LOGINแค่ทายแม่นจนถูกลูกดวงยิงตาย ‘ซูเม่ย’ หมอดูสาวจากอนาคต ก็ว่าชีวิตตัวเองอนาถพอแล้ว ไม่คิดเลยว่าตื่นมาอีกทีจะดันมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ถูกทำร้ายจนตายอย่างปริศนาในยุค 70 หลังจากพาร่างบอบช้ำกลับไปถึงบ้าน เธอก็ได้รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลี่ ทายาทโรงละครชื่อดัง ผู้มีทั้งปู่ผู้เข้มงวด แม่เลี้ยงเจ้าเล่ห์ และน้องสาวต่างแม่ที่คิดจะแย่งคู่หมั้นของเธอ ท่ามกลางเรื่องราววุ่นวายและเบาะแสที่แทบไม่มี สิ่งเดียวที่สะดุดใจที่สุดในโรงละครแห่งนี้ กลับเป็นกฎเหล็กของผู้เป็นบิดา “ห้ามขึ้นไปบนชั้นสาม” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ! ซูเม่ยมั่นใจว่าการตายของร่างนี้ต้องเกี่ยวข้องกับปริศนาบนชั้นสามอย่างแน่นอน เธอไม่เพียงจะขึ้นไปที่นั่นเพื่อค้นหาคำตอบ แต่ยังลาก ‘จางหวังเหล่ย’ นายทหารหนุ่มผู้กำลังรับภารกิจสืบสวนบางอย่างในฉางซี ขึ้นไปเป็นเพื่อนด้วย! ซูเม่ยคิดในใจ : ถ้าโดนจับได้ก็แค่บอกว่าถูกบังคับมา ใครจะเชื่อว่าคุณหนูคนหนึ่งจะกล้าบุกขึ้นสถานที่หวงห้ามด้วยตัวเอง จางหวังเหล่ยคิดในใจ : ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ก็ค่อยบอกว่าคุณหนูหลี่เป็นคนพาขึ้นมาแล้วกัน อย่างไรเธอก็เป็นทายาทของโรงละครแห่งนี้
View Moreสายฝนเดือนเจ็ดในเมืองฉางซีปี 1978 ไม่ได้ตกลงมาเพื่อชะล้างความโสโครก มันไม่ได้พร่างพรายเป็นละอองน้ำแต่กลับโหมกระหน่ำเพื่อฝังกลบความลับดำมืด
น้ำฝนเย็นจัดราวกับน้ำแข็งสาดกระหน่ำลงบนแผ่นหลัง ซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ขาดวิ่น ซ่งซูเม่ยสำลักน้ำครำและเลือดออกจากลำคอ ร่างกายกระตุกเฮือกเมื่อสติเริ่มกลับคืน ความเจ็บปวดจากบาดแผลแล่นไปทั่วร่างจนแทบทำให้เธอหมดสติอีกครั้ง แขนขาชาหนึบ ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับ
ภาพสุดท้ายในชีวิตของหมอดูจิตวิทยาเบอร์หนึ่งแห่งปี 2026 คือแสงไฟนีออนสลัวในห้องทำงานสุดหรูและประกายไฟจากปากกระบอกปืนของบอดี้การ์ดลูกค้าวีไอพีคนหนึ่งสาดสะท้อนเข้ามาในดวงตาของเธอ
ต่อให้เธอจะใช้วิธีชั้นสูงในการเจรจา หรือเตรียมทางหนีทีไล่ไว้อย่างรัดกุม ทว่าคนระดับนั้นไม่ได้มาเพื่อฟังคำทำนาย คนพวกนั้นตั้งใจมาฆ่าปิดปากตั้งแต่แรก เพราะเธอล่วงรู้ความลับมืดดำมากเกินไป
คมกระสุนเจาะทะลวงแสกกลางหน้าผาก ความตายควรจะดับสติสัมปชัญญะของเธอลงสู่ความว่างเปล่า
ทว่าตอนนี้ ซูเม่ยกลับกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นเลนในตรอกแคบที่มืดมิดและส่งกลิ่นเหม็นอับ
“อึก…”
เธอพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่เล็ดลอดออกมากลับมีเพียงเสียงครางเครือในลำคอที่แห้งผาก ภาพเพดานห้องทำงานหรูหราค่อย ๆ เลือนหายซ้อนทับเข้ากับภาพกำแพงอิฐเก่าที่มีตะไคร่น้ำเกาะหนา
ต้องขอบคุณทักษะการควบคุมสติขั้นสูงในฐานะนักจิตวิทยาที่ทำให้ซูเม่ยไม่กรีดร้องตื่นตระหนกเหมือนคนเสียสติ เธอกัดฟันแน่น ใช้ความเจ็บปวดดึงสติไม่ให้วูบดับไป
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นฝน ควันถ่านหิน และคาวเลือดอบอวลอยู่รอบตัว แต่สิ่งที่ทำให้เธอชะงัก ไม่ใช่กลิ่นเหล่านั้น
ฝ่ามือที่เคยเนียนละเอียดกลับเต็มไปด้วยรอยช้ำและรอยถลอก เสื้อผ้าหรูหราที่เคยสวมใส่หายไป เหลือเพียงเสื้อผ้าสีซีดที่เปียกชุ่มแนบเนื้อ
หัวใจของซูเม่ยกระตุกวูบ
นี่... ไม่ใช่ร่างของเธอ
ซูเม่ยรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ค่อย ๆ คลานไปยังแอ่งน้ำขังไม่ไกล ก่อนชะโงกหน้าเหนือผิวน้ำ พยายามเพ่งมองเงาสะท้อนของตัวเอง
แต่ความมืดในตรอกทำให้เธอมองเห็นได้เพียงเงาราง ๆ เธอยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะใบหน้าเบา ๆ แต่เพียงปลายนิ้วสัมผัสผิว ความเจ็บก็แล่นวาบจนเธอขมวดคิ้วแน่น
ซูเม่ยตระหนักดีว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในร่างของตัวเอง เธอฉลาดพอจะรู้ว่าร่างนี้เป็นเพียงเด็กสาววัยแรกรุ่น ต่อให้ลูบคลำอย่างไรก็คงไม่มีวันพบโครงหน้าสวยคมเฉี่ยวของซ่งซูเม่ยวัยสามสิบที่เธอคุ้นชิน
แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสกลับทำให้ลมหายใจของเธอชะงัก
โหนกแก้มและเปลือกตาบวมเป่งจนแทบลืมไม่ขึ้น ผิวแก้มสากกระด้าง และที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือบาดแผลลึกบริเวณขมับซ้ายที่ยังมีเลือดอุ่นคาวค่อย ๆ ซึมไหล ปะปนไปกับหยาดฝนไม่ขาดสาย
ก่อนที่ซูเม่ยจะทันได้หาคำตอบ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอก็โหมกระหน่ำเข้าสู่สมองอย่างบ้าคลั่ง
ภาพเหตุการณ์สุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมถาโถมเข้ามาในหัว เด็กสาวร้องขอชีวิต ท่ามกลางวงล้อมของชายฉกรรจ์สามคนในชุดเสื้อคอจีนสีเข้ม พวกมันใช้กำลังทำร้ายเธอจนร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำ ก่อนจะทิ้งเธอไว้ในตรอกมืดที่ไร้ผู้คน
หลี่ซูเม่ย... คุณหนูใหญ่แห่งโรงละครชุนฮวา
คุณหนูผู้เย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ ร้ายกาจ จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้
ซูเม่ยก้มมองเงาสะท้อนในแอ่งน้ำอีกครั้ง พลางยอมรับความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เธอไม่ใช่ซ่งซูเม่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ซูเม่ยกวาดมองบาดแผลทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้ายังอยู่ครบ แม้จะฉีกขาดจากการดิ้นรน แต่ไม่ปรากฏร่องรอยการล่วงละเมิด บาดแผลทุกแห่งล้วนเกิดจากการถูกทำร้ายและการดิ้นรนต่อสู้
ซูเม่ยสูดหายใจลึก ก่อนฝืนดึงความทรงจำช่วงสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกลับมาอีกครั้ง...
คืนนั้น หลี่ซูเม่ยแอบขึ้นไปยังชั้นสามของโรงละครชุนฮวา พื้นที่ต้องห้ามที่หลี่เจิ้นหยวนผู้เป็นพ่อสั่งปิดตาย และห้ามทุกคนย่างกรายขึ้นไปเด็ดขาด
ความอยากรู้อยากเห็นย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และราคาที่หลี่ซูเม่ยต้องจ่ายในคืนนั้น คือการได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
บนชั้นสามของโรงละครชุนฮวา เด็กสาวพบชายแปลกหน้าที่แต่งกายหรูหราผิดกับคนท้องถิ่นกำลังสนทนากับชายในเครื่องแบบ ข้างกายมีกล่องไม้ฉลุลายโบราณเปิดอ้าอยู่ ภายในบรรจุวัตถุโบราณที่เพิ่งถูกลักลอบขุดขึ้นมา พร้อมกลิ่นประหลาดที่ทั้งหอมและชวนคลื่นไส้ลอยคลุ้งไปทั่ว
หลี่ซูเม่ยตกใจจนเผลอทำแจกันดินเผาหล่นแตก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการไล่ล่า
เธอวิ่งหนีลงบันไดด้านหลังโรงละครสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลุดพ้นเงื้อมมือของพวกมัน
มีบางอย่างถูกซ่อนไว้บนชั้นสาม และพ่อของร่างนี้อาจมีส่วนรู้เห็น หรือไม่ก็ถูกบีบให้ร่วมมือ
ซูเม่ยคิดในใจ
ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อยันกายลุกขึ้นจากพื้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกฝ่าเสียงสายฝนเข้ามา...
ตึก… ตึก… ตึก…
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากรองเท้าบูตหนังเหยียบลงบนแอ่งน้ำขังดังสะท้อนมาให้ได้ยิน
ซูเม่ยรีบถอนสายตาจากผิวน้ำ ก่อนทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ร่างกายแข็งเกร็ง แสร้งทำเป็นศพไร้วิญญาณเหมือนเดิม
แสงสีเหลืองสลัวจากไฟฉายกระบอกยาวสาดฝ่าสายฝนเข้ามา ลากผ่านกำแพงอิฐเก่า ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่บนแผ่นหลังของเธอ
หญิงสาวกลั้นลมหายใจจนแทบหยุดนิ่ง ปล่อยให้หยดน้ำฝนเย็นเฉียบไหลผ่านเปลือกตาและบาดแผลบนร่างกายอย่างเงียบงัน
“นั่นไง นอนอยู่ตรงนั้น”
เสียงของชายฉกรรจ์ดังขึ้น พร้อมฝีเท้าของคนสองคนที่หยุดลงห่างจากเธอไม่กี่ก้าว
ความมืดของตรอกแคบและสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา กลายเป็นสิ่งที่ช่วยซ่อนร่างของเธอเอาไว้ได้อย่างดี ผิวน้ำขังที่เจิ่งนองสะท้อนแสงไฟฉายจนพร่าเลือน ทำให้พวกมันเห็นเพียงเงาร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เท่านั้น
“นิ่งขนาดนั้นคงไม่รอดแล้วพี่”
ชายคนที่สองพูดขึ้น พลางยกมือบังหน้าผากเพื่อกันสายฝนที่สาดเข้าดวงตา
“กลับกันเถอะพี่ ฝนตกหนักขนาดนี้ ขืนชักช้าจนพวกทหารยามผ่านมาเห็นเข้า พวกเราซวยแน่”
“ชิ! บทจะซวยก็ซวยฉิบหาย ยัยคุณหนูนี่ก็ดันแกว่งเท้าหาเสี้ยน แอบขึ้นไปบนนั้นซะได้”
ชายคนแรกสบถอย่างหัวเสีย เขาสาดไฟฉายไปมาอีกสองสามครั้งเพื่อให้แน่ใจ ก่อนปิดไฟแล้วตะโกนฝ่าสายฝน
“ไป! รีบไปรายงานนายใหญ่ว่าจัดการขยะเรียบร้อยแล้ว”
เสียงรองเท้าบูตหนัก ๆ ค่อย ๆ ห่างออกไป จนถูกกลืนหายไปกับเสียงลมพายุ ซูเม่ยยังคงนอนนิ่งอยู่แบบนั้น รอจนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีใครย้อนกลับมาอีก
“เฮือก!”
ทันทีที่แน่ใจว่าปลอดภัย ซูเม่ยก็สูดลมหายใจเข้าปอด ความตึงเครียดที่กดทับอยู่ตลอดเวลาค่อย ๆ คลายลง
ความจริงที่ว่าพวกมันจากไปโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ชัด กลายเป็นช่องโหว่เดียวที่ช่วยให้เธอรอดชีวิตมาได้
.............................................
นิยายชายหญิงเรื่องแรก เป็นยังไงบ้างคะ เปืดเรื่องมานางเอกของเราก็
สู้ชีวิตแล้ว และต่อๆไปนางเอกก็ยังคงสู้ชีวิตและโดนพระเอกสู้กลับไปเลื่อยๆเลยค่ะ 5555
ฝากติดตามคอมเม้นกันได้นะคะ
เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่เร่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนประตูจะถูกผลักเปิดออก กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดรัดกุมสีเข้มกรูกันเข้ามาภายในห้องปกติชั้นสามจะมีการผลัดเปลี่ยนกำลังขึ้นมาตรวจตราเป็นระยะ แต่เพราะเหตุวุ่นวายจากการพบศพเมื่อหัวค่ำ การลาดตระเวนจึงล่าช้ากว่าปกติ กระทั่งเมื่อพวกเขาย้อนกลับมาตรวจสอบ เสียงตะปูที่ร่วงกระทบพื้นก็กลายเป็นสัญญาณเตือนว่ามีผู้บุกรุกกลุ่มชายฉกรรจ์ชักปืนพกขึ้นพร้อมกัน ก่อนเลื่อนปลดเซฟอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีคำถาม ไม่มีการเจรจา มีเพียงคำสั่งที่ได้รับมา ฆ่าปิดปากทุกคนที่ล่วงรู้ความลับนี้ซูเม่ยกวาดตามองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สมองพยายามคำนวณหาทางรอด แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว จางหวังเหล่ยก็ลงมือก่อนในเสี้ยววินาทีที่เสียงปลดเซฟปืนดังขึ้น ชายหนุ่มตวัดเท้าเตะเข้าที่ใต้ลังไม้ใบใหญ่ที่เพิ่งถูกงัดอย่างเต็มแรง ลังไม้พุ่งกระแทกใส่ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหน้าเต็ม ๆ จนแท่งฝิ่นและอาวุธปืนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ความโกลาหลที่เกิดขึ้นบดบังสายตาของพวกมันไปชั่วขณะจังหวะนั้น จางหวังเหล่ยคว้าข้อมือของซูเม่ย ดึงร่างของเธอให้วิ่งตามไปยังบันไดหนีไฟทันที ไม่เป
หลังจัดการเรื่องศพปริศนาที่ท่าเรือด้านหลังโรงละครชุนฮวา เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดก็ค่อย ๆ สงบลงเฉินตงจำต้องถอนกำลังกลับไป แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความระแวง แต่ต่อหน้าผู้ตรวจการพิเศษจากส่วนกลาง เขาไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้ส่วนจางหวังเหล่ย หลังจากมอบหมายให้ทหารนำศพไปตรวจสอบอย่างละเอียด เขาก็ไม่ได้อยู่ต่อเพื่อพูดคุยกับใครอีก เพียงเหลือบมองโรงละครชุนฮวาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากไปเมื่อผู้คนทยอยแยกย้าย ท่าเรือที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและความวุ่นวายก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้งปู่หลี่พาซูเม่ยกลับเข้าไปในโรงละครด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ระหว่างทางชายชราถอนหายใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเพียงกำชับให้เธอกลับไปพักผ่อน และห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านในคืนนี้อีกทว่าหลังจากกลับเข้ามาในโรงละคร ซูเม่ยก็พบว่าบรรยากาศภายในนั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดข่าวเรื่องศพที่ถูกพบด้านหลังโรงละครทำให้ทั้งอาคารตกอยู่ในความเงียบ คนงานและนักแสดงต่างพากันพูดคุยด้วยเสียงเบา ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องของตัวเองเร็วกว่าปกติ ไม่มีใครอยากอยู่ด้านนอกนานนักแต่ที่น่าสนใจคือ ตั
วันที่เธอต้องเผชิญกับสายตาเหยียดหยามจากคนในบ้าน หรือวันที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกภายนอกเพียงลำพัง มีเพียงมือเหี่ยวย่นแต่มั่นคงของชายชราคนนี้ที่มักยื่นเข้ามาดึงเธอไปหลบไว้ด้านหลังเสมอ คำตำหนิที่ฟังดูรุนแรงในวันนี้ แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงเกราะกำบังที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเธอจากอันตรายที่มองไม่เห็น ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้น คือสิ่งที่ซูเม่ยสัมผัสได้มาตลอดในโลกใบใหม่ที่เธอโดดเดี่ยวและพลัดหลงข้ามกาลเวลามา น้ำเสียงดุดันนี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่จริงใจที่สุด คุณปู่ไม่รู้อะไรเลยสักนิด...ซูเม่ยคิดในใจชายชราผู้บริสุทธิ์ ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับโรงละครชุนฮวา คงกำลังถูกคนในตระกูลหลี่ รวมถึงพ่อแท้ ๆ ของเธอหลอกใช้โดยไม่รู้ตัวหญิงสาวค่อย ๆ เก็บซ่อนความสั่นไหวในดวงตา มือเรียวกำแน่นอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาว เธอให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อให้ต้องใช้สติปัญญา เล่ห์เหลี่ยม หรือทุกอย่างที่มี เธอก็จะปกป้องชายชราปากร้ายใจดีผู้นี้ รวมถึงโรงละครชุนฮวา ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอำนาจมืดและคนทรยศในตระกูลหลี่ให้ได้“ในเมื่อหัวหน้าเฉินกับเจ้าของโรงละครยืนกรานขัดขวางขนาดนี้...” เสียง
เสียงตะโกนคำว่า ‘ศพ’ ของสาวรับใช้คนหนึ่งที่ดังมาจากหลังบ้าน ทำเอาทุกคนในโรงละครชุนฮวาตกใจจนหน้าถอดสี หลี่จื้อเฉียงและเหยาเยว่หงหันมองหน้ากันท่าทางเลิกลั่กอย่างเห็นได้ชัด แต่โชคดีที่ไม่มีใครสนใจพวกเขาในตอนนั้น ขณะที่พวกคนงานในคณะงิ้วเริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่แตกตื่นกับเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกะทันหันท่ามกลางความปั่นป่วนนั้น จางหวังเหล่ยยังคงนั่งนิ่งอยู่ภายในรถ ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ความกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจนคนขับรถเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว“ร้อยเอกหยาง นำกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ท่าเรือด้านหลังทั้งหมด ดูแลไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับศพและหลักฐานเด็ดขาด” จางหวังเหล่ยสั่งการ “รับทราบครับท่าน!” จางหวังเหล่ยไม่รอช้า เปิดประตูก้าวลงจากรถ ก่อนเดินนำกำลังตรงไปยังท่าเรือส่วนตัวด้านหลังโรงละครชุนฮวาทางด้านของซูเม่ย หลังเสียงตะโกนเรื่องศพดังขึ้น รอยยิ้มตามมารยาทเมื่อครู่ก็เลือนหายไป สมองของเธอเริ่มประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ศพปริศนาที่ปรากฏขึ้นในเวลานี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหญิงสาวรีบก้าวตามกลุ่มคนไปยังท่าเรือ ระหว่างทางเธอมัวแต่สังเกตความผิดปกติรอบข้าง กระทั่งเงยหน้าขึ้นอี





