LOGINด้วยใจบริสุทธิ์ “คณิต” ตั้งใจจะรักและดูแล “ลลิต” เด็กสาววัย 14 ปีในอุปการะอย่างหมดหัวใจ แต่เมื่อเหตุการณ์ดันอุบัติให้ความรู้สึกของเขาต้องเริ่มแปรเปลี่ยน คณิตจะทำอย่างไรเพื่อหักห้ามหัวใจ เขาจะต้องพยายามสักแค่ไหนเพื่อให้ลลิตได้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่ดีพร้อม ให้เธอได้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กหญิงใจซุกซนคนหนึ่งพึงจะมีได้ เมื่อความถูกต้องคืออุปสรรคที่ขวางกั้นปรารถนาทั้งกายใจของเขาและเธอ เรื่องราวยิ่งวุ่นวายเมื่อครูสอนเปียโนของลลิตได้ก้าวเข้ามา หากเป็นไปได้ เขาจึงอยากจะขอเพียงให้วันวานได้หวนคืนมาอีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เขาแก้ไขให้ชีวิตได้ดำเนินไปอย่างหวานชื่นและสวยงาม
View Moreดวงจันทร์กลางท้องฟ้าปรากฏแจ่มจ้าเป็นสีเหลืองสว่างใส คณิตมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวของเขาได้ค่อนข้างชัดเจนแม้ตะวันจะลับฟ้าไปนานแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่เขาสัมผัสได้ว่าแสงจันทร์มันมีจริง มันสาดส่องลงมายังที่ที่มืดมิดให้ใครต่อใครพอมองเห็นอะไรได้บ้างแม้ในยามค่ำคืน ทำไมลลิตไม่เปิดไฟโคมข้างประตูหน้าบ้านไว้นะ เขาคิด คณิตหิ้วกระเป๋าเอกสารคู่ใจเดินขึ้นบันไดหินสี่ขั้น สู่ประตูทางเข้าบ้านที่ทางสถาปนิกเสนอแบบแปลนให้กับคณิตตั้งแต่ครั้งที่บ้านหลังนี้ยังเป็นเพียงที่ดินผืนเปล่าๆ กลางสวนที่มีไม้ใหญ่เขียวขจี เขาบอกมันเรียกว่าสไตล์เนเชอรัล เหมาะกับคนที่รักธรรมชาติ ตรงกันข้ามเป็นคนละขั้วกับบ้านสไตล์โมเดิร์นที่หลายคนนิยมชมชอบกัน
คณิตไขประตูเข้าบ้าน ถอดรองเท้าออกเก็บใส่ตู้รองเท้าขนาดกลางๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากประตูบ้านเพียงเล็กน้อย
“ลลิต” เขาตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงใดๆ ขานรับกลับมา คณิตเปิดไฟ วางกระเป๋าลงที่เก้าอี้นวมตัวเดี่ยวหน้าโทรทัศน์จอกว้างขนาด 54 นิ้วแล้วเดินขึ้นบันไดไปไปที่ชั้นสอง
“ลลิต หลับแล้วเหรอ” เขาส่งเสียงเรียกหาเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีแม้เงาของลลิต คณิตชักจะรู้สึกใจคอไม่ดี เขาปล่อยให้เด็กสาววัยรุ่นอยู่บ้านคนเดียวกลางสวนแบบนี้ ส่วนเขาเองออกไปทำงานจนมืดค่ำ พี่สา พี่เลี้ยงเก่าของเขาตั้งแต่สมัยคณิตยังอยู่บ้านเก่าของพ่อแม่ ก็ขอมาทำงานแบบไปกลับตั้งแต่ช่วงตันสัปดาห์ ลลิตต้องอยู่บ้านคนเดียวหลังห้าโมงเย็นทุกวันในช่วงนี้ ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นกับลลิต เขาจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย คณิตเริ่มก้าวเท้าฉับๆ เดินไปดูตามห้องต่างๆ บนชั้นสองเมื่อเห็นว่าเธอไม่อยู่ในห้องนอน ปากก็เรียกชื่อของลลิตไปด้วย
“คุณคณิต หนูอยู่นี่ค่ะ” ลลิตเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแผ่วเบา คณิตโล่งอกไปที เขาถอนหายใจยาวหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันกลับมาเห็นลลิตในสภาพที่เขาต้องตื่นตกใจ
ลลิตยืนต้อนรับเขาอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนสีขาว ความยาวพอดีเป็นปกติไม่ได้แปลกอะไร เมื่อพี่สาไม่อยู่ หน้าต่างบานกระจกขนาดใหญ่ตรงชั้นสองจึงไม่มีใครชักม่านปิด มันอ้าแขนต้อนรับแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาอย่างอบอุ่น ลลิตยืนอยู่กลางเงาจันทร์อย่างน่าหลงใหล เหมือนเธอเป็นตัวละครจากเรื่องเล่าหรือนิยายสักเล่มที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน คณิตยืนตัวแข็งทื่อ เขาตกใจที่เห็นลลิตในผืนอาภรณ์เพียงชิ้นเดียวอย่างนั้น
“ทำไมไม่แต่งตัวให้มันเรียบร้อย!” คณิตขึ้นเสียงถามคำถามกับเธอ ลลิตเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงง
“ก็หนูเพิ่งอาบน้ำเสร็จ”
“ทีหลังแต่งตัวให้มันดีก่อนแล้วค่อยออกจากห้อง!”
“ก็คุณตะโกนเรียกหนูลั่นบ้าน หนูก็ต้องรีบออกมาเจอหน้าก่อนสิคะ”
“แล้วปากไม่มีพูดหรือไง ฉันเรียกก็ขานรับสิ เท่านั้นฉันก็รู้เรื่องแล้ว” คณิตยังไม่ลดระดับน้ำเสียง
“แล้วคุณบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าเป็นผู้หญิงอย่าเอะอะเสียงดัง ถ้าหนูตะโกนออกมาจากห้อง คุณแน่ใจนะว่าจะไม่ดุด่าอะไรหนูอีก” ลลิตเริ่มขึ้นเสียงบ้างขณะที่อธิบายเหตุผลในมุมของเธอ คณิตเงียบไป เขาเคยพูดไว้อย่างนั้นจริงๆ
“งั้นทีหลังก็แค่โผล่หน้าออกมาก็ได้” ลลิตส่ายหน้า เธอรู้ดีว่าคณิตกำลังรู้สึกแพ้ แต่เขาไม่อยากจะยอมรับ
“ค่ะ”
“ไปใส่เสื้อผ้าได้แล้ว น่าเกลียด” ลลิตมองคณิตกลับไปด้วยสายตาไม่พอใจ
“น่าเกลียดมากไหมคะ” เธอปลดผ้าขนหนูลงกับพื้น สายตายังจับจ้องไปที่เขาไม่วางตา
“ทำอะไรของเธอน่ะ” คณิตมองเห็นทุกส่วนสัดของลลิต เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าลลิตอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ดูเธอเป็นสาวขึ้นกว่าวันแรกที่มาถึงตั้งแต่เมื่อปีก่อนมาก
“ก็เห็นคุณบอกหนูน่าเกลียด หนูก็เลยอยากให้ดูชัดๆ ไงคะ ว่าหนูน่าเกลียดขนาดไหน เข้ามาดูใกล้ๆ เลยสิ” ลลิตก้าวขาเข้ามา
“นี่ หยุดนะ! อย่าทำอย่างนี้ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่น!” คณิตหน้าตาแดงก่ำจากเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างรวมถึงใบหน้า ลลิตยังไม่หยุดก้าวเข้ามาใกล้
“ฉันบอกให้พอไง!” คณิตตะเบ็งเสียงดังขึ้นอีก ลลิตสะดุ้งแล้วหยุดอยู่กับที่ เบ้าตาของเธอเริ่มมีน้ำตารื้น เธอก้มลงไปรวบผ้าขนหนูขึ้นจากพื้น คณิตก้าวขาเข้าไปเมื่อรู้ตัวว่าทำให้ลลิตตกใจมาก แต่ลลิตกลับถอยหนี
“หนูน่ารังเกียจมากเหรอคะ” ลลิตถามเขาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“เข้าห้องไปสวมเสื้อผ้าเถอะ แล้วก็เข้านอนซะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน” ลลิตหันหลังแล้วเดินกลับไปทางห้องนอนของตัวเอง คณิตมองดูเธอด้วยสายตาห่วงหา แต่ลลิตกลับรู้สึกอับอายจนไม่อยากแม้แต่จะอยู่ใกล้ๆ เขา
“เธอกินข้าวเย็นแล้วใช่ไหม”
“กินแล้วค่ะ” ลลิตตอบเขาโดยไม่ได้หันกลับมามองหน้า เธอเดินต่อไปเหมือนไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว คณิตมองดูพื้นไม้ที่ลลิตเหยียบลงไปด้วยเท้าเปล่าในแต่ละก้าวที่เธอย่ำเดิน แล้วเหลือบขึ้นมองปลีน่องขาวเนียนของเธอ ไล่ขึ้นมาเรื่อยจนถึงบั้นท้ายสะโอดสะองนูนเป็นเนินอยู่ใต้ผ้าขนหนูที่เธอใช้พันกายเอาไว้หลวมๆ เธอใช้สองมือประคองปลายผ้าทั้งสองด้านไว้ข้างหน้า แผ่นหลังส่วนที่ปรากฏออกนอกผืนผ้าแลดูนวลเนียนไม่ต่างกับเรียวขาและต้นแขนของเธอ ลลิตเป็นสาวเต็มตัวแล้วจริงๆ คณิตก้มหน้าลงเมื่อลลิตหันกลับมามองเขาอีกครั้งก่อนเธอจะปิดประตูห้องนอนแล้วหายเงียบเข้าไปข้างใน
คณิตเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของลลิต เขาพยายามเงี่ยหูฟังเผื่อว่าจะได้ยินความเป็นไปในห้องนั้นหลังจากที่ลลิตปิดประตูกั้นตัวเธอเองออกจากเขาและโลกภายนอก ในห้องนั้นเงียบเชียบ สักพักก็มีเสียงดังแกรกๆ สองที ก่อนที่ทำนองเพลง Close to You ของ The Carpenters จะดังขึ้น ลลิตคงไม่เป็นอะไรแล้ว เธอไขลานกล่องเพลงที่คณิตเป็นคนให้เอาไว้เหมือนที่เธอจะทำเช่นทุกคืนก่อนหลับตาลงนอน คณิตเบาใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาเดินลงบันไดมายังชั้นล่าง นั่งลงที่ชุดโซฟาบริเวณเดียวกับเก้าอี้นวมตัวเดี่ยวที่เขาวางกระเป๋าเอกสารเอาไว้
เขาพยายามทำใจให้นิ่งสงบ หนูน้อยลลิตวัย 14 ปีที่ย้ายเข้ามาร่วมชายคากับเขาเมื่อปีก่อน กำลังกลายเป็นผีเสื้อแสนสวยจากการฟูมฟักรักใคร่ของเขา เพียงแค่ปีเดียว เธอเติบโตขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน แววตาที่เคยมองมาที่เขาอย่างไร้เดียงสา เมื่อครู่นี้มันกลับกลายเป็นดุดันเร่าร้อน เหมือนลลิตพยายามจะล้วงความลับในใจของคณิตผ่านการสะกดเขาเอาไว้ด้วยดวงตา คณิตใช้ฝ่ามือทาบลงที่หน้าอกของตน ใจของเขายังเต้นแรงไม่เลิกรา จะเบาลงก็เพียงเล็กน้อยหลังจากลลิตพ้นสายตาของเขาไปแล้วเท่านั้น ภาพเรือนร่างของลลิตยังตรึงตราอยู่ในความคิดของคณิตไม่คลาย เขาส่ายศีรษะสองสามครั้งแล้วลุกขึ้นถอดเสื้อนอกออก ก่อนจะเดินเข้าไปดูสำรับในครัวที่พี่สาเตรียมเอาไว้ให้สำหรับเขาและลลิตให้กินด้วยกัน
ในอ่างไม่ได้มีจานชามที่ใช้งานแล้ววางอยู่ คณิตอุ่นกับข้าวจนพร้อม แล้วเดินออกมาจากครัว
“อ้าว ลลิต ยังไม่นอนเหรอ ฉันกำลังจะขึ้นไปหา” คณิตสะอึกในคำพูดนั้น เขามองดูลลิตที่ตอนนี้แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย เธอสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนกระโปรงผ้าฝ้ายสีฟ้าที่คณิตจำได้ดีเพราะเขาเป็นคนสั่งตัดให้เธอเอง
“ไม่ใช่สิ ฉันจะขึ้นไปถามว่าเธอกินข้าวแล้วแน่เหรอ ทำไมไม่มีจานชามช้อนส้อมในอ่างล้างจานเลย” ลลิตไม่ได้ตอบ เธอเดินเลยตัวเขาเข้ามานั่งที่เก้าอี้รับประทานอาหารในห้องครัว
“หรือเธอล้างจานเองไปแล้ว ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องทำ ให้พี่สาเขาทำไป” ลลิตประสานสองแขนคล้ายเป็นท่ากอดอก แต่วางศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ
“หนูยังไม่ได้กินข้าวหรอกค่ะ” คณิตพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเดินกลับเข้ามาตักข้าวจากโถใส่จานให้เธอและตัวเขาเอง
“หนูขอโทษนะคะ” คณิตนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ กัน
“ขอโทษเรื่องอะไร” เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ที่หนูทำก้าวร้าวใส่ หนูลืมนึกไปว่าคุณเป็นผู้มีพระคุณ” คณิตส่ายหน้า
“อย่าพูดอย่างนั้นเลย แต่รู้ผิดรู้ชอบก็ดีแล้วล่ะ” คณิตลดสายตาลง สิ่งที่เขาพูดออกไป คล้ายเป็นการย้ำเตือนกับตัวเอง
“ฉันก็ต้องขอโทษเหมือนกัน แต่เมื่อกี้ฉันทั้งตกใจและเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะมีอันตราย วันนี้ฉันทำงานจนค่ำมืด ปล่อยให้เธออยู่คนเดียว”
“คุณเป็นห่วงหนูงั้นเหรอ” ลลิตหันมามองหน้าเขา สายตาของเธอเว้าวอนออดอ้อนแม้ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
“ห่วงสิ ห่วงมากด้วย” คณิตลูบผมของเธอ
“งั้นต่อไปคราวหลัง ให้เธอตะโกนออกมาจากห้องได้ ดีไหม ฉันจะไม่ดุว่าเธอเลย สัญญา” คณิตยื่นนิ้วก้อยให้ลลิตเกี่ยว ลลิตทำตาม
“สัญญาแล้วนะคะ ต่อไปหนูตะโกนออกมาได้” คณิตพยักหน้า ลลิตอยากจะขยับตัวเข้าไปให้เขากอดเหลือเกิน แต่จากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ มันทำให้เธอต้องหยุดคิดก่อนจะทำอะไรตามใจให้มากขึ้น
“หนูไม่ได้น่าเกลียดใช่ไหมคะ” ลลิตยังป้อนคำถาม
“ไม่เลย เธองามมากต่างหากล่ะ แต่อย่าทำอีกนะ เธอเป็นเด็ก ฉันเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ดี” ลลิตพยักหน้า เธอจับช้อนส้อมเริ่มลงมือกินข้าว
“หนูหิวมากเลย แต่อยากกินข้าวพร้อมคุณ เริ่มจะง่วงแล้วด้วย ก็เลยไปอาบน้ำก่อน”
“ต่อไปฉันจะรีบกลับนะ” คณิตขยับเก้าอี้ให้เข้าที่แล้วเริ่มตักกับข้าวใส่จานข้าวสวยของเขาและของเธอ
“ค่ะ อย่าปล่อยให้หนูอยู่คนเดียวบ่อยๆ หนูเหงา”
“ได้เลย พอดีวันนี้มันมีเรื่องวุ่นวายนิดนึงน่ะ” คณิตบอกกับเธอไป เขาตรองดูในใจถึงคำว่าเหงาของลลิต เธอเหงาเพราะอะไร เพราะพี่สาไม่อยู่ เพราะเขาไม่อยู่ หรือเธอต้องการสิ่งเติมเต็มหัวใจในแบบไหนกันแน่ คณิตกินข้าวในจานอย่างช้าๆ เขาสลับหันมองดูหนูน้อยลลิตที่กำลังเอร็ดอร่อยอย่างไร้เดียงสาคงเพราะความหิว คณิตเริ่มเป็นกังวลในใจ เขาตั้งใจจะมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้เด็กน้อยที่ไม่เคยได้รับความรักคนนี้ แต่หัวใจที่สูบเลือดฉีดพล่านจนเขาต้องรู้สึกร้อนฉ่าไปทั้งตัวเมื่อตอนที่เห็นลลิตในชุดผ้าขนหนู มันกลับบอกใบ้อะไรกับเขาอีกอย่างหนึ่ง
“อีกสองชั่วโมงเจอกันนะ” “ได้ค่ะ” ลลิตปิดประตูรถแล้วเดินเข้ามาใกล้หน้าประตูสถาบัน “ลลิต” เสียงครูอลันเรียกเธอจากไกลๆ “ครูอลัน สวัสดีค่ะ” เธอหันกลับไปมองดูคณิตที่ขับรถออกไปแล้ว “เมื่อวานทำไมครูไม่ทักหนูเลย แล้วส่ายหน้าด้วย ตอนหนูเดินลงมา” ลลิตถามอลันด้วยน้ำเสียงเกือบจะตะโกน อลันเดินมาถึงก็จับแขนของลลิตแล้วดันตัวเธอเลยไปอีกทางบนฟุตบาทหน้าสถาบัน ลลิตเดินตามไปอย่างงุนงง “ถึงร้านแล้วค่อยคุยกัน” เขาพูดเรียบๆ อลันพาลลิตเดินเข้าซอยข้างสถาบันดนตรีมาลึกได้ราว 100 เมตร ข้างในนี้เหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลายๆ ครอบครัวพร้อมใจกันเปิดร้านอาหาร หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่ให้เช่าขายของ ลลิตตื่นตาตื่นใจมาก “โอ้โห ของกินเยอะแยะเลย” อลันมองหน้าเธอ “ดูสิ เห็นแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว ได้ไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนะ” “ได้ไปสิคะ” ลลิตสวนคำ “ก็คงไปกับคุณคณิต” “ใช่ พี่สาด้วย” อลันเลิกคิ้วขึ้น “ใครเหรอ” เขาถามต่อ “พี่เลี้ยงของคุณคณิตค่ะ คอยช่วยดูแลหนูด้วย” “อ้
อีกนิดเดียว ลลิตบอกกับตัวเองในใจ ใกล้แล้ว “ก๊อกๆ” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงมือออกมาแล้วแอบเช็ดปลายนิ้วกับชายกระโปรงเมื่อลุกขึ้น “เดี๋ยวพ่อบุญธรรมมารับแล้วจะไม่เจอนะ ลลิต ครูจะกลับแล้วล่ะ นั่งทำอะไรอยู่” ครูอลันถามลลิตหลังจากที่เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาทันที “เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกคุณคณิตดีไหมว่าให้มีเปียโนที่บ้านด้วย” เธอพยายามสังเกตสีหน้าครูอลันว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้หลังจากที่เขาออกไป อลันมองตาเธอสลับซ้ายขวา “ไว้ไปกินข้าวกันไหม คราวหน้าบอกให้คุณคณิตมาส่งเร็วหน่อยสิ บอกเขาว่าอยากมาซ้อมก่อนจะเริ่มเรียน ไม่งั้นก็ซื้อเปียโนไว้ที่บ้าน ทีนี้ล่ะอดออกมาเรียนแน่” ลลิตไม่ตอบเขา “ดีไหม ไปกินข้าวกับครู ครูมีเรื่องอยากเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย เผื่อเธอมีอะไรอยากจะบอกครูบ้าง” ลลิตหยุดคิดสักครู่แล้วพยักหน้า อลันยิ้ม “งั้นวันนี้กลับเถอะ เดี๋ยวเขามาแล้วไม่เจอจะถูกดุเอานะ” “ค่ะๆ” ลลิตรีบเก็บข้าวของซึ่งก็มีเพียงกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวเพียงหนึ่งใบเล็กๆ เท่านั้น “ครูลงไปก่อนนะ”
“คณิตาภรณ์ สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ จะขอสั่งผ้ายกม้วนหลายๆ แบบ สำหรับร้านรับตัดเสื้อผ้า” “ยินดีครับ สนใจผ้าชนิดไหนครับ” “อยากมีสต็อคไว้หลายๆ แบบเลยค่ะ เผื่อเวลาที่ลูกค้ารีเควสท์มาจะได้มีผ้าพร้อมตัดทันที” ราจเงียบไปสักครู่ “ไม่ทราบอยู่กรุงเทพฯ รึเปล่าครับ” “ใช่ค่ะ” “ทางเรามีบริการส่งด่วนนะครับ เพราะที่คณิตาภรณ์เราเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งมีสินค้านำเข้าด้วย ขออนุญาตแนะนำให้รับเป็นผ้าสำหรับงานตัดทั่วไป และหากทางคุณมีลูกค้าต้องการผ้าแบบพิเศษ ก็สามารถโทรเข้ามาสั่งได้เลย ภายในวันเดียวก็ถึงแล้วครับ” คณิตมองดูราจรับสายลูกค้าอย่างสังเกตสังกา เขาพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะติดสำเนียงแขกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฟังดูขัดหูแต่อย่างใด เขาสลับหูโทรศัพท์ไปใช้หัวไหล่ด้านซ้ายหนีบเอาไว้ สองมือหยิบกระดาษปากกาจดออเดอร์ลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว คณิตยิ้ม “ได้ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ ล็อตนี้ไม่ได้รับด่วนใช่ไหมครับ... ครับๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกินสองวันอย่างช้าครับ” ราจวางสายจากลูกค้าไ
บันไดหินที่หน้าประตูบ้านมีพื้นผิวเย็นเฉียบ ลลิตนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ นานกว่าสิบนาทีแล้ว วันนี้พี่สามาทำงานสาย เธออยากจะรู้จริงๆ ว่าแต่ละคนรอบตัวเธอมีเหตุผลอะไร ในเวลาที่ต้องกลับบ้านช้า มาทำงานสาย หรือปล่อยให้เธออยู่คนเดียวเหงาๆ จากตีนบันไดหินเลยออกไปทางหน้าตัวบ้านเป็นทางเดินสไตล์ฝรั่ง ปูพื้นด้วยหินก้อนโตๆ สลับขนาดกันไป ด้านบนถูกขัดให้เรียบจนเหมาะสำหรับทำเป็นทางเดิน ลลิตมองดูรูปสลักจากสัมฤทธิ์ที่ตั้งประดับอยู่ตรงหัวโค้งทางเดินข้างๆ ม้านั่งยาวที่คงตั้งเอาไว้เผื่อใครจะอยากแวะนั่งเล่น เธอรวบกระโปรงลุกขึ้น ก้าวขาลงมาอย่างช้าๆ เพื่อจะเดินเข้าไปสำรวจบริเวณนั้น คุณคณิตคงจะมีเงินเยอะมากๆ ปีเศษมานี้เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย เธอมัวแต่มีความสุขอยู่กับบ้านหลังงามที่เป็นชายคาให้เธอได้อยู่อาศัย เธอเอร็ดอร่อยกับอาหารแต่ละมื้อที่พี่สาทำให้และได้ออกไปกินตามร้านข้างนอกในเวลาที่คุณคณิตเว้นว่างจากการงาน เธอเพลิดเพลินกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ครูพัชบอกว่าต้องรู้ให้หมดเสียก่อนจึงจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไปได้ จนมาถึงวันนี้ ทุกอย่างที่เธอเคยตื่นเต้นกับมัน ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำว