Share

บทที่ 7

ภายในบ้านดินผสมอิฐหลังน้อยที่ตอนนี้กำลังสว่างด้วยแสงตะเกียงจ้าวพายุ

“หิวหรือลูก” จ้าวเหยาถามลูกสาวตัวเล็กที่กำลังทำปากขมุบขมิบ

“แอ๊” (แม่จ๋า ให้พี่ชายกินนมผงด้วยนะ) จู่ ๆ จ้าวเหยาก็นิ่งงัน

เธอกำลังคิดว่าตัวเองหูแว่ว “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” เธอคิด ทว่าสำหรับอ้ายอ้าย (แม่จ๋า ได้ยินหนูไหม) คนตัวเล็กยังคงจ้องมารดาผ่านแสงสลัวถามออกมาอีก

“อ้ายอ้าย! นี่ใช่เสียงของลูกไหม” จ้าวเหยาเริ่มมั่นใจว่าเธอไม่ได้หูฝาดไปเอง ถามคนในอ้อมแขนเสียงเบา

(แม่จ๋า เสียงอ้ายอ้ายเอง) เมื่อได้รับการยืนยันแบบนี้จ้าวเหยากลับไม่ได้หวาดกลัวแต่เธอกลับคิดว่าลูกสาวที่บังเอิญเก็บได้คนนี้ต้องเป็นเด็กวิเศษอย่างที่คิดไม่ผิดแน่

“อ้ายอ้าย คนอื่นสามารถได้ยินเสียงของหนูไหม” ในขณะที่จ้าวเหยากำลังสื่อสารกับลูกสาวอยู่ หรูจื่อผู้ที่กำลังหลับพลันลืมตาตื่น

“ภรรยา คุณพูดกับใครครับ” น้ำเสียงของเขาฟังดูงัวเงีย

“ฉันทำคุณตื่นหรือคะ” จ้าวเหยากล่าวอย่างรู้สึกผิด

“ไม่ใช่หรอกครับ ผมรู้สึกหิวน้ำเมื่อตื่นขึ้นมาเห็นคุณยังไม่ดับตะเกียงและได้ยินเสียงของคุณก็เลยถามดู” ชายหนุ่มปฏิเสธพร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็ยันกายลุกขึ้น

และเมื่อเห็นว่าดวงตาของบุตรชายก็ลืมอยู่ก่อนแล้ว เขาก็ต้องประหลาดใจ “เสี่ยวเฉินทำไม ไม่นอนล่ะครับ”

“ผมกำลังฟังแม่กับน้องสาวพูดกันอยู่ฮับ” เจ้าตัวน้อยตอบพาซื่อ

“ฮ่า ๆ คุณดูลูกของเราพูดสิครับ” หรูจื่อหัวเราะให้กับความคิดไร้เดียงสาของเขา

(พ่อจ๋า ขอบคุณที่รับหนูมาเลี้ยงนะคะ) แต่แล้วเสียงของเขาก็นิ่งค้างเมื่อได้ยินน้ำเสียงอันอ่อนหวานสายหนึ่ง

“ภรรยา เหมือนว่าผมจะหูแว่ว” ใบหน้าของเขาเหลอหลา

ทว่าเจ้าตัวก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจดังขึ้นจากห่อผ้าของบุตรสาว

“คุณ! อ้ายเอ๋อร์หัวเราะอะไรหรือครับ” คำพูดของสามีทำให้จ้าวเหยาเข้าใจได้ดี หล่อนจึงไม่ได้หัวเราะเขาออกมา

“น้องสาวหัวเราะพ่อนั่นแหละ” เป็นเสี่ยวเฉินตัวน้อยเฉลยความ

“ลูกรู้ได้ยังไง” หรูจื่อยกมือลูบหัวของเขาถามอย่างเอ็นดู

“น้องบอก”

ครานี้ใบหน้าของหรูจื่อจึงคล้ายกับถูกผีหลอก “ภรรยา เสียงที่ผมได้ยินคืออ้ายอ้ายเหรอ”

(พ่อจ๋า เสียงอ้ายอ้ายเอง) จบประโยคนี้ชายหนุ่มก็ชะโงกมามองใบหน้าน้อย ๆ ของบุตรสาวที่ยังทำปากขมุบขมิบด้วยความเหลือเชื่อ

“อ้ายเอ๋อร์ ลูกพูดได้แล้ว”

(ยังค่ะ แต่หนูสามารถสื่อสารกับคนที่ต้องการได้) เจ้าตัวเล็กตอบตามจริง

“นี่มันวิเศษมากเลย” หรูจื่อรู้สึกว่าเสียงของตัวเองดังเกินไป ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้รีบยกมือปิดปากทว่าดูเหมือนจะไม่ทันแล้วเมื่อมารดาที่นอนอยู่อีกฝั่งได้ยินเสียงของเขา

บ้านหลังน้อยหลังนี้มีเพียงห้องโถงไร้ซึ่งห้องกันดังนั้นชายหนุ่มจึงได้ใช้ตู้เสื้อผ้ากั้นแบ่งห้องเพียงเท่านั้น

ภายในมุ้ง นางเมิ่งที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตกใจตื่นเพราะเสียงของบุตรชาย

“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมถึงจุดตะเกียง” นางเมิ่งยันกายลุกขึ้นพยายามปรับสายตาก่อนถามออกมา

“อ้ายอ้าย เรื่องนี้บอกย่าของหนูได้ไหม” หรูจื่อกระซิบถามบุตรสาวเสียงเบา

หรูฟู่ซิงนิ่งตรึกตรองอยู่ชั่วครู่จึงได้เอ่ยปาก (บอกได้ค่ะ) “แม่ครับ ผมมีเรื่องจะบอก แต่แม่อย่าเพิ่งเป็นลมไปก่อนนะ”

คำพูดของบุตรชายทำให้เมิ่งหลิงคิดว่าคงไม่มีเรื่องอะไรจะทำให้ตนเป็นลมได้หรอกนอกจากเรื่องหลานสาวผู้วิเศษของตน

“แกคิดว่าจะมีเรื่องอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่อ้ายอ้ายเสกของได้อีกอย่างนั้นเหรอ” เมื่อผู้เป็นมารดาย้อนออกมาแบบนี้หรูจื่อก็คิดว่านั่นก็จริง

“แม่ครับ อ้ายอ้ายพูดได้”

“อืม ก็แค่พูดได้ เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ” เมิ่งหลิงพยักหน้าในตอนแรกก่อนจะย้อนถามเสียงดัง

(ย่าจ๋า หนูพูดได้) เสียงน้ำนมเล็ก ๆ เรียกเธอเสียงหวานทำให้นางเมิ่งคิดว่าตัวเองฝันไป ดังนั้นเธอจึงได้ล้มตัวลงนอนโดยที่ไม่ว่าบุตรชายจะเรียกอย่างไรหล่อนก็ไม่ตอบโต้

(พ่อจ๋า ย่าหลับไปแล้ว) เมื่อได้ยินคำตอบนี้หรูจื่อจึงคลายความกังวลของตนลง

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็นอนกันเถอะ ว่าแต่หนูตื่นกลางดึกเพราะหิวหรือเปล่าพ่อจะไปต้มน้ำร้อนให้” หรูจื่อตั้งท่าจะลงจากเตียง

(หิวค่ะ แต่หนูมีน้ำร้อน) จบคำพูดของเด็กหญิงก็มีกระติกน้ำร้านโผล่ออกมา

(หนูเสกของได้จริงด้วย ว่าแต่หนูจะเป็นอันตรายไหม) คำถามของหรูจื่อทำให้หรูฟู่ซิงรู้สึกอุ่นวาบในอกและยิ่งเมื่อเห็นความเอาใจใส่ของแม่กับพี่ชายเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนโชคดีเหลือเกิน

“อ้ายอ้าย หากลูกต้องเป็นอันตรายก็อย่าทำอีกเลยนะ แม้ว่าบ้านเราจะยากจนแต่แม่จะไม่ให้หนูกับพี่ต้องอดอย่างเด็ดขาด” จ้าวเหยารู้สึกหวาดกลัวทั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรหล่อนถึงได้รักเด็กคนนี้จากใจจริง

“น้องสาว หากหิวบอกพี่นะ” เสี่ยวเฉินแม้จะยังเด็กทว่าเขาก็รู้จักคำว่าอันตราย

(ทุกคนไม่ต้องกลัวค่ะ หนูไม่เป็นอะไรเพียงแต่ของเหล่านี้เป็นเพราะหนูเอาเห็ดที่พ่อเก็บได้ไปแลกมา พ่อไม่โกรธใช่ไหมคะ) เด็กหญิงไม่อยากปิดบังครอบครัวนี้จึงได้บอกออกมาตามตรง

“จะโกรธทำไมล่ะครับ เห็ดก็เป็นเพราะลูกบอกพี่ชาย แต่ถ้าหากเป็นแบบนี้แสดงว่าหนูจะต้องหาสิ่งของไปแลกกับสวรรค์ใช่ไหม” ผู้เป็นบิดายังเข้าใจเช่นนี้ตามความคิดของตนและหรูฟู่ซิงก็คิดว่าให้พวกเขาเข้าใจกันแบบนี้นั่นแหละดีแล้ว

(ใช่ค่ะ แต่ว่าจะต้องเป็นสิ่งของล้ำค่าเท่านั้น ซึ่งทางเป๋าเอ๋อร์จะบอกหนูเองว่าอะไรใช้ได้อะไรใช้ไม่ได้)

“เป๋าเอ๋อร์ ลูกหมายถึงท่านเทพใช่หรือเปล่า” หรูจื่อยังคงคิดเองเออเองโดยที่ระบบรู้สึกมึนงงไม่น้อย

‘เจ้านายผมเป็นเทพตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเป็นระบบต่างหาก’

‘เป๋าเอ๋อร์ เรื่องของนายมันอธิบายค่อนข้างยาก ยังไงนายก็ยอม ๆ เป็นเทพไปก่อนนะ เอาไว้เมื่อไหร่ฉันโตขึ้นค่อยว่ากันใหม่’

‘ทราบแล้วครับ แต่ผมว่าครอบครัวของเจ้านายนี่ตลกดีนะ’

‘อืม แต่พวกเขาต่างก็ล้วนเป็นคนดี ขอบคุณนะเป๋าเอ๋อร์ที่หาครอบครัวแสนดีแบบนี้มาให้ฉัน’

ระบบเกิดอาการขัดเขินทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวไม่เคยได้รับคำชมที่แสนจะจริงใจแบบนี้มาก่อนดังนั้นเจ้าตัวจึงนิ่งงันไป

เช้าวันต่อมาเด็กทั้งสองยังคงนอนหลับแต่ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ภายในบ้านที่กำลังลุกขึ้นมาเพื่อทำกิจวัตรประจำวันแม้ว่าช่วงนี้จะเป็นฤดูหนาวก็ตาม

“แม่ครับ ลุกขึ้นมาทำไมแต่เช้า” หรูจื่อถามมารดาหลังจากเจ้าตัวกำลังผ่าฟืน

“แม่มีเรื่องจะเล่าให้แกฟัง” เมิ่งหลิงทำท่าทางมีลับลมคมใน “เรื่องอะไรหรือครับ” เขาถามพลางใช้ผ้าเช็ดตามกรอบหน้าที่เหงื่อกำลังหลั่งริน

“เมื่อคืนแม่ฝันว่าอ้ายอ้ายพูดได้”

ขวานสนิมในมือของหรูจื่อสับฟืนพลาดหลังได้ยินคำกล่าวนี้

“แม่!” เมิ่งหลิงตาเขียว “แก เบาเสียงหน่อยเดี๋ยวหลาน ๆ ตื่น”

หรูจื่อถอนหายใจ “แม่ครับ อ้ายเอ๋อร์พูดได้จริง ๆ นะครับแม่ไม่ได้ฝันเพียงแต่เธอจะพูดเฉพาะกับคนที่อยากสื่อสารด้วยเท่านั้น”

นางเมิ่งยืนนิ่งงันจากนั้นนางก็ย้อนคิดไปถึงเสียงเมื่อคืน

“เรื่องจริง!”

“ครับ”

และแล้วช่วงเช้าของวันนั้นเมิ่งหลิงก็สนทนาอยู่กับหลานสาวหลานชายอย่างสนุกสนาน

“แม่ครับ ไม่ไปบ้านผู้ใหญ่เหรอ”

หรูจื่อกล่าวเตือนในขณะที่เขาเองก็กำลังจะเตรียมตัวออกจากบ้านไปยังคอกสัตว์ที่ตัวเองรับผิดชอบ

“อืม แม่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ อ้ายอ้ายกับเสี่ยวเฉินหนูสองคนไปกับย่านะเพราะพ่อแม่ต้องไปทำงานแล้ว” หญิงวัยกลางคนพูดกับหลานสาวหลานชายเสียงอ่อน

“ครับ/แอ๊”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 177

    เพียงไม่นานหลังจากนั้นซุนชิงก็จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางครอบครัวที่รักเธอและเธอเองก็รักทุกคนมากที่สุด ซึ่งในตอนนี้ผู้อาวุโสที่สุดทั้งบ้านเหลือเพียงเมิ่งหลิงคนเดียวหญิงชราผมขาวโพลนดวงตาเริ่มขุ่นมัวตามวัยแต่กระนั้นใบหน้าของเธอก็ยังคงสดใสอิ่มเอิบ เมิ่งหลิงเป็นคนโชคดีมากเธอไม่ได้มีโรคประจำตัวเฉกเช่นคนวัยเด

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 176

    เสียงหัวเราะของทารกตัวน้อยยังคงดังก้องไปทั่วบ้านตระกูลจ้าว ความสดใสของชีวิตใหม่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวัง แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศในบ้านกลับแฝงด้วยความเศร้าจากการที่หยูเทียนเจี๋ยชายชราผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในตระกูลหรู กำลังเผชิญกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตหยูเทียนเจี๋ยเจ็บออด ๆ แอด ๆ มาหลายเดือน

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 175

    “ย่ารู้อะไรเกี่ยวกับพี่ทุกอย่างนั่นแหละค่ะ” อ้ายอ้ายหัวเราะในช่วงเวลานั้นเหมียวเหมี่ยวที่ต้องเข้ามาวัดไข้ของเขาเธอชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องราวของย่า ครอบครัวนี้ช่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก ต่างจากชีวิตเธอที่ต้องย้ายมาอยู่ในที่ใหม่และไม่มีใครให้ปรึกษาสายตาของเธอเหลือบมองไปยังต้าโถวที่พูดถึงย

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 174

    เสียงฝีเท้าดังสะท้อนในโถงทางเดินขาวสะอาดในโรงพยาบาลของกองทัพ ต้าโถวนั่งพิงหมอนบนเตียงผู้ป่วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเคย แม้บาดแผลตามร่างกายจะยังสร้างความเจ็บปวดแต่แววตาคมของเขาก็ไม่ได้แสดงอาการอ่อนแอออกมาเสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างของเหมียวเหมี่ยว พยาบาลสาวหน้าใหม่ที่เดินเข้ามา ท่าทีของเธอรีบร้อนเ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 173

    หลังจากการแต่งงานของอ้ายอ้ายและหลานฉีผ่านไปได้ครบหนึ่งปี ชีวิตคู่ของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขและความรักที่มั่นคง อ้ายอ้ายตัดสินใจวางแผนการเดินทางพิเศษครั้งนี้เพื่อตอบแทนครอบครัวเธอต้องการให้ปู่กับย่า รวมถึงสมาชิกทุกคนได้พักผ่อนและสัมผัสกับความสงบสุขของทะเลในประเทศไทย อีกทั้งยังถือโอกาสนี้เป็นการฮันน

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 172

    หลานฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้าใช้เวลาชั่วครู่ประเมินสถานการณ์ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“พวกเรายังต้องค้นหาต่อ แม้มันจะเสี่ยงแต่ผมเชื่อว่าเธอยังรอพวกเราอยู่”ต้าโถวที่ยืนอยู่ข้างเขาพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันไม่มีวันทิ้งน้องสาวไว้แน่นอน ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม”หลังจากพูดคุยกับผู้รอดชีวิต ทีมของหลานฉีได้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 10

    “ย่าจ๋า เอาข้าวไปให้พ่อกับแม่กันเถอะ“ ปากเล็ก ๆ ของเด็กน้อยในห่อผ้าขมุบขมิบ“ย่าเข้าใจแล้วลูก” เมิ่งหลิงที่ยังคงคิดไม่ตกกับสิ่งที่เพิ่งเจอตอบรับหลานสาวเสียงแผ่วเจ้านาย ผมรู้สึกว่าย่าดูอารมณ์ไม่ดีนะอืม ฉันเองก็รู้ แต่เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เธอค่อย ๆ คิดผมอยากสั่งสอนหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นเหลือเกิน เ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 9

    “ผู้ใหญ่บ้าน! หัวหน้าหน่วย! พวกคุณมาทำอะไรที่บ้านของฉัน” เสียงของนางหวังดังขึ้นทางด้านหลังในสภาพตัวเปียก “สหายหวัง คุณไปทำอะไรมาทำไม..” เซี่ยฉางอันชี้นิ้วของตนถามขึ้นอย่างสังสัยส่วนหม่าหาวหวังกับซ่งจือเทียนต่างกำลังยกนิ้วบีบจมูกของตน “กลิ่นเหม็นนี่มันอะไรกัน แล้วมาจากไหน” น้ำเสียงของซ่งจือเทียนดังข

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 8

    หน้าที่ทำการคอมมูนในตอนนี้ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมายืนออกันเพื่อรับงานที่หัวหน้าหน่วยจะทำการแจกจ่ายเสียงพูดคุยดังขึ้นราวนกกระจอกแตกรังจนกระทั่งดวงตาของพวกเขาเห็นหญิงวัยกลางคนที่เดินอุ้มห่ออะไรบางอย่างในอ้อมแขนตามติดมาด้วยเด็กชายตัวเล็กรูปร่างผอมบางไม่แตกต่างจากเด็กในหมู่บ้านคนอื่น“อัยโย่! ฉันก็นึกว

  • ฉันเกิดใหม่เป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค 70    บทที่ 6

    “เสี่ยวเฉิน หลานรักน้องสาวไหม” เมิ่งหลิงยกมือลูบหัวเล็ก ๆ ของหลานชายถามขึ้น หลังจากที่ได้กินยาอาการของหล่อนก็ดีขึ้นมาก“รักฮับ” เจ้าตัวพูดขึ้นก่อนจะนอนหลับตามน้องสาวไปอีกคนในระหว่างนี้พ่อแม่ของพวกเขาก็กำลังแยกสิ่งของที่ลูกสาวคนใหม่ของพวกเขาเสกออกมา (ตามความเข้าใจของคนทั้งคู่) “แม่ครับ! คุณเป็นยังไง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status