LOGINเจียงซู่เพิ่งก้าวเท้าออกจากที่พักของเซียวซูอี้ ก็บังเอิญเจอกับโจวซือเหย่ตรงทางเชื่อมระหว่างเรือนหน้าและเรือนหลังพอดีโจวซือเหย่เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังบ้านที่อยู่ด้านหลังเธอ “คุณไปไหนมา?”เจียงซู่จับสังเกตเห็นความกังวลในแววตาของเขาได้ เธอจึงเหยียดยิ้มเย้ยหยัน: “ไปบีบคั้นยอดดวงใจของคุณมาน่ะสิ”โจวซือเหย่ได้ยินดังนั้น นัยน์ตาก็พลันเย็นเยียบขึ้นมาทันทีเจียงซู่เอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ: “ขืนยังไม่รีบไป ระวังจะไม่ได้เห็นหน้ารักฝังใจของคุณเป็นครั้งสุดท้ายเอานะ”สิ้นคำ ร่างของโจวซือเหย่ก็หายวับไปจากสายตาเจียงซู่กระตุกยิ้ม ไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อยโจวซือเหย่ไปเร็ว และก็กลับมาเร็วเช่นกันเขาพรวดพราดเข้ามาในห้องของเจียงซู่ “วันหลังอย่าพูดจาประชดประชันแบบนี้อีก”เขาเห็นแล้วว่าเซียวซูอี้ยังปกติดี เจียงซู่ไม่ได้ทำอะไรเธอเลยแม้แต่น้อยโจวซือเหย่ลดน้ำเสียงลง “ผมบอกแล้วไง มีความแค้นอะไรก็มาลงที่ผม ผมรับไว้เองทั้งหมด แต่เธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องดึงเหยื่ออีกคนเข้ามาพัวพัน”เจียงซู่ตอบไม่ตรงคำถาม: “ฉันเองก็บริสุทธิ์เหมือนกัน แล้วทำไมคุณถึงต้องลากฉันเข้ามา ให้ฉ
เจียงซู่ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ ทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันโดยเว้นระยะห่างไว้ประมาณช่วงตัวหนึ่งเมื่อเห็นความหวาดระแวงและระแวดระวังในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น มุมปากของเจียงซู่ก็หยักขึ้น พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม: “เลิกแกล้งโง่แล้วเหรอ?”เซียวซูอี้เม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าซีดเซียวเจียงซู่เอ่ยต่อ: “ในเมื่อได้สติแล้ว ทำไมไม่บอกเขาล่ะ?”เซียวซูอี้ยังคงนิ่งเงียบเจียงซู่ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะตอบไหม เธอพูดต่ออย่างไม่ยี่หระ: “ที่โผล่หน้ามาหาฉันถึงนี่ ก็เพราะได้ยินเรื่องของฉันแล้วอยากหาทางกำจัดฉันทิ้งไม่ใช่หรือไง แล้วตอนนี้จะมาแกล้งโง่ทำไมอีก”สิ้นคำพูดนั้น เซียวซูอี้ก็โต้กลับทันควัน: “ฉันเปล่านะ”เธอเพียงแค่อยากเห็นว่าผู้หญิงที่ซือเหย่แต่งงานด้วยเป็นคนแบบไหน คนที่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเธอในช่วงเวลาห้าปีที่หายไปเจียงซู่ที่อยู่ตรงหน้าสวยกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก ต่อให้เป็นตัวเธอในอดีต หากวัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอกก็คงเทียบเจียงซู่ไม่ได้เลยมนุษย์เป็นสัตว์ที่ตัดสินกันด้วยสายตา การจะตกหลุมรักสิ่งที่สวยงามจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เธอทำใจยอมรับไม่ได้หากโจวซือเหย่จะเป็นผู้ชายประเภทนั้นด้วยเมื่อก่อน ไม่ใช่ว่าไ
โจวซือเหย่ไม่ได้ปล่อยเธอ แต่กลับช่วยจัดเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นของเธอให้เรียบร้อยท่ามกลางความมืดมิด น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มนวลและแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก “คุณช่วยเลิกเย็นชากับผมแบบนี้ได้ไหม?”“ผมรู้ว่าคุณโกรธ คุณอยากจะระบายออกมาผมก็ไม่ห้าม แต่อย่าทำท่าทีห่างเหินกับผมแบบนี้เลย”“ถ้าคุณมีอารมณ์อะไรก็มาลงที่ผมได้ แต่อย่าไปยุ่งกับซูอี้เลย ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น รับเรื่องกระทบกระเทือนใจไม่ได้ มันไม่ดีต่ออาการป่วยของเธอ”เจียงซู่แค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยัน: “สงสารงั้นเหรอ?”โจวซือเหย่อธิบาย: “พอเธอหายดี หน้าที่ของผมก็จบลงแล้ว”เจียงซู่เผยสีหน้าเยาะหยันพลางเอ่ยปาก: “โจวซือเหย่นี่คุณเป็นพี่เลี้ยงส่วนตัวของตระกูลเวิงไปแล้วหรือไง?”เมื่อก่อนเขาต้องรับผิดชอบชีวิตเวิงอี๋ มาตอนนี้ยังต้องมารับผิดชอบเซียวซูอี้อีก พ่อแม่ของพวกเธอยังไม่ทุ่มเทเท่าคนนอกอย่างเขาเลยอ้อ... ไม่สิ เขาจะเป็นคนนอกได้ยังไง ในเมื่อเขาทำหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ดีเสียยิ่งกว่าคนในครอบครัวจริง ๆ เสียอีกมีแต่เธอนี่แหละที่เป็นคนนอกที่ทำตัวไม่รู้ความ เข้ามาแย่งตำแหน่งคนในที่ควรจะเป็นของเซียวซูอี้โจวซือเหย่เอ่ย: “
ยามนี้เซียวซูอี้ไม่ใช่คนสติดีอยู่แล้ว เมื่อถูกเจียงซู่พูดยั่วยุปลุกปั่นซ้ำเติม จึงไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป วินาทีที่ความโกรธพุ่งพล่าน เธอจึงตรงเข้าฉีกทึ้งใบสำคัญการหย่าและทะเบียนสมรสที่โจวซือเหย่เก็บรักษาไว้อย่างดีจนขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเจียงซู่ยืนอยู่ข้างหลัง พลางจ้องมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ตอนที่เธอพบว่าโจวซือเหย่ยังเก็บของพวกนี้ไว้ เธอรู้สึกรังเกียจมันมากทีเดียวคนนอกมองมาคงนึกว่าเขาช่างรักมั่นลึกซึ้ง แต่ที่จริงมันก็แค่ความซึ้งใจที่เขามโนขึ้นมาเองฝ่ายเดียวในเมื่อวันนี้ทุกอย่างถูกทำลายด้วยน้ำมือของเซียวซูอี้ก็ถือว่าไม่เลว ถือเสียว่าเป็นการชดใช้ที่เขาเคยเผาของดูต่างหน้าของเธอทิ้งในตอนนั้นเสียงโครมครามจากห้องทำงานดึงดูดความสนใจของป้าเฉินที่อยู่ชั้นล่าง เมื่อเธอวิ่งขึ้นมาก็ต้องชะงักกับภาพเศษกระดาษสีแดงและรูปถ่ายงานแต่งงานที่ฉีกขาดกระจัดกระจายเต็มพื้นป้าเฉินหันไปมองเจียงซู่พลางละล่ำละลักถาม “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?”ของที่วางอยู่ในห้องทำงาน ย่อมเป็นของที่คุณผู้ชายให้ความสำคัญ โดยเฉพาะรูปถ่ายบนพื้นนั่น ป้าเฉินเคยแอบเห็นเขาจ้องมองมัน อย่างเหม่อลอยอยู่หลายครั้ง เห็
เมื่อก่อนเซียวซูอี้จะมีนิสัยใจคออย่างไร เจียงซู่ไม่เคยรู้และไม่นึกสนใจ แต่ในยามนี้ นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นกลับเปี่ยมด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ เห็นได้ชัดเลยว่าโจวซือเหย่คงทุ่มเทถนอมกล่อมเกลี้ยงเธอมาเป็นอย่างดีเจียงซู่จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง เมื่อเห็นว่าเธอกำลังเสวยสุขในชีวิตที่แสนหวาน ความคิดด้านมืดในใจก็เริ่มผุดพรายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเซียวซูอี้ขาวสะอาดไร้ราคีเพียงใด เจียงซู่ก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น... บิดเบี้ยวจนอยากจะบดขยี้ความงดงามนั้นให้แหลกลาญคามือ“อยากรู้เหรอว่าฉันเป็นใคร?”เซียวซูอี้พยักหน้า: “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนนอกจะเข้ามาได้ง่าย ๆ คุณรู้จักซือเหย่เหรอคะ? หรือว่าเป็นญาติฝ่ายไหนของตระกูลโจว?”ไม่รู้เพราะอะไร เซียวซูอี้ถึงรู้สึกต่อต้านและเป็นปรปักษ์ต่อผู้หญิงตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ดีว่าการรู้สึกแบบนี้มันไม่ดีและไม่ถูกต้อง แต่กลับควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้เลยเจียงซู่กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ: “ที่ฉันเข้ามาที่นี่ได้ ก็เพราะฉันคืออดีตภรรยาของโจวซือเหย่ บ้านที่เธออาศัยอยู่นี่ก็คือเรือนหอของฉันกับเขา แม้แต่ป้าแม่บ้านที่ทำกับข้าวให้เธอทาน ก็คือคนที่ดูแ
เมื่อเห็นเจียงซู่สาดคำพูดร้ายกาจใส่ลูกชาย เวินเหยาฉินก็ขมวดคิ้วมุ่นเพียงเล็กน้อย แววตาฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่งส่วนโจวซือเหย่ที่เป็นตัวคู่กรณีกลับไม่ถือสา ราวกับคุ้นชินเสียแล้วเขาเอ่ยสั้น ๆ เพียงว่า “อย่าพูดคำหยาบเลย”เจียงซู่ได้ยินดังนั้นก็แค่นยิ้มหยันเรื่องสกปรกเขาก็ทำมาไม่น้อย คราวนี้กลับมาหาว่าคำพูดของเธอสกปรกอย่างนั้นหรือ?โจวซือเหย่เอ่ย: “แม่ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แม่กลับไปก่อนเถอะ”เวินเหยาฉินเห็นท่าทางไล่แขกของลูกชายก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นี่อะไรกัน... ขนาดแม่แท้ ๆ มาหา เขายังมองว่าขวางหูขวางตาเชียวหรือ?แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ก่อนจะเดินจากไป เธอได้ปรายตามองไปทางเจียงซู่แวบหนึ่งโจวซือเหย่ไม่ได้สนใจว่าท่าทีห่วงใยของเขาจะถูกเมินเฉย เขาเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ: “ป้าเฉินบอกว่าพักนี้คุณทานข้าวน้อยลง เป็นเพราะเบื่ออาหารหรือว่าไม่สบายตรงไหนไหม? ผมจะเรียกหมอประจำบ้านมาตรวจดูหน่อย”“ร่างกายคุณทรุดโทรมมาก ต้องบำรุงให้ดี จะปล่อยให้ตัวเองแย่ลงแบบนี้ไม่ได้”นับตั้งแต่แท้งลูกจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เคยบำรุงร่างกายอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ตอนนี้เธอยังอายุน้อยอาจจะยังไม่เ
มือที่ถือโทรศัพท์กำแน่นพร้อมกับหัวใจที่เจ็บปวด เธอไม่อยากมองหน้าจอแล้ว เจียงซู่ดับหน้าจอมือถือ ยกแก้วเครื่องดื่มตรงหน้า ดื่มหมดภายในรวดเดียวจนเผลอสำลักเพราะรีบร้อนน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายในตอนนั้นเอง เว่ยชิงหางก็โทรมา บอกว่ามีปัญหาเรื่องภาพร่างต้องการจะคุยกับเธอเจียงซู่ก็เลย
เมื่อเจียงซู่ก้าวเข้าไปในห้องทำงาน เธอเห็นว่าโจวซือเหย่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่เห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังโมโหเธอไม่กล้าเข้าไปรบกวน ได้แต่ยืนรออยู่ข้าง ๆ จนผ่านไปสิบนาที เขาถึงวางสายเจียงซู่เดินเข้าไป วางแฟ้มลงบนโต๊ะ “นี่คือแผนโครงการหมิงหยวนค่ะ”โจวซือเหย่หยิบแฟ้มมาเปิดอ่า
ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก แล้วทำไมเขาถึงไม่หย่า?ในเมื่อไม่อยากให้อเวิงอี๋ถูกตราหน้าว่าเป็นมือที่สาม การหย่าแล้วแต่งงานใหม่ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดหรอกหรือ?เว้นแต่...โจวซือเหย่มีสีหน้าเรียบเฉย “เป็นเพราะเงินที่ผมใช้ไปกับคุณในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คุณเกิดภาพหลอนเหรอ?”เจียงซู่พยายามมองหาความผิ
ครู่ต่อมา เจียงซู่จึงรวบรวมสติได้ “ถ้าฉันไม่ยอมล่ะคะ?”โจวซือเหย่ตอบว่า “ที่บ้านยังมีป้าหวังอยู่นะ”เขาหมายความว่า ต้องแย่งคนของเธอไปให้ได้ใช่ไหม?เจียงซู่พูดว่า “คุณให้ป้าหวังไปดูแลเธอสิคะ”โจวซือเหย่ตอบว่า “ป้าหวังมาเพื่อดูแลสุขภาพของคุณ”เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงซู่ก็รู้สึกสมเพชตัวเอง เธอคว







