Masukจากองค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์ กลายเป็นสตรีชาวไร่ชาวสวนครอบครัวยากจน โชคดีที่ยังมีตำราพิเศษและแมวดำแสนน่ารักคอยช่วยเหลือ ปฏิบัติการหาเงินเพื่อจุนเจือครอบครัวจึงเกิดขึ้น! นางคือองค์หญิงใหญ่ หมิงจู ผู้สง่างาม แต่เพราะวาสนานี้สั้นนัก มารดาแท้ๆตายจาก บิดาไม่รักใคร่ ซ้ำยังสั่งโบยนางจนตาย แต่เหมือนด่านเคราะห์ครานี้จะยังไม่จบไม่สิ้น นางเกิดใหม่ในร่างของ ไป๋เยว่ซิน หญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทกับครอบครัวที่ยากจน นอกจากต้องหาทำกินเลี้ยงปากท้องแล้ว นางยังจะต้องสู้รบปรบมือกับคนชั่วที่จ้องจะเอาเปรียบตนอีกชีวิตนี้ไม่ง่ายเลย ดูแล้วสวรรค์ยังคงไม่พอใจในความลำบากของนาง จึงส่ง หยางซี แม่ทัพใหญ่ตระกูลหยาง เข้ามาพัวพันกับนาง ยิ่งนางไม่อยากเจอเขา เขาก็ยิ่งมาปรากฏตัวใต้ครรลองสายตาของนางอยู่ตลอดเวลา และเส้นทางชีวิตของไป๋เยว่ซินต้องวนกลับเข้าไปในวังวนของราชสำนักอีกครั้ง อีกทั้งยังมีเรื่องราวที่นางและหยางซีต้องจัดการอีกหลายเรื่อง ทั้งการตายอย่างเป็นปริศนาของมารดาหยางซีและการกลับมาของมารดาไป๋เยว่ซินซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน สุดท้ายแล้ว พวกเขาจะพบคำตอบด้วยตนเองหรือว่าต้องใช้ตำราพิเศษและเจ้าแมวดำคอยช่วยกันนะ?
Lihat lebih banyakแผ่นดินใหญ่กลับคืนสู่ความสงบสุขร่มเย็น ท้องฟ้าเหนือนครหลวงทอแสงสดใสราวกับจะร่วมยินดีให้กับจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และแล้ววันมงคลที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงงานแต่งงานระหว่าง ฉินซีและไป๋เยว่ซิน ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมฐานะ ขบวนขันหมากและรถม้าเจ้าสาวประดับประดาด้วยผ้าไหมสีชาด ยาวเหยียดตั้งแต่หัวถนนมุ่งตรงสู่จวนตระกูลฉิน เสียงกลองมงคลและเสียงสังคีตดังก้องกังวานไปทั่วทั้งนครหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มของผู้คนนับพันที่มาร่วมส่งคำอวยพรภายในห้องพิธีการอันโอ่อ่า ไป๋เยว่ซินสวมชุดคลุมหงส์สีแดงสดปักดิ้นทองคำอย่างอลังการ บนศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับมุกระย้า ยามนางก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเคียงคู่มากับฉินซีในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงผู้สง่างาม สายตาของขุนนางและแขกเหรื่อต่างจ้องมองด้วยความชื่นชมในความเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบยก“กราบไหว้ฟ้าดิน”“กราบไหว้บิดามารดา”“สามีภรรยากราบไหว้ซึ่งกันและกัน”อวี๋ฝูนั่งอยู่บนเก้าอี้และมองดูบุตรสาวด้วยรอยยิ้ม เพราะนางเป็นเพียงคุณหนูสามจึงไม่อาจออกหน้าอันใดได้มากนัก แต่นางกลับไม่คิดมากเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยทอดมองบุตรสาวของนางกับฉินซีด้วยรอยยิ้มอันนุ่มนวล หยา
บานประตูอารามหลวงบนยอดเขาสูงเปิดแย้มรับสายลมเหน็บหนาว แสงตะวันยามอัสดงส่องลอดก้อนเมฆลงมากระทบผืนกระเบื้องเย็นเชียบ เมื่อเงาร่างของอวี๋ฝูก้าวพ้นประตูไป หมิงอวี้ก็รีบวิ่งเข้าไปหาบิดาแท้ๆ น้ำตาของเขาไหลพรั่งพรูเต็มสองแก้ม “เสด็จพ่อ! เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”หมิงอวี้ใช้สองมือที่สั่นเทาประคองร่างของบิดาขึ้นมา ฮ่องเต้หมิงต่งยามนี้ไม่อาจขยับร่างกายได้อีกแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างแดงฉานหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดได้เอ่อล้นออกมาจนเขาแทบกระอักโลหิต“องครักษ์! รีบเข้ามาประคองเสด็จพ่อกลับวังหลวงเร็วเข้า!”หมิงอวี้ร้องสั่งเสียงสั่นเครือ ทหารองครักษ์และข้าราชบริพารรีบเข้ามาช่วยกันประคองร่างอดีตเหนือหัวทันที ทว่าในจังหวะที่กำลังถูกคนหามออกไป รฮ่องเต้หมิงต่งกลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ฝืนขยับข้อมืออันสั่นเทา ยื่นออกไปคว้าจับข้อมือของ ไป๋เยว่ซินเอาไว้ปลายนิ้วอันเย็นชืดและแห้งกร้านของอดีตฮ่องเต้ คว้าจับข้อมือของหญิงสาวเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือในครานี้ นางจะหายลับไปตลอดกาล ดวงตาอันฝ้าฟางและเต็มไปด้วยน้ำตาของฮ่องเต้หมิงต่งจ้องมองใบหน้าของไป๋เยว่ซิ
ยามที่ไป๋เยว่ซินรู้ความจริงว่าอวี๋ฝูมุ่งหน้าไปยังอารามหลวงบนยอดเขา ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ฮ่องเต้หมิงต่งปลีกวิเวกประทับจำศีลอยู่ หญิงสาวรู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้มารดาเดินทางไปเพียงลำพังได้ เมื่อฉินฟงทราบเรื่อง เขาก็ไม่รอช้าเร่งพาไป๋เยว่ซินออกตามหาฮ่องเต้หมิงอวี้ ซึ่งในเวลานั้นกำลังเสด็จออกไปตรวจราชการและจัดการธุระอยู่นอกวังหลวงพอดี พาหมิงอวี้ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังวัดบนยอดเขาอย่างเร่งรีบที่สุดภายในรถม้าที่กำลังวิ่งควบไปบนเส้นทางขรุขระอย่างบ้าคลั่ง ความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซุกซ่อนไว้ถูกเปิดเผยขึ้นทีละน้อย ฉินซีตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดให้หมิงอวี้ฟัง ว่าแท้จริงแล้ว คุณหนูอวี๋สามแห่งจวนตระกูลอวี๋ ก็คือ สวีฝู อดีตสวีฮองเฮาผู้ที่ทุกคนคิดว่าสิ้นชีพไปแล้วในอดีต! ขณะเดียวกัน ไป๋เยว่ซินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเปิดเผยตัวตนว่านางก็คือ องค์หญิงใหญ่หมิงจู บุตรสาวแท้ๆ ของสวีฮองเฮาที่หวนคืนมาจากความตายเช่นเดียวกันหมิงอวี้นั่งนิ่งอึ้ง สายตาเต็มไปด้วยความสับสนและตกตะลึงอย่างถึงที่สุด!อันที่จริงหมิงอวี้รู้จากฉินซีแล้วว่าไป๋เยว่ซินคือหมิงจูบุตรสาวของสวีฮองเฮาจริงๆ ทว่าสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือการ
ท่ามกลางหมอกหนาและสายฝนที่ตกโปรดปรายปกคลุมยอดเขาสูง อารามหลวงอันเงียบสงบยามนี้เปรียบเสมือนกรงขังมืดมิดที่ตัดขาดจากโลกภายนอก เสียงเคาะไม้และเสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ยิ่งทไให้บรรยากาศภายในอารามหลังใหญ่วังเวงมากยิ่งขึ้นอวี๋ฝูในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายทว่าประณีต กำลังรอคอยโอกาศอย่างอดทน เมื่อหนทางสะดวกแล้วนางจึงลอบแฝงตัวเข้ามาในอารามหลวง ซึ่งอดีตฮ่องเต้หมิงต่งกำลังประทับนั่งสมาธิอยู่หน้าพระโพธิสัตว์องค์ใหญ่มือเรียวบางของนางขณะค่อยๆ วางกระถางธูปหอมขนาดเล็กไว้ตรงมุมอับ ปล่อยให้ควันธูปสีเทาบางเบาลอยเอื่อยๆ กลิ่นหอมแปลกประหลาดเจือปนอยู่ในอากาศ มันคือกำยานพิษชนิดเดียวกับที่นางเคยใช้จัดการหยางเจินลี่ ทว่าคราวนี้นางปรับเปลี่ยนแผนใหม่ มิได้มุ่งหมายให้คนชั่วเสียชีวิตในทันที หากแต่ค่อยๆ ปล่อยให้พิษแทรกซึมผ่านลมหายใจ จนคนสูดดมกลายเป็นอัมพาตเส้นประสาทและกล้ามเนื้อขยับไม่ได้ ส่วนนางก็กินยาแก้พิษเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พิษนั้นย่อมไม่ส่งผลอันใดต่อนางฮ่องเต้หมิงต่งทรงรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกายทันที พระองค์ทรงพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ทว่าแขนขากลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยแท่งเหล็ก เส้นเสียงในลำคออุด
หยางซียกยิ้มมุมปาก ก่อนจะควบม้าตามนางไปอย่างรวดเร็ว ไป๋เยว่ซินร้อนใจเป็นอย่างมาก ฟังจากที่หยางซีบอกเล่ามาก่อนหน้านี้ คาดว่าคนตระกูลหลินจะต้องพาไป๋เซียงไปขายที่หอนางโลมต่างอำเภอเป็นแน่ เพราะทิศทางที่คหบดีหลินมุ่งหน้าไปคืออำเภออี้ซาน ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำสายใหญ่และสามารถเดินทางข้ามไปอีกแคว้นหน
คำพูดของหยางซีทำเอาไป๋เยว่ซินนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน นางพลิกกายไปมา โดยมีเจ้าอาซานคอยจ้องมองอย่างไม่ลดละ จนมันทนไม่ไหวจึงบอกว่าหากนางยังไม่ยอมหลับเสียที มันจะใช้อุ้งเท้ามังคุดตบท้ายทอยนางให้สลบเสียเช้าวันนี้อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวไม่น้อยเลย ไป๋เยว่ซินตื่นมาแต่เช้า หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว
ไป๋เยว่ซินเดินมาตามทางอย่างไม่รีบไม่ร้อน สองข้างทางมีเหล่าชาวบ้านที่ออกมาทำนาให้เห็นเป็นระยะ นางผ่านที่ใดก็แบ่งชาลิ้นจี่ให้พวกเขาได้ลองชิมดู ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยเลิศรสยิ่งนัก ไป๋เยว่ซินยิ้มตาหยี ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปที่แปลงนาทันที เมื่อมาถึงยังแปลงนา นางก็รีบนำชาลิ้นจี่ไปให้
เมื่อส่งหยางซีกลับไปแล้ว นางจึงเดินกลับเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเข้ามาถึงก็พบว่าทุกคนกำลังมองมาที่นางเป็นตาเดียว ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเดินเข้ามาดึงนางไปนั่งลงกลางวงสนทนาพลางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น"เยว่เอ๋อร์ เจ้าบอกป้าสะใภ้มา เจ้ากับใต้เท้าหยางคนนั้น..."ไป๋เยว่ซินที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มแทบจะพ่นน้ำออกมาจากปาก












Ulasan-ulasanLebih banyak