Mag-log inเวินเหยาฉินรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจนใจคอไม่ดีเมื่อต้องเผชิญกับสายตาจ้องจับผิดของโจวซือเหย่ เธอแอบกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อ ทว่าใบหน้ายังคงฉาบไว้ด้วยความเรียบเฉย “มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงมองแม่ด้วยสายตาแบบนั้น?”ในยามนี้ โจวซือเหย่ดูราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำทุกลมหายใจรอบตัว เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า “แม่ครับ แม่มีความลับอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า?”เวินเหยาฉินแสร้งปั้นสีหน้าตื่นตระหนกพลางโพล่งถามออกไปตรง ๆ “พูดแบบนี้ หมายความว่าลูกกำลังระแวงว่าแม่เป็นคนพาเจียงซู่ไปอย่างนั้นเหรอ?”โจวซือเหย่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นแม่เพื่อจับพิรุธทุกฝีก้าว ทว่าเวินเหยาฉินกลับดูเยือกเย็นและผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ “ในโลกนี้จะมีใครอยากเห็นลูกมีความสุขไปมากกว่าแม่อีกเล่า”“แม่รู้ดีว่าลูกให้ความสำคัญกับเจียงซู่มากแค่ไหน ถึงแม่จะไม่ได้ชอบขี้หน้านัก แต่แม่ก็ไม่มีวันหักหาญน้ำใจลูก หรือทำเรื่องที่จะทำให้ลูกต้องมานั่งเป็นทุกข์แบบนี้หรอกนะ”ท่าทีที่ดูไร้จริตจะก้านและคำพูดที่เต็มไปด้วยความรักของผู้เป็นแม่ ทำให้กำแพงความระแวงในใจของเขาเริ่มสั่นคลอนมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความจริง
เธอยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูด ก็ถูกตบฉาดใหญ่เข้าที่ใบหน้า แรงตบนั้นมหาศาลจนเธอถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ แก้มร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก ในหูอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างยังไม่ทันจะได้สติ ร่างของเธอก็ถูกยัดเข้าไปในรถของพวกมันอย่างหยาบคายตอนนี้เจียงซู่มั่นใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนของโจวซือเหย่ แม้ความคิดนี้จะดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่ถ้าเป็นคนของโจวซือเหย่จริง ๆ เขาไม่มีทางปล่อยให้คนพวกนี้ลงไม้ลงมือกับเธอเด็ดขาด!เป้าหมายของกลุ่มลึกลับนี้คือตัวเจียงซู่เพียงคนเดียว เมื่อจับคนได้แล้วพวกมันก็ไม่รั้งรอ รีบเร่งเครื่องหนีออกจากที่เกิดเหตุในทันทีคนขับรถที่ถูกซ้อมจนร่างไร้เรี่ยวแรงกองอยู่บนพื้น ดวงตาแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์และบาดแผล มุมปากมีเลือดซึมออกมา เขาทำได้เพียงมองเจียงซู่ถูกกลุ่มคนพวกนั้นพาตัวไปต่อหน้าต่อตาเขานอนกองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพยุงร่างลุกขึ้นอย่างโงนเงน พยายามหาโทรศัพท์เพื่อติดต่อคนจ้างวาน ในเมื่อส่งคนไม่ถึงที่หมาย เขาก็จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ในเวลาเดียวกัน เพื่อรอข่าวของเจียงซู่ เวินเหยาฉินถึงกับยอมสละเวลานอนเสริมความงามของเธอเมื่อกดรับสาย เวินเหยาฉินเอ่ยถามทันที “ส่งตัวไปเรียบร้
ในขณะที่ฝ่ายนี้กำลังวุ่นวายกับการตามหาคน พี่ชายของเหลียงจินฮั่น ที่เดินตามฝูงชนออกมาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ แววตาของเขาเข้มขึ้นจนดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาไม่ได้หยุดรออยู่ที่นั่นนานนัก แต่เลือกที่จะขึ้นรถแล้วจากไปทันทีครั้นละอองความวุ่นวายจากฝูงชนจางหายไป หลู่เหยียนที่คว้าน้ำเหลวจากการตามหาตัวเจียงซู่เป็นครั้งที่สอง ก็เดินคอตกกลับมาหาโจวซือเหย่ เขาทำเพียงส่ายหน้าเบา ๆ แทนคำตอบที่เต็มไปด้วยความผิดหวังหลู่เหยียนแอบคิดในใจว่า หรือว่าเจียงซู่ จะอาศัยจังหวะนี้หนีไปแล้ว?แม้คำพูดที่กำลังติดอยู่ในลำคอจะทำให้เขาอึดอัดมากเพียงใด ทว่ากลับไม่กล้าปริปากเอ่ยมันออกมาแม้แต่คำเดียว เพราะเขาตระหนักดีว่าเจ้านายตรงหน้านี้ไม่ใช่คนเดิมที่เขารู้จักอีกต่อไป แต่ดูเหมือนว่า... จะเสียสติไปแล้วโจวซือเหย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ถูกกดลงต่ำ “เหลียงเฉินอี้ล่ะ?”เหลียงเฉินอี้ที่เขาเอ่ยถึงนั้นก็คือพี่ชายของเหลียงจินฮั่นนั่นเองทว่ายังไม่ทันที่หลู่เหยียนจะได้อ้าปากตอบกลับไป คำสั่งเฉียบขาดก็พุ่งเข้าใส่ทันที “ส่งคนไปจับตาดูมันไว้”หลู่เหยียนถึงกับชะงักงัน “บอสสงสัยว่าเขาเป็นคนลักพาตัวเธอไปหรือครับ?”ในสถานก
โจวซือเหย่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งต้องตามหาเจียงซู่ อีกใจหนึ่งต้องปกป้องเซียวซูอี้ไม่ให้ถูกฝูงชนเบียดจนพลัดหลง ทำให้การตามหาคนของเขาล่าช้าลงไปอย่างช่วยไม่ได้“บอสครับ”หลู่เหยียนตามมาสมทบได้ทันเวลาพอดีโจวซือเหย่รีบผลักเซียวซูอี้ไปทางหลู่เหยียนทันทีพลางสั่งเสียงพร่า “พาเธอออกไปก่อน...”“ไม่เอา”เซียวซูอี้ทำท่าเหมือนจะขาดใจหากต้องแยกจากเขา เธอพยายามเอื้อมมือไปคว้าเสื้อของโจวซือเหย่ไว้แน่นอีกครั้ง“ฉันไม่ยอมแยกจากคุณ อย่าทิ้งฉันนะ ฉันกลัว...”โจวซือเหย่พยายามแกะมือเธอออก “คุณเชื่อฟังผมนะ ผมไม่มีวันทิ้งคุณ”ทว่าเซียวซูอี้ไม่เพียงไม่ปล่อยมือ ในจังหวะนั้นเธอกลับหมดสติไปต่อหน้าต่อตาเมื่อเห็นดังนั้น โจวซือเหย่จึงรีบประคองร่างเธอไว้ด้วยความตกใจในทันทีเขาหันไปออกคำสั่งหลู่เหยียน “พาเธอออกไป” หลู่เหยียนยื่นมือเข้ามารับตัวเซียวซูอี้มาประคองเพื่อนำตัวออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทว่ามือของเซียวซูอี้ยึดเสื้อโจวซือเหย่ไว้นั้นเกร็งแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตหลู่เหยียนตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “ผมจะเป็นคนไปตามหาคุณเจียงเองครับ บอสรีบพาเธอออกไปก่อนเถอะครับ”สุดท้ายโจวซือ
เจียงซู่ได้ยินเสียงเรียก แววตาพลันวาวโรจน์ด้วยความตระหนก เธอรีบซ่อนโทรศัพท์ที่เวินเหยาฉินทิ้งไว้ให้ทันที ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำล้างมือราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อไร้เสียงตอบรับจากเจียงซู่เป็นเวลานาน ความสุขุมของโจวซือเหย่ที่รออยู่หน้าห้องน้ำก็เริ่มพังทลาย เขาขยับกายอย่างกระสับกระส่าย แววตาคมกริบฉายแววกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด มือหนาเริ่มระดมเคาะประตูรัวขึ้นตามจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะตัดสินใจพุ่งตัวเพื่อพังประตูเข้าไปดูให้รู้แล้วรู้รอด ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อนมือที่ง้างค้างอยู่ในอากาศหยุดชะงักลงทันควัน เมื่อเห็นร่างบางเดินออกมาด้วยท่าทีปกติ สีหน้าที่เคยเคร่งเครียดก็เริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ทำไมเข้าไปนานขนาดนี้ เรียกก็ไม่ตอบ”เจียงซู่ตอบด้วยใบหน้าเรียบตึง “ฉันเข้าห้องน้ำ คุณต้องจับเวลาด้วยหรือไง?”โจวซือเหย่เอ่ย “เปล่า ผมแค่เป็นห่วง”ก่อนจะมาที่นี่ เขาไม่รู้เลยว่าคนตระกูลเหลียงจะมาด้วย หากรู้ล่วงหน้า เขาไม่มีทางพาเจียงซู่มาเสี่ยงแบบนี้แน่นอนเจียงซู่ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร และไม่สนใจด้วยว่าเขาจะรู้สึกยังไง สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวเธอตอนนี้คื
เจียงซู่ยิ้มพราย “ก็ต้องโทษที่ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีเวลาว่างเลยน่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นคงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเขาบ้าง ยังไงซะเราสองคนก็เป็นคนกันเอง จริงไหมคะ”นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ใหญ่เหลียงได้เผชิญหน้ากับเจียงซู่ตัวเป็น ๆ ด้วยวัยที่แก่กว่าพวกโจวซือเหย่นับสิบกว่าปี หากไม่ใช่เรื่องธุรกิจที่ต้องติดต่อกันแล้ว เขากับคนรุ่นหลังกลุ่มนี้ก็แทบจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันนักเขาเคยได้ยินเพียงข่าวลือหนาหูว่าตระกูลโจวทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อหญิงสาวมาแต่งงานแก้เคล็ด ทว่าหลังจากนั้นเธอกลับเร้นกายหายไปต่อสาธารณชนราวกับไม่มีตัวตน ความรับรู้ที่เขามีต่อเธอนั้นช่างเบาบางเหลือเกิน ไม่สิ หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียวแต่ดูจากตอนนี้ เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงอวดดีไร้สมองคนหนึ่งก็เท่านั้นแววตาของพี่ใหญ่เหลียงฉายแววมืดทะมึนวูบหนึ่ง เธอคงไม่ได้คิดหรอกนะว่าโจวซือเหย่จะปกป้องเธอไปได้ตลอดชีวิต?ผู้หญิงที่หย่าขาดและไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลโจวแล้ว เธอเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าต่อกรกับตระกูลเหลียง?อย่างไรก็ตาม พี่ใหญ่เหลียงยังคงรักษาภาพลักษณ์ภายนอกไว้ได้ดี ไม่ได้แสดงท่าทีเสี
เธอไม่ยอมรับ และไม่อยากยอมรับหัวใจคนเราเป็นเนื้อเป็นหนัง การทำผิดพลาดไม่สามารถถูกลบล้างได้ด้วยคำขอโทษเพียงคำเดียว“ออกไป!”โจวซือเหย่พูดอย่างไม่รู้ตัวว่า “ผมอธิบายได้…”เขาคิดว่าพวกเขาคงต้องมีการโต้เถียงกัน แต่ไม่ได้คิดว่าเจียงซู่จะพูดตามน้ำ “ได้สิ ฉันให้โอกาสคุณอธิบาย”“ผม…”โจวซือเหย่เรียบเ
เจียงซู่ได้ยินเสียงและมองไปยังที่มาของเสียง แล้วก็เห็นโจวซือเหย่กับเหลียงจินฮั่นยืนอยู่ด้านนอกห้องตรวจและประโยคเมื่อครู่ก็เป็นคำพูดของเหลียงจินฮั่นส่วนโจวซือเหย่มีสีหน้าเย็นชาและไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆเว่ยชิงหางเอียงหน้ามองไปทางเจียงซู่ ความหมายของสายตานั้นชัดเจนว่าเป็นการถามตอนนี้เขาควรทำอย
เธอไม่สนใจว่าโจวซือเหย่เข้ามาในห้องได้ยังไง อย่างไรก็ตาม เธอรู้ว่าเขาถูกเจียงเจียงปฏิเสธแน่ ๆสมน้ำหน้า!หลังจากโจวซือเหย่ออกไป เจียงซู่ก็นอนไม่หลับอีก ดวงตาของเธอเบิกกว้างเหมือนกระดิ่ง เธอพลิกตัวลงจากเตียง แล้วไปเคาะประตูห้องข้าง ๆไต้ซานเหอที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็สะดุ้งตื่นแล้วลุกจากเตียง
ไต้ซานเหอมองชายหนุ่มที่ตามหลอกหลอนไม่เลิกตรงหน้า พลางพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมว่า “เมื่อก่อนทำไมไม่เห็นว่าท่านประธานโจวจะติดภรรยาขนาดนี้”เธอไม่ชอบที่เขามาควบคุมเจียงซู่แบบนี้ เพียงแค่กวักมือเรียก ราวกับกำลังเรียกสุนัขตัวเล็ก ๆ ให้กลับบ้าน!โจวซือเหย่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเลยแม้แต่น้อย “ในฐานะทนายความ







