Masuk“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”แทนที่จะพานางไปยังเรือนรับรองหรือเรือนเดิมของมารดา แม่นมหลี่กลับนำทางพามู่หรงหลิงเดินอ้อมไปยังท้ายจวนที่รกชัฏ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เรือนเหมันต์โปรย เรือนไม้หลังเล็กเก่าคร่ำคร่าที่หลังคาผุพัง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัว และมีกลิ่นอับชื้นของเชื้อราโชยคละคลุ้งออกมา หยากไย่เกาะเต็มขอบหน้าต่าง ตัดกับกลิ่นปัสสาวะม้าจากคอกข้างๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล“นี่คือที่พักของคุณหนูรองเจ้าค่ะ” แม่นมหลี่หยัดกาย จีบมือนำเสนอด้วยแววตาดูแคลน “ฮูหยินใหญ่เห็นว่า คุณหนูรองโตมาในบ้านป่า น่าจะชินกับบรรยากาศเรียบง่าย คงไม่คุ้นชินกับเรือนใหญ่ที่มีกฎระเบียบจัดจ้าน เรือนนี้สงบเงียบ... เหมาะกับคนที่เรียบง่ายอย่างคุณหนูรองที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”อาหนิงกำหมัดแน่นจนสั่น “นี่มันเรือนร้างชัดๆ หลังคาก็โหว่ พื้นก็ผุ จะให้คุณหนูข้านอนที่นี่ได้อย่างไร”“อาหนิง... เงียบก่อน” เสียงของมู่หรงหลิงราบเรียบแต่มีอำนาจ นางหันไปมองแม่นมหลี่ด้วยรอยยิ้มแผ่วเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา“นี่คือเรือนที่ฮูหยินใหญ่จัดให้เช่นนั้นหรือ” มู่หรงหลิงเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองสำรวจความทรุดโทรมนั้นอย่างพิจารณาเรือนร้างที่เหม็นสาบขี้ม้า นางค่อยๆ เ
หน้าประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพมู่หรงอันเกรียงไกรตั้งตระหง่านราวป้อมปราการ แผ่นไม้หนาหุ้มทองสัมฤทธิ์สลักลายอสูรสงครามสะท้อนแสงแดดอ่อนยามบ่าย บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่น่าเกรงขาม แผ่ซ่านจนแม้แต่ลมยังพัดผ่านอย่างระมัดระวัง ทหารยามในชุดเกราะเกล็ดนิลสองนายยืนประจำการขนาบประตูใหญ่ ดุจรูปปั้นหิน มือกุมทวนยาวแน่น ปลายคมปลาบ แววตาแข็งกร้าวของผู้ผ่านสมรภูมิมากกว่าหนึ่งสนามรบ ปรายมองรถม้าคันเล็กที่ไร้ตราประทับ ไร้ผ้าแพรประดับ ไร้เครื่องหมายแห่งฐานันดรใด ๆ อย่างเย็นชาและดูแคลนรถม้าหยุดนิ่งสนิทลง ท่ามกลางความเงียบเชียบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดขึ้นเพียงครึ่ง ทอดสายตามองประตูจวนอย่างนิ่งสงบ ราวกับกำลังประเมินสนามรบ มิใช่บ้านเกิดของตน บัดนี้หน้าประตูจวนไร้เงาพ่อบ้านหรือบ่าวอาวุโสชั้นสูงออกมารอรับคุณหนูรองที่กลับจวนตามธรรมเนียมของจวนแม่ทัพมู่หรงหลิงก้าวลงจากรถม้าอย่างช้าๆ อาภรณ์สีฟ้าซีดพลิ้วตามแรงลม แม้สีจะจางแต่วงแขนและสาบเสื้อกลับเย็บปักด้วยตะเข็บประณีต ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าฝีมือช่างชั้นสูง มิใช่ฝีมือชาวบ้านทั่วไป นางสวมหมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้าไว้จนเห็นเพียงแนวคา
“ฮ่องเต้เสด็จ”ในเสี้ยววินาทีที่สุ้มเสียงแหลมกังวานขานของขันทีหน้าตำหนัก ดังก้องโสตประสาท มู่หรงเซียนที่กำลังเหยียดยิ้มหยันและกำลังถอยห่างพลัน ฝีเท้าเบา ๆ ของนางเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องชะงักงันไปชั่วครู่ หัวใจนางร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ดวงตาตื่นตระหนกไปเสี้ยวลมหายใจเดียว เสี้ยวเดียวเท่านั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยประกายตาแห่งเล่ห์เหลี่ยม ทุกอย่างบนใบหน้าเปลี่ยนกลับไปราวกับไม่เคยมีความเย็นชาหรือความรังเกียจใดหลงเหลืออยู่กิริยาหยิ่งผยองและเหยียดหยามเมื่อมลายหายไปสิ้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้น นางหมุนตัวกลับไปยังเก้าอี้ข้างแท่นบรรทมรวดเร็วดุจสายลม ใบหน้าที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าอาดูร ท่าทางนางดูอ่อนระทวย มือหนึ่งคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนงามขึ้นมาซับดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่นางสั่งได้ดั่งใจนึกในพริบตาเดียว ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อยกับการกลั้นสะอื้น อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจัดขอบผ้าห่มที่เลื่อนหลุดให้เขาอย่างทะนุถนอม ราวกับนางกำลังปรนนิบัติเขาด้วยความรักสุดหัวใจมาเนิ่นนานบานประตูใหญ่ถูกผลักออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ซ่าน ร่างสง่าในชุดมังกรสีเหลืองทองของ
“ข้าจะอยู่ดูแลท่านอ๋องเอง อยากจะลองเรียกขานท่านอ๋องดูสักครา เผื่อว่าวาสนาของข้าจะช่วยดึงปลุกพระองค์กลับมาได้บ้าง... พวกเจ้าทุกคนถอยออกไปเถิด ให้ข้าได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสักครู่” สิ้นคำสั่ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันค้อมกายทยอยถอยออกห่างอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางนั่งเฝ้าอ๋องติ้งอย่างใกล้ชิด เหลือเพียงความเงียบสงัดก็กลายเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียว รอยยิ้มอาทรบนใบหน้าของมู่หรงเซียนพลันเลือนหายไป ราวกับหน้ากากงิ้วที่ถูกกระชากออกอย่างไม่ไยดี ความอ่อนโยนบนใบหน้านั้นราวกับไม่เคยมีอยู่ ดวงตาที่เคยฉ่ำชื้นกลับเปลี่ยนเป็นความเฉยชาในพริบตา นางปล่อยผ้าเช็ดหน้าลายกิ่งเหมยลงบนตัก ทอดสายตามองพระคู่หมั้น สายตานั้น… ไม่ใช่จากความห่วงใย แต่คือการประเมินค่า นางมิได้ก้มลงมองพระพักตร์อันหล่อเหลาทว่าซีดเซียวของเขา แต่กลับจดจ้องไปที่ขาซ้ายซึ่งโผล่พ้นผ้าห่มที่ฟูไห่ไม่ได้ห่มปิดให้ ด้วยแววตารังเกียจ “ท่านอ๋องเพคะ... พระองค์ทรงได้ยินหม่อมฉันหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานดุจเคลือบน้ำผึ้ง ทว่าเนื้อแท้กลับเย็นชาเสียดกระดูก ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความอาทร “ติ้งอ๋อง…เพคะ” นางเรียกซ้ำอีกครั
“และที่สำคัญ...” เสียงของนางที่เคยนุ่มนวลกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทว่าคมกริบจนบาดใจดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งพ้นฝัก“สินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดนำไปใช้ปูทางสู่อำนาจประดับหน้าตาตนเองได้อีกต่อไป ข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทั้งที่เป็นของข้า...และของท่านแม่ รวมถึงทวงคืนหนี้เลือดที่พวกเขาสลักไว้บนดวงใจท่านแม่ และพวกเขาต้องชดใช้คืนร้อยเท่า”แม่เฒ่าจางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับถูกกาลเวลากรีดซ้ำนางมองดูคุณหนูที่ตนชุบเลี้ยงด้วยความขมขื่นใจ ก่อนจะถอนใจยาว เอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งใด“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้ว ข้าก็มิอาจฉุดรั้งหงส์ให้กลายเป็นเป็ดในปลักโคลนได้อีกต่อไป... แต่ หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ จวนแม่ทัพคือรังหมาป่าที่กินคนโดยไม่คายกระดูก... เจ้าจะเดินเข้าไปเพียงลำพังมิได้”หญิงชราหันไปทางประตูม่านไม้ไผ่ด้านหลังเรือน “อาหนิง... เข้ามานี่ซิ”เด็กสาวร่างบางก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคล่องแคล่ว นางมิได้มีกิริยาอ่อนช้อยดุจสาวใช้ในเมืองหลวง มิได้ก้มหน้าดูอ่อนแออย่างสาวใช้ทั่วไป ทว่าดวงตาซุกซนฉายแววเฉียบคมเกินวัย และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อาหนิงทรุดกายลงคุ
ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านทิวสนแห้ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วราวเสียงกระซิบของฤดูหนาวที่มาเยือน จางเยี่ยนหลิงในชุดผ้ากระสอบสีหม่น กำลังตากสมุนไพรบนตะแกรงไม้ด้วยท่วงท่าชำนาญ นางใช้ชีวิตเช่นนี้มาเนิ่นนาน เรียบง่าย เงียบงัน และห่างไกลจากชื่อสกุลที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยเอ่ยถึง หมู่บ้านชายป่าแดนสวรรค์ที่นางใช้เป็นเกราะคุ้มภัยมาตลอดหลายปีทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าเร็วก็ทำลายความสงัด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ร่างบุรุษในชุดองครักษ์หยุดม้าหน้าเรือนอย่างแม่นยำ ฝุ่นดินยังไม่ทันจาง เขาก็ลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างหนึ่งตามพิธี พร้อมยื่นจดหมายผนึกครั่งสีแดงฉานขึ้นเหนือศีรษะ “คารวะ คุณหนูรอง…มีจดหมายด่วนจากจวนแม่ทัพ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ เรียบร้อย และห่างเหิน ไม่ต่างจากการทำหน้าที่ตามคำสั่งนางเปิดอ่าน จางเยี่ยนหลิงรับจดหมายมาโดยไม่กล่าวคำใด นิ้วเรียวลูบผ่านตราครั่งเพียงแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ออกอ่านอย่างช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สายตานางกวาดผ่านเนื้อความในจดหมายกล่าวถึงอาการป่วยปางตายของบิดา และความจำเป็นที่นางต้องกลับไปจัดการงานในจวน เพื่อให้คุณหนูใหญ่ของจวนได้ทำหน้าที่พระคู่หมั้นอย่างหมดห่วง“ท่าน





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

