LOGINเมื่อก่อนเซียวซูอี้จะมีนิสัยใจคออย่างไร เจียงซู่ไม่เคยรู้และไม่นึกสนใจ แต่ในยามนี้ นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นกลับเปี่ยมด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ เห็นได้ชัดเลยว่าโจวซือเหย่คงทุ่มเทถนอมกล่อมเกลี้ยงเธอมาเป็นอย่างดีเจียงซู่จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง เมื่อเห็นว่าเธอกำลังเสวยสุขในชีวิตที่แสนหวาน ความคิดด้านมืดในใจก็เริ่มผุดพรายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเซียวซูอี้ขาวสะอาดไร้ราคีเพียงใด เจียงซู่ก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น... บิดเบี้ยวจนอยากจะบดขยี้ความงดงามนั้นให้แหลกลาญคามือ“อยากรู้เหรอว่าฉันเป็นใคร?”เซียวซูอี้พยักหน้า: “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนนอกจะเข้ามาได้ง่าย ๆ คุณรู้จักซือเหย่เหรอคะ? หรือว่าเป็นญาติฝ่ายไหนของตระกูลโจว?”ไม่รู้เพราะอะไร เซียวซูอี้ถึงรู้สึกต่อต้านและเป็นปรปักษ์ต่อผู้หญิงตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ดีว่าการรู้สึกแบบนี้มันไม่ดีและไม่ถูกต้อง แต่กลับควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้เลยเจียงซู่กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ: “ที่ฉันเข้ามาที่นี่ได้ ก็เพราะฉันคืออดีตภรรยาของโจวซือเหย่ บ้านที่เธออาศัยอยู่นี่ก็คือเรือนหอของฉันกับเขา แม้แต่ป้าแม่บ้านที่ทำกับข้าวให้เธอทาน ก็คือคนที่ดูแ
เมื่อเห็นเจียงซู่สาดคำพูดร้ายกาจใส่ลูกชาย เวินเหยาฉินก็ขมวดคิ้วมุ่นเพียงเล็กน้อย แววตาฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่งส่วนโจวซือเหย่ที่เป็นตัวคู่กรณีกลับไม่ถือสา ราวกับคุ้นชินเสียแล้วเขาเอ่ยสั้น ๆ เพียงว่า “อย่าพูดคำหยาบเลย”เจียงซู่ได้ยินดังนั้นก็แค่นยิ้มหยันเรื่องสกปรกเขาก็ทำมาไม่น้อย คราวนี้กลับมาหาว่าคำพูดของเธอสกปรกอย่างนั้นหรือ?โจวซือเหย่เอ่ย: “แม่ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แม่กลับไปก่อนเถอะ”เวินเหยาฉินเห็นท่าทางไล่แขกของลูกชายก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นี่อะไรกัน... ขนาดแม่แท้ ๆ มาหา เขายังมองว่าขวางหูขวางตาเชียวหรือ?แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ก่อนจะเดินจากไป เธอได้ปรายตามองไปทางเจียงซู่แวบหนึ่งโจวซือเหย่ไม่ได้สนใจว่าท่าทีห่วงใยของเขาจะถูกเมินเฉย เขาเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ: “ป้าเฉินบอกว่าพักนี้คุณทานข้าวน้อยลง เป็นเพราะเบื่ออาหารหรือว่าไม่สบายตรงไหนไหม? ผมจะเรียกหมอประจำบ้านมาตรวจดูหน่อย”“ร่างกายคุณทรุดโทรมมาก ต้องบำรุงให้ดี จะปล่อยให้ตัวเองแย่ลงแบบนี้ไม่ได้”นับตั้งแต่แท้งลูกจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เคยบำรุงร่างกายอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ตอนนี้เธอยังอายุน้อยอาจจะยังไม่เ
มีคนบ้าคอยตามติดอยู่ข้างกายตลอดเวลาแบบนี้ ระวังเถอะว่าสักวันเขาเองก็จะพลอยบ้าไปด้วยขณะที่เดินผ่านอาคารหลักของจิ่งหยวน เวินเหยาฉินก็ได้เผชิญหน้ากับเจียงซู่อีกครั้งยามนี้ เวินเหยาฉินไม่มีท่าทีถือดีในฐานะแม่สามีอีกต่อไป และเจียงซู่เองก็ไม่มีความนอบน้อมดั่งเช่นลูกสะใภ้ในวันวานเช่นกันแต่เมื่อต้องสบกับแววตาที่เย็นชาจนผิดปกติของเจียงซู่ เวินเหยาฉินก็ยังรู้สึกไม่ชินนัก หลัก ๆ เป็นเพราะเธอเคยชินกับการที่เจียงซู่ต้องให้ความเคารพยำเกรงตนมาโดยตลอดเวินเหยาฉินเผยอริมฝีปากขึ้นคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเธอก็เงียบไปใจจริงเธอก็อยากจะด่าทอเจียงซู่ให้เจ็บแสบ หรือไม่ก็ฟาดเงินใส่สักปึกเพื่อสั่งให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าลูกชายของเธอเสียที แต่เวินเหยาฉินรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น เธอรู้แก่ใจว่าคนที่ดึงดันไม่ยอมปล่อยมือเสียทีคือลูกชายของเธอเอง น้ำเสียงของเวินเหยาฉินอ่อนลงหลายส่วนขณะถามออกไปว่า: “เธออยากไปจากที่นี่ไหม?”เมื่อได้ยินคำถาม ขนตาของเจียงซู่สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายตรง ๆเวินเหยาฉินพูดต่อ: “ฉันจะส่งเธอไปจากที่นี่ แต่เธอต้องสัญญากับฉันว่า เมื่อจากเมื
เวินเหยาฉินขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถาม: “ถ้าอาการของเซียวซูอี้ไม่ดีขึ้นเสียที แกจะเลี้ยงดูแม่นั่นไปตลอดเลยหรือไง”พักเรื่องฝั่งเจียงซู่เอาไว้ก่อน ลำพังแค่การที่เขาเอาเซียวซูอี้มาประคบประหงมไว้ข้างกาย เธอก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว สำหรับคนและเรื่องพรรค์นี้ เวินเหยาฉินไม่อยากจะเฉียดเข้าใกล้เลยสักนิด เพราะการเอาตัวไปพัวพันกับคนเหล่านี้มีแต่จะทำให้ชีวิตหาความสงบไม่ได้ มีแต่ความวุ่นวายเต็มไปหมดโจวซือเหย่เอ่ย: “หมอบอกแล้วว่าอาการของเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับครับ”เวินเหยาฉินกล่าวย้ำ: “ที่ว่าดีขึ้นน่ะมันยังไม่หาย! แกรีบส่งคนออกไปซะ ตอนนี้คุณปู่เริ่มไม่พอใจแกแล้วนะ คู่แต่งงานคนต่อไปของแกจะเป็นเจียงซู่ไม่ได้ และต้องไม่ใช่เซียวซูอี้ด้วย ตัดความสัมพันธ์กับพวกเธอให้ขาดซะ” “ตอนนี้โจวจิ่งอี้เริ่มไปดูตัวแล้ว แถมคู่เดตยังเป็นคนของตระกูลคัง ถ้าพวกเขาถูกตาต้องใจกันขึ้นมา คุณปู่จะยิ่งให้ความสำคัญกับเขามากกว่าเดิม”ตระกูลคังกับตระกูลโจวนับว่ามีฐานะทางสังคมที่คู่ควรการแต่งงานครั้งแรกของเขาจบลงไปอย่างคลุมเครือและไร้ทิศทาง ดังนั้นสำหรับการแต่งงานครั้งที่สอง เวินเหยาฉินจึงตั้งใจจะให้เขาได้พบกับคนที่เหมาะสมและมีฐานะเ
โจวซือเหย่ไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังอย่างไรว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่เหมือนเดิมมาตั้งนานแล้ว ทุกครั้งที่คำพูดเอ่อขึ้นมาถึงริมฝีปาก เขาก็ต้องกลืนมันกลับลงไปเพราะคำกำชับของหมอเขาไม่อาจปล่อยให้เธอที่เพิ่งจะเริ่มมีอาการดีขึ้น ต้องถูกกระตุ้นจนอาการกำเริบขึ้นมาอีกโจวซือเหย่กำลังเรียบเรียงคำพูดเพื่อจะปัดสอยไปแบบส่งเดช แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนสีหน้าทันควัน ความไม่พอใจเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยท่าทางขัดเขินที่รีบหลบอยู่ข้างกายเขา พร้อมกับเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า: “คุณป้าเวิน”เซียวซูอี้เคยพบเวินเหยาฉินมาก่อน แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ไม่ได้เจอกันเพียงเดือนเดียวถึงได้ดูแก่ลงไปถนัดตา แต่เธอก็ยอมเก็บอาการเอาแต่ใจและเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาทโจวซือเหย่หันไปตามเสียงและสบเข้ากับแววตาตกตะลึงของเวินเหยาฉิน: “แม่ครับ”เวินเหยาฉินจ้องเขม็งไปที่เซียวซูอี้อยู่ครู่หนึ่งจนอีกฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูก ถึงได้ละสายตาออกมาเธอไม่ได้สนใจเซียวซูอี้ แต่หันไปมองลูกชายแทนแล้วเอ่ยขึ้นว่า: “ตามแม่มาข้างนอก”ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เวินเหยาฉินก็หมุนตัวเดินนำออกไปทันทีเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของเวิ
จิ่งหยวนถูกแบ่งออกเป็นเรือนหน้าและเรือนหลังอย่างชัดเจน ทว่าในด้านอาหารการกินป้าเฉินยังคงได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งสองฝ่าย ซึ่งเธอก็สังเกตเห็นถึงความเอาใจใส่ที่โจวซือเหย่มีต่อเซียวซูอี้ได้อย่างชัดเจนนั่นเพราะเธอเห็นป้าเฉินทุ่มเทเวลาและแรงกายอย่างหนักในแต่ละวันเพื่อคิดค้นเมนูใหม่ ๆ และอาหารเหล่านั้นล้วนถูกส่งไปยังเรือนหลังทั้งสิ้นราวกับกลัวว่าตัวเองจะทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง หลังจากป้าเฉินส่งอาหารให้เซียวซูอี้เสร็จ เธอก็มักจะกลับมาทำอาหารที่เจียงซู่เคยชอบกินให้เสมอเจียงซู่มองป้าเฉินที่คอยระแวดระวังตัวอยู่ทุกวันด้วยท่าทีสงบนิ่ง: “ป้าเฉินคะ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”ป้าเฉินพยายามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยแทนโจวซือเหย่ แต่สำหรับเจียงซู่แล้ว เธอและเขานั้นตัดขาดกันไปนานแล้ว ตอนนี้เขาจะดีกับใครก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ และเธอก็ไม่ได้แยแสด้วย สิ่งเดียวที่เธอสนใจในตอนนี้คือเธอจะไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่ป้าเฉินขยับปากพะงาบ ๆ คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป ท่าทางดูอึดอัดใจอย่างยิ่งเดิมทีเธอคิดว่าการที่คุณผู้ชายพาคุณผู้หญิงกลับมา เพราะอยากจะเริ่มต้นกันใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิดไ







