Masuk“หยุดมือเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาวางเพลิงในจวนแม่ทัพ”เสียงตวาดดังก้องขึ้นกลางลาน พร้อมเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มทหารในชุดเกราะพลันดังขึ้น ฉินฟง องครักษ์คนสนิทของท่านแม่ทัพมู่หรงปรากฏกายขึ้นพร้อมกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝักเพียงครึ่งเดียว แววตาคมกริบจ้องมองเปลวไฟสีส้มลุกโชน กำลังเลียไล้ชายคาเรือนเหมันต์โปรยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคอกม้าด้วยความตระหนก องครักษ์ด้านหลังขยับเท้าเตรียมพุ่งเข้าไปดับไฟทว่า “อย่าเข้าใกล้”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างราบเรียบ หากหนักแน่นพอจะสยบการเคลื่อนไหวทั้งหมดมู่หรงหลิงขยับกายเพียงเล็กน้อย ก้าวออกมายืนเบื้องหน้ากองเพลิงที่กำลังลุกโชน ชายอาภรณ์สีอ่อนพลิ้วไหวท่ามกลางลมร้อน นางมิได้มีท่าทีหวาดกลัว มือเรียวชูป้ายไม้จารึกอักษรทองขึ้นสูงเหนือศีรษะ แสงไฟสีส้มสาดสะท้อนทับอักษรศักดิ์สิทธิ์บนป้ายจนเกิดรัศมีให้ดูขลังจนน่าเกรงขามสะกดสายตาผู้คน ตราประทับเทียนลิขิต จากวัดเทียนฝูปรากฏเด่นชัด“ท่านคือองครักษ์ของจวนแม่ทัพกระมัง…” นางเว้นจังหวะสั้น ๆ ดวงตานิ่งลึก “หากข้าจำไม่ผิด ท่านมีหน้าที่ปกป้องเกียรติยศของท่านแม่ทัพ แต่วันนี้….ท่านกลับจะใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ มาขัดขวางเพลิงพิ
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”แทนที่จะพานางไปยังเรือนรับรองหรือเรือนเดิมของมารดา แม่นมหลี่กลับนำทางพามู่หรงหลิงเดินอ้อมไปยังท้ายจวนที่รกชัฏ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เรือนเหมันต์โปรย เรือนไม้หลังเล็กเก่าคร่ำคร่าที่หลังคาผุพัง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัว และมีกลิ่นอับชื้นของเชื้อราโชยคละคลุ้งออกมา หยากไย่เกาะเต็มขอบหน้าต่าง ตัดกับกลิ่นปัสสาวะม้าจากคอกข้างๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล“นี่คือที่พักของคุณหนูรองเจ้าค่ะ” แม่นมหลี่หยัดกาย จีบมือนำเสนอด้วยแววตาดูแคลน “ฮูหยินใหญ่เห็นว่า คุณหนูรองโตมาในบ้านป่า น่าจะชินกับบรรยากาศเรียบง่าย คงไม่คุ้นชินกับเรือนใหญ่ที่มีกฎระเบียบจัดจ้าน เรือนนี้สงบเงียบ... เหมาะกับคนที่เรียบง่ายอย่างคุณหนูรองที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”อาหนิงกำหมัดแน่นจนสั่น “นี่มันเรือนร้างชัดๆ หลังคาก็โหว่ พื้นก็ผุ จะให้คุณหนูข้านอนที่นี่ได้อย่างไร”“อาหนิง... เงียบก่อน” เสียงของมู่หรงหลิงราบเรียบแต่มีอำนาจ นางหันไปมองแม่นมหลี่ด้วยรอยยิ้มแผ่วเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา“นี่คือเรือนที่ฮูหยินใหญ่จัดให้เช่นนั้นหรือ” มู่หรงหลิงเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองสำรวจความทรุดโทรมนั้นอย่างพิจารณาเรือนร้างที่เหม็นสาบขี้ม้า นางค่อยๆ เ
หน้าประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพมู่หรงอันเกรียงไกรตั้งตระหง่านราวป้อมปราการ แผ่นไม้หนาหุ้มทองสัมฤทธิ์สลักลายอสูรสงครามสะท้อนแสงแดดอ่อนยามบ่าย บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่น่าเกรงขาม แผ่ซ่านจนแม้แต่ลมยังพัดผ่านอย่างระมัดระวัง ทหารยามในชุดเกราะเกล็ดนิลสองนายยืนประจำการขนาบประตูใหญ่ ดุจรูปปั้นหิน มือกุมทวนยาวแน่น ปลายคมปลาบ แววตาแข็งกร้าวของผู้ผ่านสมรภูมิมากกว่าหนึ่งสนามรบ ปรายมองรถม้าคันเล็กที่ไร้ตราประทับ ไร้ผ้าแพรประดับ ไร้เครื่องหมายแห่งฐานันดรใด ๆ อย่างเย็นชาและดูแคลนรถม้าหยุดนิ่งสนิทลง ท่ามกลางความเงียบเชียบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดขึ้นเพียงครึ่ง ทอดสายตามองประตูจวนอย่างนิ่งสงบ ราวกับกำลังประเมินสนามรบ มิใช่บ้านเกิดของตน บัดนี้หน้าประตูจวนไร้เงาพ่อบ้านหรือบ่าวอาวุโสชั้นสูงออกมารอรับคุณหนูรองที่กลับจวนตามธรรมเนียมของจวนแม่ทัพมู่หรงหลิงก้าวลงจากรถม้าอย่างช้าๆ อาภรณ์สีฟ้าซีดพลิ้วตามแรงลม แม้สีจะจางแต่วงแขนและสาบเสื้อกลับเย็บปักด้วยตะเข็บประณีต ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าฝีมือช่างชั้นสูง มิใช่ฝีมือชาวบ้านทั่วไป นางสวมหมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้าไว้จนเห็นเพียงแนวคา
“ฮ่องเต้เสด็จ”ในเสี้ยววินาทีที่สุ้มเสียงแหลมกังวานขานของขันทีหน้าตำหนัก ดังก้องโสตประสาท มู่หรงเซียนที่กำลังเหยียดยิ้มหยันและกำลังถอยห่างพลัน ฝีเท้าเบา ๆ ของนางเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องชะงักงันไปชั่วครู่ หัวใจนางร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ดวงตาตื่นตระหนกไปเสี้ยวลมหายใจเดียว เสี้ยวเดียวเท่านั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยประกายตาแห่งเล่ห์เหลี่ยม ทุกอย่างบนใบหน้าเปลี่ยนกลับไปราวกับไม่เคยมีความเย็นชาหรือความรังเกียจใดหลงเหลืออยู่กิริยาหยิ่งผยองและเหยียดหยามเมื่อมลายหายไปสิ้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้น นางหมุนตัวกลับไปยังเก้าอี้ข้างแท่นบรรทมรวดเร็วดุจสายลม ใบหน้าที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าอาดูร ท่าทางนางดูอ่อนระทวย มือหนึ่งคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนงามขึ้นมาซับดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่นางสั่งได้ดั่งใจนึกในพริบตาเดียว ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อยกับการกลั้นสะอื้น อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจัดขอบผ้าห่มที่เลื่อนหลุดให้เขาอย่างทะนุถนอม ราวกับนางกำลังปรนนิบัติเขาด้วยความรักสุดหัวใจมาเนิ่นนานบานประตูใหญ่ถูกผลักออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ซ่าน ร่างสง่าในชุดมังกรสีเหลืองทองของ
“ข้าจะอยู่ดูแลท่านอ๋องเอง อยากจะลองเรียกขานท่านอ๋องดูสักครา เผื่อว่าวาสนาของข้าจะช่วยดึงปลุกพระองค์กลับมาได้บ้าง... พวกเจ้าทุกคนถอยออกไปเถิด ให้ข้าได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสักครู่” สิ้นคำสั่ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันค้อมกายทยอยถอยออกห่างอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางนั่งเฝ้าอ๋องติ้งอย่างใกล้ชิด เหลือเพียงความเงียบสงัดก็กลายเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียว รอยยิ้มอาทรบนใบหน้าของมู่หรงเซียนพลันเลือนหายไป ราวกับหน้ากากงิ้วที่ถูกกระชากออกอย่างไม่ไยดี ความอ่อนโยนบนใบหน้านั้นราวกับไม่เคยมีอยู่ ดวงตาที่เคยฉ่ำชื้นกลับเปลี่ยนเป็นความเฉยชาในพริบตา นางปล่อยผ้าเช็ดหน้าลายกิ่งเหมยลงบนตัก ทอดสายตามองพระคู่หมั้น สายตานั้น… ไม่ใช่จากความห่วงใย แต่คือการประเมินค่า นางมิได้ก้มลงมองพระพักตร์อันหล่อเหลาทว่าซีดเซียวของเขา แต่กลับจดจ้องไปที่ขาซ้ายซึ่งโผล่พ้นผ้าห่มที่ฟูไห่ไม่ได้ห่มปิดให้ ด้วยแววตารังเกียจ “ท่านอ๋องเพคะ... พระองค์ทรงได้ยินหม่อมฉันหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานดุจเคลือบน้ำผึ้ง ทว่าเนื้อแท้กลับเย็นชาเสียดกระดูก ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความอาทร “ติ้งอ๋อง…เพคะ” นางเรียกซ้ำอีกครั
“และที่สำคัญ...” เสียงของนางที่เคยนุ่มนวลกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทว่าคมกริบจนบาดใจดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งพ้นฝัก“สินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดนำไปใช้ปูทางสู่อำนาจประดับหน้าตาตนเองได้อีกต่อไป ข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทั้งที่เป็นของข้า...และของท่านแม่ รวมถึงทวงคืนหนี้เลือดที่พวกเขาสลักไว้บนดวงใจท่านแม่ และพวกเขาต้องชดใช้คืนร้อยเท่า”แม่เฒ่าจางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับถูกกาลเวลากรีดซ้ำนางมองดูคุณหนูที่ตนชุบเลี้ยงด้วยความขมขื่นใจ ก่อนจะถอนใจยาว เอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งใด“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้ว ข้าก็มิอาจฉุดรั้งหงส์ให้กลายเป็นเป็ดในปลักโคลนได้อีกต่อไป... แต่ หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ จวนแม่ทัพคือรังหมาป่าที่กินคนโดยไม่คายกระดูก... เจ้าจะเดินเข้าไปเพียงลำพังมิได้”หญิงชราหันไปทางประตูม่านไม้ไผ่ด้านหลังเรือน “อาหนิง... เข้ามานี่ซิ”เด็กสาวร่างบางก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคล่องแคล่ว นางมิได้มีกิริยาอ่อนช้อยดุจสาวใช้ในเมืองหลวง มิได้ก้มหน้าดูอ่อนแออย่างสาวใช้ทั่วไป ทว่าดวงตาซุกซนฉายแววเฉียบคมเกินวัย และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อาหนิงทรุดกายลงคุ







