วยนะ) จู่ ๆ จ้าวเหยาก็นิ่งงันเธอกำลังคิดว่าตัวเองหูแว่ว “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” เธอคิด ทว่าสำหรับอ้ายอ้าย (แม่จ๋า ได้ยินหนูไหม) คนตัวเล็กยัง

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 6

    “เสี่ยวเฉิน หลานรักน้องสาวไหม” เมิ่งหลิงยกมือลูบหัวเล็ก ๆ ของหลานชายถามขึ้น หลังจากที่ได้กินยาอาการของหล่อนก็ดีขึ้นมาก“รักฮับ” เจ้าตัวพูดขึ้นก่อนจะนอนหลับตามน้องสาวไปอีกคนในระหว่างนี้พ่อแม่ของพวกเขาก็กำลังแยกสิ่งของที่ลูกสาวคนใหม่ของพวกเขาเสกออกมา (ตามความเข้าใจของคนทั้งคู่) “แม่ครับ! คุณเป็นยังไง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status