Mag-log inท้องพระโรงยามเช้าปกคลุมด้วยบรรยากาศตึงเครียด ราชกิจดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊เรียงแถวตามตำแหน่ง เสียงฝีเท้าและการขยับกายค่อย ๆ สงบลง เมื่อฮ่องเต้เยล่วี่ซ่งประทับบนบัลลังก์มังกร
ฎีกาที่ว่าด้วยภัยแล้งในมณฑลซานหนิงได้ถูกรวบรวมและถวายขึ้นล่วงหน้าแล้ว หลายวันมานี้ชื่อของซานหนิงปรากฏในราชสำนักไม่ขาดสาย
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมายังท้องพระโรง ดวงพระเนตรเย็นเฉียบ
“ภัยแล้งซานหนิง…ราษฎรเดือดร้อนหนัก” พระสุรเสียงราบเรียบ แต่กดทับทุกลมหายใจ
“ฎีกาทั้งหมด เราได้อ่านแล้ว”
“วันนี้ เราต้องการมิใช่ถ้อยคำสวยหรู” พระเนตรกวาดผ่านขุนนางทีละคน ในท้องพระโรงช้า ๆ
“ขุนนางทั้งหลาย ผู้ใดมีแนวทางที่เฉียบขาด พอจะบรรเทาความทุกข์ของราษฎรได้ในบัดนี้ จงกล่าวมา”
พระพักตร์ของฮ่องเต้อ่อนล้ากว่าทุกวัน พระหัตถ์ที่วางบนพนักบัลลังก์สั่นเล็กน้อย ทว่าพระสุรเสียงแม้จะอ่อนแรงและสั่นเครือ กลับยังคงรักษาความหนักแน่นไว้ได้
ยังไม่ทันที่ความเงียบจะจางหาย องค์ชายรอง เยล่วี่เฉิงไม่รอช้า รีบก้าวออกมากลางท้องพระโรงอย่างมั่นคง คำนับอย่างพอดีด้วยท่าทีสุขุมและนอบน้อม เสื้อคลุมครามเข้มขับให้ท่วงท่าสง่างาม ดุจผู้ที่คุ้นเคยกับการยืน ณ จุดศูนย์กลางอำนาจเขาถวายรายงานด้วยความมั่นใจ
“ทูลเสด็จพ่อ... ลูกเห็นว่า การเร่งส่งเสบียงจากคลังหลวงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอพ่ะย่ะค่ะ ลูกขอเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานตรวจตราพิเศษ และจัดซื้อธัญพืชจากต่างแคว้นโดยเร็วที่สุด แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็สามารถบรรเทาความอดอยากได้ในคับขันอย่างทันท่วงที”
เสียงเห็นพ้องดังขึ้นแทบจะในทันที ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนพยักหน้าโดยไม่ลังเล บางคนถึงกับก้าวออกมาค้อมกายสนับสนุน ซูผิงอัน ฮองเฮาผู้เป็นพระมารดาแย้มพระสรวลบางด้วยความภาคภูมิ ดวงตาเปล่งประกายพึงพอใจ และกล่าวสนับสนุนโอรสทันที
“ความคิดของอ๋องหย่ง รอบคอบยิ่งนักสมกับเป็นโอรสแห่งราชวงศ์” น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงการประกาศสถานะ
“ยามบ้านเมืองคับขัน แม้จะสิ้นเปลือง แต่ชีวิตราษฎรย่อมอยู่เหนือเงินตรา สมควรดำเนินการโดยเร็ว” หลายสายตาหันไปทางองค์ชายรองด้วยแววชื่นชม
แต่ฮ่องเต้เยล่วี่ซ่ง กลับขยับพระวรกายเล็กน้อย พระเนตรหรี่ลงและตรัสขัดขึ้น
“การกว้านซื้อธัญพืชจากต่างแคว้น...จะนำมาซึ่งความผันผวนของราคาในระยะยาว” สุรเสียงแผ่ว แต่เย็น
“ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้พ่อค้าต่างเมืองกุมราคาไว้ในมือ และถือโอกาสเข้ามากดขี่ราษฎรต้าเหยียน... วิธีนี้มิใช่ทางแก้ของแผ่นดิน และเป็นการแก้ปัญหามิใช่วิธีที่ยั่งยืน”
ความเงียบตกกระทบลงทันที แม้เสียงตรัสจะแผ่วเบา แต่คำพูดนั้นเฉียบคมคล้ายยังไม่ถูกใจนัก เยล่วี่เฉิงก้มศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม ซ่อนความอับอายไว้ในใจ กับดวงตาจะมีประกายไม่ยินยอมวาบหนึ่ง
ก่อนที่ใครจะเอ่ยต่อ เสียงหนึ่งดังขึ้น นุ่ม ช้า และเฉือนลึก
“โอ...อ๋องติ้ง”
ซูผิงอัน ฮองเฮาเอียงพระพักตร์ไปทางองค์ชายเยล่วี่ซุ่น ที่นางจะต้องใช้เป็นหมากกำบัง สายตาที่มองโอรสไม่ได้ถูกใจมากนัก แต่รอยยิ้มยังคงอยู่ ความอ่อนโยนนั้นฉาบใบหน้า
“เช้านี้… ดูเหมือนว่าโอรสองค์โตของข้าจะยังไม่ตื่นเต็มที่กระมัง” คำพูดเบา น้ำเสียงอ่อนหวาน แต่คำพูดกลับเหน็บแนม แทงบาดลึกยิ่งกว่าเหล็กร้อน ท้องพระโรงเงียบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอทุกคน
“เหมือนว่าวันนี้อ๋องติ้งจะรีบมาถึงท้องพระโรง อาภรณ์ถึงไม่เป็นระเบียบนัก สุราจากตำหนักคงแรงจนทำให้เจ้าอ่อนเพลียเกินจะฟังราชกิจสำคัญได้แล้วกระมัง... นี่ถึงกับละเลยความเรียบร้อยจนเสียรูปโฉมของเชื้อพระวงศ์ เห็นที...แม่คงต้องหาคนดูแลเจ้าเพิ่มกระมัง”
ทุกสายตาขุนนางในท้องพระโรงหันไปถมเข้าใส่ องค์ชายใหญ่ทันที บางคนแย้มยิ้ม บางคนมองอย่างประเมินค่า แต่ล้วนเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและรังเกียจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเยล่วี่เฉิง ที่ได้รับความโปรดปรานจากพระมารดาเป็นพิเศษ เขายังยืนอยู่ด้านหน้าด้วยท่าทางหยิ่งยโสในใจ แต่ที่แสดงออกมาคือความห่วงใยผ่านเสียงกระซิบที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“พี่ใหญ่…เมื่อคืนตำหนักชิงหลันคงครึกครื้นมาก ข้าได้ยินมาว่า…เสียงขลุ่ยและเสียงหัวเราะไม่หยุดจนถึงยามโฉ่ว”
เสียงหัวเราะเบา ๆ เสียงไอของผู้ที่พยายามกลั้นหัวเราะ เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นแผ่วเบาเกินกว่าจะถือว่าเสียมารยาทไปทั่วแถวขุนนาง
เยล่วี่ซุ่นรับรู้ถึงความจงใจในการประชดประชันนี้ เขาคิดเพียงเสี้ยววินาที ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตนเอง คลึงขมับไล่ความมึนงง แล้วยิ้มขืน ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูเหลาะแหละและอ่อนแอที่สุด ราวกับเพิ่งตื่นจากอาการเมาค้าง ยิ่งตอกย้ำให้เขาดูเหมือนองค์ชายเจ้าสำราญไร้สมอง
“เสด็จแม่... ทรงมีสายตาเฉียบแหลมดังเดิม และทรงกล่าวถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยอย่างอ่อนแรง
“ลูกขอทูลตามตรงว่า…เมื่อคืนลูกจัดงานเลี้ยงดึกไปหน่อย... ไป๋เหม่ย นางรำที่เสด็จแม่ประทานมา เต้นรำได้งดงามนัก ทำให้ลูกชายผู้นี้เผลอหลงใหลจนลืมวันลืมคืนไปเลยพ่ะย่ะค่ะ...เรื่องบ้านเมือง” เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อราวกับไม่ใส่ใจสายตารอบข้าง
“ลูกว่า...ก็ปล่อยให้เสด็จแม่กับน้องรอง ผู้มีความสามารถจัดการเถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกชายผู้นี้ขอแค่ได้ดื่มสุราดี ๆ และอยู่กับสาวงามก็เพียงพอแล้ว” เขาหัวเราะแผ่ว ๆ อย่างไร้พิษภัย คำพูดนั้นตกลงกลางท้องพระโรง เหมือนเขาสละบางสิ่งออกจากมืออย่างจงใจ
“หากเช้านี้หากมีสิ่งใดผิดพลาด บุตรชายผู้นี้ขอน้อมรับคำตำหนิทั้งหมด” น้ำเสียงของเขาไม่สู้ดีนัก ราบรื่นแต่แฝงความง่วงเฉื่อย ไหล่กว้างของเขาสั่นเล็กน้อยราวกับรับคำด่าด้วยความละอาย แต่แท้จริงแล้ว เขากำลังกลั้นหัวเราะเย้ยหยันในใจ
ขุนนางต่างมองหน้ากัน บางคนแย้มยิ้มกว้างขึ้น เหยียบซ้ำอย่างพึงใจ คำพูดที่ดูโง่เขลาไร้ความรับผิดชอบนี้ ทำให้ขุนนางบางคนต้องก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มเกือบหลุดหัวเราะ องค์ชายเจ้าสำราญ… โง่เขลา ปากพรั่งพรูยิ่งกว่าลิงในตลาด
เยล่วี่เฉิง ยิ้มเยาะอย่างได้ใจ ส่วนฮองเฮาซูผิงอัน พยักหน้าเล็กน้อยในใจอย่างพึงพอใจ นางหัวเราะเบา ๆ อย่างขบขันปนดูแคลนในคำสารภาพตรงๆ ของโอรสองค์โต ก่อนที่องค์ชายรองแสร้งกล่าวเหย้าผู้พี่ต่อ
“พี่ใหญ่…วันนี้ถือว่าทรงมีเรี่ยวแรงฝืนยืนเข้าเฝ้าได้ตรงกว่าทุกวัน เห็นแบบนี้ข้าก็โล่งใจ นึกว่าจะต้องมีคนพยุงออกมาเหมือนคราวก่อน หรือว่าจะต้องเชิญหมอหลวงมาประจำท้องพระโรงเสียอีก”
“ใช่ๆ...อ๋องติ้ง…วันนี้ทรงยืนได้ตรงกว่าทุกวัน ทันได้ตื่นมาเข้าเฝ้าก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว”
เสียงขุนนางบางส่วนสะกิดกันเบา ๆ หัวเราะหึในลำคอ เยล่วี่ซุ่นเงยหน้าขึ้นยิ้มรับเล็กน้อย ยิ้มที่ดูโง่เขลาในสายตาคนอื่น แต่ดวงตาดำสนิทใต้ขนตายาวทอแววไร้พิษสง และนิ่งสงบจนน่าประหลาด
ฮ่องเต้เยล่วี่ซ่งทอดพระเนตรพระโอรสองค์โตเนิ่นนาน พระโอษฐ์คล้ายจะตรัสอะไร แต่สุดท้ายสิ่งที่หลุดออกมากลับเป็นเพียง ลมหายใจอันแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอันหนักหน่วง ความผิดหวังนั้น ไม่ต้องมีคำใดอธิบาย
“พบสิ่งนี้ในตัวมันพ่ะย่ะค่ะ”เยล่วี่ซุ่นรับมันมาอย่างช้า ๆ พลิกดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ป้ายทองแดงมีขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวด้านหนึ่งสลักลวดลายพยัคฆ์คาบดาบไร้หัว ส่วนอีกด้านกลับว่างเปล่า มีเพียงรอยบากเล็ก ๆ สามรอยอยู่ตรงขอบ เขาหรี่ตาลง“เคยเห็นหรือไม่” ทั้งฟางซูและหลี่เหยียนต่างส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นพ่ะย่ะค่ะ แต่จากเนื้อทองแดงและวิธีการหล่อ ดูมิใช่สิ่งที่โจรป่าทั่วไปจะมีได้”“พระองค์ทรงรู้จักป้ายนี้หรือเพคะ” เซี่ยเยี่ยนหลิงเอ่ยถาม พลางจ้องมองตราสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์คาบดาบไร้หัวที่สลักอยู่อย่างถี่ถ้วน“ข้าไม่เคยเห็นตรานี้มาก่อน... แต่เคยเห็นป้ายลักษณะเดียวกันในคดีหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน...” เยล่วี่ซุ่นใช้นิ้วลูบผ่านรอยสลักบนป้ายอย่างแผ่วเบา“นี่ไม่ใช่ป้ายของโจร”“ท่านอ๋องหมายความว่า...”ลวดลายบนป้ายนี้ตัดเส้นทางไม่ให้สาวไปถึงตัวผู้บงการตัวจริงได้โดยง่าย... ผู้ที่วางแผนนี้มีความแยบคายและระมัดระวังตัวยิ่งนัก พวกมันไม่ยอมทิ้งร่องรอยที่จะสาวถึงผู้สั่งการได้เลยแม้แต่น้อย การที่พวกมันเลือกใช้คนจากตลาดมืด ให้ทำลายชื่อเสียงสตรีมากกว่าการลอบสังหารเอาชีวิต ยิ่งเป็นตัวยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า...เป้าหมายอันโสม
ล้อรถม้าสั่นสะเทือนรุนแรงผิดปกติจนถ้วยชาบนโต๊ะเล็กสั่นกระทบกันเบา ๆ รอยยิ้มหยอกเย้าบนใบหน้าของเยล่วี่ซุ่นเลือนหายไปในพริบตา แววตาอบอุ่นเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ซุ่มล่า เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทอดสายตาผ่านม่านรถม้าออกไปยังเส้นทางเบื้องหน้า“หลี่เหยียน หยุดรถ” น้ำเสียงนั้นมิได้ตวาดดัง ทว่ากลับเย็นเยียบและทรงพลังจนคนฟังไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาที หลี่เหยียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าชะงักกึก ก่อนรีบดึงบังเหียนม้าเต็มแรง“ท่านอ๋อง...”“สั่งให้หยุด!” คราวนี้เสียงหนักแน่นและเด็ดขาดขึ้นเอี๊ยด! เสียงคมไม้และเหล็กครูดยึดลงกับพื้นดิน รถม้าคันหน้าหยุดลงทันที ส่งผลให้รถม้าทั้งขบวนหยุดนิ่งตามกันเป็นทอด ๆ เงียบ... ทั่วทั้งผืนป่าพลันเงียบสงัดอย่างผิดธรรมชาติ เซี่ยเยี่ยนหลิงขมวดคิ้วเรียวสวย นางใช้นิ้วสะกิดเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองผืนป่าสองข้างทางด้วยความระวังภัย เมื่อครู่ยังยินเสียงนกและแมลงร้องขานรับกันเป็นระยะ ทว่ายามนี้กลับเงียบงันราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตพากันหลบหนีไปหมดแล้ว เยล่วี่ซุ่นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเตือน “หลี่เหยียน...” “พ่ะย่ะค่ะ” “มีคนซุ่มบนเนินเขา”สิ้นคำ…ฟึ่บ!
“การทำให้สตรีผู้หนึ่งตาย... ถือเป็นเมตตาที่มากเกินไปสำหรับนาง”ร่างระหงก้าวลงจากแท่นประทับทีละก้าว พระนางยกยิ้มบาง ๆ ทว่านัยน์ตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น “หากทำให้สตรีที่ถือดีผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ต้องอยู่ด้วยชื่อเสียงที่พังทลาย”มู่หรงเซียนหัวใจเต้นระทึกขึ้นมาทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึก เบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายความว่า...”“สตรีผู้หนึ่งสามารถทนต่อการสูญเสียทรัพย์สินได้ ทนต่อการถูกดูหมิ่นได้ แต่หากทั้งเมืองหลวงเริ่มสงสัยในความบริสุทธิ์ของนาง...” พระองค์หยุด“เมื่อนั้น ต่อให้นางยังเป็นติ้งอ๋องเฟย ตำแหน่งนั้นก็จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอนางเอง นางจะกรีดร้องขอความตายยิ่งกว่าตกฮวงซุ้ย แม้แต่สุนัขข้างถนนยังไม่อยากมอง”มู่หรงเซียนยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ดวงตาเบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายถึง...”“ข้าได้ข่าวว่าจวนแม่ทัพส่งคนไปจัดการเรื่อง ระหว่างทาง แล้วมิใช่หรือ” ฮองเฮาปรายตามองมู่หรงเซียนอย่างรู้ทัน ทำให้มู่หรงเซียนกับเยล่วี่เฉิงชะงักไปเล็กน้อย “ปล่อยให้โจรป่าพวกนั้นทำหน้าที่ปู้ยี่ปู้ยำนางให้สะใจไปก่อน... ส่วนข้า จะเตรียมงิ้วฉากใหญ่ รอรับนางอยู่ที่นี่!” พระหัตถ์เรียวค่อ
ตำหนักคุนหนิงยามบ่าย แสงแดดอุ่นทอดตัวผ่านแนวกำแพงสูงใหญ่ของวังหลวง ทว่าความเย็นเยียบภายในตำหนักคุนหนิงกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฮองเฮาในชุดหงส์ปักทอดแทรกดิ้นทองสง่างามประทับอยู่บนพระเก้าอี้ประธานฝ่ายใน นัยน์ตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยวทอดมองถ้วยชาในพระหัตถ์ที่เย็นชืดไปนานแล้วด้วยรอยยิ้มลึกล้ำยากคาดเดา “หย่งอ๋อง และมู่หรงเช่อเฟย ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีประจำตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงาน “ให้พวกเขาเข้ามา” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ เยล่วี่เฉิงและมู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้าสู่โถงตำหนัก ทันทีที่เห็นพระพักตร์ของฮองเฮา ทั้งคู่ก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงทำความเคารพตามราชประเพณี “ถวายพระพรเสด็จแม่” “ลุกขึ้นเถิด”“ขอบพระทัยเสด็จแม่” “พวกเจ้ามีสิ่งใดจึงมาหาข้าพร้อมกันยามนี้”มู่หรงเซียนเพิ่งลุกขึ้นได้ไม่ทันไร ก็ทิ้งตัวลงสะอื้นไห้โฮราวกับหัวใจสลาย ร่างสั่นสะท้านดูน่าสงสารจับใจ “เสด็จแม่เพคะ! โปรดทรงคืนความเป็นธรรมให้จวนแม่ทัพและหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!” ฮองเฮายกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตามองอย่างเย็นชา “เกิดเรื่องอันใดขึ้น เช่อเฟย... เหตุใดจึ
จวนมู่หรง“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”น้ำเสียงของมู่หรงเซียนแผดลึก แฝงไอสังหารเย็นเยียบพายในโถงรับรองของจวนแม่ทัพมู่หรง บรรยากาศกดดันจนแทบไร้อากาศหายใจ กลิ่นคาวเลือดที่มู่หรงหรงอู่กระอักออกมาคละคลุ้งผสมกับกลิ่นชาเข้มข้น รังสีอาฆาตพุ่งสูงขึ้นจนทาสรับใช้รอบนอกต่างสั่นสะท้าน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“นังเซี่ยเยี่ยนหลิงมันบีบเราถึงเพียงนี้... ข้าจะไม่ยอมให้นังลูกอนุขยะนั่นได้เสพสุขในฐานะติ้งอ๋องเฟยเป็นอันขาด มันกล้าเหยียดหยามเช่อเฟยอย่างข้า!”นัยน์ตาของมู่หรงเซียนแดงฉานด้วยความคลั่งแค้น นางกำหมัดแน่นจนเล็บยาวที่เคลือบสีชาดจิกเข้าเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัปยศมู่หรงหรงอู่ซึ่งเพิ่งถูกพยุงขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ปาดคราบเลือดตรงมุมปากอย่างช้า ๆ ใบหน้าของแม่ทัพผู้ผ่านศึกกลับยิ่งทวีความเหี้ยมเกรียม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาต“นังเด็กเนรคุณนั่น ผู้ใดให้ความกล้ามันเหยียบย่ำตระกูลมู่หรงได้ถึงเพียงนี้! มันกล้าสลัดจวนแม่ทัพต่อหน้าคนทั้งเมือง ทั้งยังนำคนมายึดกิจการของเราไปจนหมด...” เสียงของเขาต่ำลงทุกขณะจนฟังดูดุจเสียงขู่คำรามของปีศาจในเงามืด “หากปล่อยให้มันกลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัย แล้วเรื่องนี้จะ
รุ่งอรุณเยือนสู่เรือนไม้ป่าไผ่ แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้กระทบผ้าม่านสลัว ละอองหมอกไอเย็นยังคงลอยเอื่อยอยู่ด้านนอก เซี่ยเยี่ยนหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้คือไอร้อนแผ่ซ่านรอบกาย เมื่อหลุบสายตาลงมองก็พบว่า นิ้วมือเรียวของตนยังคงถูกประสานและกุมไว้แน่นด้วยฝ่ามือใหญ่ของเยล่วี่ซุ่นตลอดทั้งคืน อ๋องหนุ่มยังคงหลับใหล ลมหายใจของเขาปรับเป็นสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดประหนึ่งหิมะยามดึกเริ่มมีสีเลือดฝาดคืนกลับมา พิษเหมันต์ในกายถูกสกัดไว้ได้สำเร็จแล้ว นางพยายามจะถอนมือออกอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่าจะทำให้เขาตื่น ทว่าเพียงแค่นิ้วมือขยับเล็กน้อย ฝ่ามือหนากลับยิ่งกระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ “จะรีบไปไหน...” น้ำเสียงทุ้มแหบต่ำของคนข้างกายดังขึ้นทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท “ท่านอ๋อง...” เซี่ยเยี่ยนหลิงชะงัก ช้อนสายตามอง “ทรงตื่นนานแล้วหรือเพคะ”เยล่วี่ซุ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบคู่เดิมฉายแววลุ่มลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแอเมื่อคืนก่อน เขาเบือนหน้ามามองสตรีที่นอนเคียงข้างในระยะห่างเพียงคืบ “ตื่นทันได้เห็นคนบางคนแอบมองข้าอยู่นานสองนาน” แก้มเนียนของเซี่ยเยี่ยนหลิงร้อ
“หยุดมือเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาวางเพลิงในจวนแม่ทัพ”เสียงตวาดดังก้องขึ้นกลางลาน พร้อมเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มทหารในชุดเกราะพลันดังขึ้น ฉินฟง องครักษ์คนสนิทของท่านแม่ทัพมู่หรงปรากฏกายขึ้นพร้อมกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝักเพียงครึ่งเดียว แววตาคมกริบจ้องมองเปลวไฟสีส้มลุกโชน กำลังเลียไล้ชายคาเ
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”แทนที่จะพานางไปยังเรือนรับรองหรือเรือนเดิมของมารดา แม่นมหลี่กลับนำทางพามู่หรงหลิงเดินอ้อมไปยังท้ายจวนที่รกชัฏ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เรือนเหมันต์โปรย เรือนไม้หลังเล็กเก่าคร่ำคร่าที่หลังคาผุพัง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัว และมีกลิ่นอับชื้นของเชื้อราโชยคละคลุ้งออกมา หยากไย่เกาะเต็มขอบหน้าต่
“ข้าจะอยู่ดูแลท่านอ๋องเอง อยากจะลองเรียกขานท่านอ๋องดูสักครา เผื่อว่าวาสนาของข้าจะช่วยดึงปลุกพระองค์กลับมาได้บ้าง... พวกเจ้าทุกคนถอยออกไปเถิด ให้ข้าได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสักครู่” สิ้นคำสั่ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันค้อมกายทยอยถอยออกห่างอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางนั่งเฝ้าอ๋องติ้งอย่างใ
“และที่สำคัญ...” เสียงของนางที่เคยนุ่มนวลกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทว่าคมกริบจนบาดใจดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งพ้นฝัก“สินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดนำไปใช้ปูทางสู่อำนาจประดับหน้าตาตนเองได้อีกต่อไป ข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทั้งที่เป็นของข้า...และของท่านแม่ รวมถึงทวงคืนหนี้เลือดที่พวกเขาสลักไว้บ







