INICIAR SESIÓNตอนที่ 2 ฮันเม่ยหลิง
จวนตระกูลฮัน ภายในเรือนที่เงียบสงบ ฮันเม่ยหลิงในอาภรณ์แดงฉานนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองอันหม่นหมอง ใบหน้างดงามนั้นแอบแฝงด้วยรอยเศร้าเล็กน้อย ข้างกายมีซุนฮวาสาวใช้คนสนิทยืนเคียงข้าง มือเล็กสั่นไหวขณะปักปิ่นทองลงบนซ่อผมของคุณหนูของตน น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตางาม นางสะอื้นพร่าด้วยความเวทนาต่อชะตาชีวิตของคุณหนูของตน “คุณหนู…” เสียงนั้นพร่าแผ่วเบาเต็มไปด้วยความเห็นใจ ฮันเม่ยหลิงเพียงยิ้มบาง ใบหน้างามเยียบเย็นราวบุปผาต้องน้ำค้าง ริมฝีปากแดงขยับเอื้อนเอ่ยอย่างน้อมรับ “ซุนฮวา นี่คืองานแต่งของข้า เจ้าควรยินดี มิใช่ร่ำให้…” สาวใช้กลับปาดน้ำตา ดวงตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยเสียงเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายของตน “ผู้คนล้วนล่ำลือ แม่ทัพไป๋นั้นอำมหิตนักสังหารคนโดยไม่กระพริบตา อีกทั้งยังมีแค้นกับนายท่าน หากคุณหนูถูกส่งไปยังจวนตระกูลไป๋ต้องถูกสังหารเพื่อแก้แค้นเป็นแน่เจ้าค่ะ” ฮันเม่ยหลิงทอดถอนหายใจเบา ริมฝีปากยังคงยิ้มละมุนประหนึ่งยอมสยบต่อชะตาฟ้า มือขาวเอื้อมหยิบพู่กัน แต้มสีแดงลงบนเรียวปากตนเองอย่างสงบนิ่ง ใบหน้างามดุจบุปผาที่บานเพื่อต้อนรับพายุร้าย ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมเสียงไอเบา ๆ ดังลอดเข้ามา พลันตามมาด้วยเสียงเล็กใสที่คุ้นเคย “พี่หญิง! พี่หญิง!” ฮันเม่ยหลิงรีบหันไปตามเสียงนั้น เห็นร่างเล็กของเด็กชายวัยแปดปีเดินจูงมือมารดาเข้ามา มารดาใบหน้าซีดเซียว ไอเป็นระยะ ๆ ดูอ่อนแรงยิ่งนัก “เสี่ยวหรง” นางเปล่งเสียงด้วยความยินดี แววตาเต็มไปด้วยประกายเอ็นดู เด็กน้อยรีบวิ่งเข้ามาหานาง ยกหน้าขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “พี่หญิง วันนี้ท่านช่างงดงามยิ่งนัก!” ฮันเม่ยหลิงยกยิ้ม น้ำตาคลอเบ้า เอื้อมมือแตะแก้มใสของน้องชายพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวหรง จากนี้เจ้าต้องตั้งใจร่ำเรียน เมื่อเติบใหญ่จักได้ดูแลท่านแม่ได้” เด็กน้อยยิ้มตาหยี ตอบด้วยเสียงใสเจื้อยแจ้ว “ขอรับ! เมื่อวานข้าไปเรียนกับพี่หานเซี่ย ท่านอาจารย์ยังชมว่าข้าเก่งกาจนัก” ฮันเม่ยหลิงพยักหน้า แววตาเปี่ยมด้วยความปลื้มใจ “ดีนัก เช่นนี้พี่หญิงก็วางใจแล้ว” อนุหลินที่ยืนอยู่ด้านข้างก้าวเข้ามา กล่าวเสียงอ่อนโยนกับเด็กน้อย “เสี่ยวหรง เจ้าออกไปเล่นกับพี่ซุนฮวาด้านนอกก่อน” “ขอรับ ท่านแม่” เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ทันใดนั้น สาวใช้ซุนฮวาก็ก้าวเข้ามาค้อมกายเล็กน้อย เอ่ยเสียงสุภาพ “คุณชาย เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” กล่าวจบ นางก็จูงมือเด็กชายตัวน้อยออกไปนอกห้องทันที ฮันเม่ยหลิงทอดสายตาตามแผ่นหลังเล็กที่เพิ่งลับไป ก่อนจะหันกลับมาสบตากับอนุหลินผู้เป็นมารดา มารดาก้าวช้า ๆ เข้ามาหานาง มือบางสั่นสะท้านยกหวีขึ้นเกล้าผมให้นางทั้งน้ำตา ริมฝีปากซีดสั่นเอื้อนถ้อยคำด้วยเสียงพร่า “หลิงเอ๋อร์… แม่ช่างไร้ความสามารถนัก เป็นความผิดของแม่เองที่เกิดมาต่ำต้อยเป็นได้แค่อนุที่มากจากสาวใช้ชั้นต่ำ จึงมิอาจคุ้มครองเจ้าและน้องชายให้รอดพ้นเคราะห์กรรมได้…” ฮันเม่ยหลิงน้ำตาเอ่อคลอ หันมาหาผู้เป็นมารดา มือขาวเอื้อมขึ้นแตะประสานมือมารดาแน่น เอื้อนวาจาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านแม่ อย่าได้โทษตนเองเลยเจ้าค่ะ… ครั้งนี้ข้าแต่งออกไป อย่างน้อยก็ได้แลกเปลี่ยนด้วยสิ่งที่มีค่ายิ่งนักสำหรับข้า ท่านพ่อและฮูหยินเอกรับปากแล้ว ว่าจะให้เสี่ยวหรงได้เรียนหนังสือ มิให้ถูกกีดกันอีกต่อไป อีกทั้งยังจะหายามารักษาอาการของท่านให้ทุเลาลง ท่านจะได้หายทรมานจากโรคร้ายเสียที” อนุหลินน้ำตาหลั่งรินไม่ขาดสาย มือบางสั่นไหวเอื้อมไปแตะแก้มนวลของบุตรสาว แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เด็กโง่… หากมิใช่เพราะแม่ต่ำต้อย เจ้าก็มิจำต้องก้าวสู่ชะตากรรมอันโหดร้ายเช่นนี้เลย… แม่ผิดเอง…” ถ้อยคำนั้นยังไม่ทันจบ เสียงสาวใช้ก็ดังลอดเข้ามาจากภายนอก “คุณหนู คุณหนูเจ้าค่ะ ขบวนรับเจ้าสาวมาแล้วเจ้าค่ะ” ฮันเม่ยหลิงสะท้านวาบ หันมาสบตามารดา ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า มือเรียวกุมมือมารดาแน่น เอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่… ข้าต้องไปแล้ว ท่านต้องดูแลตนเองด้วยเสี่ยวหรงยังต้องการท่าน” อนุหลินพยักหน้ารับทั้งน้ำตา มือสั่นไหวยกผ้าแดงขึ้นคลุมใบหน้างามของบุตรสาววัยเพียงสิบแปดปี ความตั้งใจเดิมของนางนั้นเพียงหวังให้บุตรสาวได้ออกเรือนไปเป็นภรรยาของคุณชายธรรมดาผู้ที่รักใคร่นางอย่างจริงใจ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายห่างไกลการแย่งชิงในราชสำนัก แต่ชะตากลับผลิกผัน บุตรสาวกลับต้องแต่งเข้าตระกูลไป๋ อันเป็นศัตรูคู่แค้นของบิดา ถึงแม้จะได้แต่งเป็นภรรยาเอกแห่งจวนไป๋ แต่มีหรือที่ชายหนุ่มผู้อาฆาตแค้นผู้นั้นจักทะนุถนอม มีแต่จะรังแก ข่มเหงนาง หรือแม้แต่อาจปลิดชีวิตนางเพื่อสังเวยแก่ความแค้น อนุหลินได้แต่มองตามแผ่นหลังบุตรสาวที่ก้าวออกไปอย่างเชื่องช้า แววตานางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความอาลัย น้ำตาไหลพราก …..ตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ
ตอนที่ 36โอกาสจวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวแสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านหลังคาสูงของจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องชายอาภรณ์ของมู่ถิงถิงเบา ๆ นางก้าวช้า ๆ ตามทางเดินศิลาเรียบ โดยมีอารั่วสาวใช้คนสนิทย่างเท้าอยู่เคียงข้างเมื่อถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ มู่ถิงถิงหยุดยืน แววตาคมของนางทอดมองลอดเข้าไปภายในห้องโถงที่เงียบสงบ กลิ่นสุราปนลมอุ่นลอยออกมาจาง ๆ ไป๋เฟิงห่าวนั่งเดียวดายมือใหญ่จับขวดสุราเงินเย็นชืด ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังฝาขวด ริมฝีปากเม้มแน่น พลางกลืนสุราลงคอด้วยความโหยหาร่างสูงโน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มืออีกข้างยกแก้วขึ้นเทเหล้าใส่คอครั้งแล้วครั้งเล่า“เม่ยหลิง… ข้า…”เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า คล้ายคำเรียกจากหัวใจที่แตกสลายเขาก้มหน้าก้มตาดื่ม น้ำตาไหลเล็ดลอดลงแก้ม มือใหญ่ขยำขวดสุราแน่น ในความมึนเมา ภาพของฮันเม่ยหลิงผุดขึ้นในใจ รอยยิ้ม ใบหน้าขาวนวล กลิ่นอายของนางชัดเจนจนใจเขาสั่น“เจ้า… เจ้าอยู่ที่ใด… เม่ยหลิง…”เสียงเรียกพร่าเลือน ความปวดร้าวแล่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไป๋เฟิงห่าวล้มตัวลงกับเก้าอี้ ขวดสุราหล่นกระแทกพื้น น้ำสุราไหลริน เขาพิงตัว เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาแดงก่ำสะท้อนเพียงภาพของภรรยาอันเป
ตอนที่ 35ข่าวร้ายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ลานหน้าวังหลวงยังคงคลาคล่ำด้วยเหล่าทหารและขุนนาง แต่สำหรับไป๋เฟิงห่าวแล้ว ทุกเสียงทุกผู้คนกลับเรือนหาย เขามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งของแม่ทัพผู้เย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงความสุขใจเมื่อคิดถึงใบหน้าของภรรยาที่รอเขาอยู่ รอยยิ้มหวานนั้นยังคงฝังอยู่ในใจเขาขณะที่เขายกเท้าขึ้นหมายจะก้าวขึ้นรถม้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ก่อนที่เสียงตะโกนสั่นเครือจะดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ!!”ไป๋เฟิงห่าวขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง เห็นทหารผู้น้อยที่คุ้นตา กระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน พอเท้าแตะพื้นก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที ในมือยังจับสายบังเหียนแน่น ร่างสั่นเทา หน้าแดงก่ำเพราะควบม้าด้วยความเร่งรีบและบกพร่องต่อหน้าที่จนเกิดเรื่องร้าย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แฝงความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง“ไฟ… ไฟไหม้เรือนไผ่ขอรับ!”หัวใจของไป๋เฟิงห่าวกระตุกวูบ เสียงสั่นของทหารเอ่ยต่ออย่างสั่นระรัว“ฮูหยิน… กับ ท่านหมอเทวดา… สิ้นใจในกองเพลิงแล้วขอรับ!”วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน ร่างกายสูงใหญ่กลับยืนนิ่งราวถูกคมดาบปักกลางอก ลมหายใจของเขาขา







